การแข่งขันที่เท่าเทียม เมื่อโลกแบนราบลง

หลังจากหนังสือชื่อ “ใครว่าโลกกลม” หรือ “THE WORLD IS FLAT” ถูกตีพิมพ์มาได้สามสีปี ในที่สุดผมก็มีโอกาสได้เป็นเจ้าของหนังสือเล่มนี้เสียที ในฉบับปรับปรุงใหม่ (Release 3.0) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา .. หนังสือเล่มนี้ ได้มาด้วยความกังวลเล็กๆ ที่ว่าสิ้นเดือนนี้ฉันจะอยู่อย่างไร (เพราะราคาหนังคือ สองเท่าของค่ามาม่าปกติของแต่ละเดือน)

ถึงแม้ราคาหนังสือจะทำให้ผมลังเลใจอยู่บ้าง แต่สุดท้ายแล้วผมก็ตัดสินใจซื้อ เพราะผมเชื่ออยู่เสมอว่า ในหนังสือเล่มหนึ่งจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่เสมอ (ในกรณีที่เลือกอ่านนะ) โดยเฉพาะ “ใครว่าโลกกลม” นั้น ถือเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ตัวผมเองไม่มีทางพลาดอ่านมันอย่างเด็ดขาด (ก็ซื้อมาแล้วนี่) และม้งเราก็ไม่ควรพลาดเช่นเดียวกัน

ใครว่าโลกกลม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือโลกนี้มันแบนนั่นเอง แต่ไม่ได้หมายความถึงการแบนราบในเชิงกายภาพของโลกใบนี้ หากแต่เป็นการแบนราบลงของระบบ หรือกลไกการแข่งขันของโลกใบนี้ นั่นหมายความว่าทุกคนกำลังก้าวสู่ความเท่าเทียมในการแข่งขัน ด้วยเครื่องมืออย่างอินเตอร์เนต และช่องทางการสื่อสารอื่นๆ โดยในหนังสือเล่มนี้ผู้แต่ง (Thomas L. Friedman) ได้แบ่งโลกาภิวัฒน์ออกเป็นสามยุค ได้แก่

ยุคที่หนึ่ง ระหว่าง ค.ศ. 1492-1800 ซึ่งเป็นยุคที่ โคลัมบัสได้ออกสำรวจเส้นทางทะเล และเปิดเส้นทางการค้าระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ ในยุคนี้อำนาจการแข่งขันขึ้นอยู่กับว่า ประเทศของคุณว่ามีอำนาจกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงเทคโนโลยีอย่างกำลังลม และเครื่องจักรไอน้ำ มากน้อยแค่ไหน ฉะนั้นบทบาทในเวทีโลกจึงขึ้นอยู่กับประเทศโดยรวม ว่าจะมีความสามารถในการแข่งขันมากน้อยแค่ไหน

ยุคที่สอง ระหว่าง ค.ศ. 1800-2000 ในยุคนี้ได้ก่อกำเนิดกลุ่มบริษัทข้ามชาติ ซึ่งก้าวสู่เวทีโลกเพื่อแสวงหาแหล่งทรัพยากรณ์ และตลาดแรงงาน ในยุคนี้โลกถูกมองว่ามีขนาดเล็กลง สืบเนื่องมาจากการลดลงของต้นทุนด้านการขนส่ง และโทรคมนาคม สาเหตุมาจากการเริ่มแพร่หลายของระบบโทรเลข (ซึ่งปัจจุบันไทยได้ยกเลิกบริการนี้อย่างถาวรแล้ว) โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เนต (เวิล์ด ไวด์ เว็บ) คำถามในยุคนี้จึงมีอยู่ว่า บริษัทของเรามีบทบาทใดในเวทีโลก และบริษัทของเราจะฉกฉวยโอกาสจากเวทีโลกได้อย่างไร นั่นคือความสามารถ และอำนาจทางการแข่งขันในเวทีโลก ถูกถ่ายโอนมาสู่ระดับองค์กร หรือบริษัทแล้ว นั่นคือระดับองค์กรมีบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น

ยุคที่สาม เริ่มจาก ค.ศ. 2000 โลกใบนี้ถูกมองว่าเล็กลงไปอีก พลังขับเคลื่อนหลักในยุคนี้ถูกมองไปที่ตัว “ปัจเจกบุคคล” กล่าวคือตัวปัจเจกบุคคลสามารถก้าวสู่เวทีการแข่งขันระดับโลกได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากเทคโนโลยีการสื่อสารในรูปแบบดิจิตอลนั่นเอง

สิ่งที่ผมต้องการสะกิดพวกเราชาวม้งก็คือ ยุคนี้เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ 3.0 ซึ่งเป็นยุคที่ตัวปัจเจกบุคคลสามารถแข่งขันในเวทีระดับโลกได้อย่างง่ายดาย ผมจะยกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ การแข่งขันบนโลกอินเตอร์เนต ปัจจุบันถ้าคุณมีคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง ที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เนตได้ คุณก็สามารถมีรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน โดยไม่ต้องไปหางานประจำทำนอกบ้าน ในการได้มาซึ่งรายได้ดังกล่าว แน่นอนว่าคุณจะต้องแข่งขันกับคนอื่นอีกเป็นล้านคนบนโลกใบนี้ เช่นการแย่งกันทำอันดับบน Google.com (อันดับที่ดีย่อมหมายถึงเรามีโอกาสขายได้มากขึ้น)

ฉะนั้นต่อจากนี้ไป ม้งเราอาจต้องเปลี่ยนทัศนคติที่ว่า ม้งเราจะมีบทบาท และสามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้ยังไง มาเป็นตัวฉันจะมีบทบาท และจะสามารถแข่งขันอยู่บนเวทีโลกอย่างไร น้ำเสียงอาจดูเหมือนเห็นแก่ตัว เหมือนผมกำลังบอกว่าพวกเราต้องสู้แบบตัวใครตัวมัน แต่เปล่าครับ ผมแค่กำลังชี้ให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ในความเป็นปัจเจกบุคคลของคุณ ในยุคโลกาภิวัฒน์ 3.0 ก็แค่นั้นเอง ว่าคุณสามารถทำอะไรได้อีกตั้งมากมาย บนเวทีโลกที่กำลังเปิดกว้างรอคุณอยู่

ต่อไปเราอาจต้องประเมินความสามารถของตัวเราเองให้มากขึ้น ไม่ใช่ความสามารถของชาติพันธู์