จารีตประเพณีกับความยุติธรรมในสังคมม้ง

ในวีถีชีวิตของสังคมม้งเรานั้น หากเรียนรู้ให้ดีก็จะพบว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ดีงาม ควรแก่การอนุรักษ์สืบทอด และจารีตประเพณีม้งเราก็มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่อาจบ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของคนม้งในอดีตกาล ซึ่งมีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนมาถึงรุ่นของพวกเรา ณ ปัจจุบันนี้ และช่วยสร้างความภูมิใจในความเป็นม้งของเรา

พวกเราหลายคนคงเคยปฏิบัติตามจารีตประเพณี (Tradition) ของม้งเราอย่างเข้มงวด เพราะจารีตประเพณีนั้นถือว่าเป็นระเบียบแบบแผน เป็นบรรทัดฐานที่กำหนดให้คนในสังคมนั้นๆ ได้สืบทอดปฏิบัติ และหากใครฝ่าฝืนก็อาจถือได้ว่าเป็นความผิด เช่น บุคคลที่แต่งงานแล้ว แต่ยังชอบคบชู้สู่ชาย นอกใจภรรยา สังคมม้งเราถือว่าผิด
แต่ถ้าหากคู่สามีภรรยาที่มีปัญหาเรื่องคบชู้สู่ชาย โดยที่ทั้งสองคนยังไม่ได้ทำการหย่าร้างตามประเพณีหรือกฏหมาย แล้วอยู่ๆ ฝ่ายภรรยาเกิดเสียชีวิตขึ้นมา ฝ่ายสามีหรือฝ่ายญาติของเธอจะต้องรับผิดชอบและจัดการเรื่องพิธีงานศพ แต่หากการไกล่เกลี่ยของเหล่าผู้นำตระกูลแซ่จากสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ โดยที่ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้ามารับผิดชอบศพของเธอล่ะ…จารีตประเพณีปฏิบัติคือปล่อยให้ศพกองไว้อย่างนั้นเหมือนหมาตายข้างถนนหรือไม่?

อย่างกรณีล่าสุดของม้งในสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นอีกคดีฆาตกรรมของสามีภรรยาคู่หนึ่ง เมื่อนางป้าเงี่ย วื่อ วัย 35 ปี ได้หายสาบสูญไปในวันอาทิตย์ที่ 9 มิ.ย. ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาพบศพในโรงเก็บของภายในบ้านพักของนางที่เมืองออลทูน่า รัฐวิสคอนซิน ในวันอังคารที่ 11 เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา
จากการชันสูตรศพพบว่านางป้าเงี่ย วื่อ ถูกรัดคอจนเสียชีวิตและร่างกายส่วนบนของนางยังถูกเผาอีกด้วย โดยผู้ต้องสงสัยนั้นก็ถูกจับกุมได้ในเวลาต่อมา คือนายเย้ง ซ่ง วัย 41 ปี ผู้เป็นสามี ศาลได้ตั้งค่าประกันตัวไว้ทีห้าแสนเหรียญ และหากนายเย้งถูกตัดสินผิดจริง เขาจะถูกจำคุกไปตลอดชีวิต ด้วยข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

หลังจากการชันสูตรศพที่ใช้เวลาไปหนึ่งเดือนเต็ม ทางเจ้าหน้าที่ได้อนุญาตให้สามารถนำศพของนางป้าเงี่ย วื่อ มาทำพีธีกรรมทางศาสนาได้ แต่การไกล่เกลี่ยของทั้งสองตระกูลแซ่ก็เกิดปัญหาขึ้น กลายเป็นข้อพิพาทที่ฝ่ายแซ่ซ่งและแซ่วื่อไม่มาสารถตกลงกันได้ และแต่ละฝ่ายต่างไม่ยอมจัดงานศพให้นางป้าเงี่ย
โดยญาติฝ่ายสามีปฏิเสธที่จะจัดงานศพตามข้อเรียกร้องที่ฝ่ายแซ่วื่อต้องการ ด้วยการจัดงานศพเป็นเวลาสี่วันโดยที่งานศพต้องเป็นไปอย่างเหมาะสม ทั้งต้องยอมเสียค่าปรับไหม 1200 เหรียญให้แก่ฝ่ายแซ่วื่อ และด้วยเหตุผลตามจารีตประเพณีที่นางป้าเงี่ยเคยแยกทางกับนายเย้งแล้ว ถือว่าทั้งสองคนขาดจากความเป็นสามีภรรยา อีกทั้งยังเคยมีประวัติคบชู้สู่ชาย นำความอับอายสู่ฝ่ายครอบครัวแซ่ซ่ง

ส่วนทางด้านญาติฝ่ายหญิงก็ไม่รับศพเช่นกัน ด้วยเหตุผลตามจารีตประเพณีที่นางป้าเงี่ยนั้นถือว่าเป็นลูกสะใภ้ของฝ่ายแซ่ซ่งเพราะยังไม่ได้ทำการหย่าร้างตามประเพณีธรรมเนียม และคนของแซ่ซ่งก็เป็นคนฆ่านาง ดังนั้นฝ่ายญาติทางแซ่ซ่งควรรับผิดชอบศพของนาง โดยที่ฝ่ายแซ่วื่อจะมาช่วยเหลือและร่วมงานศพตามธรรมเนียมปฏิบัติ

ข้อพิพาทของสองครอบครัวที่ลากยาวเป็นเดือน แต่หาข้อสรุปไม่ได้ว่าฝ่ายใดจะออกมารับผิดชอบเรื่องงานศพให้นางป้าเงี่ย วื่อ จนองค์กรการกุศลเพื่อสตรีในเมืองวอซอ (The Women Community in Wausau) ได้ออกมาขอรับศพไว้ในความอนุเคราะห์เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาคริสต์ โดยมีกำหนดการฌาปณกิจศพในวันที่ 1 สิงหาคม งานศพของนางป้าเงี่ย วื่อ จะจัดอย่างเรียบง่ายและฝังศพของนางที่เมืองวอซอ ในรัฐวิสคอนซิน

ข้อพิพาทกรณีศพของนางป้าเงี่ยได้เกิดเสียงวิพาษ์วิจารณ์มากมายต่อทั้งสองฝ่ายผ่านสื่อวิทยุและโซเชียลมีเดีย ทั้งสองฝ่ายก็ได้นำเรื่องนี้เข้าสู่สภา18 ตระกูลในรัฐวิสคอนซิน (Hmong WI 18 Clan Council) ซึ่งได้จัดการประชุมด่วนในวันที่ 27 ก.ค. ที่เมืองกรีนเบย์ เพื่อหวังว่าจะช่วยยุติข้อพิพาทและหาทางออกให้ทั้งสองครอบครัว

ข้อพิพาทเรื่องศพของนางป้าเงี่ยครั้งนี้ ส่งผลให้มีผู้หญิงม้งกลุ่มหนึ่ง นำโดยนางมอ ค้าง ได้ปลุกสตรีม้งให้ลุกขึ้นมาประท้วง เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม ความเสมอภาค และให้เห็นคุณค่าของความเป็นชายหญิงม้งที่เท่าเทียมกัน ทั้งยังมีการเรียกร้องให้สภา18 ตระกูลต้องแก้ไขจารีตประเพณีเรื่องงานศพที่มีการเลือกปฏิบัติระหว่างชายหญิงม้ง ความไม่เท่าเทียมของชายหญิงม้ง และพวกเขายังเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้จารีตประเพณีมีความชอบธรรมตามกฎหมาย ความยุติธรรมและสิทธิเสรีภาพของสังคมม้ง

เช่นเดียวกับนางมอ ค้าง ยังกล่าวอีกว่า กรณีศพของนางป้าเงี่ยนั้นสังคมม้งสามารถช่วยได้ แค่คนละไม้คนละมือก็สามารถจัดงานศพได้แล้ว แต่การเอาศพมาทำเป็นการเมือง แล้วสู้กันเพื่อหวังจะเอาชนะอีกฝ่ายท่าเดียว มันไม่ยุติธรรม

ที่ประชุมสภา18 ตระกูลได้มีข้อเสนอให้ครอบครัวฝ่ายแซ่ซ่งเสียค่าปรับไหมจำนวน 1200 เหรียญ และจัดการเรื่องงานพิธีส่งดวงวิญญาณทั้งหมด เพื่อให้ทั้งสองตระกูลแซ่กลับมารักใคร่สามัคคีและสานสัมพันธ์ด้านเครือญาติของทั้งสองฝ่าย

ถึงแม้สังคมอื่นจะเข้ามาเป็นเจ้าภาพจัดงานศพให้ และดวงวิญญาณนางป้าเงี่ย วื่อจะได้ไปสู่สุขคติเสียที แต่อย่าลืมว่ากรณีนี้ได้กลายเป็นเรื่องน้ำผึ่งหยดเดียวไปแล้ว เพราะสังคมม้งต้องคิดให้ดีแล้วว่าจะสืบทอดอย่างนี้ต่อไปหรือจะทำการเปลี่ยนแปลง แต่คำถามคือ สังคมม้งรู้จักใช้จารีตประเพณีที่ดีงามไปในทางที่ถูกต้องเพื่อความเท่าเทียมยุติธรรมหรือไม่ คุณต้องนำไปคิดต่อเอง …

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *