กินข้าวระหว่างทาง งานแต่งใกล้บ้าน

กลับบ้านหลังสงกรานต์ เลยอดเล่นสงกรานต์กับเด็กๆ แถวบ้าน ที่ต้องกลับหลังสงกรานต์ (เย็น 15 เมษา) ก็ด้วยหวังว่าไม่ต้องลำบากแย่งตั๋วที่หมอชิต แต่ด้วยความที่เป็นคนรอบคอบ จึงไปถึงหมอชิตก่อนรถออก แปด ชั่วโมง ..the Terminal at หมอชิต

อยู่หมอชิตแปดชั่วโมงที่ว่าเซ็ง ก็ไม่คิดว่าขากลับจากบ้านจะเซ็งยิ่งกว่า (กลับเย็น 17 เมษา) ได้รถเสริม นั่งสบาย แต่ยางระเบิดที่พิษณุโลก (หลับไม่รู้สึก ..ระบบของรถดีมาก) รอประมาณหนึ่งชั่วโมงรถคันใหม่จึงมาถึง แปลกแต่จริงทั้งชีวิตนั่งรถเสริมไม่เกินห้าครั้ง แต่จำได้ว่ายางระเบิดสามครั้ง ..สถิติน่าสนใจ

เอาล่ะบ่นได้ที่แล้วมาเข้าเรื่องกัน ที่กลับบ้านไปก็เพื่อกลับไปร่วมงานแต่งของเพื่อนรักคนหนึ่ง ก็ด้วยความไม่เข้าใจขั้นตอนพิธีการจึงจัดแจงเวลาผิดพลาดนิดหน่อย คือกลับถึงเช้าวันที่ 16 แล้วกลับเย็นวันที่ 17 เลย ซึ่งก็เหนื่อยน่าดู ..กลับทั้งที่ยังมึนๆ

ทีแรกที่คุยกันกับเพื่อนคนนี้ ก็ไม่ได้มีหน้าทีพิเศษอะไรมอบหมายให้ทำ แต่พอเอาเข้าจริงหน้าที่คือ “คนรินเหล้า” (tus laub cawv) หน้าที่ก็คือคอยเสริฟเหล้าบนโต๊ะพิธี โดยคนรินเหล้าจะมีด้วยกันสองคนคือ ตัวแทนฝ่ายเจ้าบ่าวหนึ่งคน และตัวแทนฝ่ายเจ้าสาวหนึ่งคน

งานนี้เป็นการแต่งกับคนหมู่บ้านติดกัน (ห่างกันประมาณ 400 เมตร) ฉะนั้นการเดินทางของฝ่ายเจ้าบ่าวจึงเป็นการเดินอย่างแท้จริง แม้จะแต่งงานกับคนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ระหว่างทางก็จะต้องมีการแวะพัก เพื่อรับประทานอาหารระหว่างทาง ..จะเป็นอย่างไรหากแต่งกับคนข้างบ้าน

อาหารมื้อนี้ก็จะประกอบด้วย ข้าวเปล่า ไก่ต้ม และเหล้า (หรือเบียร์) เมื่อถึงจุดแวะพัก เม่ก๊ง (mej koob) จะใช้ช้อนตักข้าว และหยิบไก่ชิ้นเล็กใส่ช้อนด้วยกัน เพื่อนำไปกราบใหว้เจ้าที่เจ้าทาง จากนั้นก็เป็นการบรรเลงมื้อข้างทางอย่างเอร็ดอร่อย ..คิดดูไก่ตัวใหญ่ เนื้อนุ่ม กับเบียร์อุ่นๆ (เปรี้ยวปากอีกแล้ว)

ณ จุดแวะพักนี้เอง มีคำถามครับ ..พี่สะใภ้ของเจ้าบ่าวซึ่งเป็นคนไทย ทำหน้าที่ติดตามเพื่อเป็นตากล้องให้ แต่ด้วยความที่พี่แกไม่ใช่คนม้ง จึงได้ถามขึ้นว่า
“ทำไมต้องแวะพักกินข้าวด้วย ใกล้ๆ นี้เองไม่ใช่เหรอ”
“อ๋อ ..เป็นเพราะสมัยก่อนหมู่บ้านม้งอยู่ไกลกันมาก การแต่งงานที หมายถึงต้องเดินทางกันเป็นวัน หรืออาจจะหลายวัน จึงต้องมีการเตรียมอาหารสำหรับทานระหว่างทาง” เม้ก๊ง (mej koob) ตอบ

เออนะ ..แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ไกลอย่างสมัยโน้นแล้วนี่ ถึงไกลบึ่งรถแป๊บเดียวก็ถึง ผมจึงลองสังเกตุดู ว่า ณ จุดแวะพักทานข้าวนี้ มีพิธีกรรมอะไรสำคัญบ้าง ก็เปล่า ไม่มีอะไรที่เป็นพิธีการตรงจุดแวะพักเลย แหะ แหะ แล้วจะพักทำไม ..ก็แค่สงสัยแบบเด็กๆ

แต่สำหรับในเรื่องนี้ กลับทำให้ผมฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ นั่นคือ กิจกรรม หรือขั้นตอนบางอย่าง เราทำต่อๆ กันมา โดยแท้ที่จริงแล้วมันอาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกระทำอีก เพราะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพีธี หรือขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของพิธี หากแต่มันคือการปฏิบัติต่อๆ กันมา จนกลายเป็น “พฤติกรรมเคยชิน” คือ ปฏิบัติเพราะว่าเคยปฏิบัติกันมา ..แค่นั้นเอง แต่ไม่ได้มีส่วนสำคัญใดๆ เลย หรือแม้กระทั่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับพิธีการนั้นๆ เลยด้วยซ้ำ

ในเรื่องนี้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะสั่นคลอนความเชื่อของพี่น้องม้งเรา หากแต่ให้เป็นข้อสังเกตุว่า กิจกรรมหรือพิธีกรรมบางอย่าง อาจจะยังไม่ได้รับการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้ทันกับยุคสมัยแค่นั้นเอง ..แต่หากเรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดของตัวผมเอง ก็ขอความกรุณาผู้รู้ช่วยแนะนำด้วยนะครับ เพื่อความเข้าใจ และเป็นประโยชน์แก่น้องๆ รุ่นหลัง

อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะอย่างที่เราทราบกัน คนหลายเชื้อชาติ เค้าก็มีพิธีกรรมที่เรามองว่าไม่น่าจะมีกันแล้ว แต่พวกเค้าก็ยังคงปฏิบัติบัติกันอยู่

นอกจากที่ตั้งข้อสังเกตุแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่พบเจอในงานแต่งครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เจ้าสาวได้ยกมือถือกดไปหาผู้เป็นพ่อ และถามว่า “พ่อ งานที่บ้านเตรียมถึงไหนแล้ว ..ตอนนี้พักกินข้าวตรงจุดนี้นะ ..ใกล้ถึงแล้ว” ..นี่คือม้งในยุคเทคโนโลยี

นอกจากนี้ก็มีเรื่องหมูราคาตัวละแปดพัน ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนตัวขนาดนี้ก็ประมาณสามพัน หรือสี่พันแค่นั้นเอง สำหรับงานนี้เจ้าบ่าวหมดเงินไปกับงานเลี้ยงเกือบๆ สามหมื่นบาท โดยที่พ่อแม่เป็นคนออกเงินแท่งให้ เห็นว่าเดี๋ยวนี้เงินแท่งราคาอยู่ที่ประมาณเจ็ดพัน ถึงแปดพันบาท ..ว่าแล้วหนุ่มโสดก็เตรียมนับนิ้วมือกันได้เลย ส่วนถ้าใครรอแต่งในอีกสองสามปีข้างหน้า ก็เตรียมนับนิ้วเท้ารวมไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นหมู หรือเงินแท่ง

ใครที่พ่อแม่ไม่มีมรดกให้ ก็รีบสะสมสินสอดเงินแท่งกันได้แล้วนะครับ ส่วนหมูก็ไปดูราคาหน้าเขียงเอา

เรื่องนี้จบลงด้วยการเดินทางอย่างพะอืดพะอม ..12 ชั่วโมง