การแบ่งเขาแบ่งเรา ในสังคมม้ง

สังคมม้งถือเป็นสังคมที่ไม่ใหญ่ (เล็ก) เราจึงสังเกตุอะไรต่อมิอะไรได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นชีวิตความเป็นอยู่ ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ หรือลักษณะนิสัยใจคอของคนในสังคม

ที่ผ่านมาเราหลายคนอาจมีความรู้สึกว่า ม้งเราเป็นผู้ถูกกระทำจากสังคมอื่น ม้งเราถูกตราหน้าในเรื่องไม่ดีไม่งาม แม้คนที่ทำสิ่งเหล่านั้นจะมีเพียงบางส่วนเท่านั้นก็ตาม อย่างเช่น เรื่องของยาเสพติด การตัดไม้ทำลายป่า

ความรู้สึกที่โดนสังคมอื่นตีตราว่าไม่ดี จนนำไปสู่ความรู้สึกของการถูกแบ่งแยกทางเชื้อชาติ (ซึ่งเราอาจคิดไปเอง) ดังนั้นเราลองมาดูกันว่า เมื่อสังคมอื่นมองเราด้วยสายตาที่แบ่งแยก (ซึ่งเราอาจคิดไปเอง) แล้วทำให้ม้งเรารู้สึกแย่ บางคนก็แค่น้อยเนื้อต่ำใจ แต่บางคนก็ถึงกับรู้สึกอับอายไปเลย (ทำไม่ทำก็อายไว้ก่อน) แล้วถ้าเรามาแบ่งแยกกันเองล่ะ เรารู้สึกอะไรไหม ?

แล้วถ้าเรามาแบ่งแยกกันเองล่ะ … ประโยคนี้ไม่ใช่ประโยคสมมติ แต่ผมกำลังจะพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่จริงในสังคมม้งเรา ที่ว่าด้วยเรื่องการแบ่งแยก แล้วเราจะเห็นได้ว่าม้งเราเองยังรังเกียจกันเอง และไม่ใช่การรังเกียจ แบ่งแยกแบบธรรมดา หากแต่เป็นการแบ่งแยกแบบลุ่มลึก จนถึงหน่วยย่อยสุดของสังคมเลยก็ว่าได้

ม้งในไทยถูกแบ่งไว้หลักๆ คือ ม้งขาว และม้งเขียว (ม้งน้ำเงินไม่รู้มาจากไหน) การถูกแบ่งเช่นนี้เป็นเพราะความต่างในเรื่องของ ภาษา และการแต่งกาย (กายภาพนั่นเอง) สำหรับในส่วนอื่น ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ พิธีกรรมทางศาสนา ทุกอย่างแทบจะเหมือนกัน เหมือนไม่เหมือนก็ลองสังเกตุหมอผี …คนเดียวกัน

เนื่องจากความต่างทางกายภาพบางอย่าง จึงทำให้ม้งเราถูกแบ่งออกเป็นม้งขาว และม้งเขียว แต่ความต่างตรงนี้ไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ ม้งเรายังพยายามขุดคุ้ยหาความต่างต่อไป จนนำไปสู่การแบ่งว่าเธอเลว ฉันดี ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเราทุกคนต่างไม่เข้าใจ ถึงการอยู่ร่วมบนความแตกต่าง และนี่อาจเป็นสาเหตุหลักที่ว่า ชุมชนหรือหมู่บ้านม้งมักมีการแยกโซน หรือหมู่บ้าน ระหว่างม้งขาวกับม้งเขียว ยากมากที่จะเห็นม้งทั้งสองกลุ่มอยู่ผสมปนเปกัน

หลังจากที่มีการแบ่งแยกจนได้ฝ่ายดี กับฝ่ายไม่ดีแล้ว (ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองดี) ก็มาถึงการคัดกรองอันดับต่อไป เพื่อให้ตัวเองเป็นคนที่ดีกว่านั้น โดยการเปรียบเทียบภายในกลุ่มแซ่ แซ่ท้าว แซ่โซ้ง แซ่ลี แซ่เฮ้อ แซ่ย่าง แซ่ม้า แซ่หาญ ฯลฯ

เรื่องการแบ่งแยกกลุ่มแซ่นั้น จะเห็นได้ชัดเจนในโอกาสที่ต้องสรรหาผู้นำชุมชน หลักการเลือกผู้นำโดยทั่วไปก็จะเลือกจากแซ่เดียวกันก่อน (คนไม่ดี ถึงแซ่เดียวกันเค้าก็อาจไม่เลือก) โดยอาจมีการปรึกษากันในหมู่ผู้หลักผู้ใหญ่ของแซ่นั้นๆ เพื่อเสนอชื่อผู้ที่เห็นว่าเหมาะสม จากนั้นก็เป็นการซักซ้อมทำความเข้าใจกับทุกคนในแซ่นั้น เพื่อให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด โดยหวังว่าหากคนในแซ่เดียวกันได้เป็นผู้นำ ทุกคนก็จะพลอยได้หน้าได้ตาไปด้วย ที่สำคัญคือความเข้าใจที่ว่า จะสามารถเรียกใช้คนของตนได้สะดวก

หลังจากการแบ่งแยกหน่วยใหญ่ คือม้งขาว ม้งเขียว และการแบ่งแซ่ ก็ยังมีการแบ่งย่อยในกลุ่มญาติพี่น้อง กล่าวคือถึงจะแซ่เดียวกัน แต่หากไม่ได้มาจากปู่ หรือปู่ทวดเดียวกัน ก็จะมีการแบ่งแยกย่อยไปอีก โดยลูกหลานก็จะแบ่งกันเป็นก๊กเป็นเหล่า ตามแต่สาขาว่ามาจากปู่ หรือปู่ทวดท่านไหน

ซึ่งการแบ่งแยกอย่างหลังนี้ เริ่มเห็นเด่นชัดในยุคนี้ เมื่ออำนาจบริหารจากส่วนกลางถูกแบ่งมาให้กับส่วนท้องถิ่น หรือ อบต. โดยสังเกตุจากการแข่งขันทางการเมือง ในหมู่เครือญาติเดียวกัน จนนำไปสู่การหมางใจกันในที่สุด

ตั้งแต่แรกเกิด ม้งเราก็ถูกแบ่งเป็นม้งขาว ม้งเขียว แซ่ท้าว แซ่โซ้ง แซ่ลี ฯลฯ แต่การแบ่งตรงนี้มันก็แค่การแบ่งในเชิงสัญลักษณ์ ไม่ใช่การแบ่งแยก หากแต่อาจเป็นด้วยความธรรมดาสามัญของคน ที่จะมีอคติ ซึ่งเป็นที่มาของความใจแคบ ความอิจฉาริษยา รวมไปถึงความละโมบโลภมาก จนนำไปสู่การแบ่งแยกอย่างเบ็ดเสร็จในที่สุด

ก็หวังเพียงว่าม้งรุ่นใหม่จะเท่าทันความเป็น มายา ในสังคมม้ง และร่วมกันเสริมสร้างความสามัคคีในสังคมม้งต่อไป

28 Comments

  1. phaa

    การแบ่งแยกของพวกเราชาวม้งนั้นมันหยั่งรากค่อนข้างลึกมากเลยมันมาจากประเพณีวัฒนธรรม หรือ อาจหยั่งเข้าไปในประเพณีวัฒนธรรมของเราเลยก็ได้ และพวกเราเองมักถูกปลูกฝั่งเรื่องการแบ่งแยกได้ค่อนข้างเร็วและลึกมาก ยกตัวอย่างง่าย ๆ กรณีการแต่งงานของหญิงม้ง ตามประเพณีของเรานั้นเมื่อแต่งแล้วถูกตัดขาดจากครอบครัวแซ่เดิม อย่างเด็ดขาดมาก (มากขนาดว่าเมื่อเธอหย่าร้างกับสามีและกำลังตั้งครรภ์การคลอดต้องคลอดนอกบ้านจะมาคลอดในบ้านของบิดามารดาไม่ได้ทั้งที่เด็กคนที่จะเกิดมานั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของบิดามารดาส่วนหนึ่งเช่นกัน) เมื่อหญิงนั้นแต่งงานไปแล้วก็เลยลืมไปเลยว่าตนเองเป็นใครมาจากไหน แถมยังกลับมาดูถูกต้นกำเนิดของตนเองด้วยซ้ำไป ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเรื่องการแบ่งแยกฝักฝ่ายนั้นถ้าจะให้แก้กันจริงๆ ควรกลับไปปรับเปลี่ยนแนวความคิดและปรับรื้อระบบประเพณีวัฒนธรรมของเราเสียใหม่

  2. บี ม้ง มัว

    คนเล่นหมอกนั้นพูดถูกต้องตรงตามสังคมม้งที่เป็นอยู่ ซึ่งเมื่อรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหนแล้ว คิดว่าทุกคนที่เป็นเยาวชนม้งรุ่นใหม่ต้องช่วยกันหาวิธีแก้ไขปัญหาเพื่อให้สังคมของเราอยู่ร่วมกันได้อย่างเข้าใจกันบนความแตกต่าง ความหลากหลายทางความเชื่อ และก่อนอื่นขอสะท้อนต้นตอของปัญหาก่อนว่ามาจากอะไร ซึ่งสามารถแบ่งแยกได้ ประการใหญ่ได้ดังนี้
    1.มาจากการแบ่งแยกว่าม้งขาวหรือม้งเขียว เนื่องจากมีความแตกต่างในเรื่องของภาษา ประเพณี วัฒนธรรม ซึ่งเป็นการแบ่งแยกลักษณะหลวมสุด แต่การแบ่งแยกว่าคนไหนม้งเขียว หรือม้งขาว ไม่ค่อยมีผลกระทบต่อการแบ่งแยกมากนักโดยรวมแล้วเข้ากันได้
    2.มาจากเรื่องของแซ่ ซึ่งถ้าเรามองในแง่บวกก็ถือว่ามีประโยชน์เนื่องจากเป็นการรวมตัวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เมื่อเราไปถึงที่ไหนถ้าเราสอบถามถึงญาติพี่น้องก็จะได้รับการต้อนรับ มีที่อาศัย(สำหรับสมัยก่อน ปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนไป)แต่ในอีกแง่หนึ่งเป็นที่มาของปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาต้นเหตุความขัดแย้ง ในเมื่อมีการแบ่งแยกที่ชัดเจนเมื่อมีปัญหาข้อพิพาทเกิดขึ้นต่างฝ่ายต่างก็ต้องการชนะ ซึ่งการชนะมักจะคิดว่าหมายถึงศักดิ์ศรีของกลุ่ม ความเป็นผู้นำ ความเฉลียวฉลาด ดังนั้นต่างฝ่ายก็ต้องหาวิธ๊เพื่อให้ชนะ แม้บางที่คนที่ผิดอาจจะถูกตัดสินว่าไม่ผิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเช่นพรรคพวกมาก เป้นต้น เมื่ออีกฝ่ายไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จะเกิดความแค้น ฝังใจ ทำให้เป็นปัญหาเรื้อรังมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
    3.เรื่องของความเชื่อที่ลึกลงไปถัดจาก เรื่องของม้งเขียว ม้งขาว และแซ่
    3.1 ซึ่งม้งเขียวก็จะมีพิธีกรรมแบบหนึ่ง ม้งขาวจะมีพิธ๊กรรมอีกแบบหนึ่ง ทั้งสองอย่างเป็นความแตกต่างทางด้านพิธกรรมบนความเชื่อเดียวกันคือ นับถือผี
    3.2 และแต่ละแซ่ก็จะมีความเชื่อในเรื่องของที่มาแตกต่างกัน นอกจากนี้คนแซ่เดียวกันก็บังมีการแยกกันอีก
    ที่กล่าวมานั้นเป็นปัญหาเบื้องต้นที่เป็นต้นตอของปัญหาความแตกแยกแบ่งพรรคแบ่งพวก แต่ต้นตอปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่ทุกคนมักจะมองไม่เห็นหรือไม่ได้พูดถึงก็คือ การไร้การศึกษา เนื่องจากม้งเราตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ม้งเราไม่มีตัวหนังสือเป็นของตนเอง ไม่มีการจดบันทึกประวัติศาสตร์ ไม่มีการเรียนรู้ ค้นคว้าศาสตร์แขนงต่างๆ และแทบจะสรุปได้เลยว่าไม่มีการศึกษา ทุกอย่างเป็นการถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น การที่ม้งไม่มีการศึกษาประกอบกับการที่ไม่มีการปกครองที่ชัดเจน ไม่มีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นสากลหรือที่เป็นองค์กรคอยช่วยแก้ไขข้อพิพาท ทำให้เมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นต่างฝ่ายต่างก็ต้องการเป็นผู้ชนะ เมื่ออยากชนะก็หมายถึงการขอความช่วยเหลือจากญาติพี่น้อง แซ่เดียวกันจนกระทั่งถึงเรื่องของม้งขาว ม้งเขียว ไปโน้นเลย ปัญหาจึงไม่รู้จักจบ และคนเราเมื่อไม่มีการศึกษาคนเรามักจะเป็นที่มองโลกแคบๆไม่มีความรู้หรือความคิดที่จะเสียสละ มีนำใจนักกีฬา มักจะเอาผลประโยชน์เข้าตนเองอย่างเดียวยิ่งเมื่อบวกกับคนรุ่นเก่าแล้วนั่นหมายถึงศักดิ์ศรี จากการที่ได้สังเกตแนวความคิดของคนรุ่นเก่าแล้วจะเห็นว่าเขาไม่เคยต่อสู้กับคนชนชาติอื่นที่รุกราน เป็นคนกลัวปัญหาเป็นคนขลาดที่สุดในบรรดาชนชาติที่เคยเจอแต่เรามักจะคิดว่าเราเเป็นคนเก่ง มีแต่การต่อสู้ภายในแซ่ ในกลุ่มคนกันเอง นั่นคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่และน่าภาคภูมิใจที่สุดของคนม้งรุ่นที่ผ่านมา และนั่นก็หมายถึงอีกว่าความเป็นผู้นำ ศักดิ์ศรี ความเฉลียวฉลาด แต่ประวัติศาสตร์โลกได้สอนให้เรารู้ว่าสิ่งที่คนรุ่นก่อนคิดและทำนั้นเล้กน้อยมาก
    ในการแก้ไขปัญหานั้นก็คือต้องสนันสนุนให้ลูกหลานเรามีการศึกาษา เพื่อที่จะมีโลกทัศน์ที่สูงขึ้น มีวิธีปฏิบัติที่เป็นสากล และผมคิดว่าพวกเราทุกคนที่ได้รับการศึกษาก็ควรเป็นแบบอย่าง และกลับไปพัฒนาบ้านเกิดเปลี่ยนแปลงแนวความคิดในการแก้ไขปัญหา และถือเป็นภารกิจที่ใหญ่ ท้าทายที่ทุกคนต้องร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ อย่าได้มีความท้อใจ จากสิ่งที่ได้เห็นคือ คนที่ได้รับการศึกษาถือเป็นคนรุ่นใหม่มักจะหนีปัญหาที่เจอมาแล้วไปอยู่ในกรุงไม่ อยากกลับบ้าน ภูมิลำเนา ซำร้ายบางคนหนีอยู่ในกรุงไม่ยอมกลับบ้านอีกเลย
    ปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ความยุติธรรม ดังคำพูดที่ว่า “ความยุติธรรมไม่มี ความสามัคคี ความสงบสุขไม่เกิด” ถ้าแก้ไขตรงจุดนี้ได้ปัญหาตามมาแก้ไขได้หมด

  3. อยากเห็นอนาคตม้ง

    แล้วตัวท่านๆทั้งหลายละยังคิดแบบนั้นอยู่หรือเปล่า

  4. วิจารณ์

    ผมเห็นด้วยสภาพปัญหาที่นำเสนอ และความเห็นของ คุณบี ม้งมัว
    ผมมีความเห็นเพิ่มเติมดังนี้
    1.ผมเห็นว่า การที่สังคมไทยพื้นราบ มักมองคนม้งเป็นตัวก่อปัญหาในด้านต่างๆ อาจเป็นเพราะสื่อการเรียนการสอนในอดีตที่มักระบุว่าคนชาวเขา มีอาชีพปลูกฝิ่น ทำไร่เลื่อนลอย มีลูกมาก ยากจน และภาพที่นำเสนอโดยมากเป็นภาพชาวเขาที่สกปรกมอมแมม ซึ่งนั่นคือภาพลักษณ์เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา แต่ผู้ซึ่งเคยผ่านการอ่านสื่อ ใช้สื่อดังกล่าว และไม่เคยสัมผัสกับชาวเขาก็ยังมีความรู้สึก มีความเชื่อ และมีความเข้าใจไปตามนั้น ซึ่งแนวความคิดนี้เป็นเสมือนแนวพรมแดนทางสำนึกในการแบ่งเขาแบ่งเรา ทำให้คนไทยทุกเชื้อสายไม่สามารถกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันได้ และจะก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมในที่สุด ตัวอย่างเห็นได้ชัดเจน คือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
    2.ม้งไปมีส่วนร่วมอยู่ในประวัติศาสตร์บางตอนของประเทศไทย เช่น เป็นมวลชน และเป็นพื้นที่ฐานกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ประกอบกับม้งมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น คำว่า ม้ง หรือ แม้ว จึงถูกนำมาเป็นตัวแทนของชาวเขาทั้งหมด ถูกใช้เป็นสื่อในเชิงการค้า หรือความขัดแย้งทางสังคมอยู่บ่อยๆ
    3.ความขัดแย้งในสังคมม้ง ไม่ว่าจะเป็นการขัดแย้งระหว่างแซ่ หรือภายในแซ่เดียวกันแต่ต่างตระกูล หรือตระกูลเดียวกัน ความขัดแย้งเกิดจาก
    3.1ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคดีความที่เกิด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ ฝ่ายตรงข้ามเรียกร้องค่าเสียหายเกินจริง หรือผู้พิจารณาไกล่เกลี่ยคดีเอนเอียงไม่เป็นกลาง ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ไม่คัดแยก ไม่จำกัดจำนวนคนขณะการเจรจาความ ผู้ที่สร้างปัญหาความขัดที่แท้จริงอาจเป็นผู้สนับสนุนมากกว่าคู่กรณีความก็ได้ ในบางกรณี คู่กรณีสามารถเจรจายอมความกันได้แล้ว แต่ผู้สนับสนุนซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอันใดกลับยุยงทำให้ปัญหาบานปลายมานักต่อนัก
    3.2มองปัญหาไม่ออกและแก้ไขปัญหาเพียงมิติเดียว
    3.3คู่กรณีรวมถึงผู้สนับสนุนมักจะนำปัญหาค้างเก่าในอดีตมาสมทบ ทำให้การแก้ไขปัญาเป็นไปด้วยความยุ่งยาก
    3.4ผู้ไกล่เกลี่ยมักใช้อำนาจข่มขู่ ชี้นำ ชักจูงหรือด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งให้อีกฝ่ายจำยอม โดยไม่ได้นำข้อเท็จจริงมาเป็นมูลเหตุในการัดสิน ทำให้ผู้แพ้จำยอมรับคำตัดสินโดยไม่เต็มใจ และหาทางเอาคืนเมื่อมีโอกาส
    3.5มักนำเอาประเด็นความขัดแย้งเล็กน้อยมาสร้างปัญหาใหญ่โต แต่ขณะเดียวกัน ถ้าปัญหาเดียวกันนี้คู่กรณีเป็นชนเผ่าอื่น ตัวเองกลับเงียบเฉยไม่เอาความ แสดงให้เห็นถึงการมี 2 มาตรฐาน(ไม่แน่จริง หรือ Kav ntuam chua do)
    ***ทั้งทั้งมวลนี้ล้วนเป็นเหตุให้เกิดการแบ่งเขาแบ่งเราในสังคมม้งตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน***

  5. โป๊ยเซียน

    ธรรมชาติของสังคม ” ปลาใหญ่ย่อมต้องกินปลาเล็ก” สังคมใหญ่ย่อมเอาเปรียบ รังแก สังคมเล็กเปงเรื่องธรรมดา แต่มันต่างที่ ความรู้สึก และทัศนคติ มากกว่า อาจเพราะว่าสังคมพี่น้องม้งเรามีการยึดติด มากเกินไป ปล่อยวางไม่เปง เนื่องเพราะจากการปลุกฝัง ?
    แต่เชื่อได้สนิทใจว่า คนรู่นใหม่ย่อมแตกต่างจากรุ่นเดิมๆแน่นอน (ใจก้วาง)
    (เชื่อขนมยายกินได้ อิอิ)

    ปรับทศันคติตนเองก่อนเลยคับ แร้วทุอย่างจะตามมา ……
    ” ควรส่งเสริมให้คนดี ได้ขึ้นมาปกครองคนไม่ดี? ”
    (ดั่งพระราชดำรัสในหลวง*)

  6. lee.koua

    Nyob zoo kuv pom koj daim ntawv kuv sav

    kom koj mus saib kuv lub

    HMONG T V NET WORK

    hmongtvnetwork.com

  7. เบอะแระ

    คนเล่น หมอก เปิดประเดนได้ น่าสนใจ… แก้ปัญหา ง่าย นิด เดี่ยว….เมื่ออยู่ด้วยกันกับม้งแล้วปัญหา มันเยอะ ก็เดินออกมาให้ห่างๆ จากความเป็นม้งเสีย…ความแตกแยกและแบ่งแยกต่างๆ ก็จะไม่เกิด…วิธีนี้ก็เหมือนการกรองน้ำเสียออก จาก น้ำดีนั่นแหละ….แต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย แล้ว ถามว่าน้ำเสียที่กรองได้แล้วนั้น จะเอาไปทำอะไร…ง่ายๆเลย ก็ปล่อยลงทะเล น้ำทะเลคงจะเจือจางความแตกแยกที่ฝั่งลึกในจริงใจของม้งเราได้มันดีขึ้นเอง…

  8. เด็กดอย

    ม้งก็เหมือนคนทั่วไปนี่แหละครับ มีกิเลสกันทุกคน รัก โลภ โกรธ หลง
    เรื่องอื่นๆจึงมีเหมือนเผ่าพันธุ์อื่นๆเป็นธรรมดา

  9. คนเล่นหมอก

    ตอบ คุณphaa ธรรมเนียม และจารีตส่วนใหญ่เป็นเรื่องความเชื่อ ซึ่งอะไรที่เกี่ยวกับความเชื่อก็จะเปลี่ยนได้ยาก แต่อย่างกรณีที่ยกตัวอย่างคนท้องกลับมา หากเกิดขึ้นกับครอบครัวใครก็ตามที่คิดว่ามีการศึกษาดีพอแล้ว ย่อมสามารถเปลี่ยนได้ไม่ยาก …เว้นแต่ยังมีข้ออ้างให้เกิดขึ้นต่อไป

    ตอบ คุณบี ม้ง มัว และคุณวิจารณ์ เรื่องการว่าความต่างๆ ในสังคมม้งถือได้ว่ายังขาดมาตรฐานอยู่จริง (แม้บางชุมชนอาจทำได้ดีแล้วก็ตาม) และตรงนี้เองที่ทำให้เชื่อได้ว่าอีกไม่นาน ม้งเราจะหันไปใช้กฎหมายอย่างเบ็ดเสร็จ และไม่มีการประณีประนอมเหมือนเช่นที่ผ่านมา

    ส่วนเรื่องของความเกลียดชังกันแต่หนหลัง จนนำมาซึ่งความมีอคติต่อกันนั้น ก็ต้องยอมรับว่ามีอยู่จริง โดยจะเห็นจากม้งบางกลุ่ม (ส่วนใหญ่จะเกิดระหว่างกลุ่มแซ่) จะมีแค้นฝังหุ่นใส่กัน คือการสาปแช่งกันไว้แต่ครั้งบรรพกาล …บางกลุ่มสืบทอดความเกลียดชังกันมา โดยไม่สนใจความเป็นจริงที่ว่าเรื่องมันเกิดขึ้นนานจนจะกลายเป็นนิทานปรัมปราไปแล้ว … คนซวยคือ ลูก หลาน อดได้คบหากัน

    ตอบ คุณโป๊ยเซียน พูดถูก ม้งเรามักจะเกลียดกันแบบปากต่อปาก หรือนั่งอยู่ที่บ้านแล้วคิดเองเกลียดเอง ยกตัวอย่าง ถ้าคนเค้าลือกันว่าผู้นำขี้โกง ซึ่งอาจเป็นการโจมตีทางการเมือง ไอ้คนที่นั่งอยู่ที่บ้าน (ไม่ค่อยออกสังคม) ก็พลอยพูดเป็นตุเป็นตะว่าผู้นำไม่ดี ผู้นำขี้โกง

    ตอบ คุณเบอะแระ พูดได้น่าสนใจ ทุกวันนี้คนดีมักจะเหนื่อยหน่ายกับปัญหา และเลี่ยงไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่จะสร้างปัญหาให้กับตนเอง และครอบครัว แต่คนไม่ดีซึ่งมีใจคดโกงอยู่แล้ว บวกกับความละโมบโลภมาก ได้มีโอกาสเข้ามาเป็นผู้ปกครอง …วงจรอุบาทว์ ก็จะดำเนินไปอย่างนี้

    … ม้งรุ่นใหม่ต้องแยกแยะเป็น และสนับสนุนคนดี ไม่ใช่หลับหูหลับตาสนับสนุนแต่พวกเดียวกัน

  10. EdiTor

    Hello brother lee.koua :

    I have visited your site. It look very interesting the bad thing is my slow internet.

    I will write a reviews about your site later. Thank you for your great job for Hmong people.

    Sorry for my language, just choose the best to communicate.

  11. ม้งคนหนึ่ง

    เรื่อง การแบ่งแยกนั้น มีอยู่ทุกสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังม้งกลุ่มเล็กๆอย่างม้ง หรือ หรือ สังคมไทย ซึ่งยังมีให้เห็นอยู่ทุกวัน หรือ สังคมโลกก็ตาม เช่นการแบ่งสีผิว อย่างไรก็ตาม เรายังสามรถเลือกที่จะปฎิบัติในสิ่งที่ถูกต้องได้
    ก้เป้นกำลังใจให้ผู้เขียนทุกๆคน สร้างสรรค์งานเขียนออกมาให้เราได้อ่านและแสดงความคิดเห็นอีก
    จะแวะเวียนเข้ามาอ่านใหม่
    ม้งคนหนึ่ง

  12. kaim

    การแบ่งแยกในชนเผ่าของม้งเรานั้น มันมีอยู่จริง แต่ ขอให้ทุกคนพึงคิดตรงจุดที่ว่าประเพณีของเราแต่ละคน แต่ละเผ่า มันก็ย่อมที่จะแตกต่างกันไปจึงเป็นเหตุที่ทำให้คนบางคนหรือสังคมเค้ามอง ว่าเราแตกสามัคคีกัน แต่ขอให้พี่น้องม้งของเราจงเชื่อมั่นในความเป็นม้งของเรา ไม่ว่าเราจะมีความแตกต่างกันบ้างบางอย่างแต่ขอให้เราช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็พอ และผมเชื่อว่าคนเราถ้าจะเลือกใครสักคนขึ้นมาเป็นผู้นำของเรานั้น เราจะไม่เลือกเค้า เพราะเพียงเห็นว่าคนๆนั้นเป็นญาติพี่น้องเราเท่านั้น แต่เราทุกคนจะต้องเลือกคนที่เราคิดว่าเค้าดี ถึงจะไม่ดีมากแต่ก็ต้องดีในระดับหนึ่งขึ้นมาเป็นผู้นำของเราแน่นอนครับ…..ในฐานะม้งที่ยังอ่อนต่อโลก แต่ไม่นานจะมีคนรู้จักแน่ ครับ

  13. เหว

    ก็แค่เริ่มต้นบทความก็แบ่งแยกแล้ว แล้วจะไม่ให้แบ่งแยกได้งัย มันเป็นเรื่องธรรมดาของความหลากหลาย แบ่งแยกแล้วไม่ดีอย่างไรแล้วถ้าไม่แบ่งแล้วมันดีหรอ มันอยู่ที่การยอมรับ การเคารพซึ่งกันและกันมากกว่ามั้ง

  14. เหว

    มันต่างกันอยู่แล้ว ไม่งั้นจะเรียก ม้งเขียว ม้งขาวเหรอ และที่ต่างกันนี้เพราะคนไปแบ่งแยกให้ หรือมันไม่เหมือนของมันเองตามธรรมชาติ ผมว่านะมันเป็นธรรมชาติของมัน ยอมรับและเคารพความเป็นคนอื่น แซ่อื่น เผ่าอื่น ชาติพันธุ์อื่นเหมือนหรือเท่ากับที่เรายอมรับและเคารพตัวเรา แซ่เรา เผ่าเรา ชาติพันธุ์เรา ก็เท่านั้นแหละ (แต่มันก็มีบางคนแม้กระทั่งตัวเองก็ยังไม่ยอมรับ ไม่เคารพความเป็นตัวเอง แล้วจะไปหวังอะไรที่จะไปยอมรับและเคารพคนอื่น)จบ. จริงๆนะ

  15. คนเล่นหมอก

    ตอบ คุณเหว เรื่องความต่างนั้น เราเข้าใจตรงกันว่าต่างกันโดยธรรมชาติ เพียงแต่ความขัดแย้งต่างๆ เราก่อมันขึ้นเอง …. ตามที่ผมสรุปไว้ในสองย่อหน้าท้าย

  16. วิจารณ์

    คุณเหว เรายอมรับได้ในความแตกต่าง ไม่ว่าคุณจะแซ่อะไร นามสกุลใด เป็นม้ง เป็นไทย เป็นฝรั่ง
    แต่คนทุกชาติพันธุ์ไม่อาจยอมรับความแตกแยกได้ ….แตกต่าง แต่ไม่แตกแยก….

  17. ken lee

    พื้นฐานความเป็นม้ง ถูกแบ่งแยกมาแต่อดีต ต่างคนต่างยืดหลักเหล่าผู้นำในอดีตของแต่ล่ะแซ่ ทำให้เกิดความแบ่งแยกตลอดสายของตระกูล ไม่เคยมีผู้นำคนใหนเลยที่จะคิดใหม่ทำใหม่ มัวแต่ยึดแนวความคิดเดิมๆ แล้วจะหลอมรวมม้งเข้าด้วยกันได้อย่างงัย

  18. kao

    พื้นฐานของม้ง ถูกแบ่งแยกมาแต่อดีตก็จริง ตามข้างบนที่มีผู้กล่าวมานั้น แต่การแบ่งแยกความดีหรือความไม่ดีนั้น ปัจจุบันไม่ได้แบ่งแยกตามม้งขาวหรือม้งเขียว ซึ่งผมเห็นแตกต่างจากข้างบน
    เพราะ
    1. ปัจจุบันนี้ม้งขาวหรือม้งเขียวก็แต่งงานรวมกันไปมาระหว่างกันแล้วจึงไม่ได้แบ่งแยกว่าใครดีหรือใครไม่ดี
    2. การแยกว่าใครดีหรือไม่ดีนั้นไม่ได้สรุปโดยคนคนเดียว แต่ใช้ความจริงที่เห็นเป็นตัวกำหนดด้วย
    เช่นในหมู่บ้านเดียวกันจะเห็นได้ชัด คือ คนๆนี้มักมีนิสัยไม่ดีแม้แต่แซ่เดียวกันก็รู้ไม่ใช่เราสรุปเอาเองว่าคนนี้ไม่ดีนะ
    3. ส่วนการแต่งงาน ก็จะเหมือนกัน ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ ตามคำสุภาษิตของไทยกล่าวไว้
    เวลาจะไปแต่งงานที่ไหนก็ตาม โดยส่วนใหญ่ก็จะถามใถ่ผู้หลักผูใหญ่ในหมูบ้านนั้นว่าหญิงคนนี้เป็นอย่างไรบ้าง พ่อแม่เป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งก็เคยเห็นมาก็มากอยู่เหมือนกัน เช่นแต่งานโดยไม่ถามไถ่ได้ลูกสะใภ้ใจแคบบ้าง ด่าพ่อแม่บ้างเป็น ต้น
    4. โดยส่วนตัวผมแล้วขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูและการปลูกฝังที่ไม่ดีตามมาด้วย แต่มีอยู่ทุกหมู่บ้านแหละ ซึ่งมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปนเปกันไป เหมือนคนพื้นราบ(คนไทยพื้นราบ)ซึ่งมีคนเหนือ อีสาน ใต้

    และที่เห็นในปัจจุบันนี้คนม้งส่วนใหญ่(ในความรู้สึกของผมนะ)คนม้งที่มีการศึกษาเรามักจะลืมเลือนภาษาของเราเองและรู้สึกอายที่จะพูดภษาของเรา เช่นผมมาทำงานอยู่กรุงเทพฯ เมือเจอเพื่อนม้งผมทักทายภาษาม้ง แต่เขากลับเฉยและทักทายหรือพูดคุยแต่ภาษาไทย หรือผมเคยเห็นเพื่อนม้งเวลาแต่งตัวม้งแล้วไม่กล้าที่จะไปเที่ยวตลาด แม้แต่ในต่างจังหวัดก็เหมือนกัน
    แต่สำหรับผมแล้วผมให้พ่อกับแม่แต่งตัวเต็มยศม้งเลยในวันรับปริญญา หรือทักทายพูดคุยภาษากับคนม้งตลอดที่รู้ว่าเขาเป็นม้งเหมือนกัน
    (อันนี้เป็นความรู้สึกของผมคนเดียวนะครับ)หรือว่ามีใครเหมือนกันบ้างครับ

  19. โป๊ยเซียน

    ดีคับ คุณเกา ที่คุณพูดมามีเหตุผล น่ารับฟัง ถูกตัองคับ! ทุกอย่าง!
    แต่บางสิ่งบางอย่างแม้จะดูได้ว่า น่าถูมิใจของความเปงม้ง แต่…
    สัมหรับผม ขอย้ำ…สำหรับผมเท้านั้น บางครั้งก้อต้องทำแบบ
    ….เข้าเมื่องตาหลิว ก็ต้องหลิวตาตามคับ ฮ้าๆๆๆๆ แค่สิ่งเล็กๆ น้อย
    ที่อาจมองต่างมุมบ้าง!

    ปล.การรับปริญญาบางครั้งก้อไม่จำเปงว่า ต้องโชว์ความเปงม้งสะทั้งหมด
    แค่หน้าตราเราก้อ เพียงพอ! อย่างน้อยๆอาจทำให้คนอื่น” พูดไม่ออก มีอคติไม่เปง ” อิอิอิ
    แค่ในสังคมไทยเราอาจเข้าใจคนส่วนใหย๋ได้นิดนึ่ง Ha? (แต่ผมต่างนินึ่ง)

  20. chislee

    ฉันมีเรื่องเล่าฉันทำงานรับราชการเงินเดือนไม่ถึงหมื่น กว่าจะเรียนจบต้องลำบากเรียนไปทำงานไป เดือนหนึ่งก็ให้แม่กับพ่อสองพันบาท แต่เรื่องมันอยู่ที่ว่าเพื่อนแม่มีลูกสาวอายุน้อยกว่าฉันสามปีเขาไม่ได้เรียนแต่เขาหาเงินได้เดือนละเป็นล้านเลยล่ะ แม่เขาชอบมาเล่าความสามารถลูกเขาให้แม่ฟังทำให้แม่มักจะเอาฉันไปเปรียบกับลูกเขาแม่บอกว่าฉันหน้าตาก็สวยกว่าลูกเขาแต่ทำไมถึงทำงานได้เงินแค่นั้น ก็คิดดูซิเขามีเงินซื้อบ้าน ซื้อรถให้พี่น้องทั้งตระกูล ฉันรู้สึกเครียดมากแต่ฉันก็ปลอบใจตัวเองว่าแม่เขาไม่มีสิทธิ์มาว่าฉันเพราะกว่าฉันจะมาอยู่จุดนี้ฉันต้องอดทนแค่ไหน ฉันจึงตัดการติดต่อกับทางบ้านมันทำให้ฉันถูกด่าว่าอกตัญญยู ฉันรู้สึกว่าไม่อยากเป็นม้งเลยฉันมาอยู่กับยายแก่ๆเป็นคนไทยแกชื่มชมฉันแกบอกว่าแกอยากมีลูกที่ขยัยทำงานและตั้งใจรียนเช่นฉัน มันทำให้ฉันภูมิใจมากที่ยังมีคนที่เขาเห็นความตั้งใจฉันและเข้าใจ ตอนนี้ได้ทุนเรียนต่อได้คบกับแฟนชาวต่างชาติ เราคิดว่าเรียนจบเราจะแต่งงานกัน จนวันหนึ่งเพื่อนแฟนชาวแฟนไปร้องคาราโอเกะที่อาบอบหนวดแห่งหนึ่งใน(ซายุริ)เพื่อนแฟนเอารูปผู้หญิงที่เขาติดในสมุดเรียงเบอร์ คือถ้าผู้ชายเลือกผู้หญิงเบอร์ไหนก็จ่ายเงิน600บาทเป็นค่าตัวและค่านอน ฉันแปลกใจมากก็คือเบอร์22 คือผู้หญิงที่หาเงินได้เดือนละล้านที่แม่อยากให้ฉันเป็น แน่นอนว่าแฟนฉันกับฉันรู้ว่าเขาทำงานขายร่างกายแต่เธอบอกคนในหมู่บ้านว่าเธอเป็นผู้จัดการโรงแรมชื่อดัง วันนั้นเธอไปกับแขกห้าคนฉันทักเธอแต่เธอรีบหนีหน้า เพื่อนฉันที่เป็นพนักงานโรงแรมบอกว่าเธอเป็นโสเภณีแขกซื้อมานอน ปัจจุบันเธอรู้ว่าฉันรู้ว่าเธอทำงานอะไร แต่เธอรู้ดีว่าฉันไม่มีทางเปิดเผยให้ใครรู้ ฉันจึงไม่อายที่จะบอกว่าฉันรักศักดิ์ศรีตัวเอง ฉันควรจะบอกแม่มั้ย?ที่เธอทำงานอะไร ที่ฉันรู้สึกไม่ดีต่อเธอคือเธอบอกพี่ชายฉันว่าฉันเรียนสูงเสียเปล่าทำงานเงินเดือนไม่กี่พัน

  21. พร

    บ้านผมก็ไม่ต่างกันสาวๆม้งไม่เรียนทำงาน…เกิความแตกต่างส่งเสริมค่านิยมสตรีม้งผิดๆ น้องที่หมู่บ้านผมยิ่งพวกสาวม้งใหม่นี่ วันๆไม่ทำอะไรนอกจะโทรหาเพื่อนมารับไปทำงานที่สบายๆอย่างว่าแหล่ะ ผมไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรแต่ภาวนาให้ผู้ใหญ่มีความคิดที่ดีๆอย่ามองวัตถุเงินเลย เด็กผู้หญิงม้งบางคนตั้งใจเรียนมากจริง แต่การถูกแรงกดดันก็ทำให้จิตใจเด็กไม่อยากเรียน

  22. คนเล่นหมอก

    ตอบ คุณ ken lee เห็นด้วยกับเรื่องผู้นำชุมชน ผมยังไม่เคยเห็นกิจกรรมที่จะส่งเสริม หรือเสริมสร้างความสามัคคีเลย กิจกรรมที่ทำๆ กัน ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นกิจกรรมที่ทางราชการสั่งมา ก็เชื่อได้ว่าเรื่องของชุมชน ถ้าชุมชนไม่สร้างสรรค์เอง ชุมชนก็คงยากที่จะดีได้

    ขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็น

  23. เคาะสนิม

    ผมขอเป็นติดตามที่ก็แล้วกันครับ
    อ่านอย่างมีความสุขครับ

  24. เคาะสนิม

    นานาจิตตัง ต่างคนต่างมีความคิดเป็นของตนเองอาจแตกต่างกันไปหลากหลายประการ
    แต่สิ่งนึ่งที่ม้งเราควรจำใว้คือ เราไม่แตกแยก

  25. ผู้จัดการ

    เราน่าจะสนทนาในเรื่องที่สร้างสรรค์ และพัฒนาสังคมม้งดีก่วา เช่น
    1.การที่เรามีหลายตระกูลแซ่ เป็นการแก้ปัญหาเลือดชิดได้เป็นอย่างดี ลูกหลานที่เกิดมามีพัฒนาการที่ดีขึ้นจากรุ่นสู่รุ่น
    2.การเมืองท้องถิ่น ก็คือการเมือง ผลประโยชน์และชื่อเสียงย่อมไม่เข้าใครออกใคร
    3.ความหลากหลายของม้งเป็นสิ่งที่ควรอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นประเพณี วัฒนธรรม หรือความเชื่อ นับวันจะไม่มีใครสนใจสืบทอด และในอนาคตเราจะต้องไปศึกษาประวัติของม้งเราจากฝรั่ง
    4.การที่เรามีจุดด้อยหรือถูกคนอื่นรังแก ก็จะทำให้เราแกร่ง มีความมุ่งมั่นที่จะชนะอุปสรรค เพราะเราจะไม่ก้าวอยู่กับที่หรือด้อยลงเพราะม้งจะไม่ยอมใครง่ายๆ
    5.เมื่อมีวิกฤตก็ย่อมมีโอกาศเสมอ เพราะเดี๋ยวนี้ม้งไม่ได้ทำไร่เลื่อนลอยอย่างที่คนอื่นกล่าวหาอีกแล้ว
    ม้งมีการศึกษา มีความรู้ และมีอาชีพที่หลากหลายเช่น
    -ม้งขุนกลาง ปลูกไม้ดอกเมืองหนาว ที่คนทั้งประเทศทำไม่ได้
    -ม้งโป่งแยง ปลูกพริกหวานและสตอเบอรี่ ขายไปทั่วประเทศ
    -ม้งเชียงใหม่ ทำเรซิ่น และออกขายทั่วประเทศ พัทยา จตุจักร สมุย ภูเก็ต
    -ม้งพิโลก,เพชรบูรณ์ ขายไก่ทอดหาดใหญ่ทั่วประเทศ
    -ม้งกำแพงเพชร ต้นตำรับพ่อค้าสมัยก่อนมีตลาดนัด

  26. คนเล่นหมอก

    ขอบคุณ ผู้จัดการ เรื่องสร้างสรรค์นั้นกินความหมายกว้าง แต่เข้าใจว่าต้องเป็นเรือ่งที่มีประโยชน์ หรือแปลกใหม่

    สิ่งที่ ผู้จัดการ กล่าวมาทั้งหมดถือเป็นเรื่องน่าสนใจ และขอชื่นชมในความรอบรู้ของท่านครับ เหมือนท่านจะไปมาทั่วทิศแล้ว หากมีโอกาสก็ช่วยขยายความด้วยครับ โดยเฉพาะเรื่องของหมู่บ้านม้งแต่ละแห่งที่ท่านยกมา

  27. ม้งเหมือนกัน

    แต่จากประบการณ์ที่พบเจอมา เวลาคนม้งเราอยู่รวมกันที่ไรมีเรื่องทุกที ไม่ว่าจะเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง เรื่องฟ้องร้อง ในขณะที่อยู่รวมกับชาติพันธ์ื่อื่นๆ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เฮ้อ

  28. ทางสายกลาง

    วอนล่ะ อย่าได้แบ่งแยกกันไปกว่านี้อีกเลย ถ้าม้งไม่รักม้งแล้วใครล่ะจะมารักพวกเรา แค่ทุกวันนี้ที่เราเป็น ก็ถูกสังคมตราหน้ามากพออยู้แล้ว เพียงแค่เราเข้าเมืองตาลิ่วต้องลิ่วตาตาม ซึ่งก้ไม่ได้หมายความว่าเราจะลืมชาติกำหนดของเรา ปัญหามันก็มีทุกที่ ทุกสถานการณ์ ทุกสังคม และทุกชาติพันธุ์นั่นแลหะ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *