Sponsor


โฆษณาตรงนี้


Your Ads Here


โฆษณาตรงนี้

โฆษณา โทร 086 0234 655

เมื่อภัยแล้ง ไม่ใช่แค่เรื่องป่าหมด

ขอพูดต่อจากเรื่องที่่ EdiTor ได้เขียนเอาไว้ใน “ภัยแล้ง และแหล่งน้ำในชุมชน

ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อเราพูดถึงเรื่องน้ำแห้ง น้ำแล้ง เราก็มักจะพุ่งเป้าไปที่เรื่องของป่าไม้ ว่าทรัพยากรณ์ป่าไม้เหลือมากน้อยแค่ไหน และตัวเลขของพื้นที่ป่า ก็จะกลายมาเป็นคำตอบสำคัญให้กับเหล่านักวิเคราะห์ และนักวิชาการ ที่จะนำมาอธิบายขยายความถึงที่มาที่ไปของวิกฤติการณ์ภัยแล้ง ในแต่ละห้วงเวลา ในแต่ละยุคสมัย

แต่ปัจจุบันได้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก ที่เป็นที่มาของปัญหาภัยแล้ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำเพื่อการเกษตรในปริมาณที่มากเกินไป การสร้างเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำ หรือเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า รวมไปถึงปรากฏการณ์เอลนินโย่ (ปรากฏการณ์ไหลย้อนกลับของกระแสน้ำอุ่น บริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิก)

วันนี้จึงขอมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจ กับแนวความคิดความเชื่อบางอย่างที่กำลังจะถูกเปลี่ยนไป แม้วิกฤตการณ์ภัยแล้ง ยังคงมีเรื่องของป่าไม้เป็นปัญหายืนพื้น แต่ก็ได้เกิดปรากฎการณ์ใหม่ๆ ที่เราสามารถนำมาอธิบายเรื่องของปัญหาภัยแล้งได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึง นั่นก็คือ เศรษฐกิจดีทำให้เกิดภัยแล้ง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะได้เกิดขึ้นกับเมืองไทยแล้ว ถ้าใครได้ติดตามข่าวสารในช่วงนี้ก็จะทราบว่า เวลานี้รัฐได้พยายามเน้นย้ำ ให้ภาคการเกษตรใช้น้ำอย่างประหยัด และวางแผนทำการเกษตรให้ดี เพราะว่าน้ำอาจจะไม่เพียงพอสำหรับทำการเกษตร และอาจถึงขั้นทำให้ขาดแคลนน้ำอย่างหนักก็เป็นได้ (เหมือนๆ จะเป็นไปแล้ว) หากไม่ฟังคำเตือนจากหน่วยงานภาครัฐ

ที่พูดว่าเศรษฐกิจดีนั้น ไม่ได้หมายถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ (อันนี้คงทราบกันดี) หากแต่เป็นเรื่องของราคาข้าวดี และเมื่อพูดถึงราคาข้าว ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องไปพูดถึงเรื่องนโยบายที่ทางรัฐบาลออกมา

นโยบายประกันราคาข้าว ได้กระตุ้นให้ปีนี้ชาวนาหันมาทำนาปรังกันมากขึ้น (ปกติการทำนาปรัง จะทำปีละสามรอบ) คนที่ทำนาอยู่แล้วก็ขยายพื้นที่เพาะปลูก จนกระทั่งน้ำตามเขื่อนใหญ่ที่ได้สำรองน้ำไว้ ถึงวันนี้ปริมาณน้ำถูกใช้จนเกินขีดที่กำหนดไว้แล้ว นั่นหมายความว่า เรากำลังจะเข้าสู่วิกฤติน้ำแล้งของจริง เร็วๆ นี้

ที่พูดไปใช่ว่านโยบายรัฐบาลไม่ดีนะ (โปรดอ่านอีกครั้ง)

แต่ก็ใช่ว่าการทำนาจะเป็นสาเหตุหลัก ของวิกฤติการณ์ภัยแล้งในปีนี้ เพราะยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่ถูกกล่าวถึง นั่นคือ เรื่องของปรากฏการณ์ เอลนินโย่ ซึ่งส่งผลให้สภาพแวดล้อมแปรปรวน อาจเกิดภัยแล้ง หรือฝนตกชุก แล้วแต่กรณี

ส่วนกรณีของการสร้างเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำ หรือเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ที่เห็นได้ชัดและกำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ก็คงจะหนีไม่พ้นกรณีของแม่น้ำโขงที่แห้งขอดในเวลานี้ โดยสันนิษฐานกันว่าสาเหตุมาจากการที่จีนสร้างเขื่อนหลายแห่ง ซึ่งบริเวณดังกล่าวก็คือต้นน้ำของ แม่น้ำโขง นั่นเอง

ความจริงที่ยังคงเป็นจริงอยู่เสมอ นั่นก็คือ ป่าไม้ คือ ต้นกำเนิดของสายน้ำ และป่าไม้ช่วยรักษาสมดุลของโลกใบนี้เอาไว้

ก็หวังว่าพวกเราคนรุ่นใหม่ จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี แก่ป่าไม้ และแหล่งน้ำ เพื่อสมดุลที่ดีของโลกใบนี้

ภัยแล้ง และแหล่งน้ำในชุมชน

ช่วงนี้ทุกคนก็คงจะเห็นข่าวเรื่องภัยแล้งกันอยู่เนืองๆ ก็ขอนำเอาเรื่องนี้มาพูดคุยละกันนะครับ เพราะบ้านผมเองก็มีอ่างเก็บน้ำที่ค่อนข้างใหญ่อยุ่แห่งหนึ่ง และก็น่าเป็นห่วงว่าวันหนึ่ง มันอาจจะใช้ประโยชน์ไม่ได้อีกเลยก็เป็นได้

จากข่าวคราวภัยแล้ง บางเรื่องก็เป็นสาเหตุมาจากผลกระทบที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน เช่น การลดลงของป่า การเกิดโคลนเลนจนแม่น้ำลำคลองตื้นเขิน แต่สำหรับกรณีของแม่น้ำโขงนั้น สาเหตุหลักคงจะมาจากการที่ประเทศจีนมีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำขนาดใหญ่ ไว้ตอนต้นของลำน้ำโขง

กลับมาพูดถึงเรื่องในชุมชนม้งของเรากันบ้าง ผมเชื่อว่าในชุมชนม้งของเราจำนวนไม่น้อย ที่มีอ่างเก็บน้ำ และแหล่งน้ำธรรมชาติของตนเอง อย่างเช่น

บ.สองแคว จ.น่าน ก็มีน้ำตกสายเล็กอยู่ในชุมชน
บ.สบเป็ด จ.น่าน ก็มีลำธารสายใหญ่ใหลผ่าน
ต.ป่ากลาง จ.น่าน มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ (อ่างนิวซีแลนด์)
ต.เข็กน้อย จ.เพชรบูรณ์ ปัจจุบันแม้ลำน้ำเข็กน้อยจะแห้งแล้ว แต่ก็ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

ใน จ.ตาก เอง ก็มีอยู่หลายหมู่บ้านที่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

river-hmong-villages
อ่างเก็บน้ำ บ.ป่าคาใหม่ อ.พบพระ จ.ตาก ถ่ายเมื่อปี 2548

ที่เขียนเรื่องนี้ในวันนี้ แค่อยากให้ทุกคนลองสังเกตุดูแหล่งน้ำในชุมชนของตนเอง ว่าสิบปีมานี้มันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง และปีสองปีมานี้น้ำในแหล่งน้ำลดปริมาณลงหรือไม่ เพื่อเป็นข้อสังเกตุ และหาแนวทาง เพื่อให้ชุมชนของเราได้มีน้ำไว้ใช้ต่อๆ ไป ..บ้านใครมีแหล่งน้ำดี แหล่งน้ำแย่ ก็รายงานได้นะครับ

การรวมกลุ่ม ความพร้อมด้าน คน เวลา เงิน

หลังจากที่พวกเราพูดคุยกันมาหลายครั้ง ถึงกรณีการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ แก่สังคมม้งของเรานั้น วันนี้ ม้งเอเชีย ในฐานะที่เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น (หรือสถานที่เกิดเหตุนั่นเอง) ก็จะขอนำเสนอรูปแบบที่พอเป็นไปได้ หลังจากที่ EdiTor ได้เคยให้ความเห็นทิ้งท้ายไว้ในบทความเรื่อง “ม้งลาว และนกพิราบสนามหลวง”

hmong-student-activitiesต.คีรีราษฎร์ จ.ตาก “โครงการเรียนรู้ร่วมกันสรรค์สร้างชุมชน” ปี 48 งบฯ โดยรัฐบาล
เสื้อชมพูตรงกลางคือ กลุ่มนักศึกษาม้งและไทย

อันดับแรกนั้น รูปแบบที่จะเกิดขึ้นใหม่จะต้องไม่ไปซ้ำซ้อนกับ “สมาคมม้งแห่งประเทศไทย” ซึ่งผมเชื่อว่าพวกพี่ๆ เค้าได้วางรูปแบบไว้ดีอยู่แล้ว และพี่ๆ ทุกคนก็กำลังทุ่มเททำงานหนักกับมันอยู่ ฉะนั้นการจะรวมตัว หรือรวมกลุ่มในวันนี้ ไม่ควรมองข้ามตรงจุดนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานซ้ำซ้อน

สิ่งต่อมาที่เราจะต้องคำนึงถึงคือ บุคลากร เวลา และเงินทุนสนับสนับกิจกรรม ซึ่งทรัพยากรณ์เหล่านี้ ถึอเป็นทรัพยากรณ์พื้นฐาน ที่จะเป็นตัวชี้ชะตาว่า “การรวมกลุ่ม” จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ได้

ด้านบุคลากร ถือเป็นสิ่งตั้งต้นเลยก็ว่าได้ เมื่อมีการสรุปรูปแบบของกลุ่มออกมาแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ ตรงนี้เอง เราจะต้องมีบุคลากรให้เพียงพอสำหรับหน้าที่แต่ละส่วน เพียงพอในที่นี้ไม่ใช่ว่า มีหน้าที่อยู่สิบอย่าง ก็หาคนสิบคนมาทำหน้าที่ตรงนี้แล้วก็จบ แต่คนที่จะมารับผิดชอบหน้าที่แต่ละอย่างนั้น ควรจะต้องมีความรู้ ความชำนาญ ในหน้าที่ที่จะรับผิดชอบด้วย

เรื่องเวลา ตัวแปรที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องเวลาก็จะได้แก่ ความถี่ของกิจกรรม และสถานะภาพ (หรือพันธะ) ของตัวบุคลากรเอง สำหรับเรื่องความถี่ของกิจกรรมนั้น ผมเชื่อว่ายังไงเสีย เมื่อมีการจัดตั้งกลุ่มขึ้นมา หนึ่งในนโยบายที่จะต้องมีคือ ความถี่ของกิจกรรม ว่าในแต่ละปีนั้นกลุ่มควรจะมีกิจกรรมกี่ครั้ง กี่โครงการ แต่ละครั้งน่าจะใช้เวลาแค่ไหน (ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ตอนต้น)

ต่อมาก็เป็นเรื่องของตัวบุคลากร ว่าจะมีเวลาให้กับกลุ่มมากน้อยแค่ไหน เพราะแต่ละคนก็จะมีพันธะ (ภาระ) แตกต่างกันไป เช่น นักเรียนนักศึกษา ก็จะต้องมุ่งเรียนเป็นหลัก คนทำงานประจำ ก็อาจจะยากในการหาเวลามาร่วมกิจกรรมกับกลุ่ม คนที่แต่งงานแล้วกับคนโสด ก็จะมีภาระหน้าที่หนักเบาไม่เหมือนกัน

ฉะนั้นเรื่องบุคลากร และเรื่องเวลาจึงอาจถือได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะถ้าได้คนมาแต่คนๆ นั้นไม่มีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่ม ก็จะไม่มีประโยชน์อะไร

สุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของเงินทุน (งบประมาณ) ที่จะใช้ทำกิจกรรม ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับแนวนโยบายของกลุ่ม ว่าเป้าประสงค์ของกลุ่มคืออะไร เพราะการจะใช้เงินมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะของงาน

สิ่งหนึ่งที่เกี่ยวโยงกับการใช้เงินก็คือ ความถี่ของกิจกรรมกลุ่มนั่นเอง

ฉะนั้นหากคิดจะตั้งกลุ่มเราต้องมานั่งคิดกันว่า จะหาเงินทุนสนับสนุนจากที่ไหน รูปแบบการหาเงินทุนจะเป็นอย่างไร หรือหากทำแค่กิจกรรมเล็กๆ เราแต่ละคนพร้อมที่จะออกเงินทุนได้แค่ไหน ..อันนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่

ที่พูดมาทั้งหมดคือโจทย์ที่พวกเราต้องตอบ และเป็นโจทย์ที่พวกเราควรจะต้องตอบให้ได้ทุกข้อ และต่อจากนี้คือสิ่งที่ EdiTor ได้ติดค้างไว้จากบทความเรื่อง “ม้งลาว และนกพิราบสนามหลวง” (ความเห็นช่วงท้ายๆ) นั่นคือแนวคิด และรูปแบบของกลุ่ม

จากที่พวกเรามักจะพูดถึงเรื่อง “การสร้างภาพลักษณ์ที่ดี” ให้เกิดขึ้นในสังคมม้ง เพื่อให้คนภายนอกมองเห็นเราดีขึ้นนั้น แนวทางก็จะมีประมาณนี้ คือ พัฒนา และเผยแพร่ กล่าวคือเลือกชุมชนเป้าหมายสำหรับแต่ละโครงการ จากนั้นก็เข้าไปพัฒนาปรับปรุง (แนวๆ โครงการวิจัย) จากนั้นก็เผยแพร่ออกสู่ภายนอก ว่าสังคมม้งมีกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน หรือสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง เช่น ตัวอย่างชุมชนเข้มแข็ง การรักษาต้นน้ำ การทำการเกษตรรูปแบบใหม่

ช่องทางการเผยแพร่ควรจะต้องเป็นสื่อหลักอย่างเช่น หนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์ หากชุมชนใดมีสื่อท้องถิ่นก็จะยิ่งดี (สื่อท้องถิ่น เน้นหนังสือพิมพ์) ซึ่งตรงนี้เราก็จะต้องศึกษาว่าจะเข้าถึงสื่อหลักเหล่านี้ได้อย่างไร

ตัวอย่างแนวโครงการลักษณะนี้ เช่น “การอนุรักษ์ประเพณีปีใหม่ม้ง”

ก่อนอื่นก็จะต้องวางแผนงาน วางรูปแบบการนำเสนอ (เพื่อเผยแพร่) ชุมชนเป้าหมาย จากนั้นก็แบ่งหน้าที่รับผิดชอบ สำหรับ “การอนุรักษ์ประเพณีปีใหม่ม้ง” เราอาจเผยแพร่ในรูปแบบของวีดีโอสารคดี (เผยแพร่ทางโทรทัศน์) และบทความสารคดี (เผยแพร่ทาง นสพ.)

ก่อนอื่นเราก็จะต้องมาศึกษาผังรายการของโทรทัศน์แต่ละช่องก่อน ว่ามีรายการไหนบ้างที่ตรงกับสิ่งที่เราทำอยู่ หรือมีเนื้อหาที่ตรงกับสิ่งที่เราต้องการจะนำเสนอ

สำหรับสื่อหนังสือพิมพ์ เราอาจจะต้องศึกษาคอลัมน์ต่างๆ ว่ามีคอลัมน์ใดบ้าง ที่เราจะสามารถส่งเรื่องของเราใด้ทาง นสพ.พิจารณาได้

ซึ่งตัวอย่างที่กล่าวมา สิ่งสำคัญอยู่ที่วิธีการเข้าถึงสื่อ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะมองข้ามไม่ได้เลยนั่นก็คือ คุณภาพของตัวเนื้อหาที่เราต้องการจะเผยแพร่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสื่อ (เพื่อให้ได้รับการเผยแพร่) และเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

สิ่งที่ผมได้ยกตัวอย่างไป เป็นเพียงรูปแบบหนึ่ง (อย่างคร่าวๆ) ซึ่งอาจจะต้องใช้ทรัพยากรณ์หลายด้าน ความรู้ความเชี่ยวชาญพิเศษบางอย่าง แต่ก็เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ครับ

อีกรูปแบบหนึ่งที่ผมเห็นว่าง่าย และเป็นไปได้อย่างมากเลยก็คือ สิ่งที่ ม้งเอเชีย กำลังทำอยู่ นั่นคือการสร้างนักเขียน แตกยอดความคิด เพราะผมเชื่อว่า “จินตนาการ” จะมีประโยชน์มากขึ้นหากเราสามารถถ่ายทอดมันออกมา ที่สำคัญคือ ม้งเรา จะได้มีแหล่งแลกเปลี่ยนทางความคิด ความอ่าน ต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่มีผลกระทบทั้งโดยตรง และโดยอ้อมต่อสังคมม้งเรา ..ถ้าเป็นรูปแบบนี้เราก็จะมีการพบปะบ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งสุดท้ายอาจจะกลายเป็นสมาคมนักเขียน (อย่างไม่เป็นทางการ) ให้กับสังคมม้งของเราในอนาคตก็เป็นได้

ทั้งหมดนี้คือรูปแบบที่ผมพอจะคิดออก และเป็นเพียงรูปแบบที่ยังไม่ได้ขัดเกลา จากนี้ก็คงจะเป็นหน้าที่ของพวกเรา ที่จะเสนอแนวคิดในส่วนของตัวเองบ้าง

  Page 1 of 7412345678910»...Last »


+ Nuvi 260 + Samsung 55 LED TV + Best LED TV + LCD TV Deals + Best LCD TV
+ 46 LCD TV + 50 LCD TV + 52 LCD TV + Samsung LCD TV + LG TV + Sony TV + Sharp TV + 720p + 1080p + DLP TV + Samsung DLP TV + Mitsubishi 73
(more + )