ความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาของสังคมม้ง

ปัญหาสังคมต่างๆ นั้น มีทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ และปัญหาความรุนแรงในครอบครัวก็อาจกล่าวได้ว่า เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกๆ สังคม ทุกชนชาติ ในทุกๆ ประเทศบนโลกใบนี้ และหากเราหันกลับมามองสังคมม้งเราแล้ว ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร

เพราะในวิถีชีวิตของม้งเราก็มีความชัดเจนในเรื่องนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พฤติกรรมรุนแรงที่สามีใช้ในการควบคุมและบังคับภรรยาหรือลูกๆ ก็สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัวม้งเราได้เป็นอย่างดี

การกระทำรุนแรงที่มักพบเห็นในสังคมม้ง อาจจะเป็นเรื่องการใช้กำลังทำให้ผู้ถูกกระทำบาดเจ็บต่อร่างกาย อย่างที่สามีหลายๆ ท่านชอบใช้กำลังในการแก้ปัญหาด้วยการตบตีเตะต่อยภรรยาหรือลูกๆ

แต่ทุกวันนี้ สังคมม้งเราที่มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเข้าสู่การเป็นสังคมเมืองมากยิ่งขึ้น ปัญหาต่างๆนาๆ ภายในครอบครัวก็เลยพลอยทวีความรุนแรงขึ้นด้วย ร้ายแรงถึงขั้นต้องฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง โดยเฉพาะกับบางครอบครัวม้งในประเทศสหรัฐฯ ซึ่งหากมองกลับไปดูในอดีตแล้ว เรื่องอาชญากรรมภายในครอบครัวม้งเราแถบจะไม่ค่อยมีให้เห็น หรือจะมีบ้างก็ถือว่าน้อยมาก

คดีอาชญากรรมดังที่เกิดขั้นกับครอบครัวม้งในสหรัฐฯ นับตั้งแต่คดีฆาตกรรมดังที่เมืองเซนต์พอล รัฐมินนิโซตา เมื่อ 15 ปีก่อน โดยคุณแม่วัยสาวได้ลงมือสังหารลูกน้อยทั้ง 6 คน อย่างเลือดเย็น

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 กันยายน ในปี 1998, นางกั๋ว เฮ้อร์ วัย 24 ปี ตัดสินใจหนีปัญหาชีวิตด้วยการสังหารลูกทั้ง 6 คน ซึ่งประกอบไปด้วยเด็กชายสามคน และเด็กหญิงอีกสามคน โดยเด็กๆ มีอายุระหว่าง 5,6,7,8,9 และ 11ขวบ ส่วนนางกั๋วก็พยายามปลิดชีพตัวเอง แต่ก็ไม่สำเร็จ เธอถูกตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 50ปี และกักบริเวณอีก 16 ปี (เธอแต่งงานเมื่อตอนอายุประมาณ 13ปี)

ในวันที่11 เดือนพฤศจิกายน 1998, นายยาง สายาแสง ลี วัย 37 ปี ใช้ปืนยิงนางไหมเชา ว่าง วัย 28 ปี ภรรยาของตัวเอง ก่อนที่จะยิงตัวเขาตายตามไปด้วยภายในบ้านของพวกเขาที่เมืองพรีเซ้นท์สฮิว รัฐไอโอวา โดยทิ้งให้ลูกน้อย 6 คนต้องกำพร้าพ่อแม่

วันที่ 4 ธันวาคม 1999, หลังจะมีปากเสียงอย่างหนักกับภรรยา นายกาว ซ่ง วัย 31 ปี ได้ใช้ปืนยิงลูกๆ ของพวกเขา จนลูกน้อย 5 คน อายุประมาณ 2,3,4,5 และ 7 ขวบ ต้องเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าสลด โดยลูกชายคนโตสองคนสามารถหนีออกมาได้ ส่วนนายกาวก็ได้ปลิดชีพตัวเองไปพร้อมกับเด็กน้อยทั้ง 5 คน จนเป็นเหตุให้มีคนเสียชีวิตถึง 6 ศพในวันเดียวกันที่เมืองแซคราเมนโต รัฐแคริฟอร์เนีย

ในเดือนสิงหาคม ปี 2007, นางเมย์ ย่าง วัย31ปี ได้หนีสามีที่ชอบใช้กำลังทำร้าย จากเมืองเซนต์พอลไปพึ่งญาติพี่น้องที่เมืองเฟรสโน แต่นายเก๋อ ว่าง วัย41ปี ผู้เป็นสามีก็ได้ตามไปถึงและใช้ปืนยิงนางเมย์ และยิงตัวเขาเองจนเสียชีวิตทั้งคู่ต่อหน้าสมาชิกในครอบครัว

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ปี 2007, นายเพ่ง ย่าง วัย 35 ปี ได้ทำการทุบตีนางเบ้า ว่าง วัย28ปี ภรรยาตัวเองจนเสียชีวิต สาเหตุที่นำไปสู่การสูญเสียครั้งนี้มาจากการทะเลาะเบาะแว้งกัน จนนายเพ่งไม่อาจระงับความโกรธจึงได้ทุบตีภรรยาจนเสียชีวิตดังกล่าว เหตุเกิดที่เมืองมิลวอกี รัฐวิสคอนซิน และศาลได้ตัดสินจำคุกนายเพ่งเป็นเวลา 35 ปี และกักบริเวณอีก 15 ปี

นี่แค่ยกบางคดีฆาตกรรมที่สะท้อนถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัวของสังคมม้งเรา ซึ่งล้วนเป็นเหตุให้หลายครอบครัวม้งในสหรัฐฯ ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ และเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

และช่วงต้นปี 2013 นี้เอง ม้งในหสรัฐฯ ก็มีคดีฆาตกรรมแล้วถึงสามคดีด้วยกัน แต่คดีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุดในขณะนี้ คือคดีฆาตกรรมสามศพที่เมืองเซนต์พอล
ตามรายงานของเจ้าหน้าที่บอกว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม นางป้าเงี่ย ย่าง วัย 27 ปี ได้พาน้องชายต่างบิดา คือนายก้งเม่ง ลี วัย19ปี กลับมาที่บ้านของนายจู เล่า วัย 31 ปี สามีของนางป้าเงี่ย เพื่อเก็บข้าวของเพื่อจะไปจากนายจู เพราะไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้

แต่เกิดมีปากเสียงกันจนทำให้มีการต่อสู้ระหว่างทั้งสามคน ซึ่งตำรวจเชื่อว่านายจูได้ใช้มีดแทงนางป้าเงี่ย และนายก้งเม่งจนเสียชีวิตทั้งคู่ภายในอพาร์ทเม้นท์ และนายจูเองก็ได้เสียชีวิตภายนอกอพาร์ทเม้นท์ในเวลาต่อมา ซึ่งเชื่อว่านายก้งเม่งน่าจะแทงนายจูด้วย หรือนายจูอาจจะฆ่าตัวตายเพื่อหนีผิด คดีนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุการตายที่แท้จริงต่อไป

เหตุร้ายเหล่านี้ได้สร้างความวิตกกับเหล่าผู้นำกลุ่มแซ่ต่างๆ มากพอสมควร เพราะสังคมม้งต้องตัดสินใจแล้วว่าหากจะเกิดเหตุร้ายขึ้นอีก พวกเขาจะพึ่งเหล่าผู้นำชุมชนเพื่อช่วยในการไกล่เกลี่ย หรือจะหันไปพึ่งเจ้าหน้าที่เพื่อความปลอดภัย แน่นอนว่าความวุ่นวายจะยังคงไม่จบง่ายๆ หากวันหนึ่งสังคมม้งต่างคนต่างไม่ฟังกันและกัน

จึงไม่แปลกใจที่สังคมม้งในสหรัฐฯ ต้องกลับมาให้ความสำคัญ และใส่ใจต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมากยิ่งขึ้น เห็นได้ชัดจากองค์กรต่างๆ เช่น องค์กร 18 แซ่ องค์กรต่างๆ เพื่อเด็กและสตรีของชุมชนม้ง ได้พยายามร่วมมือกันเพื่อหาทางป้องกันและช่วยเหลือเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

เพราะปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใครเรื่องมันอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาของสังคมที่ต้องร่วมมือกันแก้ไข หรือพวกเราจะปล่อยให้การฆาตกรรมกลายเป็นปรากฏการณ์ความรุนแรงในรูปแบบใหม่ของสังคมม้งเรา และรอให้มันแพร่ขยายถ่ายทอดเป็นวัฎจักรที่ไม่ดีไปเรื่อยๆ …

บทความโดย ม้งเมกา

4 Comments

  1. EdiTor

    ความเจริญมาพร้อมความเสื่อม จงเรียนรู้และเตรียมพร้อมกับความเจริญที่กำลังจะมาถึงครับ

  2. โดมดอย

    อ่านแล้วน่าสังเวสใจมาก คิดว่าไปในถิ่นศิวิไลย์ จะดีตามถิ่นแต่ไม่เลย นิสัยดิบ ๆ ยังคงเดิม ต้องมีคอส อบรมการครองชีวิตคู่ การลดการใช้ความรุนแรงในครอบครัว นั่งสมาธิ ทำจิตให้ว่างบ้างเนาะ น่ากลัวมาก เพราะจิตใจไม่ได้ปรุงแต่งอะไรเลยในยามโกรธ โลภ หลง กลัวที่สุดคืออารมณ์คนนี่แหละ

  3. thojphaj

    สังคมม้งในอเมริกา น่าจะเป็นตัวอย่างที่ทำให้เรามองเห็นแนวโน้มของปัญหาสังคมในชุมชนม้ง โดยเฉพาะสังคมม้งในไทย ที่กำลังมีการใช้ชีวิตแบบสังคมเมืองมากขึ้น หรือเป็นสังคมวัตถุนิยม(มีบ้านใหญ่ มีรถใหม่ มีเงินทองมาก)ซึ่งตามรอยประเทศวัตถุนิยมเหมือนอเมริกา

    ผมเป็นม้งที่อยู่ในเมือง ทำมาหากินอยู่ในเมือง แต่ยังมีกิจกรรมพิธีกรรมความเชื่อบรรพบุรุษ(มีพ่อแม่อยู่ในหมู่บ้านบนดอย) ผมจำได้ว่าเมื่อก่อนราว 10-20 ก่อนหน้านี้ เราจะรู้สึกว่าม้งที่มากจากอเมริกาส่วนหนึ่งจะใช้เงิน(วัตถุนิยม)มาหลอกล่อม้งในไทย หรือประเทศรอบข้างไทยนี้ แต่ทุกวันนี้ผมว่าม้งในไทยเรานี่แหละก็มีพฤติกรรมนี้เช่นเดียวกัน นี่เป็นตัวอย่างเฉพาะกรณีเดียว

    ถ้าเราจะมองปัญหาดั่งบทความข้างต้นก็จะทำให้เราเห็นว่าแนวโน้มปัญหาในชุมชนม้งทั้งบนดอยและในเมือง จะมีปัญหาเหล่านี้เกิดขี้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นเราควรทำอย่างไรดี…

  4. teejupoh

    No, freedom in USA . no life, no culture there.

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *