ตำนานประวัติศาสตร์ม้ง 5000 ปี ตอน 6

เปิดตำนานประวัติศาสตร์ชนชาติม้งที่ซ่อนเร้นมากว่า 5,000 ปี (ตอน 6 )

Hmong Clothe Tradition

ผู้อ่านที่ติดตามอ่านเปิดตำนานประวัติศาสตร์ชนชาติม้งที่ซ่อนเร้นมากว่า 5,000 ปี มาถึงตอนนี้ก็ขอให้เข้าใจว่า โดมดอย ไม่ได้ไปมาเอง….แต่แปลมาจาก สารคคดีชุด “Keeb Kwm Hmoob” โดย Ywj Pheej Xyooj อ่านออกไหม… แปลเป็นไทยก็ “ประวัติศาสตร์ชนชาติม้ง” ผู้ค้นคว้าชื่อ ยื่อ เพ่ง โซ่ง ซึ่งเป็นคนม้งสัญชาติอเมริกัน…

ฉบับก่อนคุยกันถึง จีนได้สร้างกำแพงเมืองจีนมาป้องกันชาวม้งทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีนในปี 1615 ฉบับนี้เดินท่องเที่ยวไปกับคณะว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีก….กำแพงเมืองจีนทางตะวันตกเฉียงใต้ สร้างป้องกันชาวม้ง ด้านเหนือสร้างกำแพงป้องกันชาวโซ่งนู แต่ต่างกันตรงที่ ชาวโซ่งนูปัจจุบันไม่มีชื่อนี้ปรากฏในโลกนี้มาแล้วกว่า 2,000 ปี แต่ชาวม้งยังมีตัวตน และมีประชาชนเหลืออยู่ แต่ไม่รู้ชะตากรรมว่าจะอยู่ไปถึงเมื่อไหร่ ?…

ตอนที่ม้งพ่ายแพ้แก่จีน ม้งส่วนใหญ่ได้อพยพไปอยู่ตามหุบเขา บนเขา ไม่ยอมกลายเป็นคนจีน ไร่นาที่เคยเป็นของชาวม้งทางตะวันออก ก็ถูกจีนยึดครองจนสิ้น ทำให้ชาวม้งไม่มีที่ทำกินลำบากยากแค้นแสนเข็นมากว่า 5,000 ปี แต่ไม่สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ เพราะความเด็ดเดี่ยวของบรรพบุรุษม้งที่เป็นแบบอย่างให้ลูกหลานเข้มแข็งมาจนเท่าทุกวันนี้

สมัยราชวงศ์ชิง ประมาณ ปี 1644 -1911 ม้งได้สู้รบกับจีนหลายครั้ง ไม่นับการรบราเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งนับครั้งไม่ถ้วน แต่สงคราม 3 ครั้งที่ใหญ่ที่สุด คือ สงครามปี 1735 – 1738 , สงครามปี 1795 – 1806 และ สงครามปี 1854 – 1873

สงครามปี 1735 – 1738 เริ่มประทุขึ้นทางตะวันออกเฉียงใต้ ที่เมืองกุ้ยเจ๊อ เพราะจีนมาแย่งชิงไร่นา และบังคับขู่เข็ญชาวม้ง มี 8 เมือง 1,224 หมู่บ้าน ได้ร่วมมือกันรบกับจีน เมื่อม้งพ่ายแพ้แก่จีนในปี 1738 มีผู้เสียชีวิตในสงครามที่เป็นชาวม้งมากถึง 17,670 ศพ ประชาชน 11,130 คน ถูกจับได้และถูกนำไปฆ่าทิ้ง เหลือ 13,600 คน ถูกบังคับให้ไปเป็นทาสของชาวจีน ครึ่งหนึ่งของประชากรชาวม้งสูญเสียเพราะศึกสงครามครั้งนี้

ต่อมาอีก 57 ปี คือปี 1795 – 1806 ปัญหาชาวม้งกับชาวจีนเริ่มขึ้นอีกครั้งใน 3 จังหวัด ทางตะวันออกเฉียงใต้ ที่เมืองเสฉวน ทางด้านตะวันออกที่เมือง กุ้ยเจ๊อ และด้านตะวันตก ที่เมืองฮูหนาน ผู้นำม้งในศึกสงครามครั้งนี้คือ “เจ้าเมือง วื่อ ป้าเยีย” ( Fuab tais Vwj Paj Yias) “เจ้าเมือง สือ เหลียว ติ้ง” (Fuab tais Swv Lim Teej) “เจ้าเมือง สือ ซ้าง เป่า” (Fuab tais Tswv Xaab Pov) และ “เจ้าเมือง อู๋ เทียน ปั้น” (Fuab tais Vwj Theeb Paaj)

Tsaab Tswm Meej

การศึกสงครามทุกครั้งสาเหตุมาจากเรื่องเดียวกัน คือ การรุกราน แย่งชิงดินแดน โดยรัฐบาลจีนเข้ามาแย่งชิงอย่างซึ่ง ๆ หน้า จนชาวม้งทนไม่ได้ ศึกสงครามครั้งนี้มีกลอนม้งได้จารึกไว้ว่า “แย่งชิงดินแดนของเราคืนมา ขับไล่จีนและแมนจูออกไปจากแผ่นดินของเรา” แต่สุดท้ายม้งก็พ่ายแพ้แก่จีน เจ้าเมือง วื่อ ป้าเยีย ถูกจับได้และถูกฆ่าตาย 48 ปีต่อมาหลังจากเจ้าเมือง วื่อ ป้าเยีย เสียชีวิตแล้ว ม้งและจีนก็ได้เปิดศึกรบราอีกครั้ง นับเป็นศึกครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยรบมาและใช้ระยะเวลาทำสงครามนานที่สุดถึง 19 ปี คือปี 1854-1873 โดยเริ่มที่เมืองกุ้ยเจ๊อ สาเหตุมาจากจีนแพ้สงครามแก่ชนชาติผิวขาว รัฐบาลจีนเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงแก่ชาวม้ง และบังคับชาวม้งไปเป็นทาส “จั๊งฉู้เหม่” (Tsaab Tswm Meej) จึงเป็นผู้นำ ได้นำกำลังม้งลุกขึ้นสู้กับจีนทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง กุ้ยเจ๊อ มีชาวม้งกว่า 1 ล้านคนที่ได้ร่วมมือลุกขึ้นมาร่วมสู้รบกับจีน จนสงครามได้ลามไปหลายเมือง

หลังสงครามครั้งนี้ยุติลง ปี 1873 เหลือเพียงร้อยละ 30 ของประชากรม้งเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ และยังคงอาศัยอยู่ในเมืองเดิมของพวกเขา ร้อยละ 70 ถูกฆ่าตายหมด บางส่วนก็อพยพไปอยู่ที่อื่น “จั๊งฉู้เหม่” ถูกจับได้และนำไปทรมานจนตายที่เมือง ชั่งชะ (Tshaaj Sab) จังหวัดฮูหนาน ขณะที่ทหารจีนจับ จั๊งฉู้เหม่ ได้ และพันธนาการแล้วบังคับให้เดินจากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง พี่น้องชาวม้งถาม “จั๊งฉู้เหม่” ว่าเมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้แล้ว ชาวม้งจะทำอย่างไรต่อไป “จั๊งฉู้เหม่” ตอบพี่น้องม้งของเขาว่า “ม้งอย่ายอมแพ้ … แม้ตัวเขาจะตายไป เขาจะกลับมาเกิดเป็นม้ง และช่วยเหลือม้งอย่างนี้อีก…”

“จั๊งฉู้เหม่” เป็นยอดนักสู้ที่แข็งแกร่ง แต่ทำไมถึงแพ้ คล้ายสมัยอยุธยาถูกพม่าเผาทำลาย เพราะคนชั่วแปรพักตร์เข้ากับศัตรูเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตนฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น …น่าเศร้าใจไม่ว่ายุคใด…ตอนหน้าค่อยมาว่าต่อนะ.