ความคืบหน้า ม้งลาว บ.ห้วยน้ำขาว

สำหรับความคืบหน้ากรณีของ พี่น้องม้งลาว บ.ห้วยน้ำขาว ที่ผมได้เคยรายงานไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อเร็วๆ นี้ ตอนนี้ได้เริ่มมีความชัดเจนขึ้นมาบ้างแล้ว โดยทางเจ้าหน้าที่ขององค์การ “หมอไร้พรมแดน” หรือ MSF ได้ตัดสินใจที่จะออกจากพื้นที่ ศูนย์พักพิงชั่วคราว บ.ห้วยน้ำขาว ในเร็ววันนี้

สำหรับความเคลื่อนใหวในศูนย์พักพิงชั่วคราว บ.ห้วยน้ำขาว ซึ่งเป็นค่ายที่พักชั่วคราว สำหรับพี่น้องม้งลาว ซึ่งทุกวันนี้ยังคงสถานะเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย โดยยังมิได้ยกสถานะเป็นผู้ลี้ภัย แม้ทาง MSF ได้เคยเสนอทางการไทย ให้พิจรณาสถานะความเป็นผู้ลี้ภัยแล้วก็ตาม แต่ทางการไทยยังคงยืนกราน ว่าพี่น้องม้งลาวกลุ่มนี้เป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย

ความคืบหน้าล่าสุด ทางองค์การ “หมอไร้พรมแดน” หรือ MSF ได้ตัดสินใจออกจากพื้นที่แล้ว เนื่องจากทางทหารได้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมผู้ที่อยู่ในศูนย์ฯ ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ของ MSF ปฎิบัติหน้าที่ได้ลำบากมากขึ้น ทั้งนี้ที่ผ่านมาทางองการ “หมอไร้พรมแดน” เป็นผู้ให้การดูแลผู้ที่อยู่ในศูนย์ฯ ในเกือบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการรักษาโรค (รวมถึงการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรง พยาบาลใกล้เคียง) การแจกจ่ายอาหาร การสร้างที่พักอาศัย (ร่วมกับรัฐบาลไทย) การสร้างระบบน้ำประปาภูเขาสำหรับใช้ในศูนย์ฯ ซึ่งที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ทหารมีหน้าที่ในการควบคุมผู้ที่อยู่ในศุนย์ฯ และคอยกำกับบทบาทขององการ “หมอไร้พรมแดน” เท่านั้น มิได้แทรกแทรงการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ “หมอไร้พรมแดน” แต่ประการใด

เหตุผลหนึ่งที่ทางทหารต้องเพิ่มความเข้มงวด เกิดจากการใช้งานโทรศัพท์มือถือของผู้ที่อยุ่ในศูนย์ฯ ทั้งนี้ได้มีการพบว่า พี่น้องม้งลาวที่อยู่ในศูนย์มักจะนำโทรศัพท์มือถือเข้ามาชาร์จในอาคารผู้ป่วยของ MSF อยู่บ่อยครั้ง จนสร้างความไม่พอใจให้แก่ทหาร เพราะโทรศัพท์มือถือเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่สร้างความยุ่งยากในการปฎิบัติหน้าที่ของทางเจ้าหน้าที่ทหาร

ขออธิบายความเรื่องโทรศัพท์มือถือ เมื่อแรกเริ่มการก่อตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว บ.ห้วยน้ำขาว (ซึ่งแรกๆ เลย อาจไม่ได้เรียกแบบนี้) ลักษณะของศูนฯ ยังเป็นแบบเปิด คือไม่ได้มีรั้วลวดหนามอย่างทุกวันนี้ ปัญหาหนึ่งที่พบคือจำนวนของพี่น้องม้งลาวที่อยู่ในศูนย์ฯ มีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง ทั้งนี้เป็นไปตามกระแสข่าวลือต่างๆ ทั้งจากภายในศูนย์ฯ และจากภายนอกศูนย์ฯ (ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของคนในศูนย์ฯ) กล่าวคือหากมีข่าวลือว่า เจ้าหน้าที่ UN จะเข้ามาทำเรื่องไปประเทศที่สาม (ซึ่งเป็นข่าวดี) จะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ที่อยู่ในศูนย์จะเพิ่มขึ้น แต่หากมีข่าวว่ารัฐบาลไทยจะส่งผู้ที่อยู่ในศูนย์กลับลาว จำนวนผู้ที่อยู่ในศูนย์ก็จะลดลง (เกิดการหลบหนีออกไป) ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ชัดว่า เกิดจากการสื่อสารที่รวดเร็วของคนที่อยู่ในศูนย์ และคนที่อยู่ภายนอกศูนย์ฯ … ผ่านทางโทรศัพท์มือถือนั่นเอง

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อย่าเพิ่งบ้าจี้ไปกับผม อย่าเพิ่งคิดว่าโทรศัพท์มือถือ คือตัวการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ เราต้องเข้าใจว่า ทุกอย่างมันย่อมต้องมีกรอบเวลาของมัน เราต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมา ยังไม่มีรัฐบาลไหน (สี่รัฐบาลแล้ว ..ประเทศไทย!) ที่มีนโยบายให้ส่งพี่น้องม้งลาวกลุ่มนี้ไปประเทศที่สามเลย มีแต่คอยเจรจากับทางรัฐบาลลาว เพื่อที่จะส่งกลับลูกเดียว

พี่น้องม้งลาวในศุนย์ฯ จะเป็นยังไงต่อนั้น ไม่มีใครทราบได้ หลังจากที่ MSF ออกไปแล้ว ทางการไทยคงจะยังไม่ยุบศูนย์ฯ ในทันที เว้นแต่จะมีการเตรียมการไว้แล้ว ฉะนั้นทางที่พอจะเป็นไปได้ก็คือ ทางการไทย หรือทหาร จะต้องเป็นผู้ดูแลศูนย์ฯ ต่อไป จนกว่าจะมีทางออกสำหรับเรื่องนี้ ซึ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ใคร หรือองค์กรใด ที่จะเข้ามาตรวจสอบการทำหน้าที่ของทหาร

แต่ก็ยังพอมีข่าวดีอยู่บ้าง กล่าวคือ มีข่าวว่า รมต.ต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ ได้เดินสายพูดคุยกับสองสามประเทศแล้ว เพื่อที่จะขอให้ช่วยรับพี่น้องม้งลาวกลุ่มนี้ แต่ผลการตอบรับยังไม่เป็นที่แน่ชัด

เอาเป็นว่าหลังจากนี้ไป หากมีเวลาผมจะเขียนซีรี่ย์ เกี่ยวกับพี่น้องม้งลาว บ.ห้วยน้ำขาว มาให้พวกเราได้อ่านกัน เอากันตั้งแต่เริ่มแรกการเดินทางเข้ามาของกลุ่มพี่น้องม้งลาว สภาพความเป็นอยู่ในช่วงแรก จนกระทั่งการย้ายศูนย์ฯ มายังที่ตั้งปัจจุบัน แต่ตอนนี้คงต้องได้รีบปั่นงานหาเงินมายาไส้ก่อน เพราะเมื่อไหร่ที่ไส้แห้ง สมองก็จะไม่ทำงาน .. แล้วพบกันครับ