จากไร่เลื่อนลอย ถึงไร่เร่ร่อน

อัพเดท ..ตอนนี้อาการของ EdiTor ดีขึ้น แต่อาการแปล๊บที่แขนยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลย .. ใครจะสน ชิมิ

เมื่อวานนี้ นั่งรถผ่านชุมชนแห่งหนึ่ง (คนเมือง) พี่ชายชี้ให้ดู และว่า เดี๋ยวนี้คนม้งบ้านเรามาทำไร่แถวนี้กันค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นไร่ข้าว หรือไร่ข้าวโพด ลักษณะการทำไร่ที่นี่คือ คนม้งมาอาศัยทำกินในที่ของคนเมือง คนม้งจะเป็นคนถางที่ และทำไร่ในปีแรกๆ ด้วยราคาค่าเช่าถูกๆ หลังจากคนม้งย้ายออกจากที่ทำกินตรงนั้นไป เจ้าของที่ก็จะเอาผลไม้ หรือพืชผลที่ตนเองต้องการ เอามาลงในพื้นที่ดังกล่าว

เหตุผลที่คนม้งยอมทำเพราะว่า เป็นพื้นที่บุกเบิกใหม่ ดินยังอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชไร่ โดยเฉพาะข้าว อีกเหตุผลก็คือเรื่องของราคา เมื่อข้อแลกเปลี่ยนสมเหตุสมผล คนม้งถางที่แลกกับการเช่าที่ราคาถูกๆ ..ที่ดินอุดมสมบูรณ์ บวกกับค่าเช่าถูก ใครล่ะจะไม่เอา ส่วนเรื่องการออกแรงถางที่นั้น ..จิ๊บๆ

เหตุผลที่เจ้าของที่ดินยอมให้คนม้งเข้าไปใช้ประโยชน์ คงไม่ใช่แค่เรื่องค่าเช่าอย่างแน่นอน แต่เป็นเหตุผลเรื่องการบุกเบิก และพัฒนาพื้นที่ เพราะหากที่ตรงนั้น (เป็นป่ารก) ถูกถางไป และถูกใช้ประโยชน์ไปสักระยะ ปัญหาเรื่องวัชพืชก็จะลดน้อยลงไป การจะเอาพืชผลชนิดใดมาลงก็ย่อมที่จะได้ผลที่ดีขึ้น

แต่พื้นที่บางแห่ง หรือพื้นที่ของเจ้าของบางรายก็มีความสุ่มเสี่ยงอยู่บ้าง อาจจะเป็นด้วยความไม่ชัดเจนในเรื่องของการถือครอง หรือขอบเขตที่ดินที่คลาดเคลื่อน

kheknoi-rice

ตัวอย่าง เมื่อการเจรจาระหว่างคนม้งและเจ้าของที่ตกลงกันได้แล้ว คนม้งจะเข้าไปถางที่เพื่อเตรียมการเพาะปลูก แต่ปัญหาคือ เนื่องจากขอบเขตที่ไม่มีรั้วกั้น จึงทำให้คนม้งถางที่เกินเลยจนไปกินเนื้อที่ของป่าสงวน ทำให้เป็นเรื่องเป็นราว และคนม้งนี่เองที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่เจ้าของที่ดินแปลงนั้น

อีกกรณีหนึ่ง การถางพิ้นที่เพื่อการเพาะปลูก หากมีไม้ใหญ่ปะปนด้วยก็อาจสุ่มเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกัน

คำถามจึงมีอยู่ว่า ลักษณะการทำไร่ของม้งเรา จะเน้นที่ความสดใหม่ของหน้าดิน คือเน้นพื้นที่ที่ไม่เคยมีการเพาะปลูกมาก่อน อย่างนี้แล้วจะมีพื้นที่สักแค่ไหนให้ม้งเราใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูก

หากเราหันมาบำรุงรักษาผืนดินให้ดี ให้ผืนดินคงความอุดมสมบูรณ์ ให้เราสามารถใช้ประโยชน์ไปได้นานๆ ก็คงจะดี หรือไม่อย่างนั้นเราก็อาจหันมาใส่ใจการทำนา แทนการทำไร่ เพราะที่นาเราสามารถเพาะปลูกพืชพันธ์หลากหลายเช่นกัน และแน่นอนว่าพืชผลที่ม้งเราปลูกๆ กัน ผมแน่ใจได้ว่ามันสามารถให้ผลดีบนผืนนา ..ไม่แพ้ไร่บนดอย

จากภาคเหนือ ม้งเราเริ่มทยอยบุกเบิกพื้นที่ทำกินใหม่ๆ ในพื้นที่ภาคกลางบ้างแล้ว อย่างเช่น กาญจนบุรี

ตอนเด็กจำได้ว่าต้องนั่งรถเป็นชั่วโมงเพื่อไปทำไร่ แต่ปัจจุบันต้องใช้เวลาเดินทางนานขึ้น และในอนาคตบางครอบครัวอาจถึงขั้นต้องย้ายถิ่นฐานกันเป็นแน่แท้

14 Comments

  1. สาวม้งไกลบ้าน

    น่ากลัวจัง แบบนี้ และคิดว่า วิธีที่ม้งทำอยู่ตอนนี้ ไม่ถูกต้อง แต่จะทำอย่างไรได้ละ่ ในเมื่อไม่มีทางเลือก ไม่มีความรู้ ไม่มีเิงิน ต้องทำเพื่อเลี้ยงปากท้อง

  2. Change

    …ก็ขอแสดงความยินดีกับอาการของ อีดีเตอร์ ที่ดีขึ้น ส่วนอาการเจ็บแขนแปลบ ๆ นั้น หากว่าเป็นตรงข้อก็ลองประคบด้วยน้ำอุ่นดูนะครับ เผื่อว่าจะดีขึ้นครับ

    …ทุกวันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ ว่า…การทำไร่เลื่อนลอย เหมือนชาวม้งเมื่อสมัยก่อนนั้น เป็นการทำลายป่า ซึ่งเป็นวิถีของคนที่ยังล้าหลัง ….เพราะทุกวันนี้มีข่าวการถางป่า ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และเป็นคนที่รวยแล้วทั้งนั้น เลยไม่แน่ใจว่า ตกลงว่า…ครั้งหนึ่งเราเคยเจริญ หรือว่าครั้งหนึ่งเราเคยล้าหลังกันแน่..???? เพราะหากว่าเราล้าหลัง ทุกวันนี้คงไม่มีใครมาถางป่าเหมือนชาวม้งเมื่อสมัยก่อน จริงไหมครับ????

    และก็แน่นอนครับ ว่าการใช้ที่ดินเก่านั้นเราสามารถปรับปรุงดินให้ดีได้ ด้วยหลาย ๆ วิธี เช่นการใช้ปุ๋ยคอก การปลูกพืชหมุนเวียน ฯลฯ

    ส่วนการทำนานั้น ผมเองเคยดูสารคดี ได้มีชนเผ่าม้งในยูนนาน (ทางใต้ของจีน) มีการใช้ควายในการไถนา และมีการทำนาแบบขั้นบรรได ซึ่งมีความสวยงามมาก บ้านเรือนเป็นทรงเหมือนกับจีน แต่ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นม้งที่ผมได้เห็นในวันนั้นคือ การตากผ้า ซึ่งเป็นกระโปงม้ง(เขียว)ตากอยู่โดยการพาดบนไม้ไผ่ และทางสารคดียังได้ยังได้บอกอีกว่า ชาวม้งบริเวณนี้เป็นตระกูลของ ตระกูล ย่าง(อันนี้ไม่แน่ใจเพราะฟังไม่ชัด หรือ แซ่ว่าง ไม่แน่ใจ) แสดงว่าจริง ๆ แล้วเราก็สามารถปรับปรุงดินที่มีอยุ่เดิมให้มีประสิทธิภาพได้เช่นเดียวกัน ครับ เราจะได้ไม่ต้องไปเช่าที่ของคนอื่น หรือว่าบุกรุกที่ใหม่ จะได้เป็นการช่วยลดโลกร้อนด้วยนะครับ

    อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยรักษาสุขภาพดีดีนะครับ …”ล้างมือบ่อย ๆ ” ช่วยได้นะครับ….

  3. EdiTor (Post author)

    ผมว่าเรื่องนี้เรายังมีทางเลือกครับ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหรือเปล่า มันอาจเป็นเพราะพวกเรายังไม่เริ่มคิดที่จะเปลี่ยนแปลง หรืออาจกลัวการเปลี่ยนแปลง

    ยกตัวอย่างของคุณลุงท่านหนึ่ง ท่านทำกินในที่ดิน (บนเขา) ของตัวเองมาเกือบยี่สิบปีแล้ว ปัจจุบันนี้ท่านปลูกมะละกอ และพริกขี้หนูในไร่ของท่าน ..นี่คือตัวอย่างของการใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงเดิมนานๆ

  4. ช.ช้าง พรางตัว

    ถางป่า เผาป่า ไม่ควรเหมารวมว่าเป็นฝีมือม้งเสมอไป บางทีอาจเป็นฝีมือพวกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ด้วยกันเอง เพื่ออะไรรู้ไหม? เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เห็นว่ามีปัญหาเกิดขึ้นในท้องที่ของตัวเอง แล้วก็ทำโครงการของบประมาณเข้าหาตัวเยอะๆ แล้วก็เอางบประมาณที่ได้จากโครงการอันสวยหรูมาแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ป่าที่ถูกเผาทำลายไปแล้วก็ปล่อยเอาไว้อย่างนั้น รอให้หญ้าขึ้น ภูเขาก็แลดูเป็นสีเขียวๆ แล้ว แต่ก็อย่างว่า พื้นที่ที่ถูกเผา แม้แต่หญ้ายังขึ้นไม่ไหวเลย แล้วนับประสาอะไรกับ… ปีถัดไปก็เผาอีก แล้วก็ทำโครงการของบเข้าตัวอีก เช่นนี้ไปเรื่อยๆ

    เห็นมาจะๆ ช่วงระหว่างภูเขาสองข้างทางขึ้นแม่สอด เป็นป่าทึบซะขนาดนั้น ม้งที่ไหนเขาจะมาทำไร่แถวนั้นได้ ไฟกำลังไหม้ข้างทางใกล้ๆ รถที่เราวิ่งอยู่เลยเนี่ย ยังไม่กล้าขับฝ่าไปเลย ซึ่งสำนักงานพวกป่าไม้อยู่ใกล้ๆ แถวนั้นแท้ๆ ไม่จะทำอะไร (คงกำลังดูผลงานตัวเอง) ยิ่งโดยเฉพาะในเขตป่าอุทยานตรงทางเข้าน้ำตกลานสาง ไฟไหม้ภูเขาหมดทั้งลูก พวกเจ้าหน้าที่อุทยานก็อยู่ตรงนั้น ปล่อยให้มันไหม้ได้ยังไงต่อหน้าต่อตาตัวเอง (อย่างที่บอก คงกำลังดูผลงานตัวเอง) นี่ขนาดเป็นป่าในเขตอุทยานนะ แล้วแถมยังเป็นเขตป่าอุทยานที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่

  5. EdiTor (Post author)

    ช.ช้าง พรางตัว พูดมาผมเชื่อว่าหลายๆ องค์กรใช้พฤติกรรมนี้อยู่ คือการสร้างสถานการณ์ (เรียกว่าสร้างงานก็ได้) เพื่อให้เห็นว่าจำเป็นต้องมีองค์กรนั้นๆ หรือจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านงบฯ เพิ่มเติม ..ข่าวรายวันมีให้อ่านทุกวันครับ

    ระดับชาติก็มีพฤติกรรมนี้อยู่ครับ อย่างเช่นสงครามในแต่ละประเทศ หากไม่มีสงความองค์กรหลายๆ องค์กรจะหมดความสำคัญลงไป หรืออาจถูกปิด ..ก็เหมือนบริษัทผลิตซอฟท์แวร์ต่อต้านไวรัสคอมฯ ใครจะไปรู้บางทีเค้าปล่อยไวรัสเสียเองก็เป็นได้

    ฝากพวกเราฝึกคิดกลับด้าน คิดกลับไปกลับมา ..แต่ไม่ต้องกลับหัวคิดนะครับ เพราะมันจะคิดไม่ออก :)

  6. fai

    ผมว่าคุณ ช้าง พรางตัว พูด และคุณEdiTor เสิรมพูดไม่ถูกนะมันก็เหมือนกับม้งเรามีทั้งดีและเลว
    บางอย่างอาจจริงแต่ไม่ทั้งหมด ไฟป่าหน้าร้อนน่ากลัวจริงๆนะหากใครเคยดับจะรู้เลยสามารถตายได้นะไฟน่ะ ผมว่าส่วนไม่ดีช่างเขา(เพราะเราทำอะไรไม่ได้ คิดเปลืองสมอง)มองแง่ดีดีกว่า อย่างน้อยมันก็ทำให้การทำลายป่า ลดน้อยลงดีกว่า ไม่มีคนดูแล ไม่งั้นหมดป่าแน่

  7. EdiTor (Post author)

    คุณ fai แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคน ไม่ใช่ทุกองค์กรที่จะมีพฤติกรรมลักษณะนี้ แต่เชื่อเถอะครับมันมีอยู่ พวกองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร แต่บางครั้งเค้าต้องแสวงหาผลประโยชน์ ผลประโยชน์ไม่ลงตัว งานหด งานหาย ก็จะประท้วงเย้วๆ ..ยอมรับว่าคนเรามีดี เลว กลางๆ เทาๆ ขาวๆ กลมๆ อวบๆ ครับ :)

  8. phaa

    ถูกใจหัวข้อเรื่องนี้ครับ ดูแล้วปัจจุบันจะเป็นเช่นนั้นจริงเรื่องไร่เร่ร่อนเนี้ยครับ

  9. yooj yim

    ช่าย…ช่าย ครับ
    ผมน่ะเห็นด้วยเต็มๆเลยทีดียว
    แบบว่าผมมีญาติอยู่หลายคนตอนแรกก้อทำไร่อยู่แถวบ้านดีๆ
    แต่หลายปีมานี้โน้น
    ไปทำไร่กันที่ต่างจังหวัด
    ไปน่ะ….เป็นเดือนๆเลยด้วยครับ
    เหลือแต่คุณย่าแก่ๆอยู่เฝ้าบ้านคนเดียวน่ะ
    น่าเศร้าใจจัง

  10. Yoxio

    สัมมาอาชีพ เป็นสิ่งที่ดี ขอเพียงทำแล้วคุ้มค่าเวลาค่าแรง ด้วยความขยันขันแข็ง พี่น้องเกษตรกรม้ง ก็ยังยืนหยัดอยู่ได้ในทุกสภาวะเศรษฐกิจ มีบ้างจนบ้างนั้นธรรมดา ทุกสังคมเป็นเช่นนี้ เพียงแต่ ถ้าสัดส่วนคนม้งพอมีอันจะกินเพิ่มขึ้น ก็จะเป็นเรื่องน่ายินดี

    ทำไปเหอะ เมื่อเงื่อนไขมัน win win เราได้เปรียบ หรือ เสียเปรียบทางเดียว มันก็ไม่ดี เอาเป็นว่ามีโอกาสอะไรดีก็ทำๆ กันไป

    สำหรับผู้ที่มีที่ดินเป็นของตนเอง ก็ลองหาวิธีบำรุง ฟื้นฟู รักษาสภาพดิน จะได้ใช้ประโยชน์ในระยะยาวและยั่งยืน จะได้ไม่ต้องไปเช่า ไปทำของคนอื่น สำหรับวิธีนั้น นอกจากภาครัฐแล้ว เราก็อาจใช้เทคโนโลยีภาคเอกชนมาเสริมด้วยก็ได้ เช่น อาหารพืช(ปุ่ย) ฮอร์โมน สารควบคุมโรคพืชและศัตรูพืชที่ไม่ใช่เคมี ให้ศึกษาดีๆ เลือกดีๆ โดยผู้รู้ (ที่ไม่โลภ)เริ่มต้นอาจเหมือนค่าใช้จ่ายสูง แต่ผลลัพธ์มันคุ้มครับ

  11. EdiTor (Post author)

    อย่างที่พี่ Yoxio กล่าวมาถูกต้องทีเดียวครับ เหตุผลสำคัญที่พี่น้องม้งเรายังคงเปลี่ยนที่ทำกินไปเรื่อยๆ ก็สืบเนื่องจากการที่พวกเค้าไม่มีที่ทำกินเป็นของตนเอง จึงต้องหาที่เช่าทำกินไปเรื่อยๆ หรือใครที่มีที่ทำกินของตนเอง บางครั้งก็ไม่เพียงพอ เช่น มีที่ 10 ไร่ แต่ทำเป็นส่วนมะม่วงไปแล้ว ถ้าคิดจะปลูกข้าวแซมก็ย่อมที่จะทำไม่ได้แล้ว (ตอนมะม่วงต้นเล็กสามารถปลูกข้าวแซมได้)

    ฉะนั้นถ้าคิดจะปลูกข้าว ไม่ว่าจะไว้กินหรือไว้ขาย ก็จะต้องได้หาที่ใหม่เพื่อปลูกข้าว ..ซื้อกิน ข้าวก็แพงแสนแพง ปลูกกิน ก็ไม่มีที่จะให้ปลูก

    โจทย์หินอีกโจทย์ ที่เราอาจต้องแก้กันทั้งชีวิต ..

  12. kub sab..

    จากไร่เลื่อนลอย ถึงไร่เร่ร่อน แล้วต่อไปจะเป็นอะไรหว่าาา หลงเหลง ป่าวง่ะ..แบบว่าผู้คนหนีเข้าเมืองใหญ่หมดอ่ะ..ไม่มีคนทำไร่อีกแล้วน่ะ..

  13. ส่วนหนึ่งของรัฐ

    เห็นด้วยกับyoojyim เพราะแถวบ้านเป็นลักษณะเช่นนั้นเหมือนกัน และ เห็นด้วยกับ ช.ช้างพรางตัวนะ บางหน่วยงานสร้างสถานการณ์แล้วขอ งป. จ่ายจริง1 ใน 3 นอกนั้นเข้ากระเป๋าผู้นำหน่วย ห่วยแตกมาก พวกโกงชาติ คงไม่ได้ตายดี แต่คนดี ๆ ไม่ต้องเดือดร้อน เทวดาเห็นอยู่ สบายใจได้ แม้บางครั้ง ตกทุกข์ได้ยาก แต่ต้นร้ายปลายดี วันนี้ขอให้พวกเราช่วยกันดูแลที่ที่ยังเหลือส่วนไหนพอปลูกต้นไม้ได้บ้างก็ปลูกช่วยโลกไปบ้าง เราจะได้มีหน้าส่งโลกนี้ให้ลูกหลานรับช่วงต่ออย่างไม่เอียงอายมากกว่านี้จ้ะ…..ส่วนคนที่นำที่ทำกินของตนที่ทำเลดีขายให้นายทุนหมดแล้ว วันนี้รู้แล้วใช่ไหมเดือดร้อนถึงลูกหลานเหลนโหลน เพราะไม่มีที่สักกะแบะมือว่าเป็นของตนต้องเร่ร่อน เพราะไม่มีเลื่อนลอยให้เกาะแล้วนะ

  14. สมมุติว่า เลขบัตรประชาชนของเราเขียนไว้ว่า 1 1001 01245 29 9 (เขียนเว้นวรรค >ตามแบบ)
    แต่ละหลักก็จะมีความหมายดังนี้>หลักที่ 1 (คือหมายเลข 1 ในตัวอย่าง) จะหมายถึง ประเภทบุคคล

    ซึ่งมีอยู่ 8 ประเภทได้แก่

    ประเภทที่ 1 คือ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย และได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา
    หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2527 เป็นต้นไป
    อันเป็นวันเริ่มแรกที่เขาประกาศให้ประชาชนทุกคน ต้องมีเลขประจำตัว 13 หลัก
    เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองไปแจ้งเกิดที่อำเภอ หรือสำนักทะเบียนในเขตที่อยู่ภายใน 15 วัน
    นับแต่เกิดมา ตามที่กฎหมายกำหนด เด็กคนนั้นก็ถือเป็นบุคคลประเภท1
    และจะมีเลขประจำตัวขึ้นด้วยเลข 1 เช่น เด็กหญิงส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2527
    และพ่อไปแจ้งเกิดที่เขตดุสิตภายในวันที่ 17 มกราคม 2527 เด็กหญิงส้มจี๊ดก็จะมีหมายเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 1
    และก็ต่อด้วยเลขหลักอื่นๆ อีก 12 ตัว เป็น 1 1001 01245 29 9 เป็นต้น ซึ่งเลขนี้จะปรากฏในทะเบียนบ้าน
    และจะเป็นเลขประจำตัว เมื่อส้มจี๊ดไปทำบัตรประชาชนตอนอายุ 15 ปี

    ประเภทที่ 2 คือ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา
    หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป
    แล้วบังเอิญว่าพ่อแม่ผู้ปกครองลืมหรือติดธุระ ทำให้ไม่สามารถไปแจ้งเกิดที่อำเภอ
    หรือเขตภายใน 15 วันตามกฎหมายกำหนด เมื่อไปแจ้งภายหลัง
    เด็กคนนั้นก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 2 และจะมีเลขตัวแรกในทะเบียนบ้านขึ้นด้วยเลข 2 ทันที
    เช่นในกรณีส้มจี๊ด หากพ่อไปแจ้งเกิดให้ ในวันที่ 18 มกราคม 2527 หรือเกินกว่านั้น
    ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวเป็น 2 1001 01245 29 9 ในทะเบียนบ้าน
    และเมื่อไปทำบัตรประชาชนในภายหน้า

    ประเภทที่ 3 คือ คนไทยและคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
    และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในสมัยเริ่มแรก (คือตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม 2527)หมายความว่า
    บุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
    และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ ที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทย มาตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527
    คนนั้นถือว่าเป็นบุคคลประเภท 3 และก็จะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 3 เช่น
    ส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2501 และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแล้ว
    ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวในทะเบียนบ้าน และบัตรประชาชนเป็น 3 1001 0124529 9

    ประเภทที่ 4 คือ คนไทยและคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้า
    โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชน ในสมัยเริ่มแรก หมายความว่า คนไทยหรือคนต่างด้าว
    ที่มีใบสำคัญคนต่างด้าว ที่อาจจะเป็นบุคคลประเภท 3 คือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดิมอยู่แล้ว
    แต่ยังไม่ทันได้เลขประจำตัว ก็ขอย้ายบ้านไปเขตหรืออำเภออื่น
    ก่อนช่วงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 ก็จะเป็นบุคคลประเภท 4 ทันที เช่น
    ส้มจี๊ดมีชื่ออยู่ในสำนักทะเบียนเขตคลองสาน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501
    ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2527 ส้มจี๊ดก็ขอย้ายบ้านไปเขตดุสิต
    โดยที่ส้มจี๊ดยังไม่ทันได้เลขประจำตัวจากเขตคลองสาน พอแจ้งย้ายเข้าเขตดุสิต
    ส้มจี๊ดก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 4 มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 4 กลายเป็น 4 1001 01245 29 9 ทันที
    แต่ถ้าส้มจี๊ดย้ายจากเขตคลองสานเดิม ไปเขตดุสิต หลังวันที่ 31 พฤษภาคม 2527
    ส้มจี๊ดก็ยังเป็นบุคคลประเภท 3 อยู่ เพราะถือว่าจะได้เลขประจำตัวจากเขตคลองสานแล้ว
    จะย้ายอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนแปลง

    การกำหนดให้บุคคลเริ่มมีเลขประจำตัว 13 หลักในทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชน
    โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2527 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2527
    อันเป็นวันสุดท้าย ของการดำเนินการให้ประชาชน ที่ไม่มีเลขประจำตัวในบัตรหรือทะเบียนบ้าน
    ได้มีเลขประจำตัวจนครบแล้วนั้น ก็เพราะก่อนหน้านี้
    ประเทศไทยยังไม่เคยมีการกำหนดเลขประจำตัวดังกล่าวมาก่อนเลย
    ดังนั้น ช่วงที่ว่าจึงเป็นระยะเวลาจัดระบบให้เข้าที่เข้าทาง
    เพราะหลังจากวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 แล้วทุกคนจะต้องมี เลขประจำตัวเพื่อสำแดงตนว่า
    เป็นบุคคลประเภทใด โดยดูตามเงื่อนไขในแต่ละกรณี ซึ่งมีอีก 4 ประเภท คือ

    ประเภทที่ 5 คือ คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อ เข้าไปในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจ
    หรือกรณีอื่นๆ เช่น ส้มจี๊ดมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเขตดุสิตอยู่แล้ว
    แต่บังเอิญว่าตอนที่มีการสำรวจรายชื่อผู้อยู่ในบ้าน
    เกิดความผิดพลาดทางเทคนิค ทำให้ชื่อของส้มจี๊ดหายไปจากทะเบียนบ้าน
    เมื่อไปแจ้งเจ้าหน้าที่และตรวจสอบแล้วว่าตกสำรวจจริง หรือจะเป็นเพราะกรณีอื่นใดก็ตาม
    เจ้าหน้าที่ก็จะเพิ่มชื่อให้ แต่ส้มจี๊ดก็จะมีหมายเลขในทะเบียนบ้านเป็นบุคคลประเภท 5
    และบัตรประชาชนจะขึ้นต้นด้วยเลข 5 ทันที คือกลายเป็น 5 1001 01245 29 9

    ประเภทที่ 6 คือ ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย
    แต่อยู่ในลักษณะชั่วคราว กล่าวคือ คนที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้สัญชาติไทย
    เพราะทางการยังไม่รับรองทางกฎหมาย เช่น ชนกลุ่มน้อยตามชายแดน หรือชาวเขา
    กลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนบุคคลที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย
    แต่อยู่ชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย
    แม้บางคนจะถือพาสปอร์ตประเทศของตน แต่อาจจะมีสามีหรือภริยาคนไทย
    จึงไปขอทำทะเบียนประวัติ เพื่อให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสามีหรือภริยา
    คนทั้งสองแบบที่ว่า ถือว่าเป็นบุคคลประเภท 6 เลขประจำตัวในบัตรจะขึ้นต้นด้วยเลข 6
    เช่น 6 1012 23458 12

    ประเภทที่ 7 คือ บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย
    คนกลุ่มนี้ในทะเบียนประวัติจะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 7 เช่น 7 1012 2345 133

    ประเภทที่ 8 คือ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย คือ
    ผู้ที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือคนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย
    และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทย ตั้งแต่หลังวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 เป็นต้นไปจนปัจจุบัน
    คนกลุ่มนี้เลขในทะเบียนประวัติจะขึ้นด้วยเลข 8 เช่น 8 1018 01234 24 7

    คนทั้ง 8 ประเภทนี้ จะมีเพียงประเภทที่ 3, 4 และ 5 เท่านั้น ที่จะมีบัตรประชาชนได้เลย
    ส่วนประเภทที่ 1 และ 2 จะมีบัตรประชาชนได้ ก็ต่อเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ทำบัตรประจำตัวประชาชน
    คืออายุ15 ปี แต่สำหรับบุคคลประเภทที่ 6, 7 และ 8 จะมีเพียงทะเบียนประวัติเล่มสีเหลืองเท่านั้น
    จะไม่มีการออกบัตรประชาชนให้

    ต่อไปคือ หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 (เลข 1001 ในตัวอย่างหรือสี่ตัวถัดไปจากตัวแรก)
    จะหมายถึง รหัสของสำนักทะเบียน หรืออำเภอที่เรามีชื่ออยู่ในทะเบียนขณะที่ให้เลข
    ซึ่งก็หมายถึงถิ่นที่อยู่ของเรานั่นเอง กล่าวคือ เลขหลักที่ 2 และ 3 จะหมายถึงจังหวัดที่อยู่
    ส่วนหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงเขตหรืออำเภอในจังหวัดนั้นๆ เช่น ถ้าเขียนว่า 1001
    ก็หมายถึงว่า คุณอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ในเขตดุสิต เพราะ 10๐
    ในหลักที่ 2 และ 3 หมายถึงกรุงเทพมหานคร
    ส่วนเลข 01 ในหลักที่ 4 และ 5 คือรหัสของสำนักทะเบียนเขตดุสิต
    หรือถ้าเขียนว่า 1101 ก็จะหมายถึง อยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ อำเภอเมือง
    เพราะ11 แรกคือ รหัสจังหวัดสมุทรปราการ และ 01 หลัง
    คือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ เป็นต้น

    สำหรับ หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 (เลข 01245 ในตัวอย่าง)
    จะหมายถึงกลุ่มที่ของบุคคลแต่ละประเภทตามหลักแรก (หลักที่ 1)
    ซึ่งทางสำนักทะเบียนในแต่ละแห่งก็จะจัดกลุ่มเรียงไปตามลำดับ
    หรือหากเป็นเด็กเกิดใหม่ในปัจจุบัน เลขดังกล่าวก็จะหมายถึง
    เล่มที่ของสูติบัตร (ใบแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขต>ออกให้) ซึ่งก็คือเลขประจำตัวในทะเบียนบ้านของเด็ก
    ที่แต่ละอำเภอหรือเขตออกให้ และจะไปปรากฎในบัตรประชาชน เมื่อถึงอายุต้องทำบัตรนั่นเอง
    แต่ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์เลขนี้ ก็จะปรากฏอยู่แค่ในทะเบียนบ้านของเด็กเท่านั้นหลักที่ 11 และ 12
    (หมายเลข 29 ในตัวอย่างสมมุติ) จะหมายถึง ลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภท
    เป็นการจัดลำดับว่าเราเป็นคนที่เท่าไรในกลุ่มของบุคคลประเภทนั้นๆ

    หลักที่ 13 (เลข 9 ตัวสุดท้ายในตัวอย่าง) จะหมายถึง ตัวเลขสำหรับตรวจสอบความถูกต้องของเลข
    ทั้ง 12 หลักแรกอีกที

    สำหรับเลขตั้งแต่หลักที่ 6 ถึง 13 นี้เป็นการจัดหมวดหมู่
    และเรียงลำดับบุคคลในแต่ละประเภทของสำนักทะเบียนในแต่ละท้องที่

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *