ฉันไม่ใช่ NGO
ฉันมักถูกเรียกให้ไปเป็นผู้ไกล่เกลี่ยคดีความกรณีพี่น้องชาวม้งถูกจับ เนื่องจากไม่มีบัตรประชาชน ขับรถโดยไม่มีใบขับขี่ รวมถึงออกนอกพื้นที่ควบคุม ทั้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและพี่น้องม้งเองบ่อยมาก และได้รับการร้องเรียนจากเยาวชนม้งว่า พ่อแม่ลงมามอบตัวเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยก่อนหน้า ซึ่งได้รับสัญชาติเรียบร้อยแล้ว แต่พวกตนลงมามอบตัวทีหลังไม่สามารถมีสัญชาติได้ ซึ่งรวมถึงส่วนหนึ่งที่มีบัตรบุคคลพื้นที่สูงมาเป็นเวลานานแล้วยังไม่สามารถขอสัญชาติได้ ทำให้ไม่สามารถขอมีใบขับขี่ได้ แต่ต้องเดินทางเข้าเมือง และถูกจับ - ปรับเป็นประจำ บางคนมีใบเสร็จปรับนับหลายสิบใบ ยามเจ็บป่วยไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลฟรีเช่นคนอื่น ฉันจึงทำหนังสือไปยังกรมการปกครองในนามของพวกเขา แต่ไม่ได้รับการตอบกลับว่าทางกรมการปกครองจะมีแนวทางอย่างไร
ปัญหาเดิม ๆ ยังมีเป็นรายวันจนบางคนมีหลักฐานที่ฉันคิดว่าสมควรได้รับสัญชาติ ฉันพาเขาไปหาปลัดอำเภอ และพูดถึงความจำเป็น เพราะเด็กกำลังศึกษาระดับ ม.ปลาย ต้องไปเรียนต่อ กลัวเด็กไร้สัญชาติจะไม่ได้รับสิทธิในด้านการศึกษา ปลัดอำเภอตะคอกฉันว่า “คุณเป็นพวก NGO หรือไง…” ฉันงงว่าต้อง NGO หรือ ถึงจะเอื้อมมือเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ หากฉันไม่ใช่…ฉันไม่มีสิทธิยื่นมือช่วยใช่ไหม…. แต่ฉันทนไม่ได้ที่เห็นพวกเขาไร้สิทธิไร้เสียง ฉันตัดสินใจพาตัวแทนชาวบ้านเข้าพบนายอำเภอ ซึ่งขณะนั้น คือ ท่านนิธิพัฒน์ เสนาะดนตรี หลังเจรจาแล้วนายอำเภอได้นัดขึ้นไปพบประชาชนในเวลาต่อมา ร่วมกับฉันและเจ้าหน้าที่จากศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา คือพี่ก่อเกียรติ ไพรสิงห์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง
ในวันนั้นนายอำเภอได้เซ็นต์ชื่อกำกับในทะเบียนสำรวจบุคคลพื้นที่สูงให้กับผู้ที่พ่อแม่ได้สัญชาติก่อนหน้าสามารถนำลายเซ็นต์ของท่านนายอำเภอ ไปขอสัญชาติและถ่ายบัตรประชาชนได้ที่ฝ่ายทะเบียน อำเภอหลายสิบราย ส่วนที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน จะมีการพิสูจน์ และต่อมาส่วนที่มีบัตรบุคคลพื้นที่สูงสามารถขอมีสัญชาติไทยได้เกือบหมด
เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2548 ส่วนพวกเราชาวม้งผู้ได้รับการศึกษาจะมากหรือน้อยก็ตาม แม้ไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องแต่โอกาสอำนวย อยากขอให้ใช้โอกาสนั้นให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ด้อยโอกาสของเราที่ไร้การเหลียวแล ให้ได้รับการเหลียวแลบ้าง แม้ใครจะมองว่าเราไม่เกี่ยวข้อง และอาจจะเป็นการเสือ…. ด้วยซ้ำก็อย่าได้สนใจ เรายกโทษและอภัยให้กับกลุ่มคนไร้มารยาทและไร้น้ำใจเหล่านั้นเสีย สังคมม้งเราจะได้มีสิทธิมีเสียงแม้ไม่เท่าชนอื่นก็ตามให้เขาก้าวไปข้างหน้าได้บ้างก็ดีที่สุดแล้ว



ผมเคยทำงาน NGO เข้าออกงานตามเวลา อย่างเก่งก็แค่การเรียกร้องเล็กๆ น้อยๆ ที่เห็นว่าจำเป็นสำหรับกลุ่มคนที่เราให้ความช่วยเหลืออยู่ ไม่ได้โลดโผนอย่างพี่โดมดอย ผมจึงยืนยันได้ว่า ไม่จำเป็นต้องเป็น NGO ก็สามารถทำงานเพื่อสังคมได้ครับ
ผมอยากเสดงความความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่า
กรณีที่พี่น้องม้งของเราไม่มีบัติอะไรทำนองนี้
อย่างพี่โดมดอยนี่เคยทำงานช่วยสังคมมานาน
ผมเองที่จริงแล้วก็อยากทำงานอย่างนี้บางนะ
แต่ผมเคยได้ยินมากับหูว่าพี่น้องที่จะได้รับสัญชาตินั้น
บางทีต้องมีลายเซ็นจากผู้ใหญ่บ้าน
หรือข้าราชการหรือพูดง่ายๆๆคือต้องมีคนที่พอเชื่อถือได้
เซ็นรับรองสิทธิ์อย่างที่เขามาขอความช่วยเหลือจากพี่โดมดอยให้ช่วยเหลือ
ผมเคยได้ยินมาว่ามีพี่น้องม้งแถวหนึ่งที่คนม้งกันเองที่เป็นราชการเป็นผู้ใหญ่ กำนัน
ไม่ยอมเซ็นเพราะเขาให้เหตุผลว่าม้งไม่รู้จักบูญคุณจึงไม่เซ็ฯ
และบางทีจึงกับไม่มีใครช่วยจนต้องให้พระสงฆ์องค์เจ้าเซ็นให้
จึงจะได้สัญชาติมา และพี่น้องม้งของเราชอบเวลามีเรื่องกันเองเขาบอกว่า
คนม้งเก่งมากเลยทีเดียวเลย
แต่เรื่องราวปัญหาที่เกิดกับคนต่างถิ่น มีเหมือนทุกคนกลายเป็นคนกระจอก
บ้าใบ้ไปหมดไม่ยอมช่วยเหลือกันเลย
ดังนั้นผมคิดว่าควรแล้วที่พี่น้องม้งที่มีการศึกษาความมาช่วยกัน
เป็นกระบอกเสียงเป็นหูเป็นตาช่วยพี่น้องม้งที่ขาดการศึกษาและคนที่เก่งในเผ่า
แต่นอกเผ่าเป็นใบ้สักงั้ง
หรือว่าเพราะเหตุใด
พี่โดมดอยครับ
ผมอยากให้พี่เขียนบทความสักบทความเกี่ยวกับ
ม้งที่สท้อนให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของม้ง
ว่านิสัยและวิสัยทัศน์ม้งมันเป็นอย่างไรครับ
พี่editerครับไม่รู้เป็นอะไร
ทำมันผมpostแล้วมันขึ้นอยู่นะ
แต่พอมาเปิดดูมันก็หายไป
ผมอยากให้พี่แก้ไขครับ
เพราะทุกคนที่มาเสดงความคิดเห็นที่นี่ล้วนแต่
มีเจตนาที่จะช่วยกันสร้างสังคมม้งดังนั้น
ทุกข้อความมีค่าและเป็นประโยชน์แก่ชาวม้ง
เด็กน้อยๆไม่ได้แจ้งเกิด เพราะพ่อแม่ไม่มีสัญชาติ
หนุ่มสาวม้งขาดโอกาสทางการศึกษาในระดับสูงเหตุหนึ่งเพราะเรื่องสัญชาติ
ผู้ใหญ่ม้งทำผิดกฎจราจรเพราะไม่มีใบขับขี่(เพราะสัญชาติไม่มี ขับขี่เลยไม่มี)
ถือเป็นการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมที่ดีนะคะ หนูคิดว่าคุณพี่โดมดอยเป็น NGOนะ
เพราะเสียงคุณพี่โดมดอยแม้จะเป็นเสียงเดียว แต่ทำงานเหมือนเป็นองค์กรอิสระเลย NGO
(Non government Organization)
ถือว่าเป็นNGOม้งละกันน้อ
เป็นกำลังใจในการร่วมด้วยช่วยกันพาสังคมม้งไปข้างหน้า สู่ความทัดเทียมและถูกต้องในสังคมนะคะ
ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณโดมดอยเป็นอย่างดีเลยแหละ เพราะผมเคยผ่านเรื่องราวการขอสัญชาติมาแล้ว ไม่ใด้ขอให้คนอื่นหรอกขอให้ตัวเองนั่นแหละ ก็อย่างว่าละนะ ยอมให้เค้าตะคอกอย่างเดี่ยวแล้วเมื่อไหร่จะได้สัญชาติละโดนบ่อยๆเข้า ผมชักเหลืออดแล้วนะ เลยตะคอกกลับไปบ้าง ไม่ใช่ที่อำเภอนะ แต่ไปถึงผู้ว่าเลย (ผมตะตอกอย่างสุภาพด้วยการเขียนจดหมายร้องเรียนน่ะ…อิอิ)ไปอำเภออีกทีก็กลายเป็นคนสำคัญของเจ้าหน้าที่อำเภอไปเลย ทีนี้ ไม่เกินปีก็ได้สัญชาติมาอย่างสมใจ เอามาขึ้นหิ้งบูชามันอยู่เนียยยย….อิอิ เวรกำเจ่งๆๆ….
ความเห็นส่วนตัว________สำหรับเรื่องการช่วยเหลือกันผมว่าพี่น้องม้งเราทำได้ดีคับ ไม่แพ้ชนกลุ่มใดในโลกเพียงแต่ม้งเราขาดแรงหนุ่นจากชนม้ง…ทุกคนเท่านั้น
______ยกตัวอย่างง่ายๆที่ใกล้ตัว และมองภาพได้ชัด เช่น งานอมงคลหรืองานศพ พี่น้องม้งเราให้ความช่วยเหลือได้ดี เหลือล้นด้วยซ้ำไป
ดังนั้น พวกเราน่าจะเอาแบบอย่างนี้มาปรับใช้กับงานต่างๆด้านอื่นๆมั่ง คงจะดีไม่น้อย
แต่ทุกวันนี้งานการกุศลและให้ความช่วยเหลือ ม้งเราไม่เกิดเปงรูปธรรม มีน้อยนั้น
อาจเพราะว่า พวกเราส่วนหนึ่ง ยังปากกัดตีนถีบกับการดำรงชีพของตัวเองอยู่
กับอีกฟากหนึ่ง คนมีอันจะกิน(ฐานะดี)อาจเพาะว่าพวกเค้ายังมองไม่เห็นความสำคัญ
มันยังเปงภาพที่ห่างไกลการเข้าถึง งานการกุศล เพราะทุกอย่างมันต้องได้มาจากใจ
“ต้องสมัครใจ” ถึงจะเกิดขึ้นได้
การทำงานของคนมาอาสา ต้องมีองค์กร(ชมรม)เพื่อรองรับพวกเค้าและเป้าหมายที่จะเดินไป
อย่างน้อยๆควรจะต้องมีค่าตอบแทนให้กะคนมาอาสาช่วยเหลือ เพื่อค่าใช้จ่ายเล็กๆน้อยๆ
” เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง ” ผมเข้าใจว่าคนที่อาสา เรื่องค่าตอบแทน
ไม่ใช่เป้าหมายหลักแต่ ควรมีเพื่อความคล่องตัวในการทำงานเล็กๆน้อยๆ
….ทุกวันนี้ ต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่า พี่น้องม้งเราเรียนจบสุงๆไม่ใช่น้อย และที่
มีธุระกิจน้อยใหญ่ ก้อไม่มากมาย พร้อมที่จะให้ได้ ถ้าพวกเค้า ” เข้าใจ ” เข้าถึง
ทุคนที่มีองค์ความรู้ บัณฑิตม้งต่างๆหลากหลายสาขา แทบจะครบทุกสาขาแร้วด้วย
สามารถนำมาเปงทีปรึกษาให้องค์กรได้ ถ้าพวกเค้ารักการกุศลช่วยเหลือ
….คนละเล็ก ละน้อยเพื่อสังคมม้ง คิดว่าอณาคตพี่น้องม้งสามารถมีองค์กรม้งอาสาเล็กๆ
ให้ความช่วยเหลือ พวกเราม้งด้วยกันได้แน่นอน มันก็ไม่ยากและไม่ง่ายยยยยย…?
ก็หลายหน แม้ จนท.สงเคราะห์ชาวเขา ไปเองก็หลายหน เห็นบอกพี่นะ….แต่ไม่พิจารณา พี่เลยมาลุยด้วย พาตัวแทนที่เดือดร้อนมาด้วย นายอำเภอก็มาใหม่ ท่านดีมาก แต่ปลัดแย่…..หากช่วยม้ง…อย่าหวังผลตอบแทน จะเจ็บใน แต่เราช่วยคือช่วย สลึงไม่เคยเห็นและไม่เคยได้ เขาละอายหรือเปล่าไม่ทราบนะ แต่ให้เขาหายทุกข์เราได้บุญ..อิ่มใจ สบายใจ พอแล้วอย่าหวังว่าต้องนำเงินมาให้….ต้องเคารพเรา …มีอะไรกินต้องนึกถึงเรา…..อย่าคิด…สบายใจจ้ะน้อง ๆ
มาตรฐานชีวิตของคนไร้สัญชาติ
(****คัดลอกจาก:คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน
ด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ)
1)แนวทางข้อกำหนดด้านสิทธิทางสังคมและการคุ้มครองสิทธิ คนไร้สัญชาติควรได้รับการส่งเสริมสวัสดิภาพและคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเรื่องการคุ้มครองสิทธิ การคุ้มครองสิทธิ ในที่นี้หมายถึง
1.คนไร้สัญชาติที่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร มีสิทธิอาศัยอย่างน้อยเป็นการชั่วคราวในประเทศไทย
2.คนไร้สัญชาติจะต้องไม่ถูกส่งกลับไปนอกราชอาณาจักรไทย โดยไม่สมัครใจ หรือถูกส่งกลับไปรับความยากลำบาก หรือความตาย
3.ได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยจากการทำงาน ไม่ถูกเอาเปรียบเกี่ยวกับการทำงาน
4.ได้รับการปกิบัติในการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียมกับบุคคลอื่นในสังคม โดยไม่มีการละเมิดและถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
5.สามารถเดินทางไปรับบริการการศึกษา การรักษาพยาบาลได้เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป
คนไร้สัญชาติควรได้รับการส่งเสริมสวัสดิภาพและคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเรื่องสถานภาพบุคคลทางกฎหมาย สถานภาพบุคคลทางกฎหมาย ในที่นี้หมายถึง
1.บุคคลที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยที่มีเชื้อสายไทย แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาทางสถานะทางกฎหมาย มีโอกาสได้รับการพิจารณาให้สัญชาติไทย
2.บุตรของบุคคลที่มีเชื้อสายไทย ที่เกิดในประเทศไทย ได้รับสัญชาติไทย
3.บุคคลที่มีชื่ออยู่ในระบบการทะเบียนราษฎร ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยติดต่อกันเป็นเวลานานไม่ต่ำกว่า 10 ปี จนกลมกลืนกับสังคมไทยและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทาง มีโอกาสได้รับการพิจารณาสถานะเป็นบุคคลต้างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีโอกาสได้รับการพิจารณาให้ได้สัญชาติไทย
4.บุคคลที่เกิดและอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่มีสถานะทางกฎหมาย และศึกษาสำเร็จในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ได้รับการพิจารณาได้สัญชาติไทย
5.บุคคลที่เกิดและอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่มีสถานะทางกฎหมาย และยังไม่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ได้นำเข้าสุ่กระบวนการพิจารณากำหนดสถานะทางกฎหมาย
6.บุคคลที่ขาดบุพการี หรือบุพการีทอดทิ้งตั้งแต่วัยเยาว์ และมีชื่ออยู่ในระบบการทะเบียนของทางราชการ และอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี จนกลมกลืนกับสังคมไทยและมีคุณสมบัติอื่นๆ ตามหลักเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนดได้รับการพิจารณาให้สัญชาติไทย
7.บุคคลที่ขาดบุพการี หรือบุพการีทอดทิ้ง ที่ได้รับสถานะเป็นบุตรบุญธรรมตามคำสั่งของศาล เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย ได้รับสัญชาติไทย
8.บุคคลที่มีผลงาน/ความรู้ความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศในด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการกีฬา รวมทั้งด้านอื่นๆ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นสมควรได้รับการพิจารณาให้ได้สัญชาติไทย
9.บุตรของคนไร้สัญชาติที่เกิดในประเทศไทย ได้รับการแจ้งเกิดและได้รับสูติบัตร ซึ่งเป็นเอกสารแสดงการเกิด
2)แนวทางข้อกำหนดทางสังคมต่อไร้สัญชาติ มีการกำหนดมาตรฐานไว้ ดังนี้ คนไร้สัญชาติควรได้รับการส่งเสริมสวัสดิภาพและคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเรื่องการเข้าถึงบริการ การเข้าถึงบริการ ในที่นี้หมายถึง
1.คนไร้สัญชาติสามารถเข้าถึงกองทุนสวัสดิการด้านการศึกษาในชุมชน กองทุนส่งเสริมการประกอบอาชีพในชุมชน กระบวนการยุติธรรม
2.สามารถไปใช้บริการจากภาครัฐ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมที่ชุมชนและสังคมจัดขึ้น
คนไร้สัญชาติควรได้รับการส่งเสริมสวัสดิภาพและคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเรื่องการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมในที่นี้หมายถึง คนไร้สัญชาติได้รับโอกาสเป็นสมาชิกและมีส่วนร่วมในชุมชน คนไร้สัญชาติควรได้รับการส่งเสริมสวัสดิภาพและคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเรื่องภูมิปัญญาและวัฒนธรรม ภูมิปัญญาและวัฒนธรรม ในที่นี้หมายถึง คนไร้สัญชาติ/ครอบครัว มีโอกาสถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ คนไร้สัญชาติควรได้รับการส่งเสริมสวัสดิภาพและคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเรื่องการบริโภคข้อมูลข่าวสาร การบริโภคข้อมูลข่าวสารในที่นี้หมายถึง
1.คนไร้สัญชาติรับทราบข้อมูลข่าวสารและแหล่งบริการต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชนและภายนอกชุมชน
2.รับทราบและเข้าใจถึงวิธีการไปใช้สิทธิและบริการที่มีอยู่ตามความต้องการคนไร้สัญชาติ
3.มีส่วนร่วมในการให้ข้อมุลข่าวสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแก่คนในชุมชน หน่วยงานและสังคม มีฐานข้อมูลชุมชนที่เป็นประโยชน์ในการมาใช้บริการ หรือการมาขอรับความช่วยเหลือ
3)แนวทางข้อกำหนดด้านความมั่นคงในการดำรงชีวิต มีการกำหนดมาตรฐานไว้ ดังนี้ คนไร้สัญชาติควรได้รับการส่งเสริมสวัสดิภาพและคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเรื่องสุขภาพ สุขภาพ ในที่นี้หมายถึง คนไร้สัญชาติสามารถเข้ารับบริการด้านสุขภาพจากสถานพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย ได้รับการดูแลและรับผิดชอบการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยจากการทำงานจากนายจ้าง คนไร้สัญชาติควรได้รับการส่งเสริมสวัสดิภาพและคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเรื่องที่อยู่อาศัย
ที่อยู่อาศัย ในที่นี้หมายถึง คนไร้สัญชาติและครอบครัว มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง โดยมีถิ่นที่อยู่/ทะเบียนบ้าน หรือทะเบียนประวัติ(ตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง)
4)แนวทางข้อกำหนดด้านการศึกษา มีการกำหนดมาตรฐานไว้ ดังนี้ คนไร้สัญชาติควรได้รับการส่งเสริมสวัสดิภาพและคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเรื่องการศึกษา
การศึกษา นี้หมายถึง บุตรคนไร้สัญชาติได้รับการศึกษาจนสำเร็จขั้นพื้นฐาน และต้องได้รับหลักฐานทางการศึกษา(ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.2548) สถานศึกษาในชุมชนที่มีคนไร้สัญชาติ เปิดโอกาสให้(ไม่ปิดกั้น)บุตรของคนไร้สัญชาติได้เข้าเรียน
ปัญหาบุคคลไร้สัญชาตินั้น ไม่ใช่ปัญหาของคนม้ง หากแต่เป็นปัญหาของประเทศไทย ที่ทางรัฐบาลไทยจะต้องมีความจริงใจที่จะแก้ไขในเรื่องนี้ ..แต่อย่างที่รู้ๆ กัน คนไร้สัญชาติสู้ตายแล้วเกิดใหม่ ยังมีโอกาสได้สัญชาติมากกว่ามานั่งรอรัฐบาล (โดยเฉพาะรัฐบาลที่จริงใจ)
เมื่อคนส่วนใหญ่ของเราขาดโอกาศในการร่ำเรียน….
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คนที่พอจะมีการศึกษาควรที่จะหันหลังกลับไปมองและช่วยเหลือ…
ตามกำลังของแต่ละคน..โดยเฉพาะการติดต่อกับหน่วยงานราชการ…
**แต่ก็จริงนะที่คนม้งส่วนใหญ่พอมีปัญหาระหว่างคนม้งด้วยกันต่างคนต่างเก่งไม่ยอมกันปัญหาใหญ่โตขนาดใหนก็ไม่ยอมต้องสู้ให้ถึงที่สุด แต่พอมีปัญหากับคนพื้นราบก็ยอมแม้รู้ว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกก็ตาม
ก็ไม่กล้าที่จะต่อสู้แต่กลับยอมถอยเพียงเพราะไม่มีความรู้**
หนุ่มเข็กน้อยพูดถูก….เพราะเราทำงานอยู่ใกล้ม้ง รับรู้มาเยอะ พวกกันเองชวนตีชวนต่อย พอกับไทยพื้นล่าง เรายุให้เอาความกลับหนี ไม่ยอมทั้งที่ตัวถูก….น้องพูดมาถูกต้อง แม้คดีความ…เห็นตำรวจยิงพ่อตัวเองตายต่อหน้าเรายุให้แจ้งความ…แจ้งสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ…นิ่ง แล้วเงียบ เราทวงถาม..บอกกลัวตาย เราบอกตัวตาย1 เราเอาผิดเขาได้ ที่เขาไม่ไปฆ่าม้งอีก 100 คุ้มนะ…เขาตอบว่าไม่ครับ ยังไม่อยากตาย…ก็ถูกของเขานะ…..มีชีวิตอยู่ก็อยากรวย อยากมี อยากได้ แต่ไม่อยากตาย ธรรมดาของโลก ซ้าธุ….
น้อง คนหลงมา….(พี่โดมดอยครับผมอยากให้พี่เขียนบทความสักบทความเกี่ยวกับม้งที่สท้อนให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของม้งว่านิสัยและวิสัยทัศน์ม้งมันเป็นอย่างไรครับ)….เอ้อ…ครือ….จะไม่อยากว่าอ่ะนะ คนดีก็มี ก็จะเขียนแต่คงไม่อยากสะท้อนทั้งหมด คอยติดตามอ่านเรื่องต่อ ๆ ไปนะ เพราะที่ช่วยตลอด พอไม่ว่าง ไม่ได้ช่วย กลายเป็นว่า….ก็เราไม่มีเงินให้น่ะสิ…หรือเราไม่ใช่แซ่เดียวกับเขาน่ะ เขาจึงไม่ช่วย….เป็นงั้นไป ..พระเจ้าจ๊อดเข้าใจเราดีกว่าม้งด้วยกันอีก
ผมทำงานกับองค์กร NGO โดยตรงและรับเด็กกำพร้า เด็กยากจน และผลักดันเรื่องสิทธิมนุษยชนมาตลอด แม้ไม่นานนัก ก็เห็นได้ว่า คนม้งเรายังได้รับการบริการที่อยู่ในระดับล่างมากจากหน่วยงานราชการ ถูกปลัดอำเภอตะคอกบ่อยๆ ซึ่งไร้มารยาทมาก พี่น้องม้งที่มีการศึกษา ก็ขอร่วมเป็นแรงผลักดันด้วยแล้วกัน เพราะ เจ้าหน้าที่รัฐ กับ คนม้งเรา เป็นคนเหมือนกัน สิทธิความเป็นคน ไม่ได้ต่างกันไปเลยแม้แต่น้อย ร่วมมือกันครับ
บางครั้งก็เป็นเรื่องยากเป็นเรื่องต้องคิดมากๆสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐเลยทีเดียวในการออกสิทธิบัตรต่างๆให้กับผู้คนที่เรียกร้องสิทธิ ไม่ว่าในเรื่องใด กับกลุ่มเผ่าใด ผมเป็นคนเชียงใหม่เลยอยากจะขอยกตัวอย่างในเชียงใหม่ หากช่วงเช้าๆ ท่านเดินไปแถวหลังราชภัฐเชียงใหม่ หรือ ในงานฤดูหนาว โรงงาน หรือแม้แต่บนดอยต่างๆ ตามไร่ตามสวน ก็อาจพบได้ว่าแรงงานส่วนใหญ่ มักไม่ใช่คนไทยแล้ว และทุกครั้งที่มีการประกาศออกสิทธิบัตรให้ ก็จะพบว่ามีประชากรแอบแฝงเข้ามาจำนวนเยอะมาก
คงเป็นเรื่องที่ละเอียดครับ ไม่งั้นปัญหาต่างๆ อาจตามมาสร้างความเดือดร้อนให้กับ ประชาชนคนไทยได้ ผมมีโอกาศได้ไปเที่ยวใน หลายประเทศ และก็พบว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ในประเทศไทยนั้นมีอรรถยสศัยดีกว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐในประเทศอื่น ๆ เยอะมากทีเดียว ผมคิดว่า เหตุผลด้วยหลักฐาน น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ครับ
ขอเป็นกำลังใจให้คุณโดมดอย ครับ
เห็นด้วยกับคุณปลายฟ้า การที่เจ้าหน้าที่จะทำอะไร ก็ต้องอาศัยหลักฐาน กฏหมาย ไม่ใช่จากความรู้สึก การบอกเล่า ถ้าทำผิด เจ้าหน้าที่ก็ต้องรับผิดชอบ (น่าเห็นใจนะ)
แต่ถึงอย่างไร ผมก็อยากให้พี่น้องม้งเรา ที่อยู่ในเมืองไทยถูกต้องตามกฏหมาย ได้รับสัญชาติไทยทุกคน
จริงๆแล้วช่างเขาเถอะ อย่าซีเรียสเลยคุณโดมดอย
เพื่อนเป็นครูดอยตั้งใจทำงานมากเสียสละสอนเด็กๆมา10กว่าปี จากหมู่บ้านม้งยากจนเพื่อนขอทุนจากพี่น้องม้งในสหรัฐมาช่วยจนมีห้องเรียนดีๆ แต่สุดท้ายถูกสั่งย้ายไปที่ยากจนกว่านั้นอีก และให้ครูไทยมาอยู่แทน ทั้งที่ครูไทยคนนี้เคยเป็นเพื่อนกับครูม้ง ซึ่งตอนแรกเขาขอย้ายไปในตัวเมืองให้เหตุผลว่าลำบาก ครูไทยบอกเพื่อนครูม้งว่า”เงินที่กู้มาสร้างโรงเรียนจ่ายให้หมดก่อนค่อยไปนะ ถ้าเธอไปอยู่ที่กันดารขี้เกียจตาม” ครูม้งบอกฉันว่าทำไมครูไทยถึงใจดำได้เช่นนั้น ทั้งๆที่เธอเคยช่วยเหลือครูไทยคนนี้ตลอด เช่นครูไทยทำงานในเวอร์ไม่ได้เธอก็ช่วยเสมอ ฉันก็เลยบอกว่า “เธอก็ทำเหมือนฉันซิ ตอยเรียนมหาลัย เพื่อนคนไทยคนหนึ่งตอแหลมากต่อหน้าพูดดีๆ ลับหลังนินทาว่าเราอิดอย วันหนึ่งฉันจึงแก้เผ็ดมันลอกการบ้านฉัน พิมพ์อักษรตัวใหญ่สีแดง ว่า “ลอกการบ้าน ของไช” วันนั้นเขาอายไม้กล้าสู้หน้าเพื่อน