กินข้าวระหว่างทาง งานแต่งใกล้บ้าน

กลับบ้านหลังสงกรานต์ เลยอดเล่นสงกรานต์กับเด็กๆ แถวบ้าน ที่ต้องกลับหลังสงกรานต์ (เย็น 15 เมษา) ก็ด้วยหวังว่าไม่ต้องลำบากแย่งตั๋วที่หมอชิต แต่ด้วยความที่เป็นคนรอบคอบ จึงไปถึงหมอชิตก่อนรถออก แปด ชั่วโมง ..the Terminal at หมอชิต

อยู่หมอชิตแปดชั่วโมงที่ว่าเซ็ง ก็ไม่คิดว่าขากลับจากบ้านจะเซ็งยิ่งกว่า (กลับเย็น 17 เมษา) ได้รถเสริม นั่งสบาย แต่ยางระเบิดที่พิษณุโลก (หลับไม่รู้สึก ..ระบบของรถดีมาก) รอประมาณหนึ่งชั่วโมงรถคันใหม่จึงมาถึง แปลกแต่จริงทั้งชีวิตนั่งรถเสริมไม่เกินห้าครั้ง แต่จำได้ว่ายางระเบิดสามครั้ง ..สถิติน่าสนใจ

เอาล่ะบ่นได้ที่แล้วมาเข้าเรื่องกัน ที่กลับบ้านไปก็เพื่อกลับไปร่วมงานแต่งของเพื่อนรักคนหนึ่ง ก็ด้วยความไม่เข้าใจขั้นตอนพิธีการจึงจัดแจงเวลาผิดพลาดนิดหน่อย คือกลับถึงเช้าวันที่ 16 แล้วกลับเย็นวันที่ 17 เลย ซึ่งก็เหนื่อยน่าดู ..กลับทั้งที่ยังมึนๆ

ทีแรกที่คุยกันกับเพื่อนคนนี้ ก็ไม่ได้มีหน้าทีพิเศษอะไรมอบหมายให้ทำ แต่พอเอาเข้าจริงหน้าที่คือ “คนรินเหล้า” (tus laub cawv) หน้าที่ก็คือคอยเสริฟเหล้าบนโต๊ะพิธี โดยคนรินเหล้าจะมีด้วยกันสองคนคือ ตัวแทนฝ่ายเจ้าบ่าวหนึ่งคน และตัวแทนฝ่ายเจ้าสาวหนึ่งคน

งานนี้เป็นการแต่งกับคนหมู่บ้านติดกัน (ห่างกันประมาณ 400 เมตร) ฉะนั้นการเดินทางของฝ่ายเจ้าบ่าวจึงเป็นการเดินอย่างแท้จริง แม้จะแต่งงานกับคนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ระหว่างทางก็จะต้องมีการแวะพัก เพื่อรับประทานอาหารระหว่างทาง ..จะเป็นอย่างไรหากแต่งกับคนข้างบ้าน

อาหารมื้อนี้ก็จะประกอบด้วย ข้าวเปล่า ไก่ต้ม และเหล้า (หรือเบียร์) เมื่อถึงจุดแวะพัก เม่ก๊ง (mej koob) จะใช้ช้อนตักข้าว และหยิบไก่ชิ้นเล็กใส่ช้อนด้วยกัน เพื่อนำไปกราบใหว้เจ้าที่เจ้าทาง จากนั้นก็เป็นการบรรเลงมื้อข้างทางอย่างเอร็ดอร่อย ..คิดดูไก่ตัวใหญ่ เนื้อนุ่ม กับเบียร์อุ่นๆ (เปรี้ยวปากอีกแล้ว)

ณ จุดแวะพักนี้เอง มีคำถามครับ ..พี่สะใภ้ของเจ้าบ่าวซึ่งเป็นคนไทย ทำหน้าที่ติดตามเพื่อเป็นตากล้องให้ แต่ด้วยความที่พี่แกไม่ใช่คนม้ง จึงได้ถามขึ้นว่า
“ทำไมต้องแวะพักกินข้าวด้วย ใกล้ๆ นี้เองไม่ใช่เหรอ”
“อ๋อ ..เป็นเพราะสมัยก่อนหมู่บ้านม้งอยู่ไกลกันมาก การแต่งงานที หมายถึงต้องเดินทางกันเป็นวัน หรืออาจจะหลายวัน จึงต้องมีการเตรียมอาหารสำหรับทานระหว่างทาง” เม้ก๊ง (mej koob) ตอบ

เออนะ ..แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ไกลอย่างสมัยโน้นแล้วนี่ ถึงไกลบึ่งรถแป๊บเดียวก็ถึง ผมจึงลองสังเกตุดู ว่า ณ จุดแวะพักทานข้าวนี้ มีพิธีกรรมอะไรสำคัญบ้าง ก็เปล่า ไม่มีอะไรที่เป็นพิธีการตรงจุดแวะพักเลย แหะ แหะ แล้วจะพักทำไม ..ก็แค่สงสัยแบบเด็กๆ

แต่สำหรับในเรื่องนี้ กลับทำให้ผมฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ นั่นคือ กิจกรรม หรือขั้นตอนบางอย่าง เราทำต่อๆ กันมา โดยแท้ที่จริงแล้วมันอาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกระทำอีก เพราะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพีธี หรือขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของพิธี หากแต่มันคือการปฏิบัติต่อๆ กันมา จนกลายเป็น “พฤติกรรมเคยชิน” คือ ปฏิบัติเพราะว่าเคยปฏิบัติกันมา ..แค่นั้นเอง แต่ไม่ได้มีส่วนสำคัญใดๆ เลย หรือแม้กระทั่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับพิธีการนั้นๆ เลยด้วยซ้ำ

ในเรื่องนี้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะสั่นคลอนความเชื่อของพี่น้องม้งเรา หากแต่ให้เป็นข้อสังเกตุว่า กิจกรรมหรือพิธีกรรมบางอย่าง อาจจะยังไม่ได้รับการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้ทันกับยุคสมัยแค่นั้นเอง ..แต่หากเรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดของตัวผมเอง ก็ขอความกรุณาผู้รู้ช่วยแนะนำด้วยนะครับ เพื่อความเข้าใจ และเป็นประโยชน์แก่น้องๆ รุ่นหลัง

อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะอย่างที่เราทราบกัน คนหลายเชื้อชาติ เค้าก็มีพิธีกรรมที่เรามองว่าไม่น่าจะมีกันแล้ว แต่พวกเค้าก็ยังคงปฏิบัติบัติกันอยู่

นอกจากที่ตั้งข้อสังเกตุแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่พบเจอในงานแต่งครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เจ้าสาวได้ยกมือถือกดไปหาผู้เป็นพ่อ และถามว่า “พ่อ งานที่บ้านเตรียมถึงไหนแล้ว ..ตอนนี้พักกินข้าวตรงจุดนี้นะ ..ใกล้ถึงแล้ว” ..นี่คือม้งในยุคเทคโนโลยี

นอกจากนี้ก็มีเรื่องหมูราคาตัวละแปดพัน ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนตัวขนาดนี้ก็ประมาณสามพัน หรือสี่พันแค่นั้นเอง สำหรับงานนี้เจ้าบ่าวหมดเงินไปกับงานเลี้ยงเกือบๆ สามหมื่นบาท โดยที่พ่อแม่เป็นคนออกเงินแท่งให้ เห็นว่าเดี๋ยวนี้เงินแท่งราคาอยู่ที่ประมาณเจ็ดพัน ถึงแปดพันบาท ..ว่าแล้วหนุ่มโสดก็เตรียมนับนิ้วมือกันได้เลย ส่วนถ้าใครรอแต่งในอีกสองสามปีข้างหน้า ก็เตรียมนับนิ้วเท้ารวมไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นหมู หรือเงินแท่ง

ใครที่พ่อแม่ไม่มีมรดกให้ ก็รีบสะสมสินสอดเงินแท่งกันได้แล้วนะครับ ส่วนหมูก็ไปดูราคาหน้าเขียงเอา

เรื่องนี้จบลงด้วยการเดินทางอย่างพะอืดพะอม ..12 ชั่วโมง

29 Comments

  1. เคาะสนิม

    โดนใจจริงๆๆครับพี่ ขึ้นเขียงทั้งคนทั้งหมู

  2. hmong21

    อ่านเเล้วก็นุกดีนะครับท่าน ถ้าใครไม่เคยผ่านงานเเต่งก็ไม่เจอกับตัวเองหรอกครับ เดียวนี้หมูก็เเพง เงินเเท่งก็ขึ้นราคาสมัยผมนะเบ็ดเสร็จเเล้วประมาณ 6 หมื่นต้นรวมค่าเหล้าค่าเบีรย์ก็หลายอยู่ เเล้วท่านเจอ (cawv nyuj kub)ป่าวครับ

  3. pornsawan

    แต่น้องว่า น่าสนุกและ่ตื่นเต้นมากกว่าค่ะ เพราะ อย่างว่า การกินข้าวระหว่างทางกลางเป็นส่วนหนึ่งของ
    งานแต่งงานไปแล้่ว และเป็นส่วนที่สำคัญเสียด้วยค่ะ เพราะสังเกตุว่า ญาติพี่น้อง มักจะถามว่า ไปกินข้างระหว่างทางกันที่ไหน หรือไม่ก็ เจ้าสาวเองมักจะตื่นเต้นว่า จะได้ไปพักกินข้าวที่ไหน

    บางทีอาจจะเป็นเรื่องดีนะคะ เหมือนกับว่า ได้พักผ่อน และ พูดคุย เตรียมตัวกัน ระหว่างการเดินทางจากบ้านเจ้าบ่าวไปบ้านเจ้าสาว เพื่อคลายความตื่นเต้น ก็เป็นได้ค่ะ

    นี่เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวนะคะ พี่editor เพราะน้องเอง ก็เคยผ่านจุดนี้มาแล้วน่ะค่ะ อิอิอิ

    ซึ่งตอนน้อง พักกินข้าว แฟนน้องก็จะถือโอกาส ซ้อม ทำความเคารพ โดยการสอนของคนที่นำทางมา
    จำไม่ได้ว่า เรียกว่าอย่างไร
    แล้วพวกเขาก็จะ ทบทวนกันว่า แต่ละคนมีหน้าที่อะไร ต้องทำยังไงน่ะคะ่ ส่วนน้องเอง เมื่อคิดกลับไปแล้ว ก็ยังตื่นเต้นไม่หายเลยค่ะ 5++

    เป็นกำลังใจให้พี่ผ่านจุดนี้ให้ได้ด้วยดีนะ่ก๊ะ

  4. somone

    อืม อ่านแล้วไม่รู้ว่าตัวเองจะได้แต่งแบบพิธีม้งหรือเปล่า
    เพราะมีแฟนเป็นคนไทย แต่ก็อยากแต่งกับคนม้งนะ
    แต่เมื่อมาอยู่ในเมืองมันเลยต้องลงเอยแบบนี้อ่ะ

  5. EdiTor (Post author)

    คุณ เคาะสนิม สะสมเงินแท่งอยู่ล่ะสิ เงินแท่งน่ะสะสมได้ แต่จะให้เลี้ยงหมูรองานแต่งคงยากหน่อย

    คุณ hmong21 ยินดีที่ลุล่วงไปแล้วนะครับ งานนี้อดเขาวัวครับ กินแต่เหล้าแดงผสมโซดาแช่น้ำแข็ง ..ก๊อกไม่ไผ่ก็อันเล็กๆ ฮือ ฮือ ไม่ถึงใจ

    คุณ pornsawan ยินดีด้วยนะครับ นี่ก็สำเร็จไปอีกหนึ่ง ..คงต้องเชื่อตามคนมีประสบการณ์ล่ะครับ กินข้าวเอาบรรยากาศ และพักผ่อนพูดคุย ซักซ้อม อืมม.. ก็ไม่เลวนะ ว่าแต่คุณ pornsawan แต่งกันไกลมั๊ยครับ

    คุณ somone ฟังเล่าเรื่องของม้งแล้วอาจรู้สึกเศร้า แต่อย่าเศร้าไปเลยครับ แต่งกับใครก็ได้ และอย่าลืมว่าการแต่งงานเป็นแค่การเริ่มต้นเดินทางไกล ขอแค่เรามั่นใจว่าเราจะสามารถมีความสุขกับคนที่เราจะแต่ง เรื่องอื่นก็ไม่ต้องไปคิดมากแล้ว

    ..คนที่ยังไม่แต่ง ใครจะกล้าแบไต๋มั๊ย สะสมทรัพย์ถึงไหนแล้ว ..ถ้างบเหลือก็ปล่อยกู้ทางนี้ได้นะครับ

  6. เคาะสนิม

    ครับคุณ EdiTor ผมก่าว่าสะสมสักหน่อยครับแต่ติดที่เงินเดือนแบบว่าเดือนชนเดือนครับคงยากสักหน่อยครับ อืมท่านEdiTorยังไม่ผ่านช่วงที่ว่าหรอกหรอครับ ผสมโซดาไม่ถึงใจก็จริงนะครับ บางคนชอบแบบเพียวๆ ว้าโทษทีครับตรงไปหน่อยขอโทษแล้วกันนะครับ เอาไว้มีเหลือจาปล่อยนะ อิอิขำๆขำๆนะ

  7. เขาร่องกล้า

    ผมว่าพิธีกรรม อย่างเช่น กินข้าวระหว่างทาง นี้ เป็นการยึดถือปฏิบัติ กันมาเท่านั้น
    บางที เราชาวม้ง น่าจะคิด และปรับเปลี่ยน หรือว่าไม่ต้องให้มีเลยก็น่าจะได้นะครับ ด้วยความคิดของผม ผมว่า ตัดออกไปเลยก็ดี อันไหนที่ไม่สำคัญ หรือจะเพิ่ม เข้าไปบางอย่าง ผมก็เคยไปงานแต่ง หลายครั้ง เคยเป็นเพื่อนชาวบ่าว พิธีแต่ล่ะคนน่ะ ไม่ค่อยเหมือนกันเท่ารัยเลย ผมว่าอยู่ที่ แม่ก๊ง จะสั่งมากกว่า ว่าจะทำหรือไม่ทำ
    ด้วยความขอบคุณ

  8. น้องนศ.

    พี่ๆediter และก็พี่โดมดอย น้องขอความช่วยเหลือหน่อยนะคะ
    พอดีน้องจะเขียนบทความเกี่ยวกับม้งลาวแต่น้องยังมีข้อมูลไม่มากพอก็เลย
    อยากรบกวนพวกพี่หน่อยถ้าพี่มีข้อมูลช่วยน้องหน่อยนะถ้าได้ก็ขอขอบพระคุณมากๆเลย
    แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เปงไร น้องขอเมล์พี่ทั้งสองด้วยนะคะ
    ขอบคุณมากค่ะเพราะน้องไม่รู้จะติดต่อพวกพี่ๆยังไงดี

  9. Pseudo_HT

    ได้อ่านแล้วน่าสนใจดีครับ เพราะสงกรานต์ที่ผ่านมาผมเองก็ได้ไปงานแต่งของเพื่อนมาเหมือนกันอ่ะ แต่คงจะเป็นคนละที่กันกับ Editor

    จริง ๆแล้วถ้าดูดีดี งานทุกอย่างของม้งเราก็มีวิธีการที่เขาเห็นว่าดีแล้วละ ถึงแม้ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตามที อย่างที่น้อง pornsawan บอกอ่ะคับ เป็นการเตียมตัวที่ดีอีกครั้ง หลังจากการเดินทางที่เหน็ดเหนื่อย (เพราะเพื่อนผมแต่งไกลมากครับ)

    บางอย่างเปลี่ยนแปลงไป แต่เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตามทุกอย่าง

    เพราะบางอย่าง เราอาจมองว่ายุ่งยาก แต่มันก็ค่อย ๆ เป็นไปอย่างไม่มีที่ติ อะไรที่เราอยากให้มันเร็ว ๆ ได้ดั่งใจคิด บางทีมันก็ผิดพลาดเอาได้ง่าย ๆ เหมือนกันนะครับ คุณ Editor

  10. pornsawan

    ถูกต้องที่สุดค่ะุ คุณ Pseudo_HT น้องคิดว่า สิ่งไหนที่ดีงาม ไม่ได้เสียหายอะไร ก็ควรช่วยกันเก็บรักษาไว้นะคะ เพราะถ้าคิดว่าไม่สำคัญมันทิ้งไป อีกหน่อยก็หาตัดตรงจุดนั้นจุดนี้กัน พิธีกรรมมันก็จะไม่เหลืออะไรเลย แล้วลูกหลานเราละคะท่าน เค้าคงจะไม่รู้เลยค่ะว่า พิธีกรรมแบบเต็มๆนั้น มีอะไรบ้าง

    ทุกวันนี้ พิธีกรรม ประเพณี วัฒนธรรมของม้งเรา บางอย่างก็สูญหายไปอย่างน่าใจหายนะคะ อะไรที่เรารักษาไว้ได้ก็ควรทำค่ะ ไม่อย่างงั้น อีกหน่อย ก็จะไม่เหลือคำว่า ม้ง อีกต่อไป

  11. EdiTor (Post author)

    ขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็นครับ ก็ถือเป็นการยกประเด็นมาให้พวกเราได้ถกกัน ก็ไม่ได้มีเจตนาจะไปล้มล้างความเชื่อ หรือวิถีปฏิบัติของม้งเรา เพราะผมเองก็เชื่อว่า พิธีกรรมโดยส่วนใหญ่แล้วไม่อาจจะใช้เหตุและผลมาอธิบายได้ หรือรองรับได้

    น้องนศ. ติดต่อพี่ได้จากหน้านี้นะครับ http://hmongasia.com/contact/
    ตรงไหนที่พี่รู้ พี่่ก็ยินดีครับ

  12. ม้งม้ง

    ไม่เคยแต่งงานคับ ยังโสด แต่เคยเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว งานนั้นเจ้าบ่าวและเจ้าสาวอยู่หมู่บ้านเดียวกันห่างกัน 2ซอย ก็ยังต้องพักกินข้าว+ไก่+เหล้า ระหว่างทางเลย ผมว่ามันก็น่ารักดีนะคับ ไม่ควร รวบลัดขั้นตอนหรอกคับ

  13. ดี แต่ถ้าดูโบราณไปหน่อย เราท่านทั้งหลาย
    จะมาปรับเปลี่ยนให้ตยุคตามสมัยก็ได้
    ไม่จำเป็นว่าต้องเอาตามโบราณหมด
    เช่นแต่ก่อนคนม้งต้องใส่ชุดม้งตลอดเวลา
    ไม่เพียงแต่เฉพาะงานปีใหม่ แต่พอมีเสื้อผ้าที่คนพื้นเมืองเอามาขาย
    มีผ้าถุงาขาย เราท่านก็ปรับตัวปรับใจ ให้เข้ากับสังคม
    จนทุกวันนี้ชุดม้ง คงจะใส่แค่งานปีใหม่เท่านั้น
    และก็เป็นที่ยอมรับของทุกคนไปแล้ว
    ดังนั้นการที่พิธีบางอย่างที่มันดูโบราณไปหน่อย
    ก็ปรับให้ตรงยุคตรงสมัยก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอันใด
    และนานๆไปก็จะกลายเป็นที่ยอมรับของทุกคน
    ขอบคุณ

  14. ป.เข็กน้อย

    เหมือนเล่นละคร ครับ ไม่เหมือนชีวิตจริง

  15. มุมมืด..

    ความคิดเห็นส่วนตัว : พิธีการยุ่งยาก ชอบเอาปัญหาตั้งแต่ชาติปางก่อนมาขุดคุ้ยกันยิ่งถ้าเป็นตระกูลที่มีปัญหากันแล้วก็อย่าหวังว่าจะเสร็จกันง่ายๆ เลย คู่บ่าวสาวเค้าจะแต่งงานกันแทนที่จะมาอวยพร แสดงความยินดี กลับมาว่ากัน ทะเลาะกันก็มี เหล้าในงานก็ไม่น่าจะมี แต่ละคนหน้าดำหน้าแดง เมาโวยวายกันอีก เจ้าบ่าวก็อยู่แต่กับพิธีการ เจ้าสาวก็ยุ่งกับอาหาร ถ้วยจาน กะละมัง ฯลฯ พ่อแม่ผู้ชายจะมาบ้านเจ้าสาวก็ไม่ได้ จะถ่ายรูปหมู่กันก็ไม่ได้ แต่ละคนยุ่งกับงาน รูปดีๆในงานหาแทบไม่ได้ ก็ไปงานแต่งเพื่อนช่วงสงกรานต์มา 2 คน คนที่เค้าช่วยงานเน่ะไม่แปลก แต่เราอ่ะที่เป็นเพื่อนไปถึง บ่าว -สาว ก็ยุ่งอยู่แต่กับงาน มาคุยด้วย 2 คำ เราให้ซองแล้วก็ไปยุ่งกับงานต่อ เราก็อยู่แบบลอยๆๆๆๆ ….ไม่มีที่เกาะ 55+ อยู่พอเป็นพิธีสัก 15 นาทีก็กลับดีก่า เป็นอย่างนี้เกือบทุกงาน..เคยไปช่วยเค้าล้างจาน เสริฟกับข้าว เฮ้อ…ลำบากจริงแท้ หนอ….จะแต่งงานทั้งที

  16. ตั้งใจอ่าน

    sawatdee……ชาวม้ง
    ที่จริงงานแต่งแบบม้งก้อสนุกดีนะ…..แต่ไม่สนุกแน่ถ้าเราต้องแต่งเอง
    เคยฝันอยากเป็นเพื่อนเจ้าสาวกับคนอื่นเค้ามั้งอ่ะนะ…
    คนมันไม่เคยเห็นงานแต่งแบบม้งเลยตั้งแต่เกิด………
    …..เลยคิดภาพไม่ออกว่ามันจะออกมาเป็นแบบใหน
    ใช่ว่าหน้าตาจะไม่ดีนะ แต่อันเนื่องมาจาก พ่อเราโคตรจะหวงลูก ไม่ให้อยู่บ้านเลย
    พอเริ่มโตก็ให้อยู่โรงเรียนประจำในจังหวัด…ไม่เคยได้เล่น ปีใหม่ม้ง…ไม่เคยได้คุยกะบ่าวเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป…..ไม่เคยมีแฟนมาก่อน…แต่จู่ๆๆๆ…เสียงสวรรค์ก้อดังขึ้นซะงั้น……..
    ว่าเราต้องแต่งงานกับคนรู้จัก……แต่ไม่ได้รัก….อันเนื่องมาจากผู้ใหญ่เห็นว่าดี…โคตรเครียด
    เราพูดไม่ออกเลย….ที่จริงเค้าก้อนิสัยดีแต่อย่างว่าเน้อคนมันไม่รัก.ทำใจลำบากที่จะแต่งงานด้วย
    แต่ก้อหนีไม่พ้นว่าจะต้องแต่ง….โคตรเศร้าเลยนะกับชีวิตนี้…..งานแต่งก้อไกล้จะมาถึงแล้วคิดไม่ออกว่าจะต้องทำไงดี ………
    ……………………ใครมี ไอเดีย? ดีๆๆๆๆๆๆๆๆ ช่วยแนะนำหน่อยซิ
    ++++ขอบคณสำหรับบทความข้างบนที่ทำให้เราได้มาระบายความในใจบ้าง+++++
    *************ไม่รู้ใครไม่เข้าใจใครกันแน่ระหว่างเรากับพ่อ

  17. ตั้งใจอ่าน

    +++++++++++++++++++++++++++++
    อยากรู้คนมีตังค์มีความจริงใจให้กับผู้หญิงที่คบด้วยหรือเปล่า…………….
    ………แฟนมีตังค์นี่เท่ไม๊….ใครรู้ช่วยตอบที…………….
    …………ตังค์สามารถซื้อผู้หญิงสวยๆๆๆๆๆๆได้ใช่ไม๊………….
    …….หรือว่าผู้หญิงเห็นแก่เงินกันหมดทุกคน……………..
    …….ทำไมเพื่อนเรา..ถึงมีแฟนแต่ละคนถึงมีตังค์ทั้งนั้น…….
    ………..เพื่อนเรามีสิทธิเลือกหรือว่าคนมีตังค์เท่านั้นที่เป็นคนเลือก…….
    ……..ผู้ชายที่มีตังค์..เค้าเลือกแฟนดูจากที่ใหนเป็นหลักเหรอ…………….
    ………คนสวยแต่โง่ใช่ไม๊ที่…ผู้ชายมีตังค์เค้าชอบกัน……….
    …..หรือผู้ชายมีตังค์แต่มันสมองน้อย…….ถึงจะตรงสเปกผู้หญิงสวยเลือก(แฟนรวย)ได้
    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
    ********คนใหนอยู่ในประเด็นที่ว่ามาทั้งหมดนี้ช่วยตอบให้กระจ่างที**********

  18. EdiTor (Post author)

    คุณ ม้งม้ง นั่นก็คงจะเพื่อนผมอีกคน ..คีรีธีรกุล หรือเปล่า พอดีมาทราบตอนหลังว่าแต่งช่วงนั้นเหมือนกัน

    คุณ มุมมืด.. พูดมาน่าคิดครับ ผมเองก็คิดอยู่ว่าจะเขียนเรื่องนั้นด้วย เพราะตอนไปงานแต่งเพื่อนรอบนี้ พี่ชายผมก็มีเคสเล่าให้ฟัง ว่าผู้ใหญ่มัวทะเลาะกัน เจ้าบ่าวเจ้าสาวเลยเริ่มงานไม่ได้สักที เป็นว่าผมจะมาเล่าให้ฟังอีกที ..ตอนนี้แปะไว้ก่อน

    คุณ ตั้งใจอ่าน เรื่องที่เล่ามาถือว่าน่าเศร้าครับ เพราะยุคสมัยนี้แล้วไม่ควรจะมีการคลุมถุงชนอีก แต่ถ้าเป็นกรณีคนรู้จักกัน และยากที่จะหลีกเลี่ยง ก็คงจะต้องได้พิจรณาในประเด็นรอบด้าน เช่นสถานะตัวเราเองและเค้า อายุ เรียน ทำงาน (ง่ายๆ คือทั้งคู่พร้อมแต่งหรือยัง) ความน่าจะเป็นในอนาคต อาชีพ รายได้ ความสุข ที่สำคัญคือเรามีคนที่รักอยู่แล้วหรือไม่ ถ้ามี ก็ลองพิจรณาอีกทีว่าระหว่างสองคนนี้ ใครน่าจะทำให้เรามีความสุขได้มากกว่ากัน ..พูดตามประสาภารโรงเฝ้าบ้านหลังนี้ ใครผ่านไปมาก็พูดคุยด้วย

    สำหรับเรื่องผู้หญิงกับคนมีตังค์ ต้องยอมรับว่าสมัยนี้ผู้หญิงส่วนใหญ่เลือกแต่คนมีตังค์ (สังเกตุจากเพื่อนฝูง) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเค้ามีสิทธิ์ที่จะเลือกมั๊ย หรือมีโอกาสรู้จักมักจี่กับคนมีตังค์หรือไม่ ..สำหรับภารโรงคนนี้ มีตังค์นิดหน่อยตอนสิ้นเดือน จึงไม่อาจเข้าถึงความรู้สึกของผู้ชายมีกะตังค์ แต่ไม่สำคัญหรอก ปกติเป็นคนไม่ค่อยเลือก ..แง๊ววว

  19. Hmong

    การแวะพักกินข้าวระหว่างทางมีนัยแฝงอยู่ เป็นพิธีกรรมหนึ่งที่สำคัญของการแต่งงาน ซึ่งจะต้องพักกินข้าวทั้งขาไปและขากลับ พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายจะจัดเตรียมผ้าห่ม มุ้งหมอน เสบียงอาหารให้ และจะต้องแวะพักกินข้าว การแวะพักกินข้าวนี้ตามพิธีกรรมแล้ว เม้ก๊งจะมีบทกล่าวเพื่อเชิญ kab yeeb(เทพารักษ์ที่ดูแลคุ้มครองลูกหลาน) มาอวยพรให้คู่บ่าวสาว สาระสำคัญของการแวะพักกินข้าวอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าระยะทางจะใกล้หรือไกลก้ต้องแวะพักกินข้าว เพราะมีนัยนี้แฝงอยู่ แต่คนรุ่นหลังๆมาไม่เข้าใจตรงนี้ แก่นวัฒนธรรมม้งเริ่มคลาดเคลื่อน จึงรู้สึกว่าไม่มีเหตุผล จริงๆแล้ววัฒนธรรมมีคุณค่าอยู่ในตัวของมัน มีเหตุมีผล เพียงแต่ขาดการทำความเข้าใจและสืบทอดวัฒนธรรมอย่างถูกต้องเท่านั้นเอง

  20. ตั้งใจอ่าน

    ขอบคุณนะค่ะพี่ Editor……… ที่ให้กำลังใจ ตอนนี้หนูยังเรียนอยู่แต่ว่าจะต้องแต่งงานในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้วเลยคิดว่าคงจะจบเรื่องเรียนไว้แค่นี้แหละนะ ………… ส่วนเรื่องแฟนนั้นตั้งแต่เกิดยังไม่เคยมีแฟนเลย ส่วนเรื่องคาวมเหมาะสมนั้นหนูไม่รู้ว่าจะต้องวัดจากอะไรแต่ที่แน่ๆๆๆเลย…………….หนูยังไม่พร้อมที่จะแต่งนะแตไม่รู้จะหลีกเลี่ยงอย่างไรดี

  21. EdiTor (Post author)

    คุณ Hmong สิ่งที่ เม่ก๊ง ทำระหว่างการพักกินข้าว ก็เป็นแค่การกราบใหว้เจ้าที่เจ้าทาง และเชิญเจ้าที่เจ้าทางร่วมทานข้าว ..นั่นคือถ้าไม่แวะก็ไม่ต้องกราบใหว้เจ้าที่เจ้าทาง ณ จุดนั้น อันนี้คือสิ่งที่สอบถามจากตัว เม่ก๊ง

    ไม่ใช่แค่สอบถาม เม่ก๊ง แต่ผู้ใหญ่ที่รู้เรื่องนี้ดี เค้าบอกว่าการแวะพักนั้นเป็นเพียงแค่การปฎิบัติตามๆ กันมา ไม่ใช่ขั้นตอนพิธีแต่อย่างใด ..อย่างที่บอกครับ เมื่อก่อนคนม้งต้องเดินทางไกลเพื่อไปงานแต่ง จึงต้องมีการเตรียมอาหาร เครื่องนอน เพื่อกินเพื่อใช้ระหว่างทาง

    คุณ ตั้งใจอ่าน ถ้าเป็นกรณีอับจนแล้ว ก็คงต้องจำยอม ..แต่อย่างไรเสีย ลองถามตัวเองอีกครั้งว่าถ้าไม่แต่งจะเป็นอย่างไร (ผลร้ายแรงที่สุดคืออะไร) และถ้ายอมแต่งจะเป็นอย่างไร

  22. TUBCHIJ

    …ส่วนตัวผมนั้นคิดว่า การไปทานข้าวระหว่างทางนั้นถึงแม้ว่า จะเป็นการเสียเวลา (ทุกวินาทีล้วนแต่เป็นเงินๆทองๆ สำหรับนักธุรกิจ บางคน) โดยเปล่าประโยชน์ แต่ผมว่ามันก็ดีนะ คิดดูสิถ้ามันไม่มีอะไรดี เค้าคงไม่ยืดถือปฏิบัติมาช้านาน…และลองดูสิ ลองไปงานแต่งใครสักคนแล้วตัดขั้นตอนนี้ออกไป..ต้องมีคนบ่นแน่ๆ เลย อย่างน้อยต้องมีเราแล้วล่ะ.(อย่าคิดว่าผมเป็นคนอย่างนั้นสิ)

    การไปทานข้าวระหว่างทางนั้น อาจเป็นสินน้ำใจจากพ่อแม่ก็ได้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจกับผู้ไปร่วมงานในครั้งนั้นๆ รู้มั้ยว่าข้าวถุงกับไก่สองตัวก็กินอิ่มกันทั่วเลยทีเดียว
    ตอนนั้นไปงานเปลี่ยนชื่อแก่ของพี่เขยเมื่ิอปีใหม่ที่ผ่านมานี้ เค้าห่อไก่มา2ตัวข้าวถุง มาถึงระหว่างทางอิ่มกันทั่วหน้าเลย พี่น้องเรา 3 กับ พ่อ แม่

  23. เคาะสนิม

    คุณ ตั้งใจอ่าน ชีวิตมานมีหลากหลายเรื่องราวให้กลุ้มใจเสมอ มานอยู่ที่ว่าตัวเราเองสามารถฟันฝ่าสิ่งนั้นได้หรือไม่เท่านั้นเอง สิ่งสำคัญอยู่ที่ตัวเรามากกว่า ของแบบนี้เลือกได้ครั้งเดียวครับ พลาดแล้วพลาดเลย คิดให้ดีครับ

  24. hmong21

    การแวะพักกินข้าวระหว่างทาง ในพิธีเเต่งงานม้งนั้นเรียกว่า(noj xus)หรือกินข้าวเทียงนั้นเอง ในพิธีเเต่งงานม้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องไปเเต่งที่บ้านเจ้าสาวก่อน พ่อเเม่ฝ่ายเจ้าบ่าวต้องจัดเตรียมอาหารมือเทียง(dim xu)เพื่อให้ทุกคนที่ไปทำหน้าที่ในงานเเต่งได้ท่านในระหว่างการเดินทางก่อนจะไปถึงบ้านพ่อตาเเม่ยายฝ่ายเจ้าสาว เมื่อเสร็จพิธีที่บ้านเจ้าสาวพ่อเเม่ฝ่ายเจ้าสาวก็ต้องเตรียมอาหารให้ฝ่ายเจ้าบ่าวระหว่างเดินทางกลับด้วยเหมือนกัน พิธีนี้ยืดถือปฎิบัติมาช้านานเเล้วครับ

  25. หวังป๋อ

    สมควร รักษาการกินข้าวมือระหว่างทางเอาไว้ครับ

    อาจจะ ฮาๆ แต่ว่าเค้าก็ทำกันมานี่ครับ

  26. โดมดอย

    จำได้ดี เพราะเคยเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้พี่สะใภ้ที่เป็นลูกลุง ตอนนั้นอยู่ ป.4 เองทางบ้านเรามีแต่ลูกชายเสียส่วนมาก หาลูกสาวไม่ค่อยเจอ เลยต้องรับเคราะห็เป็นเพื่อนเจ้าสาว หน้าที่ คือ เวลาเขาดื่มเหล้าไม่หมดเพื่อนเจ้าสาว เพื่อนเจ้าบ่าวต้องช่วย แต่โชคดี ที่เราเด็กเกินไป ไม่ต้องดื่ม หากเป็นตอนนี้…มีอีกไหม จอกน้อยและสั้นเกินไป (ล้อเล่นไม่ดื่มหรอก หากเหล้ารีเจนซี..ก็โอเคนะ) ส่วนข้าวกลางวันระหว่างทาง เราอายที่จะตักข้าวมากิน ผู้ใหญ่เลยดึงน่องไก่ให้ 1 น่องและข้าวสักช้อนหนึ่งใส่ใบตองให้ ก็รู้สึกดี น่าอนุรักษ์ไว้นะ….อาจเป็นการให้เวลาปรึกษาหารือ หรือพักคลายเครียดได้นะ

  27. seew&dach

    ฮาๆๆ….คงหนุกดีน้อ เมื่อใหร่จะถึงตาเราบ้างน้อ
    คงอยากมั้ง ไม่เป็นแม่ม่ายก็ดี จะได้ไม่มีพีธีอะไรมาก
    จะเฃื่อหรือไม่ ทุกอย่างล้วนแต่อยู่ที่ความเชื่อเท่านั้น
    ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ บางครั้งอาจมีมากกว่าที่เห็นก็ได้นะ ครับ
    เรื่องใหญ่ๆ ใครๆก็เห็น แต่ที่สำคัญอยู่ที่รายละเอียดเล็กๆ
    ต่างหาก ครับ คนเรามักจะมอกผ่านเพราะแค่เห็นว่า
    คงไม่มีอะไรสำคัญหรอก ฝากด้วยสำหรับเรื่องนี้

  28. วชร.

    สวัสดีครับพี่น้องม้ง
    เราก็ม้ง สิ่งหนึ่งที่เราคิดมาโดยตลอดคือบางคนเรียน ก.ไก่ หนังสือภาษาไทยตั้งแต่เด็กจนโตจนแก่ก็ยังเรียนไม่จบบางคนยังต้องเรียน ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก บางคนเรียนสาขาเดียวไม่เพียงพอต้องเรียนสองสาขา แต่สิ่งหนึ่งที่เราเรียนน้อยมากหรือมองอีกมุมคือเราให้ความสำคัญน้อยมากกับสิ่งนั้น สิ่งที่ผมพูดถึงคือสิ่งที่บอกความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเราว่าเราเป็นใคร อะไรเป็นสิ่งที่บอกว่าเป็นวัฒนธรรมของเรา ผมคิดแบบนี้ได้เพราะตอนเลี้ยงขอบคุณผู้มีพระคุณส่งเสีย ช่วยเหลือผมให้สามารถเรียนจบการศึกษาในระดับที่พอใจได้ ในงานคุณอาถามผมว่า”เรียนจบในระดับนี้แล้วหลานคิดว่า อะไรเป็นสิ่งที่บอกว่าเราเป็นม้ง และเราจะทำอย่างไรให้สิ่งนั้นดำรงอยู่ได้” ผมตกใจกับคำถาม เป็นคำถามของคนที่จบการศึกษาที่ไม่สูงนัก แต่ถามกินใจผมและมั่นใจว่ากินใจอีกหลายคน
    พิธีกรรมทุกพิธีกรรมมีความสำคัญทั้งนั้นขึ้นอยู่กับมุมมองและการให้ความสำคัญเท่านั้น อย่างการกินข้าวระหว่างทางที่มีคนเขียนข้างต้น ผมมองว่าจริง ๆ แล้วเป็นกลยุทธของคนโบราณที่ใช้คือ 1. ทำพิธีเชิญเจ้าที่เจ้าทางมาทานข้าวด้วย เป็นการแสดงความอ่อนน้อม แสดงความเคารพ แสดงความนับถือ ต่อเจ้าที่เจ้าทาง 2. เป็นการหยุดพักเพื่อตรวจสอบและเตรียมความพร้อมก่อนจะถึงในงาน เพราะในขั้นตอนนี้ถ้าสังเกตุดี ๆ แล้วจะพบว่าผู้นำในงานจะแจกไก่ ให้คนที่ทำหน้าที่สำคัญและจะตรวจสอบคนช่วยงานทุกคน 3.จะมีการพูดคุยกันสิ่งที่ไม่เข้าใจก็จะถามกัน ทำความเข้าใจกัน มีการมอบหมายหน้าที่กัน ใครมีหน้าที่อย่างไร ก็รับผิดชอบไป ไม่เข้าใจก็จะทำความเข้าใจกัน 4. สร้างความสนิท ความรู้จักกันในกลุ่มที่มาช่วยงาน 5. เป็นการตรวจสอบความเรียบร้อยในการเดินทางตามความเชื่อ(ดูจากตีนไก่)มีอีกมากมายเช่นบางคนก็ต้อง Has zaag tsoob(เขียนผิดขอโทษด้วยนะครับ)มีอีกมากครับแต่เดี๋ยวนี้ตัดทิ้งไปบ้างแล้วครับ เขียนมามากแล้วพอก่อนครับ ขอโทษครับเขียนแล้วเพลินไป

  29. เสือไร้เงา

    บางคนเขาบอกว่าที่กินข้าวระหว่างทางนั้น เพราะกลัวว่าเจ้าสาวกับเจ้าบ่าวจะอดอยาก

    จึงทำเป็นประเพณีอ่ะ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *