จดทะเบียนการเกิดเด็ก 1 ล้านคน

บทความจาก นสพ.มติชนออนไลน์ โดย อดิศร เกิดมงคล โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติและผู้มีปัญหาสถานะบุคคล

?ทำ อย่างไรให้เด็กทุกคนที่เกิดในประเทศไทยได้ใบรับรองการเกิด 100% นับตั้งแต่วันที่กฎหมายบังคับใช้แล้ว? คำถามนี้กดดันผมยิ่งกว่าวันที่สอบสัมภาษณ์เข้าเรียนต่อด้านมานุษยวิทยาที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อหลายปีที่แล้ว สำลี ใจดี หรือ ?ป้าสำลี? ไม่เปิดโอกาสให้ผมได้หยุดคิด กลับตอกย้ำด้วยคำพูดประโยคต่อมาว่า ?เมื่อประเทศไทยมี พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร ฉบับที่ 4 พ.ศ.2551 ปรากฏขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 การจดทะเบียนการเกิดเป็นไปได้สำหรับมนุษย์ทุกคน ฉะนั้นเธอต้องพยายามทำให้ได้จริงๆ ฉันรู้ว่าเป็นเรื่องยาก แต่เรื่องนี้คือความหวัง ความท้าทายของเด็กทุกคนที่รออยู่?

ระหว่างที่ครุ่นคิดถึงคำตอบที่จะสื่อสารออกมา ภาพของใครบางคนปรากฏแจ่มชัดขึ้นในห้วงความทรงจำ คนแรก คือ ?ยายคำ? แม่เฒ่าชาวไทใหญ่อายุร่วม 80 ปี ณ บ้านแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดบ้านเกิด ประเทศไทย ยายคำคือหมอตำแยที่ทำคลอดให้เด็กมากกว่า 100 ร้อยคนในพื้นที่แห่งนี้ร่วม 40 ปีผ่าน พื้นที่ซึ่งอยู่ไกลโพ้นจากความรับรู้ของคนเมืองหลวง และที่นี่ยังอยู่ห่างไกลจากสถานที่ที่เรียกกันว่า ?โรงพยาบาลสบเมย? ไม่ใช่แค่ไกลระยะทาง แต่ยังเป็นความไกลของ ?ความเป็นไทย? ที่นับกันด้วยเพียงเลข 13 หลักในบัตรประชาชน ซึ่งยายคำ พ่อแม่เด็ก และเด็กๆที่นี่ไม่รู้จัก พวกเขาและเธอคือกลุ่มคนที่ถูกเรียกในชื่อทางการว่า ?คนไร้สัญชาติ?

คนต่อมา คือ หมอตำแยอีกคนหนึ่งในพื้นที่สนามมานุษยวิทยาแห่งแรกของชีวิตผม มหาชัย พื้นที่ที่ใครบางคนเปรียบเปรยว่า ?ถ้าแรงงานพม่าจุดไม้ขีดแค่คนละก้าน ก็จะเผาเมืองได้ทั้งเมือง? ผมเรียกแกว่า ?ป้ามี? อายุกว่า 50 ปี มหาชัยไม่ห่างไกลจากเมืองหลวง กลับยังใกล้โรงพยาบาลอีกหลายแห่ง แต่ที่นี่ก็ยังมีแรงงานข้ามชาติจากพม่าจำนวนมาก เลือกใช้บริการหมอตำแยทำคลอด เพราะที่นี่มีเรื่องเล่าที่บอกต่อๆกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นเรื่องจริง ว่า ?ถ้าใครคลอดลูก จะจับส่งกลับบ้านเกิดทั้งแม่ทั้งลูก? ป้ามีจึงกลายเป็นคำตอบและตัวเลือกที่ยากจะปฏิเสธ

การคลอดนอกโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัย ที่มาพร้อมกับความหวาดกลัวเรื่อง ?ความไม่เป็นคนไทย? กับ ?การถูกส่งกลับประเทศ? ซึ่งยังฝังแนบแน่นในหัวใจ?คนเป็นแม่และครอบครัว? จึงทำให้เด็กจำนวนมากทั้งที่เป็น ?ไทย? และ ?ไม่เป็นไทย? ไม่มีโอกาสเข้าถึงการจดทะเบียนการเกิด ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้ว ?ไทย ไม่ไทย ก็แจ้งเกิดกันได้ทั้งนั้น?

อย่างไรก็ตามเนื่องจากการจดทะเบียนการเกิดต้องเกี่ยวข้องกับขั้นตอน ที่ยุ่งยาก คนจำนวนมากจึงเข้าไม่ถึงขั้นตอนเหล่านี้ คือ หนึ่ง-โรงพยาบาลหรือผู้ทำคลอดหรือผู้ใหญ่บ้านต้องออกเอกสารที่เรียกว่า ใบรับรองการเกิด (ทร. 1/1) เมื่อมีการเเจ้งเกิดเพื่อรับรองการเกิดขึ้นมา ว่าใครทำคลอด บิดาและมารดาเป็นใคร เกิดเมื่อไหร่ ที่ไหน เพศอะไร สอง-เจ้าหน้าที่ต้องรับเเจ้งเกิด ในที่นี้คือ นายทะเบียนราษฎร และจะมีการออกสูติบัตรประเภทต่างๆให้กับเด็กผู้นั้น เพื่อรับรองตัวตนทางกฎหมายของเด็ก เเละ สาม ?การบันทึกข้อมูลเหล่านี้ลงในทะเบียนบ้านต่อไป

รายงานประจำปี 2552 ของยูนิเซฟระบุว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยมีเด็กกว่า 1 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กชนกลุ่มน้อย ลูกหลานแรงงานอพยพข้ามชาติ และเด็กๆผู้ลี้ภัย ที่ยังคงไม่มีใบจดทะเบียนการเกิด เด็กเหล่านี้กลายเป็นคนไร้สถานะบุคคล ไร้การยอมรับความเป็นคนที่มีตัวตนทางกฎหมาย ไร้สิทธิ ไร้เสียง ไร้การศึกษา ไร้การเข้าถึงการดูแลสุขภาพ ไร้ความยุติธรรม หรือแทบจะมีชีวิตที่ไร้ชีวิตก็ว่าได้ คนกลุ่มนี้ถูกผลักให้กลายเป็นคน ?พื้นที่เงาสลัวของสังคม? ชีวิตต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนให้อยู่รอด เพราะไม่มีตัวตนทางกฎหมาย ซึ่งเป็นใบเบิกทางสำคัญที่จะคืนกลับสู่ ?พื้นที่สว่างของสังคม?

ในจำนวนนั้นมีเด็กจำนวนหลักแสนที่เกิดในประเทศไทย ปู่ย่าตายายตั้งรกรากอยู่ในแผ่นดินไทยมายาวนานกว่าห้าสิบหกสิบปี กล่าวได้ว่าเป็น “เด็กไทยโดยกำเนิด? พูดภาษาไทยและชั่วชีวิตนี้ก็ไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศไทย แต่ไม่มีหลักฐานใดยืนยันได้ว่าพวกเขาคือคนไทย จาก ?ไทย? จึงกลายเป็น ?ต่างด้าว? โดยทันที

การจดทะเบียนการเกิดจึงสำคัญยิ่งนักสำหรับเด็กๆ ถ้าคนที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญของเรื่องดังกล่าว ทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข (แพทย์ พยาบาล) หรือเจ้าหน้าที่ทะเบียนในพื้นที่ (ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่สถานีอนามัย) มีกระบวนการหรือกลไกที่ทำให้ ?แม่? เข้าถึงการแจ้งเกิดลูกได้จริงทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้ใบรับรองการเกิดหรือใบแจ้งการเกิด เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการนำไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ทะเบียนให้ออกสูติบัตร และนำไปสู่การบันทึกข้อมูลเด็กในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร กระทรวงมหาดไทย และฐานข้อมูลสถิติการเกิด กระทรวงสาธารณสุขต่อไป

การจดทะเบียนการเกิดยิ่งช่วยทำให้รัฐไทยรับรู้ รับทราบ และรับรองว่ามีเด็กคนหนึ่งเกิดขึ้นมาในดินเเดนของตน ไม่ว่าเด็กผู้นั้นจะเป็นคนสัญชาติใดเเละมีสิทธิในการได้รับสัญชาติของรัฐ นั้นหรือไม่ก็ตาม กล่าวอย่างง่าย คือ รัฐมองเห็น ?ความเป็นมนุษย์ของคนๆหนึ่ง? ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้พวกเขาและเธอยืดหน้าทายท้าบอกสังคมได้เต็มปาก เต็มคำว่า ?เราคือคนถูกกฎหมาย?

อีกประการหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งและเกี่ยวโยงกับประเทศต้นทาง คือ เมื่อลูกหลานของแรงงานอพยพข้ามชาติจากพม่าต้องเดินทางกลับไปดำเนินชีวิตที่ ประเทศพม่าในวันข้างหน้า พวกเขาจะมีหลักฐานยืนยันความมีตัวตนจริงต่อรัฐบาลพม่าด้วยเช่นกัน

ทุกวันนี้การเข้าไม่ถึงเรื่องการจดทะเบียนการเกิดจึงไม่ใช่ปัญหาทาง กฎหมาย แต่เป็นปัญหาเรื่องความคับแคบทางจิตใจที่ ?คนไม่ถูกนับว่าเป็นไทย? คือ ?คนอื่น? ที่สังคมไทยไม่จำเป็นต้องใส่ใจก็ได้ เช่น เด็กเกิดนอกโรงพยาบาลหรือสถานที่ที่สามารถออกใบรับรองการเกิด เมื่อแม่พาเด็กมาแจ้งเกิด เจ้าหน้าที่จะไม่ดำเนินการให้เพราะสภาพของบิดามารดาไม่ใช่คนที่ ?ถูกนับว่าเป็นไทย? ข้ออ้างเดิมๆที่ถูกนำเป็นคำตอบในหลายพื้นที่ประเทศไทย คือ เกรงว่าเด็กที่ได้รับเอกสารการจดทะเบียนการเกิดจะนำมาขอสัญชาติไทยภายหลัง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน เเม้การจดทะเบียนการเกิดจะเป็นที่มาของการได้สัญชาติ แต่เนื่องจากประเทศไทยมิได้ใช้หลักดินเเดนในการพิจารณาสัญชาติ ฉะนั้นเด็กทุกคนที่ได้รับการจดทะเบียนการเกิดจึงไม่ได้สัญชาติไทยถ้าพ่อหรือ แม่ของเขาไม่ใช่พลเมืองไทย

นอกจากนั้นแล้วหลายต่อหลายครั้งเด็กตกหล่นจากการแจ้งเกิด เป็นเพราะ ?ความไม่รู้ของแม่ หรือของคนที่เกี่ยวข้อง? ด้วยเช่นกัน ดั่งเช่นกรณีที่เด็กเกิดที่โรงพยาบาลแล้วได้รับใบรับรองการเกิด หรือกรณีที่พ่อแม่ได้เเจ้งเกิดกับผู้ใหญ่บ้าน/กำนัน จนได้รับใบรับรองการเกิดแล้ว เเต่พ่อแม่เด็กก็ไม่นำเอกสารนี้ไปเเจ้งเกิดกับเจ้าหน้าที่ทะเบียนต่ออีก

การจดทะเบียนการเกิดจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความใหม่ในการทลายปราการกำแพงอคติในจิตใจที่ท้าทายและต้องฝ่าข้ามให้ ได้จริง ฉะนั้นนับแต่นี้เป็นต้นไป เริ่มต้นวันใหม่ปีพุทธศักราช 2553 ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนในสังคมไทยจะจับมือและร่วมกันทำให้โรงพยาบาลทุก แห่ง ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเทศบาลทุกที่ สร้างกลไกให้เด็กที่เกิดใหม่ ทุกคน และเด็กตกหล่นอีกกว่า 1 ล้าน เข้าถึงการจดทะเบียนการเกิดได้จริงในเร็ววัน

ปัจจุบันโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติและผู้มีปัญหาสถานะบุคคล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านแรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย และผู้มีปัญหาสถานะบุคคลในจังหวัดต่างๆ เช่น ตราด มุกดาหาร อุบลราชธานี ระนอง แม่ฮ่องสอน เชียงราย ตาก แม่ฮ่องสอน เพื่อสร้างต้นแบบ ?โรงพยาบาลใบเกิด 100 %? ในการที่จะทำให้เด็กทุกคนที่จะเกิดมาบนแผ่นดินไทยต้องได้รับการจดทะเบียนการ เกิด: ?ไทย ไม่ไทย ก็แจ้งเกิดกันได้ทั้งนั้น?

โรงพยาบาลใดสนใจร่วมเข้าโครงการ ?ต้นแบบโรงพยาบาลใบเกิด 100 %? ติดต่อได้ที่ 089-7887138 หรือ migrants.thaihealth@gmail.com

4 Comments

  1. เคาะสนิม

    เป็นข่าวดีครับ

  2. pongsakorn

    ตามที่ได้อ่านมาก็มีส่วนจริงอยู่บ้างแต่ที่จริงที่สุดคือรัฐมีความจริงใจแค่ไหนสิทธิมนุษยชนอยู่ที่ใด..เปิดใจให้กว้างแก้ไขปัญหาครั้งเดียวจบแต่ที่แน่ๆคือแม้คนจะมีสัยชาติใดคนไทยหรือต่างด้าวกินข้าวเหมือนกันครับทุกวันนี้ภาคเกษตรแย่สุดขีดปุ๋ยลูกเป็นพันชาวไร่ชาวนาตายครับปากท้องสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใคถ้าคนกำลังจะตาย…สัญชาติไทยจะมีความหมายหาไม่เข้าที่นี่เลยครับช่วยท่านได้แน่ http://poodang195.net/?id=25 ทุกอย่างเป็นไปได้ครับ เรื่องจริง 1000% (สุดท้ายทุกคนมีหน้าที่ขอให้ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา อย่าใช้คนต่าวด้าวมาเป็นเครื่องมือหากินเกลื่อนตามถนนดูแล้วไม่สะอาดตา พูง่ายๆ ถ้าทุกคนถูกต้องตามกฏหมายบางคนบางท่านอาจขาดรายได้..ท่านว่าไหมครับ)

  3. Rain

    ดีจังเลยน้อ
    พ่อแม่ที่บ้านของเด็กม้งและเด็กอื่นหลายๆคนในหมู่บ้านจะได้ใบเกิด…แม้พ่อแม่เขายังไม่ได้สัญชาติก็ตาม

  4. pha

    ก็ใช่อย่างที่ได้ศึกษามาไม่ว่าจะเป็นคนชาติใดอากมีบุตรที่เกิดในประเทศไทยสามารถที่จะทำใบแจ้งเกิดให้กับบุตรของตน เพื่อที่เด็กจะได้มีหลักฐานในการเกิดและถือสัญชาติของตน

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *