การฉุด และการแต่งงาน

ที่ผ่านมาเราหลงเรียกการแต่งงานในทุกๆ กรณีว่าเป็นประเพณีวัฒนธรรม ทั้งนี้อาจจะด้วยความต่างทางด้านภาษา ที่ภาษาหนึ่งไม่สามารถสื่อออกไปให้ครอบคลุมความหมายของอีกภาษาหนึ่ง หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะทักษะและประสบการณ์ที่ต่างกัน จึงทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกันเวลาที่เราสื่อสารเรื่องใดเรื่องหนึ่งออกสู่ภายนอก

เช่นเดียวกับคำว่า “การฉุด” และ “การยินยอมตามกันไป (อีกนัยหนึ่งคือ หนีตามกันไป)” ม้งเราบางส่วนยังคงเหมารวมทั้งสองกรณีว่าเป็น การฉุด และเข้าใจว่าการฉุดนี้เองที่เป็นอัตลักษณ์การแต่งงานของม้งเรา ดังนั้นคนกลุ่มนี้จึงยืนกรานไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในเรื่องการฉุด เพราะถือว่านั่นคือประเพณีวัฒนธรรมของคนม้งที่ไม่ควรถูกกระทำหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่หากแยกแยะให้ดีแล้วจะพบว่าทั้งสองกรณีนั้นต่างกันแทบจะโดยสิ้นเชิง

สำหรับการแต่งของคนม้งเรานั้นมักพบเห็นได้ใน 3 กรณีหลักๆ คือ

1. การฉุด (ตัวอย่างตามที่เห็นในข่าวเมื่อไม่นานนี้) กรณีนี้ฝ่ายชายจะใช้กำลังบังคับหรือล่อลวงฝ่ายหญิงไปเป็นภรรยา และด้วยความเคยชินทำให้ชุมชนม้งบางพื้นที่ยังคงเพิกเฉยต่อการฉุด

ในกรณีของการฉุดนั้นผู้หญิงคนไหนทำใจได้ก็อาจอยู่ครองคู่กันไป แต่สำหรับคนที่ทำใจไม่ได้ก็อาจหนีกลับ (อย่างกรณีที่เป็นข่าว) หรือไม่ก็ฆ่าตัวตายเพราะอับจนหนทาง

อุปสรรคหนึ่งของเรื่องนี้คือกับดักทางความเชื่อที่ว่าหญิงม้งที่ได้ชื่อว่าแต่งงานแล้ว (จะด้วยพิธีกรรมเล็กๆ น้อยๆ อะไรก็ตาม) จะไม่ใช่คนของบ้านพ่อแม่ตนอีกต่อไป

2. การยินยอมตามกันไป คือกรณีที่ฝ่ายหญิงยินยอมตามฝ่ายชายไปก่อนแล้วค่อยแจ้งข่าวให้ทางบ้านทราบ จากนั้นค่อยไปกราบขอขมาพ่อแม่ฝ่ายหญิงในภายหลัง ม้งเรานิยมแต่งด้วยวิธีการนี้เพราะมีข้อดีหลายอย่างสำหรับฝ่ายชาย เช่น ถ้าฝ่ายชายไม่พร้อมในเรื่องเงินทองก็อาจอยู่กินกันไปก่อนแล้วค่อยจัดงานแต่ง และสามารถผ่อนจ่ายค่าสินสอด

ข้อดีอีกอย่างของการแต่งด้วยวิธีนี้ (เมื่อเทียบกับการสู่ขอ) คือ ช่วยลดค่าใช้จ่ายและขั้นตอนพิธีบางอย่าง ตรงนี้เองที่ผมมองว่าเป็นอีกหนึ่งจุดบอดของพิธีกรรมต่างๆ ของม้งเราที่มักแฝงด้วยหลักการเมือง

ฝ่ายชายพาฝ่ายหญิงเข้าบ้านก่อนก็จะมีอำนาจต่อรอง ต่างจากการสู่ขอที่ฝ่ายหญิงจะมีอำนาจต่อรองมากกว่า

3. การสู่ขอ นี่คือความน่าภาคภูมิใจในชีวิตการแต่งงานของฝ่ายหญิงอย่างแท้จริง เพราะด้วยวิธีการนี้ถือเป็นหลักปฏิบัติที่เป็นการให้เกียร์ติฝ่ายหญิงและครอบครัว โดยหลักการแล้วการแต่งงานด้วยการสู่ขอ ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายจะรับรู้และทำการนัดหมายเวลาร่วมกัน แต่ก็เป็นไปได้เหมือนกันที่ฝ่ายชายจะมาสู่ขอโดยไม่ให้ครอบครัวฝ่ายหญิงได้ทันตั้งตัว

การฉุดจากนี้จะไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมม้งอีกต่อไป เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิเหนือร่างกายผู้อื่น และผิดกฎหมาย สำหรับการยินยอมตามกันไปนั้นหากฝ่ายหญิงยังเป็นผู้เยาว์และพ่อแม่ไม่ยินยอม ฝ่ายชายก็อาจเสี่ยงติดคุกได้เช่นเดียวกัน

เมื่อแยกแยะการแต่งงานเป็นกรณีแบบนี้แล้ว ใครที่ยังยืนกรานจะอนุรักษ์การฉุดเอาไว้ก็คงต้องอธิบายเหตุผลของท่านต่อสังคมว่าเหตุใดหญิงม้งจึงควรถูกละเมิดสิทธิ์อันร้ายแรงนี้ต่อไป

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *