ความรัก และการหย่าร้าง

p>สวัสดีพี่น้องม้งทั่วโลกครับ ผมคนบ้านเลขที่ 96 ครับ ก็ปีใหม่ม้งของบางหมู่บ้านผ่านไปแล้วนะครับ ก็หวังว่าทุกท่านคงจะสนุกสนาน มีความสุขกับงานปีใหม่ม้งที่ผ่านมานะครับ ส่วนหมู่บ้านไหนที่ยังไม่จัด ก็ขอให้เตรียมการเตรียมงานเตรียมเงินทองเยอะๆ เอาไว้จับจ่ายใช้สอยในงานปีใหม่มากๆ นะครับ

ก็กลับบ้านครั้งนี้ ก็มีเรื่องเล่ามีเรื่องมาวิเคราะห์ให้พี่น้องม้งได้ตีประเด็นหลายประการ ที่จริงเรื่องความแตกแยกของครอบครัว การหย่าร้างของสามีภรรยา ผมอยากเสนอมานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาส พอดีกลับบ้านคราวนี้ได้ประสบกับตัวเอง viagra in the uk จึงขอเสนอประเด็นนี้ให้พี่น้องม้งได้พึงระวัง หรือให้พี่น้องม้งพึงสำรวมให้มาก ไม่ได้มีเจตนามาว่ากล่าวฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้เสียหายแต่ประการใด เพราะเรื่องแบบนี้ก็มีอยู่ทั่วทุกสังคมทั่วโลก

buy modafinil

เรื่องมีอยู่ว่าหลายปีมานี้ผมได้เจอเรื่องราวทำนองนี้ประมาณ 4 ครั้ง คือเรื่องของการหย่าร้างที่มีเบื้องหลัง เพราะภายใน 2 ปีนี้ คนที่ผมรู้จักได้หย่าร้างกันไป 4 คู่ โดยสาเหตุก็มาจากการที่ครอบครัวยากจน จึงพากันไปหาเงินหางานในกรุงเทพ ชีวิตในกรุงเทพไม่ได้เหมือนสังคมม้งที่บ้าน ก็คงมีสีสันอะไรมากมาย การหาเงินหางานในกรุงเทพมันก็เป็นเรื่องที่ยากเย็นมากมาย จึงเกิดเรื่องกับคนที่มีครอบครัวที่ทั้งคู่ไปทำงานด้วยกัน ในกรณีของคนที่ผมรู้จักนี้ คือฝ่ายหญิงไปนอกใจสามีตัวเอง เมื่อสามีรู้เข้าญาติพี่น้องรู้เข้าก็รับไม่ได้กับพฤติกรรมแบบนี้ จึงต้องหย่าร้างกัน ทั้งๆ ที่ทั้งคู่ก็มีพยานรักคือมีลูกกันแล้ว ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ

divorce_hmong

ส่วนอีกกรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่ผมรู้จัก คือ สามีมัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาหาเงินหางานทำอยยู่กรุงเทพ เพื่อส่งเงินมาให้ครอบครัวใช้ แต่เจ้ากรรมภรรยาอยู่ทางบ้านกลับนอกใจสามีจนญาติสามีจับได้ ก็มีเรื่องมีราวกันจนต้องหย่าร้างกัน ทั้งๆ ที่ก็มีพยานรักกันอยู่แล้วเช่นกัน

ก็เป็นเรื่องจริงที่มีอยู่ในทุกสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมม้งหรือสังคมอะไร เรื่องแบบนี้เกิดได้ตลอดเวลา เนื่องจากปัจจุบันนี้ วิถีชีวิตม้งเราได้เปลี่ยนแปลงไปมาก คงไม่ใช่มีแต่การทำไร่ทำนา เลี้ยงสัตว์เหมือนแต่ก่อนแล้ว ปัจจุบันนี้ม้งเราก็คำรงชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง คือ การมาหางานทำในกรุงเทพ canadian pharmacy viagra โดยทิ้งให้อีกฝ่ายรออยู่ข้างหลัง ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ทั้งสามีภรรยา ร่วมกันสู้ร่วมกันสร้างร่วมกันทำไร่ทำนา ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตลอดเวลา

ภายใน 2 ปีนี้ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับคนที่ผมรู้จักถึง 4 คู่ มันเสดงให้สังคมม้งรู้ว่า ควรแล้วที่จะต้องหันมาให้เวลากับครอบครัวให้มาก อย่ามัวแต่ทำงานทำงานอย่างเดียว เพราะบางทีได้เงินได้ทองมาก้อนใหญ่ แต่พอกลับถึงบ้านต้องสูญเสียคนที่เรารักไป อันนี้ก็ไม่คุ้มค่า ต้องได้เงินได้ทองมาเลี้ยงดูคนรักด้วย และคนรักก็ไม่สูญเสียด้วยจึงจะดี

เรื่องที่กล่าวมาทั้งปวงนี้ไม่ได้ มีเจตนาจะไปกล่าวให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้เสียหาย แต่มีเจตนาที่จะให้พี่น้องม้งที่มาทำงานในกรุงเทพ พึงระมัดระวังเรื่องนี้ให้มาก และเอาใจใส่ครอบครัวให้มากๆ ไม่เช่นนั้นบางทีเงินทองก็ไม่ได้ แถมสูญเสียคนรักไปอีก แล้วยังต้องสร้างกรรมสร้างเวรให้กับลูกน้อยของตัวเอง ที่ต้องอยู่โดยไม่มีพ่อและแม่ อันนี้น่าพิจารณา

14 Comments

  1. EdiTor

    สำหรับเรื่องการหย่าร้างในสังคมม้งนั้นจะพบได้ในสองสาเหตุใหญ่ๆ คือความไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่สมรส และสาเหตุจากปัญหายาเสพติด สำหรับเรื่องความไม่ซื่อสัตย์นั้น คงไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะไปคิดหาหนทางแก้ไข เพราะมันคืออุปนิสัยและพฤติกรรมส่วนตัวของแต่ละบุคคล จึงยากที่เราจะเข้าถึงต้นตอของปัญหาที่แท้จริงได้

    ส่วนการหย่าร้างจากปัญหายาเสพติดนั้นผมมองว่าเราพอมีความหวังอยู่บ้าง คือถ้าเราทำให้ปัญหายาเสพติดเบาบางลง ปัญหาการหย่าร้างจากกรณีนี้ก็น่าจะลดลงไปด้วย

    อย่างไรเสียการหย่าร้างอาจจะสร้างปัญหาให้กับสังคม แต่ ..มันคือทางออกของคนสองคน

    นี่หล่ะ ตลกร้าย

  2. Dome-dio

    ส่วนหนึ่งอาจเป็นอย่างที่คนบลท.96 กล่าวไว้ แต่ส่วนหนึ่ง ที่หย่ากันเพราะขี้เหล้า เมายา ทำร้ายร่างกาย ทำร้ายจิตใจกัน เอาใจคนอื่นดี๊ดี พอเข้าบ้านเห็นลูกเมียเป็นหนามตำใจ ด่าว่าเสีย ๆ หาย ๆ ไม่ถนอมน้ำใจกัน ทางที่ดีก็ต้องหย่า เพื่อความอยู่รอดทั้งสองฝ่าย แม้เป็นการทำร้ายต่อลูก ๆ ก็ยอม เพราะดีกว่าที่ลูกต้องทนต่อความทุกข์ใจเรื่องพ่อแม่ เสียใจครั้งเดียวจบ

  3. คนไม่มีแฟน

    ผมคิดว่าน่าจะมาจากการรีบแต่งงานกันเกินไปมากกว่า
    เมื่อแต่งเร็วและไม่พร้อม…ช้าเร็วก็มีโอกาสสูงมากที่จะแตกร้าวและเลิกรากันไป

    ผมเชื่อว่าหากรู้จักคิด…(แต่งเมื่อพร้อมจริงๆ)…สุดท้ายจะไปรอด
    เพราะสังคมยุคนี้ชีวิตคู่จะไปรอดยาวนานได้ต้องมีทั้งเวลา+เงิน+ความเข้าใจ+ความเห็นอกเห็นใจ…

    แต่เท่าที่ผมเห็น หญิงม้งเรานั้นไม่ค่อยรู้จักที่จะอดทนรอชายที่ดีและพร้อม
    เมื่อไม่อดทนรอ ก็ไปแต่งกับคนไม่พร้อม+ไม่ดีจริง(ไม่รักจริง ไม่รับผิดชอบ)
    และแล้วก็ต้องเลิกกันตามคาด…ไม่รู้ว่าจะสงสารผู้หญิงดีหรือไม่…พูดแล้วเซ็งจริงๆ

    ที่ผมกล่าวมาแบบนี้ก็เพราะเห็นแบบนี้มาเยอะ…..
    บางครั้งยังแอบน้อยใจเลยว่าทำไมไม่มีผู้หญิงม้งคนไหนยอมรอวันที่ผมดีพอและพร้อมที่จะแต่ง….
    ตอนนี้ผมเรียนอยู่ปี4(ใกล้จบ)ตั้งใจว่าจะแต่งงานตอนอายุ29-30 เพราะคิดและตั้งเป้าหมายไว้ว่าเมื่ออายุ29-30ผมต้องพร้อมแน่นอน…..แต่แฟนผมบอกว่าถ้าจะรอถึงวันนั้นก็เชิญผมรอไปเถอะ
    และแล้วแฟนผมกับผมก็เลิกกันไปตั้งแต่ตอนนั้นเพราะเขาบอกว่ารอผมตอไปไม่ไหว…..
    ตอนนี้แฟนผมกำลังวางแผนที่จะแต่งงานเร็วๆนี้…ก็ขอให้เขาโชคดีและได้แต่งกับคนที่ดีจริง….
    *****ผมคงไม่ใช่คนที่เขาต้องการ…..
    *****แต่อย่างน้อยผมก็คิดเสมอว่าคนที่จะแต่งกับผมนั้นผมจะไม่ทำให้เขาต้องลำบากและเสียใจ
    *****ผมจะดูแลแม่ของลูกผมให้ดีที่สุดและจะไม่มีวันทอดทิ้งเด็ดขาด
    *****ผมจะแต่งงานเมื่อผมพร้อมเท่านั้น…..นั่นคืออายุประมาณ29-30(ต้องพร้อมแน่นอน)
    *****แต่จะหาผู้หญิงที่รักจริงและสามารถรอวันที่ผมดีพอนั้นยากเหลือเกิน

  4. คนด้อยโอกาส

    การหย่าร้างในสังคมม้งปัจจุบันมีสถิติที่หย่าร้างมากขึ้น เราดูได้จากหมู่บ้านม้ง บางหมู่บ้านมีให้เห็นว่า หญิงไหม้มากขึ้น ฝ่ายหญิงจะเป็นคนดูแลลูกๆที่ยังเด็ก ซึ่งเป็นภาระของตนเองที่ต้องเป็นแม่ เลี้ยงดู แต่ฝ่ายชาย ไม่ค่อยมีผลเสียสักเท่าไร

    ว่าไปแล้วปัจจัยต่างๆ จากความทันสมัย ความศรีวิลัย ที่ทำให้ใจคนเปลียนไป ถ้าไม่สามารถควบคุมจิตใจของตัวเอง ก็นำไปสู่การนอกใจในที่สุด ซึ่งปัญหาสังคมม้งอีกปัญหาหนึ่ง ที่เกิดและกำลังทำให้สังคมม้งคิดเป็นเรื่องปกติ ซึ่งน่ากล้วมากในสังคมม้ง ถ้าหากคนม้งยังไม่สามารถหาความมั่นคงบนพื้นฐานความเปลี่ยนแปลงทางสังคม

  5. ข้อแนะนำจากผู้ประสบณ์เหตุมา

    ผมเป็นคนม้งคนหนึ่งที่เคยประสบพบเหตุการณ์ที่ภรรยานอกใจสามีแลสามีนอกใจภรรยา ผมก็คิดสงสัยว่าทำไมปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมาตั้งหลายครั้ง หลายคราวแต่ก็แก้ปัญหาหลังจากที่เรื่องมันเกิดไปแล้ว จึงเป็นอันว่าปัญหานี้จะถูกแก้หลังจากมีปัญหาเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ไม่เคยมีการป้องกันปัญหาเลย และเมื่อไม่กี่วันนี้เองผมได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับญาติพี่น้องต่างจังหวัดพบว่าหลานคนหนึ่งซึ่งอายุแค่ 14 ปี แต่งงานกับคนอายุ 15 ปี ผมตกใจมากครับว่าต่อไปปัญหาต่างๆในสังคมก็จะตามมา ผมเลยไปค้นหาหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับรอบครัวว่าทำอย่างไรครอบถึงจะอบอุ่นซึ่งเขียนไว้ดีมากโดยผมจะขอหยิบยกปัญหาบางหัวข้อที่เกี่ยวกับการหย่าร้างมาฝากพวกเราชาวม้งทุกคน เพื่อจะเป็นประโยชน์และแนวทางในการแก้ปัญหาต่อไป
    “หัวใจของคอบครัว ฆราวาสธรรมหัวใจสำคัญของความมั่นคงในครอบครัว”
    ปัญหาประจำครอบครัว แต่ละคนก่อนแต่งานก็มีข้อบกพร่องในตัวเองอยู่แล้ว เมื่อต้องมาอยู่ร่วมกันก็หลีกไม่พ้นที่ข้อบกพร่องของทั้งสองคนจะไม่กระทบกระทั่งกัน ดังนั้น หลักธรรมในฆราวาสธรรมจึงเป็นข้อปฏิบัติที่จะมาเสริมข้อบกพร่องของแต่ละคนให้สมบูรณ์ขึ้น คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ หลักธรรมนี้จะช่วยแก้ปัญหาใหญ่ๆของครอบครัว 4 เรื่อง
    1 ปัญหาความหวาดระแวงกันและกัน
    2 ปัญหาความไม่รู้ ไม่ทันโลก ความไม่ทันข้อเสียของตัวเอง
    3 ปัญหาความเบื่อหน่ายกันเอง
    4 ปัญหาความเห็นแก่ตัว
    ปัญหาใหญ่ๆ 4 เรื่องนี้ทางที่ดีที่สุดอย่างให้เกิดขึ้นในครอบครัวได้ หรือถ้าเกิดขึ้นเมื่อใดก็ต้องรีบช่วยกันหาทางแก้ อย่าปล่อยให้หมักหมมคั่งค้างลุกลามใหญ่โต เพราะปัญหาทั้ง 4 ข้อนี้ เป็นต้นตอที่สร้างปัญหาอื่นๆตามมาไม่รู้จบ
    1 ความหวาดระแวง ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่ว่าจะเป็นพื่น้องท้องเดียวกันก็ยังหวาดระแวงกัน ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นที่ไม่ใช้สายเลือดเดียวกัน
    สาเหตุที่หวาดระแวงกันก็มีหลายอย่าง บางทีหวาดระแวงเพราะความอิจฉาริษยา เพราะลำเอียง อีกฝ่ายเอารัดเอาเปรียบและที่ร้ายแรงคือ หวาดระแวงเพราะเขาขาดความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะหวาดระแวงเพราะอะไรถ้าอยู่นานเท่าใด ปัญหาความหวาดระแวงก็เพิ่มมากขึ้น
    2 ความไม่รู้ ไม่ทันโลก ไม่ทันข้อเสียของตัวเอง ปัญหานี้เกิดจากสติปัญญา ความรู้ ความสามารถไม่เท่าเทียมกัน เหตุที่เป็นแบบนี้เพราะไม่ยอมพัฒนาปรับปรุงตนเอง คือก่อนแต่งงานอยู่อย่างไรพอแต่งงานแล้วก็เป็นอย่างนั้น
    3 ปัญหาความเบื่อหน่ายกันเอง เรียกง่ายๆว่าโรคเบื่อคน ต้องระวังกันอย่าให้มีโรคเบื่อกันเอง ถ้าคนในครอบครัวเบื่อที่จะตักเตือน เบื่อที่จะพรำสอน เบื่อที่จะแนะนำ ก็จะกลายเป็นต่างคนต่างอยู่ ไม่ได้มีการถ่ายทอดคุณธรรมความดีทั้งของเราและของเขาให้เพิ่มขึ้น
    ความเบื่อหน่ายกันเอง จะเป็นลางแห่งความหายนะของครอบครัว เพราะไม่ช้าจะถึงจุดหนึ่งที่ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างตักเตือนกันไม่ได้ เมื่อเตือนกันไม่ได้ไม่รู้จะทนไปทำไม การทะเลาะ เบาะแว้ง ด่าทอ ลงไม้ลงมือกันก็ตามมา
    4 ความเห็นแก่ตัว อาจเรียกง่ายๆว่าแล้งน้ำใจ อยากคำนึงถึงแต่ประโยชน์ของตัวเอง คือ ถึงคราวได้ลาภผลน้อยใหญ่มา ก็ไม่ยอมปันกันกิน ปันกันใช้ในครอบครัว หนำซ้ำยังเอารัดเอาเปรียบคนอื่นๆในครอบครัวอีกในที่สุดครอบครัวก็จะแตกแยกเพราะความแล้งน้ำใจ

    ฆราวาสธรรม จึงเป็นหลักในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้
    ใครก็ตามคิดจะเลือก คู่ชีวิต หรือคิดจะแต่งงานเป็นสามีภรรยาอยู่ด้วยกันเป็นครอบรัว ก็ต้องเตรียมใจว่าไม่สามารถปัญหาหลักดังกล่าวได้
    การแก้ไขป้องกันปัญหานี้ แม้ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ไม่มีทางแก้ไขหรือป้องกัน เพราะหากแต่ละคนรู้ว่าหัวใจของครอบครัวคืออะไร และทุกคนก็ตั้งใจดูแลหัวใจครอบครัวอย่างดีที่สุดแล้ว ในที่สุดปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดไป

    “ฆราวาสธรรม” ซึ่งประกอบด้วยหลักการ 4 ข้อคือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ
    1 สัจจะ แก้ปัญหาความหวาดระแวงกันและกัน
    สัจจะ แปลว่า ความจริงใจ ความจริงจัง ตลอดจนความซื่อตรงต่อกันและกัน”พูดง่ายๆก็คือความรับผิดชอบนั้นเอง” นิสัยความรับผิดชอบของแต่ละคนถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งเพราะถ้าใครขาดนิสัยความรับผิดชอบไปเมื่อไหร่ความหวาดระแวงต่อกันจะเกิดขึ้นทันที
    คนมีสัจจะย่อมแสดงความรับผิดชอบออกได้ดังนี้
    1 ด้านหน้าที่และการงาน คือ ไม่ว่าจะได้รับหน้าที่มากน้อยแค่ไหน งานมรแต่ละหน้าที่เหล่านั้น จะยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด และภาวะต่างๆจะไม่เอื้ออำนวยขนาดไหน งบประมาณก็มีอยู่จำกัด กำลังก็มีอยู่น้อยนิด เวลาก็กระชั้นชิด ความรู้ก็มีอยู่ไม่พอกับงาน แม้กระนั้นคนที่มีสัจจะย่อมตั้งใจทำงานชิ้นนั้นให้สำเร็จให้ได้
    2 ด้านคำพูด คือ ต้องเป็นผู้พูดอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น และทำอย่างไร ก็ต้องพูดอย่างนั้น ไม่ใช่ทำคืบมาโม้ทำมากเป็นศอก หรือทำศอกมาโม้ว่ามากเป็นวา
    3 ด้านการคบคน คือ คบค้าสมาคมกับใครด้วยความจริงใจไม่มีเหลี่ยมคู มีอะไรก็ว่ากันตรงๆเตือนกันตรงๆไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ใช้ความจริงใจแลกความจริงใจ ที่สำคัญที่สุด คือ ไม่ลำเอียง หรือมีอคติ 4 ประการ ได้แก่ ไม่ลำเอียงเพราะรัก ไม่ลำเอียงเพราะชัง ไม่ลำเอียงเพราะโง่ ไม่ลำเอียงเพราะกลัว
    4 ด้านศีลธรรมความดี คือ ในเรื่องส่วนตัว ถือเอาหลักธรรมเป็นใหญ่ ไม่ยอมทำในสิ่งที่ผิดศีล ผิดธรรม ผิดประเพณี และผิดกฎหมายของบ้านเมือง จึงปิดคุก ปิดนรก และเปิดสวรรค์ให้ตัวเองได้อย่างสง่าผาเผย
    เพราะฉะนั้น เมื่อพิจารณาตามนี้ คนที่มีสัจจะก็คือคนที่มีความรับผิดชอบ ทั้งต่อหน้าที่การงาน ต่อคำพูด ต่อ่คนที่คบด้วย และต่อคุณธรรมซึ่งจะทำให้เป็นคนที่คิด พูด ทำสิ่งได ก็มีความตั้งใจจริงในทุกสิ่งที่คิด พูด และทำนั้ให้ดัที่สุด

    2 ทมะ แก้ความไม่รู้ ไม่ทันคน-ไม่ทันโลก ไม่ทันข้อเสียของตัวเอง
    ทมะ แปลว่า รู้จักข่มจิตข่มใจตนเอง
    ในทางปฏิบัติ ทมะ หมายถึง ความกระตือรือร้นในการเคี่ยวเข็ญฝึตนเอง อย่างไม่มีข้อแม้เงื่อนไข เพื่อให้ตนเองมีทั้งความรู้ ความสามารถและความดีเพิ่มพูนขึ้นทุกวันๆ
    วิธีการที่จะเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ และความดีในเรื่องใดๆก็คาม มีการปฏิบัติอยู่ 4 ขั้นตอนคือ 1 ต้องหาครูดีให้เจอ คือ ไม่ว่าใครจะสนใจหรือเพิ่มพูนรู้เรื่องอะไรให้ตัวเองก็ตาม ผู้นั้นจะต้องหาคนที่มีความรู้ความสามารถในด้านนั้นๆ มาเป็นครูให้ได้ก่อน มิฉะนั้น โอกาสที่จะทำล้มเหลวมีมากหากหาไม่ได้จริง อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องเป็นผู้ที่รู้ในเรื่องนี้มากที่สุดในภาวะนั้น
    2 ต้องฟังคำครู คือ ต้องตั้งใจฟังคำครูแล้วฟังอีก ถามแล้วถามอีกจนกระทั่งจับประเด่นได้ว่า สิ่งที่ครูสอนนั้นทั้งหลักการ และวิธีการมีอะไรบ้างอย่างชัดเจนมีความลุ่มลึกขนาดไหน
    3 ต้องตรองตามคำครู คือ นำแต่ละประเด็นที่ครูอธิบายแล้วอธิบายอีกอย่างดีแล้วมาพิจารณาให้เข้าใจเหตุผลทั้งในแง่ของความสำคัญการใช้งาน ข้อควรระวัง และผลได้ผลเสียที่จะตามให้ชัดเจนขึ้น
    4 ต้องทำตามคำครู คือ หลังจากที่พิจารณาคำครูได้เข้าใจดีแล้ว ว่าที่ถูกต้องและเหมาะสมเป็นอย่างไร ก็ลงมือปฏิบัติตามด้วยความมีสติรอบคอบ ระมัด ระวัง ไม่ประมาทพลั้งเผลอจนนำไปสู่ความเสียหายล้มเหลวในปั้นปลายได้
    คนที่จะมีความรู้ ความสามารถ ความดีได้เต็มที่ ต้องอาศัยวิธีการนี้เท่านั้น ในการฝึกฝนคนเองให้ทันโลก ทันข้อเสียของตัวเอง
    แต่แน่นอนว่า การที่จะทำได้อย่างนี้ ต้องทนฝืนใจ ข่มใจ และบางครั้งเจ็บเข้าไปในใจเหมือนเลือดไหลซิบๆออกมา
    เพราะฝืนใดๆถ้าไม่สามารถเปลี่ยนนิสัย ไม่ชื่อว่าเป็นการฝึกตัวเอง

    3 ขันติ แก้ปัญหาความเบื่อหน่ายกันเอง
    ขันติ แปลว่าความอดทน
    ทำไมต้องอดทน เพราะการที่คนไดคนหนึ่งจะได้ความดีมาเพิ่มให้แก่ตนเองนั้นจะต้องเอาความอดทนแลกมาทั้งนั้น
    เรื่องที่ต้องอดทนมีอยู่ 4 เรื่อง
    1 ต้องอดทนต่อธรรมชาติทีไม่เอื้ออำนวย
    2 ต้องอดทนต่อทุกขเวทนา คือ ความไม่สบายกาย เจ็บไข้ได้ป่วย
    3 ต้องอดทนต่อความกระทบการะทั่ง คือ อดทนคนอื่น ความจริงแล้ว เราก็ต้องยอมรับว่า เราเองยังทีข้อบกพร่องที่ทำไปแล้ว ยังรู้สึกขัดใจ ไม่ได้ดังใจตัวเองหลายอย่าง ยิ่งเวลาทำงานเร่งรีบต้องการความประณีตมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยังมีเรื่องขัดใจตัวเองจนได้
    การที่หลายครั้งเราเองก็ยังไม่ค่อยถูกใจตัวเอง นั่นคือข้อบกพร่องที่กลายเป็นนิสัยที่ไม่ดี แล้วเราสังเกตไม่เห็น ยังมีอยู่อีกมาก
    ข้อบกพร่องของภรรยาสามี ของลูกที่เขามี บวกกับข้อบกพร่องของตัวเองเข้าไปอีก ยังไงก็ต้องกระทบกระทั่งกัน
    เพราะฉะนั้น สามีภรรยาอยู่บ้านหลังเดี่ยวกัน ถึงแม้ว่าเขาจะดีแสนดียังไง ก็ยังต้องมีข้อบกพร่องอยู่ดี ถ้าเราคิดว่าอดทนไม่ได้ ก็”อย่ามีครอบรัวจะดีกว่า”
    คำถามที่ควรถามกันและกันก่อนแต่งงานก็คือ “คุณแน่ใจเรือว่าจะทนฉันได้” ถ้าไม่แน่ใจว่าเราจะทนกันได้ อย่างแต่งงานกันเลย เดี๋ยวจะก่อทุกข์ก่อบาปจากคู่รักกลายเป็นคู่แค้นในภายหน้า
    ดังนั้น แทนที่จะถามว่าแหวนหมั้นกี่กระรัต เงินสดเท่าไหร่ เรือนหอกี่ล้านสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความมั่นคง สิ่งที่ต้องถามคือ “คุณแน่ใจหรือว่าจะทนฉันได้”
    4 อดทนต่อข้อเสียของตัวเอง คือ นิสัยที่ไม่ดีของเราเอง
    1 อดทนต่อการควบคุมนิสัยไม่ดีของตัวเองไม่ให้ระบาดไปติดคนอื่น เพราะหากอดทนข้อนี้ไม่ได้ สามีภรรยาอยู่ด้วยกัน ก็เหมือนยิ่งก่อกรรมทำเวรต่อกันและกัน ความร้าวฉาน แตกสามัคคี แบ่งพรรคแบ่งพวกกลั่นแกล้งกันในครอบครัวจะตามมามากมาย
    2 อดทนต่ออบายมุข 6 คือ การดื่มสุรา การเที่ยวกลางคืน การเที่ยวในสถานบันเทิงเริงรมย์ การเล่นการพนัน การคบคนชั่วเป็นมิตร และการเกียจคร้านต่อหน้าที่การงาน เพราะหากอดทนข้อนี้ไม่ได้ เศรษฐกิจในครอบครัวพัง ตั้งหลักฐานไม่ได้
    หากทุกคนในครอบครัวอดทนต่อข้อเสีย 2 ข้อได้เศรษฐกิจของครอบครัวย่อมมั่นคง คนดีในครอบครัวย่อมเพิ่มมาขึ้น ดังนั้นครอบครัวจะมีหลักฐานมั่นคงอยู่ได้คนในบ้านจะต้องมี ขันติ

    4 จาคะ แก้ปัญหาความเห็นแก่ตัว
    จาคะ แปลว่า ความเสียสละ มี 3 ประเภท
    1 สละสิ่งของ
    2 สละความสะดวกสบาย
    3 สละอารมณ์ที่บูดเน่า ไม่เอามาเก็บฝังใจแลเป็นพื้นฐานไปสู่การทำสมาธิ
    ความเสียสละ หมายถึง ความมีน้ำใจต่อการอยู่ร่วมกัน นึกถึงส่วนรวมของครอบครัว
    ชีวิตการแต่งงานต้องอาศัยความเสียสละต่อกันและกันอย่างมากไม่อย่างนั้นไม่มีทางประคับประคองครอบครัวได้ แล้วยิ่งถ้าครอบครัวใดนอกจากไม่เสียสละ แต่กลับจ้องเอารัดเอาเปรียบกันเองในครอบครัวแล้วถึงอยู่ด้วยกันก็เหมือนคนบ้านแตกสาแหรกขาด
    +++การแต่งงานไม่ใช่ของล้อเล่น สนุกสนานตามอารมณ์หนุ่มสาวเพราะทันทีที่เริ่มต้นแต่งงานกัน ความรับผิดชอบ ความเปลี่ยนแปลง ความอดทน และความเสียสละ จะตามมาทันที+++
    ดังนั้น คนที่คิดจะแต่งงานต้องคิดให้ดีในสองเรื่องนี้ว่า คู่ชีวิตของตนเองมีความพร้อมแค่ไหน คือ
    1คู่ชีวิตของเราสามารถฝากผี ฝากไข้ ฝากชีวิตไว้ด้วยกันได้หรือไม่
    2คู่ชีวิตของเรามีความรู้ ความสามารถ และความดีมากพอที่จะเลี้ยงครอบครัวให้สุขสบาย เลี้ยงลูกหลานให้เป็นคนได้หรือไม่
    +++เพราะการแต่งงานไม่ใช่มุ่งเรื่องความสุขทางเนื้อหนังมังสา ของพวกนี้มันไม่จีรังยั่งยืน แต่เพราะส่วนมากมุ่งเอาความเอร็ดอร่อยทางเพศ ถึงได้อย่าร้างกันเป็นว่าเล่น เพราะของพวกนี้ทีได้เฉพาะหนุ่มสาว+++
    +++พื้นฐานการใช้ชีวิตหลังแต่งงาน ต้องอาศัยความเสียสละต่อกันและกันอย่างมากๆถ้าเห็นแก่ตัวเมื่อไหร่ เดี๋ยวได้ฆ่า ได้แกง ได้อย่าร้างทุกที+++
    ดังนั้นครอบครัวจะมีรากฐานมั่นคงอยู่ได้ คนในบ้านจะต้องมี จาคะ เป็นนิสัยข้อที่ 4

    จากฆราวาสธรรมทั้ง 4 ข้อนี้ใครก็ตามที่กำลังคิดจะมีคู่ครอง กำลังจะแต่งงาน กำลังสร้างครอบครัว หรือกำลังมีปัญหาครอบครัว ต้องยึดหลัก ฆราวาสธรรม คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ เป็นหัวใจครอบครัว เป็นหัวใจสำคัญที่สมาชิกในครอบครัวต้องมีประจำตัว รากฐานครอบครัวจึงจะสามารถวางได้มั่งคงตั้งแต่เริ่มแรก แล้วปัญหาต่างๆ ในครอบครัว ทั้งปัญหาความหวาดระแวง ปัญหาความไม่รู้ ไม่ทันโลก ไม่ทันคน ไม่ทันข้อเสียของตัวเอง ปัญหาความเบื่อหน่ายกันเอง ปัญหาความเห็นแก่ตัว ก็จะไม่เกิดขึ้นในครอบครัวนี้อย่างแน่นอน

  6. sohot 11

    ความรัก บางครั้งเกิดขึ้นง่าย บางคราวแค่สบตาก้อรัก บางคนเป็นปี บางคนใช้เวลานานๆกว่าจะรักกัน เชื่อนะว่าหลายๆคนคงไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง เลยเมื่อตอนเริ่มต้นปลูกดอกรักกัน รักเกิดดั้ยเพราะมีแม่คอยเป็นห่วง หลายๆคนคงไม่แตกต่างเลยใช่มั้ย ที่จะเล่าหั้ยอ่านต่อไปนี้ สำหรับหนุ่มคนนี้ ก้อแสดงความเห็นมาหั้ยพอและพอหั้ยเช้าไปถึงหัวจิตหัวจัยพี่น้องม้งด้วยกัน ผมก้อเจอมามากต่อมาก ทั้งคนใกล้ตัวไกลตัว คนสนิท คนที่เลิกกันหรือกำลังจะเลิก ทั้งเรื่องไม่เป็นเรื่อง เรื่องร้ายแรง หรือเรื่องนิดก้อต้องแยกทางกัน หรือจะเลิกแบบจ่ายตังค์แบบตรงไปตรงมาหรือแบบโอนตัง กันเล่นๆ เรื่องราวเหล่านี้ก้อคงไม่มีครัยอยากเวียนว่ายมาพบเจอ ผมก้อไม่รู้ว่าเป็นอย่างงัยสำหรับชีวิตคู่แต่เข้าจัยว่าเป็นอย่างงัย ผมเป็นผู้ชาย ผมจะไม่โทษ สามี หรือภรรยา แต่เพียงฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียว สิ่งที่พบเจอมาอย่างที่พี่น้องผู้หญิงพูด และฝ่ายชายแสดงความเห็นมาใช่ทั้งนั้น คงไม่ต้องบอกสำหรับนรกที่ต้องเดินต่อไปหลังจากที่แยกทางกัน แค่ยศและตำแหน่งที่โดนประทับตราติดตัวหั้ยดังทั่วปฐพี ก้อคงจะอับอายขายหน้าไปตามๆกัน เด็กที่ต้องเดินตามพ่อหรือแม่ หรือจะกลายเป็นทางสามแยก อันนี้ก้อว่ากันไปตามคู่กรณี หลายๆคนและเกือบทุกคนที่แบมือขอพ่อกับแม่ ตั้งแต่รักเริ่ม ยันรักจบ คำถามว่าครัย หนักใจที่สุด พ่อแม่ทุกคน คงอยากหั้ยลูกชายดั้ยลูกสะใภ้ที่ดีๆและทางฝั่งเจ้าสาวก้ออยากดั้ยต้นแบบสามีที่ดี อันนี้พี่น้องม้งหวังกันอย่างนั้นทุกหลังคาเรือน เชื่อมั้ยว่าคนเรา ยอมอดข้าวเพื่อรีบไปหา ที่รักของเรา หรือแม้กระทั่งสุนัขท่อยู่บ้านเขาเลิกเห่าเพราะความคุ้นเคยของคนสองคน คนเราว่าแต่สนัข แล้วอาย………….หมาบ้างหรือเปล่า หมายังดูแลลูกมันเลย ฉะนั้นเวลาเรื่องกันหั้ยหมาเป็นหมาจดทะเบียนหย่าน้อว่าดีมั้ย หรือ หั้ยหมาเปนพยานรับรู้ด้วยก้อดี อันที่จิงแล้วบรรพบุรุษเราๆ เกิดขึ้นมาด้วยจิตวิญญาณที่ดี แล้วแบบนี้สังคมม้งเวลามีงานแต่งกันจะไม่ระแวงกานไปทั่วหลอคับ สังคมไทยเราปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปเป็นเรื่องธรรมชาติแล้ว ผมก้อขอฝากหนึ่งคำถามหั้ยผู้ที่อ่านครัยตอบด้ายช่วยตอบทีและถ้าคำตอบของคุณถูกต้อง ขอหั้ยคุณประสบความสำเร็จนัยเรื่องทุกเรื่องและเรื่องชีวิต คำถาม ๑ สิ่งหนึ่งที่คู่กับลมหายจัยมีความหมายไม่น้อยไปก่วาลมหายจัย มีทุกเรื่องราวอารมณ์ไปจนสุดลมหายจัย คืออารัย? ถึงเราจะอยู่คนละที่ เดินคนละทาง เทอร์มี เราจน หรือเราทน เขาทน อันนี้ มีความหมายนะ หรือเขาเรียนสูงๆ เราเรียนต่ำ เขาทำงานดี มียศมีตำแหน่ง แต่เราลูกชาวนาชาวไร่ แต่จะมีก้อเพียงแค่ผู้อยู่เบื้องหลัง คือพ่อกับแม่ สำหรับผมก้อทิ้งท้ายด้วย สักสองสามประโยค เล็กน้อย เหล้ายา หน้าตาดี หรือมีฐานะ คงไม่ดีเท่ากับชีวิตมีกินมีใช้ด้วยคนรัก และความรัก และความเข้าจัย หั้ยอภัยขอโทษกัน นี่คือจิตสำนึก จิตวิญญาณที่ดี อย่าลืมผู้อยู่เบื้องหลัง ตอบแทนท่านด้วยสิ่งดีๆ ไม่ไช่หั้ยท่านมาเช็คบิลยามแยกทางกัน ท่านอายญาติพี่น้อง ขายหน้า เรียกว่าเอาตังไปซื้อตราประทับที่ชื่อว่า พ่อม้าย หรือแม่ม่าย หนุ่มภักดีธรรม { บ่อหอย }

  7. hmong21

    ไม่เจอกับตังเองไม่รู้หรอกครับ ใครที่ยังไม่ประสบกับตัวเองก็ไม่รู้หรอกครับ ก็ทำให้ดีที่สุดทั้งสองฝ่าย ปัญหาเล็กๆน้อยพูดกันตรงๆ อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ เอาใจเขามาใส่ใจเรา เข้าใจซึ้งกันเเละกันเเละกัน กาลเวลาจะทำให้ทุกสิ่งเปลื่ยนเเปลงได้ไปในทางที่ดีเเละเลวขึ้นอยู่กับทั้งสองคนที่จะเลือก ความเเน่นอนคือความไม่เเน่นอน รักเเท้ไม่มีในโลก

  8. คนไม่มีแฟน

    ผมว่า…ถ้าแก้ปัญหาการแต่งงานก่อนวัยอันควรได้…ปัญหาอื่นๆมันจะค่อยๆลดลงไปเอง
    อย่างที่บอก เมื่อไม่พร้อมแล้วแต่ง…ช้าเร็วก็ต้องเจอปัญหาชีวิตคู่อยู่แล้ว…..
    ผมอยากเห็นเยาวชนคนม้งเลิกแต่งงานก่อนวัยอันควรซะทีเถอะ…..
    กลับไปที่บ้านทีไร เอ้า!!!คนนี้แต่งงานแล้วรึคนนั้นแต่งงานแล้วรึ(อายุเพิ่งจะ14-16ปีเองนะ)
    โอ้ย…แล้วอย่างนี้มันจะเจริญได้ยังไงครับพี่น้อง…..

    ผมไม่สงสัยเลยว่าทำไมชาวม้งเราถึงไม่พัฒนาเสียที…..ไม่สงสัยเลยจริงๆ…..หดหู่ใจครับ

  9. ครูสาว

    แต่เท่าที่ผมเห็น หญิงม้งเรานั้นไม่ค่อยรู้จักที่จะอดทนรอชายที่ดีและพร้อม
    เมื่อไม่อดทนรอ ก็ไปแต่งกับคนไม่พร้อม+ไม่ดีจริง(ไม่รักจริง ไม่รับผิดชอบ)
    และแล้วก็ต้องเลิกกันตามคาด?ไม่รู้ว่าจะสงสารผู้หญิงดีหรือไม่?พูดแล้วเซ็งจริงๆ

    รอให้พร้อมจนวันนี้อายุ 25 กลับบ้านมีแต่คนทักว่าทำไมยังไม่แต่งงานอย่าว่าแต่งงานเลยแฟนยังไม่มีเพราะคำนี้แหละยังไม่พร้อมที่จะดูแลใครได้เรียนจบทำงานที่มั่นคงไม่รู้ผู้ชายหายไปไหนหมดที่มีอยู่ก็ไปหาเด็กอายุ 14-15 มันน่าเศร้าใจมากกว่าอีก

  10. EdiTor

    ไม่ว่าจะเป็นเพราะการแต่งก่อนวัยอันควร ยาเสพติด หรือจากสภาพสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป (ค่านิยมหลายอย่างจึงเปลี่ยนตาม) รวมๆ แล้ว เราสามารถให้ข้อสรุปง่ายๆ ตามที่คุณ hmong21 พูดมา
    “..ใครไม่เจอกับตัวเองไม่รู้หรอก”

    จากสถิติที่เคยอ่านเจอ ประเทศที่เจริญแล้วชายหญิงมักนิยมครองโสดนานขึ้น และสถิติการหย่าร้างจะสูงขึ้นด้วย ..ม้งเรากำลังพัฒนาไปสู่ความเจริญ ?

  11. คนไม่มีแฟน

    รอให้พร้อมจนวันนี้อายุ 25 กลับบ้านมีแต่คนทักว่าทำไมยังไม่แต่งงานอย่าว่าแต่งงานเลยแฟนยังไม่มีเพราะคำนี้แหละยังไม่พร้อมที่จะดูแลใครได้เรียนจบทำงานที่มั่นคงไม่รู้ผู้ชายหายไปไหนหมดที่มีอยู่ก็ไปหาเด็กอายุ 14-15 มันน่าเศร้าใจมากกว่าอีก

    แต่งงานกับเด็กอายุ14-15 ปล่อยมันเถอะครับ แบบนี้จะอยู่ได้สักกี่น้ำ…..
    มีงานมั่นคงทำ เดี๋ยวก็เจอชายที่ดีครับผม ดีกว่ารีบแต่งงานแล้วต้องดิ้นรนลำบากนะครับ
    ผมเองอายุ23กว่าๆ ยังไม่มีแฟนเลย
    สำหรับผมแล้วถ้าไม่มีใครรอผมได้ ผมก็ยอมที่จะไม่แต่งงานครับ
    อายุ28-30ผมถึงจะแต่งครับ…..ผมไม่อยากให้ลูกเมียต้องลำบาก
    คุณอายุ25 ผมว่ายังหาแฟนได้สบายครับ ถ้าหาคนที่ดีไม่ได้ก็อยู่โสดก็ดีนี่ครับ สบายใจ
    ดีกว่าแต่งกับไอ้พวกผู้ชายที่หวังเอาแต่ตัว(ไม่รับผิดชอบ)สุดท้ายจะลำบากใจครับ…..

  12. pajdib vaj

    ขอแสดงความคิดเห็นกับประเด็นนี้หน่อยนะ….ในฐานะที่เป็นผู้หญิงม้งคนหนึ่ง ปัญหาการหย่าร้างของทุกวันนี้เยอะมากจริง ๆ คนรอบข้างเราต่างก็ผ่านการหย่าร้างมาทั้งหมด พี่ชาย2คน พี่สาว แฟนใหม่ของพี่ชาย น้าคนข้างบ้าน(ญาติพี่น้องของแฟนเราเอง นี่คือสังคมของคนต่างภาษากับเราคนม้ง)เรากับแฟนเคยคุยกันว่าเราจะดูแลกันให้ดี แต่รู้มั้ยว่ามันดูยากเย็นมากเลย เราเป็นผู้หญิงเราต้องใช้ความอดทนมาก มาก ๆๆๆๆๆๆๆๆด้วย โดยส่วนตัวแล้วเราไม่มีปัญหาอะไร แต่ความเป็นครอบครัว มันมีเงื่อนไขเยอะแยะมากมาย เรื่องจุกจิกสารพัด แม่ย่า พ่อปู่ *คุณ คุณ ทั้งหลายเป็นผู้ชายคุณไม่มีวันรู้หรอกว่าผู้หญิงต้องใช้ความอดทนมากแค่ไหน* ในหนึ่งปีคุณไปบ้านพ่อตาครั้งหนึ่ง หากเจอคำพูดบางคำ คุณก็ไม่อยากไปบ้านแม่เมียอีก แต่ถึงยังไงเราก็ยังยอมรับผู้หญิงม้งทั่ว ๆ ไป ว่าเป็นผู้หยิงที่สุดยอดมากๆ ออกบ้านมาแล้ว กลับไปไม่ได้อีก ผัวจะมีเมีย 1 เมีย 2 ไม่ดูแลเลย ก็ยังทนเพื่อความถูกต้องตามประเพณี แต่ทุกวันนี้ผู้หญิงม้งมีการศึกษา มีสังคม ดูแลตัวเองได้ ดังนั้งจึงไม่แปลกที่เค้าจะไม่ต้องมาทนกับทุกสิ่งหลังการแต่งงาน เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง ยอมรับความเป็นจริงเถอะ เพราะว่าเราไม่ได้ห่อข้าวไปทำสวนด้วยกัน แต่นี่ คุณไปทำงาน ฉันไปทำงาน โอกาสในการเจอผู้คน โอกาสที่จะรู้สึกดี ๆ กับใครสักคนมันบอบบางมาก ๆ ทางที่ดีเราต่างดูแลตัวเองให้ดี ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและคนที่ยืนเคียงก็น่าจะพอ

  13. pajdib vaj

    ปัญหาการหย่าร้าง เราจะโทษใครก้ไม่ได้หรอก มันเป็นเรื่องของคนที่เค้าอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่ว่าคนที่เค้านอกใจสามี คนที่นอกใจภรรยา คนที่มีกิ๊ก มีชู้ เป็นคนไม่ดี เค้าแค่เห็นแก่ตัว ถ้าเรารับได้ก็อยู่ด้วยกันได้ หรือเค้าอาจเจอคนที่เค้าคิดว่าใช่กว่า เค้าเคยรักเรา แต่ตอนนี้เค้าก็รักคนใหม่ เค้าอาจยังรักเราอยู่ พร้อมกับรักคนใหม่ด้วย หรือเค้าไม่ได้รักเราแล้ว มันอยู่ที่เราว่าจะยังอยู่ด้วยกันใหม? หรือกลับกันถ้าเราเจอใครสักคน เราก็ต้องเลือกว่าจะอยู่กับใคร มันต้องมีใครคนหนึ่งเสียใจ หรือทุกคนต่างก็ไม่ได้เสียใจเลย บางสิ่งบางอย่างบางครั้งก็ต้องแลกด้วยความเจ็บปวด บางอย่างก็หาซื้อไม่ได้ คนหนึ่งทุกข์ อีกคนหนึ่งสุข ความถูกต้องและความถูกใจ ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง บางอย่างเสียไปแล้วไม่สามารถเอาคืนได้ อีกคนรักเรามากมาย แต่เรายังรักอีกคน อยู่กับความถูกต้องอย่างขมขื่น เค้าบอกว่าเรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ แต้บางครั้งผูกแล้วแก้ไม่ได้ หรือเราไม่ได้เป็นคนผูก บางเรื่องกาลเวลาช่วยได้ บางเรืองก็ไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้เกิดขึ้นแล้วล้วนดับสิ้นกันทั้งนั้น ให้อภัยใหกันเถอะ ให้อภัยทุกๆเรื่องให้อภัยทุก ๆคน ดูแลตัวเราเองและคนรอบข้าง รวมทั้งคนที่เรารัก และรักเราให้ดี ๆ ก็พอ ใครจะถูกใจ หรือจะว่าอะไรก็ช่าง

  14. pajdib vaj

    ถ้าหย่าได้ เราว่าคนคงจะนินทากันให้ทั่วเลยหล่ะ แต่เราไม่สนใจหรอก ทุกวันนี้ขอแค่ได้มีโอกาสกลับไปดูแลพ่อแม่ เราเลือกความรัก แต่อยู่กับความรักแล้วมันทุกข์จังเลย พ่อแม่เลี้ยงเรามา เกือบ 30 ปี ไม่เคยทำให้เราทุกข์เลย แล้วไงหล่ะ สมน้ำหน้าตัวเองดิ อย่างว่าแหละนะ “ใครไม่เจอกับตัวเองใครไม่รู้หรอก”ถ้ามันเป็นทางออกที่ดี จงดูแลตัวเองเถอะ

Comments are closed.