ชะตากรรมผู้อพยพ เมื่อท่อน้ำเลี้ยงตีบตัน

ข่าวจาก นสพ.ไทยรัฐ ฉบับประจำวันที่ 17 กรกฎาคม 2552

กองทัพเดินด้วยท้องฉันใด ค่ายผู้หนีภัยต้องใช้งบประมาณฉันนั้น

สำหรับ ชาวม้งบ้านห้วยน้ำขาว หรือมักเรียกกันว่าม้งลาว ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เดิมมีกว่า 7,000 คน ปัจจุบันเหลือประมาณ 3,000 คน

กอง ทัพ ไทยขีดเส้นตายให้ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2552 เป็นวันสุดท้าย ของการส่งกลับประเทศลาว แต่ในความเป็นไปได้ จะทำได้แค่ไหน ต้องรอดูกันต่อไป

ม้งห้วยน้ำขาว เมื่อเทียบกับจำนวนผู้หนีภัยสงครามจากประเทศพม่า มีจำนวนต่างกันมาก และเงาของความต่างนั้นคือ “ภาระและปัญหา” ที่ต้องแบกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ด้วยเหตุผลทางด้านมนุษยธรรม

ผู้ลี้ภัยจากพม่ามีกว่า 140,000 คน

เดิม กระจายอยู่ในค่ายกว่า 10 แห่ง ปัจจุบันเหลือ 9 แห่ง อยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน 4 ค่ายคือ ค่ายบ้านใหม่ยายสอย อำเภอเมือง ค่ายแม่สุรินทร์ อำเภอขุนยวม ค่ายบ้านแม่ละอูน อำเภอสบเมย และค่ายแม่ลามะหลวง อำเภอสบเมย

อยู่ในจังหวัดตาก 3 ค่ายคือ ค่ายบ้านอุ้มเปี้ยมใหม่ อำเภอพบพระ ค่ายแม่หละ อำเภอท่าสองยาง และค่ายนุโพ อำเภออุ้มผาง อยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี 1 แห่งคือ ค่ายบ้านต้นยาง อำเภอสังขละบุรี และอยู่ในจังหวัดราชบุรี 1 แห่งคือ ค่ายถ้ำหิน อำเภอสวนผึ้ง

ชีวิตในค่ายอพยพหล่อเลี้ยงด้วยข้าว ปลาอาหารจากองค์กรช่วยเหลือจากนานาชาติ ทางการไทยส่วนใหญ่เป็นเพียงผู้ให้พักพิงเท่านั้น อาหารที่เดินทางเข้าค่ายตัวอย่างเช่น ข้าวหัก แป้ง ถั่วเขียวซีก วิตามินรวม ปลาร้า เกลือไอโอดีน น้ำตาล น้ำมัน และพริกแห้ง เป็นต้น

กลิ่น ปลาร้าหอมๆ ในปี พ.ศ.2553 จำเป็นต้องลดลง เพราะท่อน้ำเลี้ยงใหญ่ คือ ยูเอ็น และสหภาพยุโรปจะลดความช่วยเหลือ ด้วยเหตุผลว่า แม้จะส่งเสียให้มากน้อยเพียงใด ก็ไม่มีแววสิ้นปัญหา ส่วนประเทศที่รับผู้หนีภัยสงครามไปพำนักอาศัยอย่างอเมริกา ยิ่งเพิ่มวันยิ่งลดจำนวนลง ทำให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นมา

นั่นคือ เมื่อผู้ช่วยเหลือลดความช่วยเหลือ ผู้หนีตายจากประเทศพม่าที่อยู่ในค่ายจะทำอย่างไร

ต้องหนีเสือสงคราม มาปะจระเข้ความอดอยากหรือไม่

เมอร์ริว สมิทธ ประธานยูเอสซีอาร์ไอ เสนอความคิดว่า “คนเหล่านี้ควรได้รับการช่วยเหลือจากนานาชาติ และชุมชนไทยเองก็ควรได้รับการช่วยเหลือด้วย”

ดังนั้น “ผมจึงเสนอว่า ควรนำเอาผู้หนีภัยสงครามเหล่านี้ มาอยู่กับชุมชนระหว่างรอการไปประเทศที่สาม เพื่อเขาจะได้ช่วยตนเอง และงบประมาณจากองค์กรต่างๆ ก็จะได้ลงไปช่วยเหลือชุมชนด้วย”

เมอร์ริว ยังบอกว่า ได้เสนอแนวคิดนี้ให้กับที่ประชุมผู้ลี้ภัยโลก ณ กรุงเจนีวา สร้างความสนใจให้กับผู้เข้าร่วมประชุมเป็นอย่างมาก และยังบอกว่า “สหภาพยุโรป ซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือรายใหญ่ ขณะนี้กำลังเต็มทนกับความช่วยเหลือแล้ว กำลังจะหารือกับไทย เพื่อถอนตัวออกไป แต่ผมคิดว่า น่าจะเอาเงินส่วนที่ช่วยเหลือซึ่งกำลังจะถูกถอนออกไปนั้น มาช่วยพัฒนาชุมชนดีกว่า แล้วให้ผู้ลี้ภัยเข้ามาอยู่ในชุมชน จะได้พัฒนาควบคู่กันไป” เมอร์ริวบอก

และว่า การที่ผู้อพยพจะออกไปอยู่กับชุมชน ไม่ใช่ไปอยู่อย่างถาวร แต่เป็นการอยู่ชั่วคราว เมื่อสถานการณ์การสู้รบในพม่าดีขึ้น ผู้หนีภัยสงครามก็จะกลับบ้าน หรือไม่ก็ไปอยู่ในประเทศที่สาม

แต่ “ตอนนี้ ที่เราต้องการคือ ต้องการให้เขาทำงาน ต้องการให้เขาช่วยเหลือตนเองได้ ระหว่างการรอว่า ต่อไปชีวิตจะเป็นอย่างไร”

เจมส์ โรบินสัน ผู้อำนวยการประสานงานเรื่องทุนช่วยเหลือผู้ลี้ภัยรัฐเคนตักกี สหรัฐอเมริกา บอกว่า “ผู้บริจาคอยากให้เป็นการบริจาคอย่างยั่งยืน และช่วยเหลือชุมชนไปพร้อมๆกัน และการนำเอาผู้หนีภัยสงครามมาอยู่ในชุมชนอย่างที่เมอร์ริวเสนอนั้น ผู้หนีภัยสงครามก็จะได้สิทธิขั้นพื้นฐานบ้าง”

สิ้นเสียงเสนอของเจมส์…หนาน สิงห์คาร ชาวบ้านสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แสดงทรรศนะว่า ถ้าชุมชนยังไม่เข้มแข็งพอ การนำเอาผู้ลี้ภัยออกมาจากค่าย จะไม่เป็นผล ถ้าจะให้ได้ผล เราต้องเตรียมชุมชนก่อนให้ชุมชนยอมรับได้ ถ้าชุมชนไม่พร้อมนโยบายนี้ก็
เปล่าประโยชน์

สันติพงษ์ มูลฟอง ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็ก และชุมชน อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน บอกว่า ความมั่นคงของชาติจะไม่เกิด ถ้าความมั่นคงในมนุษย์ไม่มี

ดังนั้น แม้จะไม่เห็นด้วยที่จะให้ขังผู้หนีเอาไว้ในค่าย แต่ถ้ามองในมุมของทางการ ควรมองเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก การจะให้ผู้หนีภัยสงครามออกไปอยู่กับชุมชน ชาวบ้านทั่วไปอาจมองว่า นอกจากเรื่องความมั่นคงแล้ว ยังเข้ามาเบียดบังที่ทำมาหากินอีก

หมอซินเธีย หม่อง นักบุญของชาวกะเหรี่ยง เจ้าของแม่ตาวคลินิก อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก บอกว่า การเอาผู้หนีภัยสงครามมาอยู่กับชุมชนนั้น…

“มันต้องชัดเจนว่า จะอยู่กับชุมชนอย่างไร และเมื่ออยู่ไป จุดสิ้นสุดของผู้ลี้ภัยจะเป็นอย่างไร จะกลับบ้าน ไปประเทศที่สาม หรืออยู่กับชุมชนต่อไป สำหรับชาวกะเหรี่ยง เราอยากกลับบ้านเมื่อสถานการณ์ ในพม่าดีแล้ว และการที่เราเลือกอยู่ในประเทศไทย ก็เพราะง่ายต่อการกลับไป”

ส่วน สันติพงษ์มองในแง่ความเป็นไปได้ว่า “ผมคิดว่า ต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ให้ดีเสียก่อน ทุกอย่างอาจเป็นไปได้ แต่ต้องคุยกับชุมชนที่อยู่รอบๆแคมป์เสียก่อน เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติ”

ทำไม ต้องทำอย่างนั้น “เพราะทุกวันนี้ เหมือนมีความขัดแย้งกันในเชิงความคิดอยู่ แต่ในความเป็นจริง พี่น้องเหล่านี้ เป็นชาติพันธุ์เดียวกัน เพราะการจัดการที่ผ่านมา ทำให้รู้สึกว่าขัดแย้งกัน คนไทยมองว่าคนที่อยู่ในแคมป์สบาย ไม่ต้องทำมาหากินอะไร ในขณะที่คนที่อยู่รอบๆศูนย์ต้องปากกัดตีนถีบ รัฐเข้าไม่ถึง จริงๆเรื่องนี้เคยเป็นปัญหามาตั้งแต่มีไซส์อินโดจีนแล้ว อย่างที่เขาอีด่าง เป็นต้น”
ดังนั้น “ผมว่ารัฐไทยต้องคิดใหม่ และหาทางออก” สันติพงษ์บอก

ทรรศนะของคนในชุมชนใกล้ค่ายผู้หนีภัย อาปุ๊ ผู้นำชาวมุสลิมบ้านแม่ สามแลบ อำเภอแม่สอด บอกว่า “ผมคิดว่า เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะว่าคนที่อยู่ ในค่ายกับในหมู่บ้านมันไม่เหมือนกัน คนอพยพต้องมีหน่วยงานเข้ามาดูแล แต่ชุมชนอย่างเรารัฐบาลดูแล การเอาเข้ามาอยู่ในชุมชน คนในชุมชนบางคนยังไม่มีที่อาศัย แล้วคนเหล่านี้จะมาอยู่ที่ไหน”

สำหรับ หัวใจของคนที่อยู่ในค่ายอย่าง ซู คิน ซอว์ อายุ 63 ปี ชาวอาระกัน อาศัยอยู่ในค่ายแม่หละ บอกว่า ความหวังของตนอยู่ที่อเมริกา ไม่ได้ต้องการไปอยู่ในชุมชน

และบอกเส้นทางสู่ค่ายว่า เดินทางมาจากอาระกัน ผ่านย่างกุ้ง และเข้ามาทางแม่สอดโดยรถโดยสาร ที่อยากไปอเมริกานั้น เพราะคิดว่า ที่นั่นจะได้รับความสุข และใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายกว่าประเทศที่จากมา

ซอว์มารออยู่ปีกว่าแล้ว พร้อมคนในครอบครัวอีก 7 คน

เมื่อ ถามถึงโอกาสจะได้ไป ซอว์ตาลุกวาว บอกว่า แต่ละปี รถที่หน่วยงานจากสหรัฐอเมริกาจะมารับคราวหนึ่งหลายคัน ใครที่เข้ามาอยู่ค่ายแม่หละแล้ว ส่วนใหญ่จะได้เดินทางไปประเทศที่สาม

ส่วนความเป็นอยู่ในค่าย “คนที่มีเงินก็มีไฟฟ้าใช้ ถ้าไม่มีเงินก็ต้องใช้ตะเกียง ข้าวของต่างๆ ทางยูเอ็นจะนำมาแจกจ่ายให้เป็นคราวๆไป เราออกไปไหนไม่ได้ จะถูกจับเพราะเราไม่มีบัตร ถ้าใครต้องการเงิน เพื่อนำไปซื้อข้าวของเล็กๆน้อยๆ ก็ต้องไปแอบตัดไม้ไผ่ แล้วชักลากมาตอนกลางคืน เพื่อขายให้กับคนที่เขาต้องการ” ซอว์บอก

ค่าย ผู้หนีภัยสงครามจากประเทศพม่า ไม่ว่าจะเป็นค่ายใด เมื่อหน่วยงานช่วยเหลือลดจำนวนลง ย่อมยื่นปัญหาให้กับรัฐบาลไทยอย่างไม่ต้องสงสัย

รัฐบาลเตรียมรับมือไว้หรือยัง!

8 Comments

  1. EdiTor (Post author)

    เนื่องจากข่าวนี้มีความเกี่ยวข้องกับหลายๆ บทความที่เราได้พูดคุยกันมาแล้ว จึงอยากให้พี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนช่วยกันอ่านให้จบ เพราะข่าวนี้สะท้อนได้ดีในหลายแง่มุม จากแทบทุกกลุ่มของผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้อพยพลี้ภัย ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับด้านผู้ลี้ภัย หรือประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงศูนย์อพยพ

    บทความนี้สามารถเป็นได้ในหลายคำตอบ หากแต่ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้คือ ตัวแปรสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้อพยพลี้ภัยกำลังจะทยอยถอนตัวออกจากไทย

  2. โมเม

    ทำไมน้ำเลี้ยงจะไม่ตีบตัน อเมริกาถังแตกเอาตัวแทบไม่รอดอยู่แล้ว และช่วยมาหลายปีก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น และจะช่วยไปอีกนานเท่าใดจึงจะจบ จนบางครั้งรู้สึกว่า ผู้อพยพกลับมีความสุขดีที่ได้มาเป็นผู้อพยพ ขณะที่คนไทยในพื้นที่รอบศูนย์ต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบกว่าจะได้ตังค์สักแดงมายาไส้

  3. โมเม

    …สำหรับชาวกะเหรี่ยง เราอยากกลับบ้านเมื่อสถานการณ์ ในพม่าดีแล้ว และการที่เราเลือกอยู่ในประเทศไทย ก็เพราะง่ายต่อการกลับไป…มันน่าคิดนะ!!!! แต่ สำหรับม้งลาวบ้านห้วยน้ำขาวจะคิดอย่างนี้บ้างหรือเปล่าไม่ทราบ เพราะเห็นอยากจะไปแต่อเมริกา อ่ะ

  4. มังกรขาว

    อเมริกา เจ้าซาตาน

  5. ทหารชายแดน

    ผมทำงานตามแนวชายแดนเดี๋ยวนี้ทำงานลำบากเพราะโดยพื้นฐานแล้วผู้อพยพเป็นคนดีแต่ที่ผมเจอมามีเจ้าหน้าที่ไทยที่มีอำนาจในศูนย์ใช้อำนาจไม่ถูกต้องกดขี่ผู้อพยพเช่นรีดไถเงินจากการใช้มอรเตอร์ไซค์เก็บค่าใช้มือถือในศูนย์เก็บค่าวินมอร์ไซค์ทำให้ผู้อพยพต้องถูกบังคับให้ออกมาหาเงินเพื่อใช้ในศูนย์อย่างที่ว่าใครมีเงินก็สบายแล้วอย่างนี้เขาต้องเสี่ยงออกมาหาเงิน ตัดไม้ไปขาย ลักเล็กขโมยน้อยชาวบ้านไทยเดือดร้อนอีก แบนี้จะแก้ปัญหายังไงขนาดเจ้าหน้าที่ยังหาเงินกับผู้ด้อยโอกาสแบบนี้แย่มากมากบ้านเมืองไทยไม่บอกก็รู้นะว่าศูนย๋ที่ผมเจอมาเป็นศูนย์ที่ท่าสองยางผมล่ะเบื่อไม่มีใครทำไรพวกข้าราชการชั่วชัว่แบบนี้ได้เพราะกินกันแบบส่งให้นายเลยเสียภาพพจน์ข้าราชการไทยมากผมล่ะอายแทน

  6. EdiTor (Post author)

    คุณ ทหารชายแดน ต้องยอมรับว่าที่คุณพูดมามีมูล ผมเคยทำงานแถวแม่ฮ่องสอน เคยนั่งรถทัวร์จากกรุงเทพฯ ไปแม่ฮ่องสอน ในรถมีผู้อพยพ (ไม่มีบัตร) นั่งมาด้วย ก่อนจะเข้าตัวเมืองแม่ฮ่องสอน จะมีด่านตรวจหลายด่านมาก ผมจำได้ว่าสองด่านแรกผู้อพยพ หรือไม่มีบัตร จะถูกเรียกลงไปเสียค่าปรับ พอถึงด่านที่สามผู้อพยพเหล่านั้นจะถูกกักตัวไว้ (รอส่งกลับศูนย์อพยพ) … คำถามคือทำไมเจ้าหน้าที่ถึงไม่กักตัวไว้ตั้งแต่ด่านแรก !

    หลายคนมองว่า นี่คือผลประโยชน์ต่างตอบแทน ผู้อพยพยอมจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ยอมให้ผู้อพยพออกไปหากงานทำข้างนอก แต่ผมมองว่ามันไม่ใช่

  7. army_1406800343@hotmail.com

    หวัดดีครับผมมีบัญหาที่อยากจะลองปรึกษาเพื่อทุกคนอยากช่วยเหลือเอาบุญตอนนี้มีเด็กมุสลิมอายุ17ปีป่วยหนักมาเป็นมะเร๊งที่ช่องปากหน้าบวมมากกินข้าวไม่ได้กำลังจะตายตอนนี้อยู่ในค่ายผู้อพยพอุ้มเปี้ยมใหม่พบพระเป็นมุสลิมครับทางunhcrเขาไม่ช่วยครับผมมีภาพที่ถ่ายไว้น้องกินข้าวไม่ได้ครับต้องหยอดเอาผมประสานไปหลายหน่วยงานทั้งทางยูเอ็นที่แม่สอดเขาว่าไม่มีงบใครพอจะประสานคิดว่าทำบุญเพื่อเพื่อนร่วมโลกครับผมมีเบอร์ติดต่อที่ค่ายที่ค่ายและเบอร์ติดต่อเจ้าหน้าที่ยูเอ็น

  8. EdiTor (Post author)

    คุณ army_1406800343@hotmail.com
    น่าเสียดายที่ องค์การหมอไร้พรมแดน (MSF-F) ได้ถอนตัวออกจากประเทศไทยไปเสียแล้ว แต่ในเมื่อคุณสามารถติดต่อพูดคุยกับทาง UNHCR ได้ คุณก็น่าจะขอคำแนะนำจากเขานะครับ ว่าพอมีองค์กรไหนที่พอช่วยได้บ้าง แล้วคุณคุ่อยดำเนินการต่อจากนั้น

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *