การแข่งขันที่เท่าเทียม เมื่อโลกแบนราบลง

หลังจากหนังสือชื่อ “ใครว่าโลกกลม” หรือ “THE WORLD IS FLAT” ถูกตีพิมพ์มาได้สามสีปี ในที่สุดผมก็มีโอกาสได้เป็นเจ้าของหนังสือเล่มนี้เสียที ในฉบับปรับปรุงใหม่ (Release 3.0) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา .. หนังสือเล่มนี้ ได้มาด้วยความกังวลเล็กๆ ที่ว่าสิ้นเดือนนี้ฉันจะอยู่อย่างไร (เพราะราคาหนังคือ สองเท่าของค่ามาม่าปกติของแต่ละเดือน)

ถึงแม้ราคาหนังสือจะทำให้ผมลังเลใจอยู่บ้าง แต่สุดท้ายแล้วผมก็ตัดสินใจซื้อ เพราะผมเชื่ออยู่เสมอว่า ในหนังสือเล่มหนึ่งจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่เสมอ (ในกรณีที่เลือกอ่านนะ) โดยเฉพาะ “ใครว่าโลกกลม” นั้น ถือเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ตัวผมเองไม่มีทางพลาดอ่านมันอย่างเด็ดขาด (ก็ซื้อมาแล้วนี่) และม้งเราก็ไม่ควรพลาดเช่นเดียวกัน

ใครว่าโลกกลม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือโลกนี้มันแบนนั่นเอง แต่ไม่ได้หมายความถึงการแบนราบในเชิงกายภาพของโลกใบนี้ หากแต่เป็นการแบนราบลงของระบบ หรือกลไกการแข่งขันของโลกใบนี้ นั่นหมายความว่าทุกคนกำลังก้าวสู่ความเท่าเทียมในการแข่งขัน ด้วยเครื่องมืออย่างอินเตอร์เนต และช่องทางการสื่อสารอื่นๆ โดยในหนังสือเล่มนี้ผู้แต่ง (Thomas L. Friedman) ได้แบ่งโลกาภิวัฒน์ออกเป็นสามยุค ได้แก่

ยุคที่หนึ่ง ระหว่าง ค.ศ. 1492-1800 ซึ่งเป็นยุคที่ โคลัมบัสได้ออกสำรวจเส้นทางทะเล และเปิดเส้นทางการค้าระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ ในยุคนี้อำนาจการแข่งขันขึ้นอยู่กับว่า ประเทศของคุณว่ามีอำนาจกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงเทคโนโลยีอย่างกำลังลม และเครื่องจักรไอน้ำ มากน้อยแค่ไหน ฉะนั้นบทบาทในเวทีโลกจึงขึ้นอยู่กับประเทศโดยรวม ว่าจะมีความสามารถในการแข่งขันมากน้อยแค่ไหน

ยุคที่สอง ระหว่าง ค.ศ. 1800-2000 ในยุคนี้ได้ก่อกำเนิดกลุ่มบริษัทข้ามชาติ ซึ่งก้าวสู่เวทีโลกเพื่อแสวงหาแหล่งทรัพยากรณ์ และตลาดแรงงาน ในยุคนี้โลกถูกมองว่ามีขนาดเล็กลง สืบเนื่องมาจากการลดลงของต้นทุนด้านการขนส่ง และโทรคมนาคม สาเหตุมาจากการเริ่มแพร่หลายของระบบโทรเลข (ซึ่งปัจจุบันไทยได้ยกเลิกบริการนี้อย่างถาวรแล้ว) โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เนต (เวิล์ด ไวด์ เว็บ) คำถามในยุคนี้จึงมีอยู่ว่า บริษัทของเรามีบทบาทใดในเวทีโลก และบริษัทของเราจะฉกฉวยโอกาสจากเวทีโลกได้อย่างไร นั่นคือความสามารถ และอำนาจทางการแข่งขันในเวทีโลก ถูกถ่ายโอนมาสู่ระดับองค์กร หรือบริษัทแล้ว นั่นคือระดับองค์กรมีบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น

ยุคที่สาม เริ่มจาก ค.ศ. 2000 โลกใบนี้ถูกมองว่าเล็กลงไปอีก พลังขับเคลื่อนหลักในยุคนี้ถูกมองไปที่ตัว “ปัจเจกบุคคล” กล่าวคือตัวปัจเจกบุคคลสามารถก้าวสู่เวทีการแข่งขันระดับโลกได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากเทคโนโลยีการสื่อสารในรูปแบบดิจิตอลนั่นเอง

สิ่งที่ผมต้องการสะกิดพวกเราชาวม้งก็คือ ยุคนี้เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ 3.0 ซึ่งเป็นยุคที่ตัวปัจเจกบุคคลสามารถแข่งขันในเวทีระดับโลกได้อย่างง่ายดาย ผมจะยกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ การแข่งขันบนโลกอินเตอร์เนต ปัจจุบันถ้าคุณมีคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง ที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เนตได้ คุณก็สามารถมีรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน โดยไม่ต้องไปหางานประจำทำนอกบ้าน ในการได้มาซึ่งรายได้ดังกล่าว แน่นอนว่าคุณจะต้องแข่งขันกับคนอื่นอีกเป็นล้านคนบนโลกใบนี้ เช่นการแย่งกันทำอันดับบน Google.com (อันดับที่ดีย่อมหมายถึงเรามีโอกาสขายได้มากขึ้น)

ฉะนั้นต่อจากนี้ไป ม้งเราอาจต้องเปลี่ยนทัศนคติที่ว่า ม้งเราจะมีบทบาท และสามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้ยังไง มาเป็นตัวฉันจะมีบทบาท และจะสามารถแข่งขันอยู่บนเวทีโลกอย่างไร น้ำเสียงอาจดูเหมือนเห็นแก่ตัว เหมือนผมกำลังบอกว่าพวกเราต้องสู้แบบตัวใครตัวมัน แต่เปล่าครับ ผมแค่กำลังชี้ให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ในความเป็นปัจเจกบุคคลของคุณ ในยุคโลกาภิวัฒน์ 3.0 ก็แค่นั้นเอง ว่าคุณสามารถทำอะไรได้อีกตั้งมากมาย บนเวทีโลกที่กำลังเปิดกว้างรอคุณอยู่

ต่อไปเราอาจต้องประเมินความสามารถของตัวเราเองให้มากขึ้น ไม่ใช่ความสามารถของชาติพันธู์

16 Comments

  1. *โป๊ยเซียน*

    ….ฅนเล่นหมอก โชว์วิสัยทัศน์ได้ดี สมดังชื่อนามปากกาโดยแต้ ยุคนี้เปงยุคของโลกไร้พรมแดนจิงๆ แม้ผมจะอยู่ไกลบ้านไกลเมืองไทย แต่ผมไม่เค้ย และไม่เคยรู้สึกว่าห่างเหินบ้านเราเลย เหมือนผมอยู่เมืองไทยทุกะวัน! ด้วยซ้ำ เพราะโลกไร้พรมแดน ยุคดิจิตอลนี้แร่ะ ไม่เคยทำให้เราๆ และท่านๆต้องผิดหวัง เพราะที่นี้(แดนโสมขาว)เค้ามีพร้อมทุอย่างให้เราเสพ แม้ผมจะอยู่บ้านนอกๆ แต่เพราะบ้านเค้าเจริญ ยอมรับว่าเจริญกว่าบ้านเราจิงๆ แม้จะบ้านนอกแต่ ทุกบ้านมีเน็ตใช้ ไม่แพ้ในเมือง ต้องยอมรับว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานเค้าทำได้ดี เท่าเทียมทุที่ ไปถึงที่ไหนก้อเหมื่อนเจริญไปหมด ไม่เว้นแม้จะบ้านนอกคอกนา
    อยากฝากอีกอย่างหนึ่งคือ ความจิงว่า บ้านเราตามพวกเค้าไม่ทันแร้วคับ ยุคนี้ ไม่ว่าจะเรื่องอัตราค่าจ้างการจ้างงาน และความรับผิดชอบในสังคมเค้า(อัตราค่าจ้างเท่ากะปทพัฒนาแร้ว)ทั่วประเทศใช้อัตราเดียว ไม่เหมือนบ้านเรา ต้องจ้างตามเขตเศรษฐกิจ พท.บ้านเมืองเค้าอยู่กันอย่างสงบ ดูเหมือนไม่มีผู้ร้ายเลย และโดยเฉพาะ “ขโมย” ขโจร ! ชอบและอิจฉาสังคมเค้า เพราะไม่มีขโมย ? รัก

    จากโป๊ยเชียะ

  2. หลักและหลับ

    พี่เล่นหมอกครับ
    โดยส่วนตัวแล้วพี่ชอบอ่านหนังสือแบบนี้นี้หรือครับ
    ผมแค่เห็นก้หนักสมองแล้วพี่เก่งนะมากที่อ่านมันจบ
    แต่ผมผมอ่านหนังสือแนวนวนิยายจีนและอ่านหนังสือที่อ่านแล้วทำให้เกิดกำลังใจ
    พี่ครับผมว่าคนคงเราอ่านหนังสือน้อยไปน้อพี่ ทำอย่างไรหนอพี่น้องม้งจึงหันมาอ่านหนังสือ
    แต่ผมชอบอ่านเรื่องไล่ตงจิ้นพี่คงเคยอ่าอ่านมั้ง
    พี่ครับผมมีความคิดประหลาดครับ ว่าบทความนะน่าจะลงทุกวันนะครับ
    และพี่editerก็คงจะเห็นด้วยด้วยละก็ดีเลยครับ
    หากว่าเราเขียนบทความไม่ทัน
    น่าจะลองติดประกาศให้พี่น้องม้งช่วยเขียนบทความส่งมา
    แล้วทางพี่editerเห็นว่าบทความใหนน่าออกก็เอามาออกก็ได้นี่ครับ
    มันน่าสนุกดีนะมันจะได้หลากหลายแนว
    หรือบางทีถ้าเขียนไม่ทันจริงๆๆก็อาจเอาบางตอนของหนังสือที่เราชอบมาลง
    ให้พี่น้องม้งได้อ่านและตีประเด็นดีไหมครับพี่

  3. ddd

    เป็นความจริงที่ยุคนี้เป็นยุคไร้พรมแดน กับคนที่เราคิดว่าชาตินี้จะหาเจอไหม…แค่คลิกเม้าท์ไปที่ web ที่เราคิดว่าน่าจะรู้ แล้วเราก็ได้พบ เจอ และรู้ ก็ต้องขอบคุณที่Editer อ่านมาแล้วนำมาย่อให้อ่าน เพราะเราไม่มีหนังสือเล่มนี้ ขอบคุณจริง ๆ

  4. คนเล่นหมอก

    ตอบคุณโป๊ยเซียน ขอบคุณสำหรับคำว่า “วิสัยทัศน์” ครับ โดยส่วนตัวผมชอบคำนี้มาก (แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมมี) เรื่องที่คุณโป๊ยเซียนเล่ามาเกี่ยวกับบ้านนอก และในเมืองของประเทศเกาหลี ถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ .. บ้านเมืองมีเสถียรภาพ อะไรๆ ก็ดีไปหมดครับ ไม่ว่าเศรษฐกิจ หรือสังคม ว่าแต่สาวๆ เกาหลีน่ารักอย่างในซีรี่ส์เกาหลีอ๊ะป่าว :p

    ตอบคุณหลักและหลับ ผมเองก็ว่างั้นแหละ เดี๋ยวพี่พรีเดเตอร์มาเห็นคงจะรับพิจรณาเอง ช่วงนี้เห็นเงียบๆ ไม่รู้ไปหลบมุมไหน

    ตอบคุณ ddd พอพูดถึงเรื่องของโลกไร้พรมแดน และการค้นหามูลบุคคล ในหนังสือได้มีบทใหม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย กล่าวคือข้อมูลในอดีตของคุณจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป แค่ใช้ Google หรือ Yahoo (Search Engine) ในการค้นหา ยกตัวอย่างเช่น ข่าวทีวีเมื่อเร็วๆ นี้ มีหญิงคนหนึ่งเอาเรื่องราวของสามีเธอไปเขียนลงใน Facebook.com ซึ่งสามีของเธอเป็น CIA (ตำรวจลับ) จึงเกิดการถกเถียงกันต่างๆ นาๆ ถึงความเหมาะสมในเรื่องนี้

  5. คนด้อยโอกาส

    ขอบคุณ คนเล่นหมอก ที่นำเสนอข้อคิด/สะกิให้เราทุกคนได้นึกถึงความเปลี่ยนแปลงจากความทันยุดทันสมัย หรือที่เรียกว่า ยุดโลกาภิวัตน์ / ยุดของทุนนิยมเสรีไร้พรมแดนในด้านดีๆๆ ที่เราสามารถทำได้
    แต่อยากให้คำนึงถึงผลเสีย/ผลกระทบในด้านลบที่ไม่ดีภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ที่กระจายไปทั่วโลกนี้ โดยมีผลกระทบดังนี้

    = ทำให้คนแตกตื่นชื่นชมในการบริโภคซื้อของ เพื่อสนองความต้องการและเพื่อแสดงฐานะการได้รับการยอมรับจากคนอื่น เห็นได้จากเลือกชื้อโทรศัพท์พกพาราคาแพงๆ โดยไม่จำเป็น ก่อให้เกิดความสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย ใช้ของทิ้งๆ ขว่างๆ ไม่ประหยัด เกิดหนี้สินที่ไม่จำเป็น และบางครั้งยากที่จะปลดเปลื่องได้ ตลอดสร้างความเห็นแก่ตัว ไม่คิดแบ่งปัน ก่อความขัดแย้งในครอบครัว และสังคม

    = ทำให้อาชญากรรมข้างชาติ มีทั้งการค้ายาเสพติด อาวุธเถื่อน ค้ามนุษย์ และการพนันขยายตัวไปตามเทคโนโลยีการสื่อสารและขนส่ง และเพื่อขึ้นอีกในสภาพที่เกิดความยากจนเพิ่มมากขึ้น

    = ทำให้การทุจริตคอรัปชั่น/โกงในรูปแบบต่างๆระบาดในทุกสังคมมากขึ้น เช่นการปลอด ATM ในการถอนเงินของคนอื่น

    = เกิดความงมงายที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เมื่อผสมกับลัทธิปัจเจกชนและลัทธิผู้บริโภคก่อให้เกิดการมัวเมา แตกตื่นข่าว หวั่นไหว มีความหวังลมๆ แล้งๆ ไม่คิดพึงตนเอง ไม่คิดเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น ทำให้สังคมอ่อนแอ

    สิ่งเหล่านี้เป็นภายอันตรายที่มาพร้อมๆ กับความทันสมัย ความสะดวกสบาย ที่เราเรียกว่า โลกาภิวัตน์ ซึ่งมีผลกระทบต่อดำเนินชีวิตของม้งเรา ฉะนั้นเราทุกคนต้องกลับมามองว่า ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์เราจะทำอย่างไรเพื่อสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีอิสรเสรี มีศักดิ์ศรี และความอบอุ่นมั่งคง
    ตลอดจนความเป็นตัวเองและศักดิ์ศรีบนเวทีโลกอย่างที่คุณเล่นหมอก พูดถึง ได้อย่างไร สร้างสันติภาพ ร่วมใจกันกันอนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงามต่างๆไว้ให้กับคนรุ่นหลังได้อย่าง สิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างชุมชนที่เข้มแข้งเพื่อให้คนม้งมีความมั่งคงทั้งทางวัตถุและจิตใจตลอดไป

    ขอบคุณคับ

  6. คนด้อยโอกาส

    ทำไมถึงปิดการแสดงความคิดเห็น เรื่อง __น้ำคือชีวิต ม้งเราคิดอย่างนั้นหรือไม่___ เพราะเป็นเรื่องที่ดีด้วย ยิ่งเกี่ยวกับอนุรักษ์ทรัพยกรป่าไม้ที่ผูกพันกับคนม้ง อย่างไงก็ขอให้เปิดในการแสดงความคิดเหตุเกี่ยวกับ เรื่อง__น้ำคือชีวิต ม้งเราคิดอย่างนั้นหรือไม่___

    ขอบคุณคับ

  7. มดตะนอย

    คุณคนเล่นหมอก คุณได้แสดงทัศนะคติที่ดีถึงยุคโลกาภิวัฒน์ ที่เราได้นำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย แต่คุณคงลืมไปว่าระบบทุนนิยมที่มีมาไม่ถึง100ปีนี้ ได้ก่อให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรอย่างมหาศาล ยิ่งกว่ายุคไหนๆ การแข่งขันระดับโลกก่อให้โลกมีความแปรปรวนอย่างรุณแรง หากคุณติดตามข่าว จะทราบว่าโลกที่เรากำลังอาศัยอยู่นี้เหมือนคนไข้ขั้นโคม่า และความเจริญที่ว่าเป็นเพียงความเจริญของวัตถุ ที่ก่อให้คนมีความทะยานอยากเพื่อให้ดูโก้ เก๋ แต่เชื่อสิว่าไม่ยั่งยืนประเดี๋ยวก็เปลี่ยน และความร่ำรวยคงไม่ได้แปลว่ามีความสุข คนรวยระดับโลกก็มิได้มีความสุขนัก (บางคนทะยานอยากจนต้องระเหกตัวเองไปอยู่กลางทะเลทรายดูไบก็มี) การพัฒนาชาวม้งหรือทุกคน น่าจะให้ความสำคัญกับการศึกษาที่ถูกวิธี ให้เขามีการประกอบอาชีพที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้เขาตระหนักถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ไม่ขายจิตวิญญาน รู้จักรักตัวเอง ดังคำที่ว่า “รักตัวเองทำสิ่งดีๆให้กับตัวเอง” นอกจากนี้ความเจริญที่กล่าวมาน่าจะเป็นการพัฒนาด้านจิตใจถึงการมีน้ำใจ เด็กรู้จักเคารพผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ทำตัวให้น่านับถือจนเป็นวัฒนธรรมที่เข้มแข็งเพราะจากประวัติศาสตร์ชาวม้งนั้น การที่ม้งไม่สูญหายไปเพราะม้งมีวัฒนธรรมที่แข็งแรงนี่เอง
    ฉะนั้นเรานำเทคโนโลยีมาใช้ได้แต่ใช้อย่างคนรู้ทันและไม่หลงไปกับมัน
    ขอบคุณค่ะ
    มดตะนอย

  8. EdiTor

    คุณคนด้อยโอกาส ขอบคุณที่แจ้งปัญหาครับ ผมเองก็เพิ่งเห็นเหมือนกัน ตอนนี้ผมแก้ไขให้แสดงความเห็นได้แล้วครับ สำหรับเรื่องผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ในเชิงของการแข่งขันนั้น มันคือเรื่องของปัญหาคนว่างงาน และการแย่งงาน ตามที่เราได้ยินกันมานาน เรื่องที่ว่าคอมฯ และเครื่องจักรจะมาแย่งงานของคนนั้น จากนี้ไปจะยิ่งเห็นชัดขึ้น

    ฉะนั้นเราต้องพยายามพัฒนาตัวเองให้ฉลาด และเก่งกว่าคอมฯ … :)

  9. ไม้ไผ่

    ผมเห็นด้วยกับคุณหลักและหลับนะ ถ้าเราเปีดโอกาดให้คนทั่วไปได้สะเหนีบทความขื้นบ้างน่าจะดีนะ ชอบอ่านสี่งใหม่ฯครับ

  10. huj yang

    ในยุคนี้ที่ทุกคนสามารถแข่งได้ แค่ถ้าคุณมีแค่ computer และ internet มันเป็นเรื่องจริงครับ ถ้าคุณมี keyword ดีๆสักตัว คุณก็สามารถทำเงินผ่าน search engine ได้อย่างสบาย เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังเลิกงาน คุณก็สามารถมีรายได้มากกว่าเงินเดือนหลายเท่าตัว มันน่าตื่นเต้นใช่ใหมครับ ผมก็เองก็เพี่งได้รับเช็คจาก Amazon.co.uk และ Amzon.de ผมว่าคนม้งอย่างเราๆก็สามารถทำได้นะครับ อยากจะให้คนที่สนใจลองศึกษาดูนะครับ มันเปลี่ยนชีวิตคุณได้

  11. คนเล่นหมอก

    ตอบคุณ huj yang ขอบคุณที่ช่วยมายืนยันในเรื่องนี้ครับ เพราะจะเป็นประโยชน์กับม้งเราเป็นอย่างมาก ถ้าใครสนใจเรื่องของคุณ huj yang น่าจะหาศึกษาได้ไม่ยาก (แต่เวลาทำคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) ไม่ว่าจะตามร้านหนังสือ หรือในเว็บไซต์

  12. EdiTor

    ผมเองก็เพิ่งเห็นข่าวที่เว็บชุมชน (Social) อย่าง Twitter และ Facebook ถูกโจมตีโดยแฮ็คเกอร์ ด้วยวิธีการที่เรียกว่า DOS จนทำให้เว็บไซต์ทั้งสองแห่งต้องปิดให้บริการเป็นเวลากว่าชั่วโมง

    และนี่ก็คืออีกตัวอย่างที่ว่า ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อม บวกกับความรู้ ทำให้ตัวบุคคลมีอำนาจในมือมากขึ้น

  13. นางฟ้าน้อย

    สวัสดีพี่น้อง…………..
    ใช่ใครับ…………………อย่างที่พี่คนเล่นหมอกพูดครับ………
    ………………..
    อย่างหนังสือใครว่าโลกกลม…………..
    ……
    ……..
    ขออนุญาต…..เสริมนิดหน่อยนะ………….อย่าว่ากันนะ..เพราะสิ่งที่ผมจะพูดเป็นสิ่งที่หักล้างทฤษฎีนี้ทั้งหมด…………ทั้งหมด…..เลยครับ…(หนังสือเขาว่ามาอย่างงั้น)

    ทฤษฎีใครว่าโลกกลมนั้นได้ถือกำเนิดมาแล้ว………30….กว่าปี………ซึ่งยอมรับว่า……..คนอเมริกาเขาเชื่อในทฤฎีนี้มากด้วย……….ก็อย่างหนังสือเขาว่าแหละ….
    ………..
    …………….แต่………..แต่…….แต่…….
    เมื่อหนังสือเล่มหนึ่งถูกตีแผ่ออกมา…….เมื่อไม่นานมานี้เอง……….ได้ลบล้างทฤษฏีนี้ทั้งหมด………..
    ………หนังเล่มที่ว่า……คือสงครามและอำนาจ…ถ้าจำไม่ผิด…..และหนังสือเล่มนี้ก็ดังมากๆๆ…….เพราะสามารถ…….ล้มล้างทฤษฎีโลกแบนได้……….
    …………
    …………เพราะปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นเกิดอย่างที่……….คนด้อยโอกาสพูด…….นั่นแหละปัญหา……………..
    …………และที่มากไปกว่านั้น……………………..
    …….ทำให้เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปัจจุบัน…………..
    มันคืออะไรเหรอ………..(ด้วยความรู้งูๆปลายังไม่มีตังซื้อมาอ่าน)…………..
    ระบบเศรฐกิจสหรัฐกำลังย่ำแย่…………..มาก…..หลายเหตุผล
    …………เสียดุลการค้าอย่างมหาศาล……….เออมาดูตรงนี้กัน……..
    การเสียดุลการค้า……….หมายถึง……เงินจำนวนมหาศาลกำลังไหลออกนอกประเทศ
    ……….เงินไหลออกอย่างเดียวไม่มีไหลเข้าครับ………….หมายความว่า…..เงินกำลังหมดประเทศถ้า………..ยังแก้ปัญหานี้ไม่ทัน………..และนั่นอีกหล่ะคือข้ออ้างอีกข้อหนึ่งที่โจนตีอิรักเพื่อ่หาน้ำมัน….เพื่อหยุดการร่วงไหลของเงิน…….เพื่อแสดงแสนยานุภาพกองทัพ……….เพื่อขายสินค้าอาวุธสงคราม…..และอีกมากมายที่อยู่เบื้องหลัง………….
    ………….
    ……….
    ……….
    …….เพราะอะไรครับ…………….เพราะทฤษฏีใครว่าโลกกลมหรือโลกแบนนี่แหละ
    กำลังทำให้สหรัฐ………เรียกว่า……..จนตรอก…….ถ้าไม่จนตรอกคงไม่บุกอิรักหรอกด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น……….ทุกวันนี้ก็ยังฟังไม่ขึ้น………..
    ………ขอเน้นย้ำว่าสหรัฐ….จนตรอก…จริงๆ…..ยังไม่รวมหนี้ที่รัฐบาลสหรัฐติดอยู่อีกไม่รู้ว่าอีกกี่…ล้านล้านล้าน…บาท..(จริงไม่ได้โม้)……………
    …………
    ………คนสหรัฐกำลังตกงาน………ประเทศที่ว่าร่ำรวย….พัฒนาแล้ว…..
    จะยากจน……….ยากจน…..ไม่รู้ว่าจะจนขนาดไหนแต่คงยังไม่จนปัญญาแน่……
    ………
    …….ครับ……….มาดูต่ออีกหน่อย……..สหภาพยุโรปหรื่อ…อียู…ก็โดนเช่นกัน………….
    ………นี่ว่าทำไม…ประเทศต่างๆในยุโรปที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้ว……มีอำนาจอยู่แล้ว……..ทำไม…..ทำไม…ทำไม….ต้องรวมตัวเพื่อความแข็งแกร่ง…..
    ทุกวันนี้ยังไม่แข็งแกร่งพอเหรอ………ตอบได้เลยว่า….ยัง…..
    สหภาพยุโรป…หรืออียู…ได้ถือกำเนิดขึ้น…เพราะความล้มเหลวในทฤษฏีโลกแบนนี้แหละ…
    ………………
    ………….
    ………..
    ……แล้วคำถามแล้วใคร……ที่พวกฝรั่งกลัวนักหนา……..ส่วนใหญ่เขาจะบอกว่าหลังปี2000……พยัคฆ์หมอบ(พวกฝรั่ง)มังกรทยาน(เอเชีย)………….

    ……..คำตอบคือชาติเอเชีย………ชาติเอเชียกำลังจะเป็นมหาอำนาจของโลก…
    ปัจจุบันก็เป็นไปแล้วตั้งหลายประเทศ….เช่น..จีน..รัสเซีย….อินเดีย..เกาหลี…ญี่ปุ่น…สิงคโปส์
    …..ชาติต่อไปคือ…เวียดนามอย่างแน่นอน…….ส่วนไทยนั้น…คงต้องรอให้หมดช่วงกีฬาสีเหลืองแดงก่อน…และดูว่าผู้นำไทยจะมีสามารถแค่ไหน…….
    ……แต่ที่แน่ๆ………
    ………
    …….จะไม่ให้น่ากลัวได้ไง……..เขาบอกว่า…..แค่พวกฝรั่งไม่กี่ล้านคน…ใช้ทรัพยากรเกือบหมดโลก……….ถ้าวันที่เฉพาะอินเดีย…กับจีน….หลายพันล้านคนแค่สองชาติเกือบหมื่นล้านคน……………..เขาบอกว่ามี….โลกสองใบก็ยังไม่พอ….

    …….บัณฑิตเฉพาะของจีน…70 ล้านคนต่อปี……ต่อปีนะขอย้ำ….แค่ปีเดียวมีคนที่มีความรู้เท่ากับคนที่มีความรู้ทั้งประเทศสหรัฐรวมกันเสียอีก……แค่ปีเดียวจีนสามารถเทียบกับโลกได้….อย่างไปคิดเลยว่าถ้า…2 3 4 5 6 ปีไปจีนจะโตเร็วแค่ไหน…….
    ………….
    เฮ้อ………
    จบไม่ลงเสียที…………….
    เอาเป็นว่า……ทฤษฎีโลกแบน….ได้ทำให้ชาติยุโรปและสหรัฐ…เพลอ….ยกอำนาจที่พวกเขาแค่ได้จากยุคล่าอาณานิคมให้คนเอเชีย………แถมยกความรู้ทั้งหมดให้อีก(อินเตอร์เน็ตนี่แหละตัวดี)…..แถมชาติเอเชีย…มีองค์ความรู้อยู่แล้ว…หลายพันปี…ไม่ว่าลัทธิเต๋า…ขงจื้อ…ตำราพิชัยสงครามขงจื้อ…ศาสนาพุทธ…ศาสนาเชน…ศาสนาฮินดู….และคนที่ฉลาดหลักแหลม…เล่ห์เลี่ยมจัด………
    …………พวกฝรั่งกำลังโดน……เอาคืน…….จากคนที่พวกเขาเคยรังแก…..
    ………เพราะพวกฝรั่งหรือชาติยุโรปสหรัฐไม่มีทรัพยากร……เหลืออยู่อีกแล้ว……..
    ป่าก็ไม่มี….แร่ธาตูก็ไม่มี….พวกฝรั่งกำลังกลัวว่า….สักวันลูกหลานของพวกเขา….
    จะเป็นทาส……….เอเชีย………

    หนังสือจึงชื่อว่า……..อำนาจและสงคราม…….ลองไปหาอ่านดูผมพูดไปแค่บางส่วนตัวเท่าเอง………แล้วจะรุ้ว่าทำไมทฤษฎีกำลังล่มสลาย……โลกจะเข้ายุคใหม่อีกยุคหนึ่ง..ที่พวกเราต้องไล่ให้ทัน………
    ……..ขอบคุณ……..

    โชดดี

  14. คนเล่นหมอก

    ขอบคุณ มดตะนอย ที่ช่วยฉุดรั้งความคิดหลายๆ คนในนี้ ไม่ให้เตลิดไปกับระบอบทุนนิยม และผมเองก็เห็นด้วยกับ มดตะนอย เพียงแต่ว่าในความเป็นจริงแล้วนั้นโลกกำลังวิ่งไปในแนวทางของมัน

    ตอบ นางฟ้าน้อย หนังสือที่ว่าดูท่าจะน่าสนใจ และผมน่าจะเคยเห็นแว๊บๆ ละ (ไม่ได้หยิบอ่าน) แต่ที่ นางฟ้าน้อย พูดมา ยังไม่เห็นข้อความไหนที่จะแย้ง หรือลบล้างเรื่องโลกแบนเลย แถมยังสนับสนับด้วยประโยคท้ายๆ ที่ว่าประเทศในแถบเอเชียกำลังเทียบชั้นกับประเทศมหาอำนาจในตะวันตก

    สำหรับวิกฤติแฮมเบอเกอร์ หรือซับไพรม์ (subprime) นั้น สาเหตุหลักมาจากความผิดพลาดด้านนโยบายทางการเงินของเมกา ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ด้านการเงิน หรืออสังหาริมทรัพย์ และปัญหานี้ก็คงจะเปรียบได้กับฟองสบู่แตกในยุคดอทคอมเฟื่องฟู สุดท้ายนโยบายด้านการเงินก็จะถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดดอีกครั้งหนึ่ง

    ที่ต้องกล่าวถึงเรื่องโลกแบนนั้น เป็นเพราะได้ยินม้งเราก่นด่า บ่นพ้อ ถึงความไม่เสมอภาคมานาน ก็เลยแค่อยากสะกิดว่า เวลานั้นใกล้จะหมดลงไปทุกทีแล้ว .. ช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราเรียนรู้ช่องทางเหล่านั้นได้เร็วแค่ไหน

  15. นางฟ้าน้อย

    ต้องขออภัย…….ที่อธิบายจนวกวน…จบไม่ลงซะที….แฮะๆๆ…..
    ………..
    ..พอดีอธิบายไม่ค่อยเก่งน่ะ…..แต่มีสิ่งที่เหมือนกัน………แต่ก็แตกต่าง..โดยกายภาพนั้นเหมือนกัน……..แต่มันต่างกันตรง…..ไหนนะ…..ไม่รู้จักอธิบายยังไง…..แต่
    ………หนังสือเล่มนี้กำลังจะบอกว่า……….สิ่งที่สำคัญจริงๆ….คืออำนาจ…และสงคราม……..หรือการสามารถควบคุมทุกสิ่งอย่างได้………ในแบบพอเพียงน่ะ…..ถึงจะยืนยงน่ะ………จบไม่ลงอีกเช่นเคย….
    …ขอบคุณ

  16. ฅนรำสุรา

    …เยี่ยมมากๆเลย…
    ขอเสริมสักเล็กน้อยจริงๆแล้วตามที่เข้าใจคิดว่าน่าจะเป็นระบบสารสนเทศนะครับคือจริงๆระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ(Management Information System)เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในยุคโลกาภิวัฒน์(Globalisation)สามารถช่วยให้กระบวนการทำธุรกิจมีธรรมาภิบาล สะดวกรวดเร็ว ต้นทุนตำและการทำงานมีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้ผู้บริโภคมีความพอใจสูงสุดในการทำธุรกิจ??
    เพราะในประเทศที่พัฒนาแล้วจะเริ่มที่การพัฒนาทางสังคมจะเริ่มจาก(Social Development) 3 ส่วนด้วยการคือ
    1.Inversment
    2.Knowledge
    3.Information
    …ถ้าเข้าใจอะไรผิดก็ขอคำชี้แนะด้วยครับ…

    ด้วยความนับถือ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *