ชีวิตหม้าย ที่พบเห็นในสังคมม้ง

Hmong Divorced, Hmong Widowผมเคยได้มีโอกาสเที่ยวงานปีใหม่ตาก บ้านห้า สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ? การเล่นโยนลูกช่วงระหว่างหญิง และชาย? ที่เป็นหม้าย? หรือหย่าร้างกับคู่ชีวิตมาแล้ว? โดยส่วนใหญ่ในบรรดาที่เห็น? น่าจะเป็นฝ่ายหญิงมากกว่าที่ยังครองความเป็นหม้าย? เพราะปกติฝ่ายชายหากเป็นหม้าย? ไม่นานก็ต้องได้หาแต่งใหม่? จะไม่ยอมปล่อยชีวิตหม้ายดำเนินต่อไปให้ยาวนาน

ไม่เฉพาะที่ตากเท่านั้น? ที่พบเห็นการเล่นโยนลูกช่วง? ระหว่างพ่อหม้ายแม่หม้าย?แต่ ปีใหม่ม้ง?52?ที่ผ่านมา? บ้านป่ากลาง ซึ่งเป็นบ้านเกิดผม??และที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยได้มีให้เห็นนัก? สำหรับภาพของพ่อหม้ายแม่หม้ายในสนามลูกช่วง? แต่มาปีนี้ผมถึงกับตกใจ? เมื่อเห็นว่ามีพี่ๆ ป้าๆ หลายคนได้หย่าร้างกับสามีไปแล้ว? และกำลังโยนลูกช่วงอยู่ในสนามหลายคู่ด้วยกัน

มันรู้สึกสะท้อนใจ? เมื่อได้เห็นภาพเหล่านี้? ก็ไม่อาจทราบได้ว่าเขาเหล่านั้น? จะมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือแย่ลง? สุขมากขึ้นหรือสุขน้อยลง? แต่สิ่งหนึ่งที่พบเห็นคือ? ปัญหาวัยรุ่นที่เกิดตามมา? เพราะครอบครัวที่แตกแยก? แต่ก็ยังมีบางครอบครัว? ที่แม้จะขาดความอบอุ่นไปบ้าง? แต่ก็ไม่ได้สร้างปัญหาให้กับสังคมแต่อย่างใด

Widow and Divorced become an important problems in Hmong’s social.?In my opinion the marriage when they still young?is the primary cause of the divorce. So keep thinking much more and find out the solution to decrease the divorce in Hmong’s life.

ก็ไม่นึกว่าวันนี้? ปัญหาการหย่าร้าง? จะเด่นชัดขึ้นทุกวันในสังคมม้งของเรา? สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะการแต่งงานเมื่ออายุยังน้อย??? จึงไม่อาจอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่าได้? แต่นั่นคงไม่ใช่สาเหตุของการหย่าร้างในทุกกรณีไป? สาเหตุหลักน่าจะมาจากอุปนิสัย? และพฤติกรรมเฉพาะตัวมากกว่า?

สำหรับเรื่องนี้? เราทุกคนคงต้องได้คิดกันให้หนักขึ้น? เพราะสุดท้ายแล้วปัญหานี้จะกลายเป็นปัญหาลูกโซ่? นำไปสู่ความอ่อนแอของสังคมม้งในที่สุด

29 Comments

  1. คนเดินทาง

    ไม่รู้จะเชียนอย่างไรดี
    เอาเป็นนี่คือปัญหาของพวกเรา
    ใครจะเป็นเจ้าภาพรับสิ่งเหล่านี้ไปแก้ไข
    ถ้าบอกให้นาย ก รับผิดชอบเรื่องนี้ นาย ก ก็คงบอกว่าแค่เรื่องทำมาหากินของตัวเองก็ไม่ไหวอยู่แล้ว
    ถ้าบอกให้นาย ช รับผิดชอบแทน นาย ข ก็คงบอกว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง

    ใครจะเป็นเจ้าภาพรับสิ่งเหล่านี้ไปแก้ไข
    ใครจะเป็นเจ้าภาพรับสิ่งเหล่านี้ไปแก้ไข

    ผม หรือ คุณ หรือ ทุกๆคน

  2. EdiTor (Post author)

    ปัญหาของการหย่าร้าง เป็นเรื่องที่อาจจะเรียกได้ว่าไม่มีทางแก้ไขครับ เพราะสาเหตุของปัญหา ส่วนใหญ่มาจากปัจจัยภายใน คือตัวบุคคล

    แต่อย่างไรก็ดี ก็หวังว่าพวกเราทุกคนจะมีส่วนในการทำให้ปัญหานี้ มีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้น โดยอาจจะเริ่มจากที่ตัวเรา และคนในครอบครัวของเรา .. เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน

  3. ขอทานน้อย

    ที่พูดมาก็ถูกทั้งนั้นครับ ผมเห็นด้วย
    อย่างว่านะ เรื่องเหล่านี้ มันมีปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าด้านนอก ด้านใน รึด้านไหนๆ
    ที่แน่ๆ ได้แต่คิดๆๆๆๆ สงสัย สงสาร แล้วก็รอ รอๆๆๆ ให้เห็นภาพที่ดีขึ้นกว่านี้
    (ไม่รู้เมื่อไหร่)

    ร่วมด้วยเอาใจช่วยอีกแรงครับงานนี้

  4. หลานม้ง

    ปัญหาหย่าร้างมาจากหลายสาเหตุเเตกต่างกันไป บ่างก็เกิดจากแต่งงานอายุยังน้อยพอถึงช่วงเวลาหนึ่งฝ่ายหญิงเเละฝ่ายชายอยากมีชีวิตสนุกสนานช่วงวัยรุ่นที่ขาดหายไป ต่างคนต่างก็เเยกตัวออกไปโดยไม่สนใจอีกฝ่ายหนึ่ง จึงเลยทำให้เกิดชู้กันเเละหย่าร้างกันในที่สุด บางก็เกิดจากไม่เข้าใจกันทะเลาะวิวาทถึงขั้นต้องเเยกทางกัน บางก็เกิดจากนิสัยส่วนตัวชอบเเบบนั้นอยู่เเล้วโดยไม่สนใจอีกฝ่ายหนึ่ง เเละอีกสาเหตุหนึ่งเกิดจากความห่างเหินต่างคนต่างทำงานไม่ค่อยมีเวลาให้กัน เมื่อเกิดความเหงาก็หาเพื่อนคุยตอนเเรกเป็นเพื่อนคุยกันไปมาเเละความใกล้ชิดจนกลายเป็นชู้สาวกันในที่สุด เมื่ออีกฝ่ายรู้ก็ต้องหย่าเลิกกันไป

  5. คนเดินทาง

    ปัญหาที่หลานม้งกล้าวมาก็ถูกต้องนะครับ
    แต่อยากให้ข้อคิดอีกนิดหนึ่งว่า
    หากผมรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่วผมจะเป็นชู้กับคนอื่นใหม
    หากผมมีการศึกษาที่ดีและถูกต้องแล้วผมจะยังแต่งงานเมื่ออายุน้อยหรือเปล่า

    ปัญหาสำคัญที่สุดก็คือ
    เราจะสร้างคนประเภทนี้ได้อย่า่งไร คิดให้ได้ และคิดให้ดี ให้รู้ว่าอะไรถูกต้อง
    อะไรไม่ควรทำ ผมว่าแค่นี้ปัญหากว่าครึ่งที่เราพบคงหายไปหมด

    อย่างที่ผมเขียนเอาไว้ ใครล่ะจะเป็นเจ้าภาพ ใครล่ะจะเป็นคนเร่ิม
    ผมมองถึง นาย ก, นาย ข, นาย ค, นาย ง ก็คงยาก
    จึงพยายามมองไปที่องค์กรที่เรามี
    “สมาคมม้งแห่งประเทศไทย” เป็นที่แรกที่ผมมองไป แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังทำอะไร
    และปัญหาของเยาวชนของเรายังอยู่ในข่ายที่แก้ไขโดยด่วนหรือเปล่า

    ฝากด้วยครับ

  6. ขอทานน้อย

    เห็นด้วยกับความคิดเห็นของคุณ คนเดินทาง
    และขอเพิ่มเติมว่า แทนที่จะเป็นแค่สมาคม อยากให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมด้วยช่วยกันอ่ะนะ แต่ให้ทางสมาคมเป็นเจ้าภาพ (เจ้ามือด้วยก็ดี อิอิ)

    อยากเห็นมานานแล้วเหมือนกัน กับผลงานชิ้นนี้
    กับผลงานสักชิ้นที่โดนใจจากสมาคม

    ไม่แน่ใจนะว่าเดี๋ยวนี้ทางสมาคมยังมีอยู่รึเปล่ามิทราบนะครับ (หากสมาคมผ่านมาอ่านเจอ ให้รู้ด้วยนะว่าเราดูท่านอยู่)

    ปล.
    ขอให้ EdiTor ช่วยเปิดกระทู้เกี่ยวกับปัญหาด้านต่างๆเกี่ยวกับม้งๆ ในมุมมองของพวกเราในที่นี้
    เพื่อรวบรวมหมวดหมู่ จัดเกี่ยวเป็นข้อมูลหน่อยครับ (แม้นเล็กๆน้อยๆก็ยังดี)
    เผื่อว่าจะได้ใช้ในเร็วๆวันนี้ อิอิ

  7. EdiTor (Post author)

    ดีใจที่เห็นพี่ๆ เพื่อนๆ หลายคนในนี้ ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาของม้งเรา เอาเป็นว่าผมจะพยายารวบรวม และเรียบเรียงแนวคิดของพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคน เพื่อตีแผ่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้างมากขึ้น อย่างน้อยเราก็ทำให้สังคมม้งเราได้หยุด และฉุกคิดในชั่วขณะหนึ่ง .. ก่อนที่เรื่องบางเรื่องจะเตลิดไปไกล

  8. คนเดินทาง

    ปีใหม่ที่ผ่านมา เพื่อนผมได้พาพบไปพบครูตี๋(คนเมือง) แต่ท่านคลุกคลีกับคนม้งมานานตั้งแต่ปี 2530(ถ้าจำไม่ผิด) ท่านพยายามทำทุกอย่างให้กับหมู่บ้านม้งแถวนั้นซึ่งรายละเอียดผมก็ยังไม่รุ้มากนัก แต่วันที่ผมเจอท่าน ท่านได้เล่าเรื่องราว วิถีของคนม้งได้ละเอียดพอสมควร
    มีเรื่องหนึ่งที่ผมจำได้สนิท ก็คือคำว่า “หมงตั๊ว”(ไปแล้วมา)พูดง่ายๆก็คือไปแล้วให้กลับมาอีกนะ
    ซึ่งถ้าใครไม่ได้ฉุกคิด ก็ฟังดูแล้วเป็นคำธรรมาคำหนึ่ง แต่ถ้าลองนึกคิดดู คำเดียวแต่มีความหมายลึกซึ้งมากอาจมองเห็นความเป็นตัวตนของพวกเราเลยก็ได้ ถามว่าคนไทยมีใหม เท่าที่มีก็ “ไปลา มาไหว้” “ไปแล้วโชคดีนะ” (ผมนึกได้เท่านี้ )แต่ทั้งสองคำก็ไม่เหมือนกับคำของคนม้งเลย

    ครูตี๋ทำงานอยู่ที่เชียงของ หากใครพบปะก็ลองไปนั่งคุยแลกเปลี่ยนความคิดได้ ผมว่าน้อยคนที่จะคิดแบบท่าน และน้อยคนที่จะทำแบบท่าน

    ส่วนปัญหาของเรานั้นผมคิดว่าเราคงแก้ไม่ได้ภายปีหรือสองปีนี่แน่ แต่อย่างน้อยคนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตมาแทน ก็มีคุณภาพมากกว่า มีโอกาสสร้างสังคมใหม่ที่ดีกว่า พูดง่ายๆคือดีกว่ารุ่นเรานั่นเอง

  9. เด็กดอย

    เป็นกระทู้ที่ดีมากเลยนะคะที่ให้ทุกคนได้ออกมาช่วยกันแสดงความคิดเห็น..
    ปัญหาเหล่านี้มันเริ่มที่ตัวบุคคลทั้งนั้น แต่พวกเราต้องร่วมกันแก้..เพราะพวกเราคือลูกหลานม้ง
    ตามความเห็นของดิฉันมันต้องเริ่มจากครอบครัวคะผู้เป็นพ่อเป็นแม่ต้องสอนลูกของท่านตั้งแต่เด็กๆๆๆต้องปลูกฝันในเรื่องที่ดีไม่ดีให้ลูกของท่านให้เขาได้ตระหนักในสิ่งที่ดีและไม่ดี แต่อย่างว่า..คงเป็นเพราะวัยอยากรู้อยากลองถ้าผ่านช่วงวัยรุ่นไปแล้วเด้กพวกนี้ก็จะมีความคิดมากขึ้นอ่ะ..อิอิ แต่ก็อยากฝากให้สมาคมม้งได้ออกมาเผื่ยแพร่ให้ความรู้กับคนม้งมากขึ้นนะคะ…ฝากด้วยคะ

    เรื่องที่คนเดินทางได้พูดว่า(ไปแล้วมา)เป็นคำที่ดีที่สุดเลยคะเพราะดิฉันจะถูกพ่อแม่สอนเกี่ยวกับการส่งแขกเป็นประจำดิฉันก็ทำเป็นประจำ แต่บางคนอาจไม่เคยรู้ก็อย่างว่าอีกน่าแหละตามยุคตามสมัยอ่ะเด็กเรียนเดียวนี้บางคนยังพูดภาษาม้งไม่เป็นเลยแล้วจะรู้วัฒนธรรมม้งหรอก

  10. สาวดอย

    ผู้หญิงบางคนที่จำเป็นต้องหย่ากับสามีเพราะว่าผู้ชายม้งมีค่านิยมชอบมีภรรยาหลาย ๆ คน ถ้าเราสามารถเปลี่ยนค่านิยมของผู้ชายม้งได้ น่าจะช่วยได้บ้าง เพระว่าจารีตประเพณีในสังคมม้งถูกบ่มเพาะให้ผู้หญิงไม่มีทางเลือกระหว่างที่ต้องยอมรับสภาพเมียหลวงหรือว่าหย่า บางคนรับสภาพการเป็นเมียหลวงไม่ได้ จึงจำเป็นต้องหย่าและอยู่กับลูก ๆ บางคนรับไม่ได้ที่สามีมีเมียน้อยก็เลิกไปก็ยังไปเป็นเมียน้อยคนอื่นอีกเพราะคิดว่าการเป็นหม้ายเป็นที่ดูถูกเหยียดหยามเวลามีปัญหาไม่มีสามีก็เหมือนไม่มีใครคุ้มหัวจึงจำเป็นต้องมีสามีแม้ต้องเป็นเมียน้อยก็ตาม
    ฉันคิดว่าเราน่าจะเริ่มคิดและปลูกฝังค่านิยมใหม่ให้กับชาย หญิงม้ง ส่วนใหญ่มี่ยังมีความคิดเเบบนี้นะ น่าจะช่วยม้งได้มากขึ้น
    โดยเฉพาะผู้นำม้งน่าจะเป็นแบบอย่างหรือตัวอย่างให้คนรุ่นหลังได้ดูบ้าง ที่ผ่านมาฉันสังเกตว่าผู้ชายม้งโดยเฉพาะคนที่มีหน้ามีตาในสังคมหรือผู้นำหมู่บ้านเมื่อมีตำแหน่ง มีเงินมากขึ้นมักจะชอบมีเมียน้อย ซึ่งแรก ๆก่อนที่จะมีฐานะก็ร่วมกันสร้างกับภรรยาแต่พอมีเงินมากขึ้นมักจะมีเมียน้อยเกือบทุกคน ไม่สนใจความรู้สึกของภรรยาที่เคยดูแลค้ำจุนกันมาเลย เจ็บปวดนะผู้หญิงม้งที่ต้องมีสามีม้งแบบนี้

  11. เด็กดอย

    อย่างที่สาวดอยพูดก็ถูกนะคะ

    แต่การที่เราไม่ให้สามีเราไปมีเมียน้อยแต่พอเราห้ามไม่ได้ก็ต้องยอมสุดท้ายก็ต้องเลิกกับเขาถ้าเรารู้ว่าเราไม่ชอบพวกเมียน้อยถ้าเราเลิกเขาไปแร้วเราก็ไม่ต้องไปเป็นเมียน้อยคนอื่นซิแต่ส่วนมากที่เห็นๆๆๆกันสาเหตุที่เลิกคือสามีตัวเองไปมีเมียน้อยแต่พอเราเลิกกับเขาแร้วเราก็ไปเป็นเมียน้อยคนอื่นถ้าอย่างนั้นสู้เปงเมียหลวงไม่ดีกว่าหรอก

  12. EdiTor (Post author)

    สาวดอย พูดมาถือว่าเป็นเรื่องที่ทราบกันดีในสังคมม้ง ผมเองเคยเจอผู้ชายคนหนึ่งแถวตาก บ้านห้า อายุน่าจะยี่สิบกว่าๆ แต่มีเมืยสองแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ก็จริง แต่ยังคงมีพฤติกรรมนี้อยู่ (หรือใครจะเรียก ค่านิยม ก็แล้วแต่)

    เด็กดอย พูดมาก็น่าคิดอีกเช่นกัน ดังนั้นแล้วเรื่องนี้เราคงจะมาโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้แล้ว หากแต่เป็นเรื่องที่เราต้องมองให้ทะลุ ว่าเราจะเปลี่ยนแนวโน้มนี้ ให้ดีขึ้นได้อย่างไร

    ก็อย่าเพิ่งหดหู่เกินไป สังคมอื่นเค้าก็มีเช่นเดียวกัน ถ้าสังเกตุยุคสมัยก่อนๆ ที่เราเห็นตามละคร (ไทย) ผู้ชายมักมีภรรยาหลายคนในบ้านเดียวกัน แต่ปัจุบันเปลี่ยนไปเป็น มีบ้านเล็ก บ้านน้อยแทน

    พูดไปพูดมาก็เจอทางตัน .. หรือแค่ม้งเรายังไม่ถึงจุดเปลี่ยน .. แล้วอะไรล่ะที่เป็นตัวแปรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้

  13. thoa

    ผมว่าเปนเพราะขนบธรรมเนียมของเรามีมานานแล้วเรื่องที่ผู้ชายมีเมียด้ายหลายคน แต่เดี๋ยวนี้ที่ผู้หญิงรับไม่ได้เพราะเรารับวัฒณธรรมของคนเมืองมา ดูอย่างปู่ย่าตายายของเรามีหน่าหรู้หน่าเยากันก็หลายคนผมยังไม่เห็นเขาหย่ากันเลยครับยู่กันจนแก่จนเฒ่า…ทหารเมืองกาญ

  14. The Opium

    ไม่มีอะไรดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด เหมาะสมหรือไม่ 100% ขึ้นอยู่กับกาลเวลา สังคม วัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องมุมมองของแต่ละบุคคล ผมอยู่กับสังคมคนเมืองมานาน การหย่าร้าง หรือมีเมียน้อย มีเหตุผลคล้ายๆกับม้งเรา คือคนเรามีความอดทนกันน้อยลง ผู้ชายถือว่าตัวเองอยู่ในฐานะที่เหนือกว่า และอีกมุมมองหนึ่งคือ ผู้ชายทั้งหลายเห็นแก่ตัวมาก ไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเอง(ส่วนใหญ่ได้แต่คิด)แล้วสิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือปัญหาครอบครัว ดังนั้นอยากให้ม้งรุ่นใหม่ๆ มีมุมมองที่กว้างมากขึ้น อะไรที่เห็นว่าจะเป็นปัญหากับต่อครอบครัว หรือสังคม ควรปฏิบัติให้อยู่ในกรอบที่คนส่วนใหญ่หรือสังคมยอมรับดีกว่า (โดยเฉพาะประเพณีวัฒนธรรมม้ง หญิงที่หย่าร้างชีวีตแย่มากๆๆอยู่แล้ว)

  15. EdiTor (Post author)

    ต้องขอบคุณ คุณ The Opium ที่ได้ให้ข้อเตือนใจดีๆ และต้องขอชื่นชมที่สามารถพูดอย่างตรงไปตรงมา สิ่งนี้แหละครับ ความตรงไปตรงมา ที่บางครั้งได้ขาดหายไปจากสังคมม้งเรา จนปัญหาที่เกิดบางครั้งก็ปล่อยใหเกิดอยู่อย่างนั้น เพราะไม่ค่อยมีคนกล้าแสดงออกตรงไปตรงมา .. ทั้งนี้อาจเป็นเพราะตัวเองก็มีชะนักติดหลังนั่นเอง

  16. มุนินทร์

    ดีใจที่มีบทความดีๆ มาให้ได้ศึกษาทั้งที่ไม่อยู่ในบ้านตัวเองก็สามารถรู้ความเคลื่อนไหวได้ตลอด
    ขอบคุณ………

  17. มายมิ้นท์

    การแต่งงานตอนอายุน้อยก็มีส่วนที่จะทำให้เกิดความไม่เข้าใจระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ได้ เพราะความคิดยังเด็กๆ เวลามีปัญหามักจะตัดสินใจด้วยอารมณ์มากว่าเหตุผล สุดท้ายก็นำไปสู่การหย่าร้าง การแก้ปัญหานี้เราก็ต้องสนับสนุนให้ลูกหลานทุกคนมีโอกาสเรียนหนังสือสูงๆพร้อมแล้วค่อยมีครอบครัว
    จะได้ไม่มีปัญหาตามมาไม่ว่าจะเป็นการหย่าร้าง การมีลูกมากได้ปริมาณแต่ไม่ได้คุณภาพ ฐานะยากจน

  18. The Opium

    ดีมากครับได้รับทราบความคิดที่ดีๆ หลายๆแง่มุม แต่เราจะรวบรวมมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรต่อสังคมม้งเรา ในกระทู้ต่างที่ได้ตั้งขึ้นมา ไม่ทราบว่าทาง Editor ได้มีการเก็บเป็นข้อมูลไว้หรือไม่

    สมัยผมเป็นเป็นวัยรุ่น มีการพูดว่าม้งเป็นชนกลุ่มที่มีสังคม Free sex ยุคนั้นรู้สึกอายมาก แต่ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าเป็นเหมือนๆ กันหมด การกล่าวหา(ดูถูก)ว่าม้ง Free sex ค่อยๆ หมดไป ดังนั้นให้เรามองเป็นเรื่องของธรรมชาติน่าจะดีกว่า

    สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากสังคมทีเรียกว่าเจริญแล้ว(Civilization) คงต้องวิเคราะห์ให้ดีเพราะมีทั้งด้านบวกและลบ ควรนำแต่สิ่งที่ดีๆ มาสู่สังคมม้งเรา น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

    ในหลายๆความคิดเห็น ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าการหย่า ร้าง เกิดจากตัวบุคคลมากว่า ๙๙% เรื่องสังคม ประเพณีวัฒนธรรม อายุ การศึกษา ตลอดจนความเป็นอยู่(ยากจน)มักจะนำมาอ้างเพื่อดูดี หรือเป็นเหตุเป็นผล เท่านั้น จึงให้ให้ดูตัวเรา ควบคุมตัวเราให้ได้(ทั้งชาย แลหญิง)ปัญหาจะค่อยๆหมดไป

  19. ป๋อลา

    ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่การเรียนสูง เรียนตำ มีความรู้ ไม่มีความรู้ แต่งงานอายุมาก อายุน้อย
    แต่ความคิดของผม ผมคิดว่า อยุ่ที่ความรัก ความเห็นอกเห็นใจของทั้งสองคน ที่จะประคองชีวิตคู่ไปอย่างไร อืม! ไม่รู้จะออกความคิดเห็นอย่างไงดี เอาเป็นว่าเราทั้ง 11 คนที่ออกความคิดเห็นนี้ ป๋อลา (ตัวผมเอง) คนเดินทาง Editor ขอทานน้อย หลานม้ง เด้กดอย สาวดอย Thoa The Opium มุนินทร์ มายมินท์ ไม่ไปมีเมียน้อย หรือเป็นเมียน้อย แค่นี้ก็ช่วยลดปัญหานี้ไปได้ 11 คนแล้ว ความคิดของคนดูแลแกะ!

    Qhov teeb meem no tsis yog nyob ntawd kev kawm ntawv siab, kawm ntawv qis, txawj ntse, tsis txawj ntse, sib yuav thaum hnub nyoog ntau, hnub nyoog tsawg. Tiam sis raws li kuv xav, Kuav xav tias nyob ntawd kev sib nyiam sib hlub ntawm ob leeg uas yuav sib pab txheem kom nyob mus tau ntev.

  20. EdiTor (Post author)

    คุณ The Opium ขอบคุณที่ให้ความสำคัญกับเนื้อหาบนเว็บแห่งนี้ครับ สำหรับแต่ละหัวข้อที่ผมได้นำเสนอไป ผมได้มีการสำรองข้อมูลไว้ตลอดครับ

    คุณ ป๋อลา (ซึ่งเข้าใจว่าเป็นคุณ Povlas) ผมเห็นด้วยกับที่ว่าการศึกษาไม่ได้ช่วยในเรื่องนี้ในทางตรง หากแต่การศึกษาจะช่วยในเรื่องของพื้นฐานทางความคิด การดำเนินชีวิต และยกระดับจริยธรรมของตัวบุคคลให้สูงขึ้น (ซึ่งก็ไม่กับทุกคนอีกนั่นแหล) และหากการศึกษาของคนทั้งคู่อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ก็จะสามารถมองเห็นอะไรได้เหมือนๆ กัน และเท่าทันความคิดของกันและกัน ซึ่งส่งผลให้มีความเข้าอกเข้าใจกัน มากกว่าคู่ที่มีพื้นฐานการศึกษาที่ต่างกันมากๆ

    สงสัยจะได้ตั้งชมรม “คนเมียเดียว” แล้วสิ ใครว่างๆ ก็ไปสานต่อความคิดนะครับ :-)

  21. jaym

    เพื่อนๆพี่ๆทุกๆคนเลย..เราทั้งหลายที่ล้วนแต่ประสบพบเห็นปัญหาเหล่านี้แล้วล้วนทั้งสิ้น ไม่จำเป็นและไม่ควรที่จะมาถามแล้วว่าจะเริ่มที่ใคร เริ่มที่ตัวเราเองเลยเพราะเรานี่แหละรู้ถึงปัญหาดีที่สุด รู้ว่าผลลับธ์ของปัญหานี้เป็นยังงัย สิ่งที่เราทุกคนได้พบเจอมานั้นเราคงไม่สามารถที่จะไปแก้ปมเหล่านั้นที่เขาทั้งหลายได้ผูกและสร้างขึ้นด้วยตัวเขาเองหรอก เราทุกๆคนต้องเริ่มเอง เพื่อให้คนรอบข้างได้เห็น และขยายผลด้วยผลของมันเองออกไปสู่คนรอบข้างของคนรอบข้างต่อๆไป การที่ผมเห็นว่าเราต้องเริ่มที่ตัวเราเองนั้นเพราะผมเชื่อเหลือเกินว่าเราๆ ไม่ใช่น้อยเลยที่ต่างก็รู้ซึ้งถึงปัญหา ถ้าเราๆนี่แหละที่เริ่มต้นเดี๋ยวนี้เราๆทั้งหลายนี่เองก็ช่วยหยุดหรือลดปัญหาการหย่าร้างลงไปได้เยอะแล้ว
    ผมเห็นน้องๆหลายต่อหลายคน ที่แต่งงานไปไม่กี่ปีก็กลับมาพร้อมกับภาระที่ต้องเลี้ยงดูลูก ด้วยตัวเองเพียงลำพังทั้งที่ เขาก็มีอายุไม่ถึง 20 เลย กลับมาอยู่กับแม่ แม่ก็ไม่รับเข้าอยู่บ้านเดิยว หลังเดิมอีกต้องไปปลูกกระต๊อปเล็กหลังบ้าน ทีนี้ก็เป็นหน้าที่ของเหล่าพ่อม่าย ชายโสดและไม่โสด หรือไม่ก็ต้องหนีให้พ้นจากตรงนี้ไปเฮ้อน่าสงสารมากๆ จากใจเลย ยิ่งถ้าเป็นแฟนเก่านะสุดที่จะปวดใจ แต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ได้แต่ภาวนาขอให้เขาได้พบเจอสิ่งดีๆบ้าง และที่สำคัญที่สุดตัวเราเองจะไม่ยอมให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับตัว สำหรับเพื่อนๆผู้ชายทั้งหลาย หมดยุคของการกดขี่แล้ว ให้เกียติภารยาของเราให้มากขึ้น หากต้องกระทบกระทั่งกันระหว่างสามีภารยาจริงๆ ให้ฉุกคิดและใจเ็ย็นลงสักนิดนึงก่อนจะกลายเป็นทาสของอารมณ์ เช่นการที่จะคิดสักนิดว่าลูกเราจะเป็นงัยบ้างถ้าไม่มีเราคอยปกป้องเมื่อไม่มีเราในยามที่ลูกเรายังไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ คนที่เราเคยรักที่สุดคนนั้นจะเป็นยังงัยเม่ือไม่มีเราอยู่เคียงข้างถึงแม้เขาจะบอกว่าไม่มีเราเขาก็อยู่ได้ก็เหอะ บางครั้งเรายอมเสียคำว่าศักดิ์ลูกผู้ชายบ้างเพื่อผลประโยชน์ที่คุ้มค่ากว่า ส่วนคุณภารยาก็ต้องปฏบัติให้ได้เช่นกัน
    สิ่งที่ผมอยากให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกๆคนลองคิด ว่า ก่อนแต่งงานเรารักกันใช่หรือไม่ แต่งเพราะอะไร ทำไมถึงแต่ง แต่งเพื่ออะไร แต่งเพื่อใคร ใครได้ประโยชน์จากการแต่งงานของเรา ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากแต่งงานเพราะอะไร ทำไมถึงเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เราจะแก้ได้งัย ถ้าเราต้องเลิกกันแล้ว 1…. 2… 3… 4… 5… 6… 7… 8… …… และปัญหาของหลายๆคู่ชีวิตเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ ไช่หรือไม่จริงแล้วในส่วนลึกยังไม่อยากเลิกกันเพราะยังมีสิ่งดีที่ฝังจำอยู่ในส่วนลึกอีกเยอะ

  22. คนม้งเหมือนกัน

    เท่าที่อ่านมา แล้วหันกลับมามองคนในหมู่บ้านของตัวเอง ปัจจุบันนี้ ทั้งเพื่อน ญาติๆ หรือคนรู้จัก ที่แต่งงาน มีมากกว่าครึ่งที่หย่ากัน เรียกว่าหย่ากันมากมายจนทำให้คนที่ยังไม่ได้แต่ง(อย่างเราคนหนึ่งละ) ไม่กล้าที่จะแต่งงานเลย พูดตรงๆว่ากลัว กลัวว่าถ้ามีลูก แล้วลูกจะกำพร้าพ่อ กลัวปัญหาที่จะเกิดขึ้นมาทีหลัง เพราะฉะนั้น เค้าคนนึงอยากให้ทุกคนที่คิดที่จะมีครอบครัว คิดดูให้ดีก่อน เราพร้อมแล้วหรือ แน่ใจแล้วใช่มั้ยที่จะมีครอบครัว ถ้าเราจะมีพยานรักอีกสักคน เราจะดูแลเขาได้มั้ย ดูแลได้ดีหรือเปล่า ไม่ใช่คิดแต่ว่า “กูรักของกู กูจะแต่งงานกันมัน” เอาความรักมาผัดกระเพรากินไม่ได้หรอก จริงมั้ย ความรักเปนอาจเปนส่วนประกอบที่จะทำให้เราอยู่ด้วยกันได้ แต่เราต้องดูด้วยว่าเราพร้อมมั้ย เราจะมีปัญญาทำมาหาเลี้ยงเรากับเค้าอีกคนที่จะมาอยู่ด้วยได้มั้ย แล้วลูกอีกละ อย่าคิดแค่ว่า “รักแล้วต้องได้ครอบครอง ไม่งั้นเด๋วจะโดนคนอื่นมาแย่ง” อย่าเหนแก่ตัว อยากให้ทุกคนคิดว่า “เราต้องพร้อมแล้ว” ต้องแน่ใจแล้วว่าจะดูแลกันและกันได้ ค่อยมีครอบครัว ปัญหาเหล่านี้จะได้จบสิ้น สงสารเด็กที่เกิดมา บางคน มีพ่อแม่พร้อม แต่อยู่ที่แห่งหนใดก้อไม่รู้ มีตัวตนมั้ยก้อไม่ทราบ ต้องไปเรียกปูกะย่า ตากะยาย ว่า พ่อ แม่ น่าสงสารพวกเขาเหล่านั้นนะ

    แต่เราก้อยังไม่รู้เลยว่าชีวิตคู่ของเราจะเปนยังไง เอาเปนว่าถ้าเราเลือกคัยสักคนแล้ว เราสัญญา ว่าเราจะดีกับเขาให้มากที่สุด และก้อ จะอดทนให้มากที่สุด เพื่ออนาคต ที่ดีของเราทั้งสอง และขอให้เค้าดีกับเราให้มาก เหมือนที่เราดีกับเขา หวังว่าเราจะไม่เปนคนโชคร้ายที่ต้องเปนแม่หม้ายเหมือนอย่างที่เราเหนคนอื่นๆ เปนนะ

  23. 55555

    ว่าแต่ว่า เมื่อไหร่จะมีซะทีละ ชมรม “คนเมียเดียว”

  24. jaym

    แค่มีทัศนคติที่ดีต่อคนรอบข้างและสังคม ชีวิตก็ดีไปกว่าครึ่งแล้วครับทุกๆคน

  25. EdiTor (Post author)

    อยากให้ทุกคนคิดได้อย่างที่คุณ Jaym พูดมา เพราะมันจะทำให้เรามีความยั้งคิดมากขึ้น หากแต่หลายๆ กรณี เป็นการกระทำที่ประชดประชันกัน ซึ่งการกระทำเช่นนี้ จะทำให้ขาดสติยั้งคิดแทบจะโดยสิ้นเชิง

    เท่าที่อ่านดูที่ คุณ คนม้งเหมือนกัน พูดมา ผมเชื่อครับ ผมเชื่อว่าม้งเราในบางพื้นที่ ยังเผชิญกับปัญหาการหย่าร้าง ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นปัญหาที่รุนแรงเลยก็ว่าได้ครับ ก็หวังว่าเรารุ่นหลังๆ จะเป็นกำลังให้เกิดจุดเปลี่ยนในเรื่องนี้ .. เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

  26. เคาะสนิม

    ยอมเป็นผู้ติดตามอ่ะครับ

  27. PAENGYEE

    555

  28. เตอร์

    แก้ได้ครับแต่ต้องหยุดพฤติกรรมเจ้าชู้ของผู้ชายก่อนผมก็เป็นผู้ชายนะแต่ผมมีความรู้สึกว่าการเป็นชายที่มีหลายเมียมันไม่ใช่แนวคิดของผม ผมกลับชอบผู้หญิงเพียงคนเดียวมากกว่า และที่สำคัญเราต้องลดช่องโหวดของวัฒนธรรมด้วย คือการลดความนิยมมีภรรยาหลายคนของชายม้ง และการปลูกจิตรสำนึกให้ลูกหลานศึกษาเล่าเรียน มากกว่าการสนับสนุนให้มีครอบครัวแต่เยาว์วัย เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นต้นเหตุทั้งหมด ถ้าเราจะมัวมานั่งสลดใจไปวันๆ แต่ตัวเราเองห้ามตัวเองไม่ให้มีหลายคนไม่ได้ก็อย่ามาพูดเลยดีกว่าสลดใจแทน ป้าๆ เหล่านั้น ใช่ไหม

  29. คณิน

    ทุกคนกล่าวมาถูกทุกอย่างตามเหตุและผลของตนเองแต่ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการเริ่มจากตัวเองก่อนเมื่อเราประพฤปฏิบัติดีทำดีไม่ทำเรื่องเรวร้ายให้ใครเห็นเป็นแบบอย่างและ สร้างครอบครัวของตัวเองให้ประสบความสำเร็จในทุกๆด้าน ให้คนอื่นเห็น สุดท้ายเขาก็จะปฏิบัติตามเองแล้วสังคมม้งก็จะมีความสุข

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *