ตำนานประวัติศาสตร์ม้ง 5000 ปี ตอน 8

เปิดตำนานประวัติศาสตร์ชนชาติม้งที่ซ่อนเร้นมากว่า 5,000 ปี ตอน 8

ตอนที่แล้วคุยกันถึง ?เขากำแพงเหว? (Roob Laj Kab Rua) ภูเขาที่สูงใหญ่ มีหลักฐานต่าง ๆ อยู่บริเวณภูเขาใหญ่แห่งนี้ เพื่อให้ลูกหลานม้งได้ศึกษาว่าบรรพบุรุษม้งมีความสามารถเพียงใด ?เขากำแพงเหว? อยู่เมืองเก๊าพัวะ ซึ่งแปลว่าเมืองเขาสูง อยู่ไม่ไกลจากเมืองกัวะย่าง ไปทางตะวันออกเฉียงใต้

Hmong History

สาเหตุที่ม้งใช้ภูเขาลูกนี้ซ่องสุมกำลัง และเฝ้าระวังศัตรูก็เพราะด้านข้างของเขาเป็นหน้าผาสูงชันมาก ยากแก่การปีนขึ้นไปได้ มีทางขึ้นเพียง 2 ทางเท่านั้น บรรพบุรุษม้งสมัยนั้นได้ก่อสร้างประตูหินเป็นวงกลมเข้าไป ส่วนอีกประตูหนึ่งเป็นประตูวงกลมถึง 2 ชั้น บางช่วงของภูเขากำแพงเหว มีหน้าผาต่ำลงมาพอที่คนจะปีนขึ้นได้ ม้งก็จะนำก้อนหินมาก่อสร้างเสริมเติมให้เป็นเหวสูงชันมากขึ้น แต่เหลือช่องมอง เพื่อส่องดูศัตรู

บนเขาแห่งนี้ จะมีหลุมหินที่เป็นฝีมือมนุษย์สร้างขึ้น หลายหลุม บางทีอาจเป็นที่ตำข้าว ตำยา หรือตำดินปืนก็เป็นได้ ปัจจุบันไม่มีใครรู้ว่าผู้นำม้งที่ก่อสร้าง ?เขากำแพงเหว? มีนามว่าอย่างไร และไม่มีใครรู้เกี่ยวกับประวัติการสู้รบบริเวณนี้เลยว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง แล้วจบลงอย่างไร แต่เท่าที่มองเห็นในปัจจุบัน ปัญหาใหญ่ของกำลังพลม้งบนเขากำแพงเหว คือ ขาดน้ำสำหรับอุปโภค บริโภค รวมถึงอาหารการกิน

Death of Hmong

ห่างจากที่นี่ประมาณ 2 ? 3 ไมล์ มีถ้ำขนาดใหญ่มากภายในถ้ำมีโลงศพชาวม้งที่นำมาวางเรียง ๆ กันกว่า 130 โลง ประชาชนที่นี่กล่าวว่า คนที่ตายทั้งหมดนี้เป็นคนตระกูล ?แซ่ว่าง? อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลจากที่นี่นัก แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาเริ่มนำโลงศพมาวางซ้อน ๆ กันอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ บางโลงจารึกวัน เวลา ไว้ คือ ปี 1975 โดยโลงวางซ้อนกันหลายชั้น บางโลงก็ผุพังไปตามกาลเวลา บางโลงยังมีสภาพของไม้ดีอยู่

บริเวณใกล้ ๆ ถ้ำนี้มีชาวม้งอาศัยอยู่จำนวนมาก ตามประวัติกล่าวว่า สมัยก่อนม้งอาศัยอยู่ที่เมืองกัวะย่าง ( Kuam Yaaj ) อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 40 ? 50 ไมล์จากที่นี่ เมื่อแพ้สงครามกับจีน เขาจึงอพยพมาอาศัยอยู่ตามเขาที่กันดาร แห้งแล้งและสูงชันแห่งนี้เพื่อหลบหนีกำลังของทหารจีน หมู่บ้านนี้จึงได้ชื่อว่า ?หมู่บ้านกำแพงเขา? เพราะมีภูเขาล้อมรอบหมู่บ้านนี้ไว้ เหลือเพียงทางเข้าทางเดียว ?หมู่บ้านกำแพงเขา? อยู่ห่างจาก ?หมู่บ้านเขากำแพงเหว? ไม่มากนัก ประชาชนที่หมู่บ้านกำแพงเขา ก็เรียกตัวเองว่า ?ม้ง? เช่นกัน ที่หมู่บ้านกำแพงเขา ทหารจีนเคยเข้ามารบกับชาวม้งที่นี่ เมื่อชาวม้งแพ้จีน ทหารจีนได้สลักตัวอักษรจีนไว้บนแผ่นศิลาในบริเวณหมู่บ้านว่า ?ต้องทรมานม้ง อย่าให้มันลุกขึ้นมาได้อีก?

มีสงครามครั้งใหญ่หลายครั้ง ตรงกับราชวงศ์ชิง ทำให้ชาวม้งอยู่ไม่ได้ จึงอพยพออกจากแผ่นดินจีนไปสู่หลายประเทศทางใต้ เช่น เวียดนาม พม่า ลาว และไทย ตามที่ได้มีการสำรวจประชากรในปี ค.ศ. 1990 ม้งในจีนมี 7 ล้านกว่าคน อาศัยอยู่ใน 7 – 8 จังหวัดทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ ในเมืองกุ้ยเจ๊อมีชาวม้งอาศัยอยู่ 3 ล้าน 6 พันกว่าคน (3,006,000 คน) เมืองฮูหนาน 1,005,000 คน เมืองยูนนาน 896,000 คน เมืองเสฉวน (ซีชวน) 535,000 กว่าคน เมืองกวางซิ 425,000 คน เมืองฮูเป 2,000 กว่าคน เมืองไห่หนาน 52,000 คน ที่เหลือ ประมาณ 43,000 คนอยู่กระจายตามเมืองอื่น ๆ เพราะการอพยพหลบหนีภัยสงครามจึงได้กระเซ็นกระสายไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ ปนกับกลุ่มชนอื่น ๆ และบางส่วนก็ถูกบังคับให้กลายเป็นคนจีนไป

House of Hmong

ในประเทศจีน ม้งถูกแบ่งแยกเป็น 5 กลุ่ม เรียกตามการแต่งตัวของสตรีม้ง คือ ม้งแดง (Hmoob Liab) ม้งดำ (Hmoob Dub) ม้งขาว (Hmoob Dawb) ม้ง (ลาย) ดอก (Hmoob Paj) และม้งเขียว (Hmoob Ntsuab) เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย คือสิ่งสำคัญของชนชาติ แม้จะอยู่ห่างกันแค่ไหน หากเราเห็นกระโปรงสตรีม้งจะสวมใส่อยู่ หรือตากตามราวตากผ้าก็ตาม เราก็รู้ทันทีว่าหมู่บ้านนี้เป็นม้ง

แต่ที่ยังเสียใจไม่หาย คือปัจจุบันคงเหลือเพียงแม่บ้านชาวม้งส่วนมากเป็นผู้สูงวัยที่ยังแต่งตัวในชุดชาวม้ง หนุ่มสาวม้ง ส่วนใหญ่ ไม่ได้สวมชุดประจำเผ่าแล้ว แม้บางครั้งเราเดินสวนกันจนแทบจะชนกันก็ตาม เรายังไม่รู้ว่าเขาคือม้ง ทุกคนมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาของความเจริญรุ่งเรือง นับว่าเป็นสิ่งดี แต่เมื่อความเจริญรุ่งเรืองเข้ามามากขึ้น สิ่งดี ๆ ที่สืบทอดมาก็ค่อย ๆ หายไป มีชาวม้งหลายครอบครัวที่อาศัยอยู่ในเมือง มีบ้านดี รถดี มีงานดีๆ แต่เขาไม่สามารถจะพูดภาษาม้งได้แม้แต่คำเดียว และไม่รู้วัฒนธรรม ประเพณีของม้งเลย แม้ชุดประจำเผ่าก็ไม่มีหลงเหลือ หากเหตุดังกล่าวคือความเจริญรุ่งเรือง หากทุกคนได้รับความเจริญรุ่งเรือง ชนชาติม้งจะเป็นอย่างไร…ไว้ฉบับหน้ามาว่ากันต่อค่ะ.

24 Comments

  1. povlas

    ขอบคุณ คุณ โดมดอย ที่อุตสาหะแปลจากภาษาม้งมาเป็นภาษาไทยให้ได้รับรู้กัน และผมขอออกความเห็นส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ครับ..
    ในยุคสมัยนี้เราต้องมีการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง เพื่อให้สอดคล้องกับสังคมโลกในยุคปัจจุบันนี้ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ก้าวทันสังคมโลก แต่… เราต้องไม่เปลี่ยนไป ในความหมายของผม คือ เราต้องไม่เปลี่ยนไปจนลืมว่าตัวเองเป็นม้ง ลืมภาษาแม่ของตัวเอง จนพูดไม่ได้ ลืมวัฒนธรรมของเรา ดังนั้น ต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่ความเป็นม้งไม่เปลี่ยนไป

  2. โดมดอย

    ถูกต้องแล้วล่ะ…….ก็อย่างที่ว่าไง…ถ้าความเจริญคือ การรับวัฒนธรรมชาติ อื่น ๆ จนหมด ไม่เหลือของตนเลย แล้วหาว่าตัวเจริญ….มันจะใช่ไหมเนี่ย

  3. คนด้อยโอกาส

    ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณและเคารพ คุณโดมดอยและผู้ให้ข้อมูล ที่เสียสระอันมีค่ามาแปล เพื่อเผยแพร่ประวัติจากหนังสือเล่มนี้ให้ทุกคนได้รับรู้ร่วมกัน

    แต่ผมคิดว่า ทำไมมันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ม้งทุกคน ทำไมไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรของม้ง มาช่วยกันแปล คิดว่าน่าจะตั้งทีมผู้รู้ม้งช่วยกันแปล จะได้เสร็จเร็วๆ

  4. โดมดอย

    คนด้อยโอกาส น่าจะมาช่วยแปลนา….จะได้ไว เป็นคณะแปลร่วมสักคนก็ดีนะ ไปเอาหนังสือที่คุณPovlas มาร่วมแปลได้เลย คนละบท เอาไหม….เดี๋ยวจะไปหาPovlas ไปดูหนังสือเหมือนกัน แต่เป็นหนังสือหนากี่หน้าไม่รู้ ขอบคุณล่วงหน้านะ Povlas….

  5. คนหลงทาง

    พี่โดมดอย
    ผมรู้สึกเสียใจและเสียความรู้สึก
    ผมชอบวิจัยวิจารณ์งานของพี่นะ
    แต่ครั้งก่อนโน้นผมวิจารณ์แล้วรู้สึกว่า
    โดนใครไม่รู้ลบคำวิจารณ์ของผมไป
    หากพี่ไม่อยากให้ผมวิจารณ์หรือคำวิจารร์
    ของผมไม่เหมาะสม
    พี่ก็บอกนะครับ
    ผมไม่รู้ว่าใครลบหรือว่ามันหายไปเอง
    เพราะมุมมองการวิจารณื
    ถึงอารมณ์ต่างๆๆของแต่ละคนมันต่างกัน
    ผมก็วิจารณ์ตามแบบฉบับของผม
    แต่ผมเสียใจว่ามันหายไปจากweb bordได้อย่างไงครับ
    ทั้งๆๆที่นั้นมันเป็นความรู้สึกอันเป็นตัวตนของผม
    ต่อสถานการณ์และความรู้สึกในตอนนั้น
    ขอบคุณครับพี่

  6. หนุ่มเข็กน้อย

    ไม่รู้ซิ..ผมเองยังรู้สึกว่าคุณไม่รู้จักโต….
    การใช้อารมณ์และความรู้สึึกส่วนตัวคิด….
    และคิดเสมอ…ว่าสิ่งที่เราทำหรือเราวิจารณ์นั้นถูกต้องแล้ว..
    ทุกสิ่งที่เรารู้สึกต้องถูกเสมอ..ผมอยากบอกคุณว่ามันไม่ใช่…
    คุณต่างหากที่ควรให้เกิยติและเคารพในสิ่งที่ผู้เขียนได้นำเสนอ….
    เราเสนอแนวคิดได้ครับ…แต่ทุกครั้งที่เราเสนอแนวคิดควรเป็นการเสนอและวิพากษ์อย่างให้เกิยติกัน
    คุณโดมดอยนำเสนอมาแต่ต้นว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นตำนาน..ขอย้ำว่าเป็นตำนาน..และนำเสนอโดยการแปลมาจากการศึกษาของอาจารย์ ยื่อเพ่ง ซ่ง ผมเองก็เห็นเรื่องราวเหล่านี้มาและได้ฟังมาเช่นกัน…
    แต่ผมรู้สึกภูมิใจและผมเองก็ขอบคุณที่คุฌโดมดอยได้นำเสนอมาโดยตลอด…
    หากคุณยังไม่รู้และอยากฟังเพิ่มหรือศึกษาเพิ่มโดยฟังโดยตรงจากอาจารย์ ยื่อเพ่งซ่งให้คุณช่วยเปิดไปที่
    เว็ป HMOOB MOJTHEM.COM คุณจะได้ยินเสียงของอาจารย์ยื่อเพ่งเล่าตำนานเหล่านี้ให้คุณฟัง..
    สิ่งไดที่ผมบอกคุณและอาจเป็นการล่วงเกินก็ขอโทษด้วย..เนื่องผมเชื่อเสมอว่าคุณคือน้องชายม้งคนหนึ่ง…………
    ด้วยรัก

  7. *โป๊ยเซียน*

    …..ไปเที่ยวดีกั่ว ?
    ไปล่ะ….! คิดถึงนะทุคน

  8. EdiTor (Post author)

    ตอบคุณ คนหลงทาง ชี้แจงตามนี้ครับ คอมเม้นท์บางคอมเมนท์อาจถูกนับเป็น Spam โดยตัวระบบของเว็บ ตามที่ผมจะแสดงให้ดูด้านล่างสุดของเว็บ (เลื่อนลงไปด้านล่างสุดครับ) สถิติตัวนี้ผมจะขอแสดงให้ดูเพียงแค่สองสามวันนะครับ จากนั้นผมจะเอาออก

    หลักการที่คอมเมนท์ถูกนับว่าเป็น Spam นั้น ผมเองก็อธิบายไม่ได้ชัดเจน แต่สาเหตุหลักๆ คือคอมเม้นท์นั้นถูกส่งมาโดยอัตโนมัติ หรือที่เค้าเรียกกันว่าการยิง อีกสาเหตุหนึ่งก็คือเวลาคอมเม้นท์ ต้องกรอกชื่อ อีเมล์ ทุกครั้ง (แต่หากใช้คอมฯ เครื่องเดิม ก็ไม่จำเป็นต้องกรอกทุกครั้ง) ที่สำคัญ Spam คอมเม้นท์จะถูกลบอัตโนมัติภายในสองวัน (เหลือไว้แค่ตัวเลขสถิติ)

    และขออธิบายเพิ่มเติมว่า พี่โดมดอย ไม่ได้รับสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นของพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคน พี่โดมดอย แค่ส่งบทความมา แล้วผมเป็นคนลงให้ครับ

    ปล. ปกติผมจะไม่ค่อยได้เช็ค Spam คอมเม้นท์ จากนี้ไป ผมจะพยายามหมั่นเช็ค เพื่อกรองความเห็นของพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนอีกครั้ง และหากเป็นด้วยสาเหตุนี้ที่ทำให้คอมเมนท์ ของคุณ คนหลงทาง หายไป ผมก็ต้องขออภัยด้วยครับ

  9. *โป๊ยเซียน*

    ดีคับ…ที่ยังมีสแปมเปงผู้ช่วยแก้ต่างให้มั่ง 555 (ล้อเล่นคับ)

    ไม่ว่าความคิดดีหรือแย่ สุท้ายก้อเข้าสแปมหมกแร่ะคับ กิ๊วกิ๊วกิ๊ว…?

  10. Chi Thoj

    1) เนื้อความตอนจะจบ บรรทัดที่4…..ที่ว่า…มีชาวม้งหลายครอบครัวที่อาศัยอยู่ในเมือง มีบ้านดี รถดี มีงานดีๆ แต่เขาไม่สามารถจะพูดภาษาม้งได้แม้แต่คำเดียว และไม่รู้วัฒนธรรม ประเพณีของม้งเลย แม้ชุดประจำเผ่าก็ไม่มีหลงเหลือ หากเหตุดังกล่าวคือความเจริญรุ่งเรือง หากทุกคนได้รับความเจริญรุ่งเรือง ชนชาติม้งจะเป็นอย่างไร?ไว้ฉบับหน้ามาว่ากันต่อค่ะ…..ผมจะจะรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรอ..หรือผู้เขียนคิดไปเอง…เพราะเท่าที่ผมจำความได้ตั้งแต่เรียนจบมา…และอยู่แต่ในเมือง. ทำงานมาค่อนครึ่งชีวิตการทำงาน..ผมแทบจะนับคนได้เลย…ที่เป็นแบบนี้…มีเพียงบางคนที่แต่งงานกับคนไทย..แล้วแม่พูดไม่เป็น…พ่อก็ไม่สอน..แค่ไม่กี่คนที่ผมรู้จัก..นอกนั้นยังมีการเรียนรู้ พูดอยู่..ไม่ได้หายไปไหน..ผมไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าความเป็นม้งจะหายไป..ผมไม่เชื่อ….เพราะ 6-7รุ่น ของม้งไทย..ที่หนีมาจากจีน ตอนนี้ยังเหมือนเดิม…แม้จะเปลี่ยนไป ก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลาและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น…แม้แต่ม้งจีนก็เปลียนไปเช่นกัน..แต่ยังไร ก็สามารถยแกแยะได้จาก เผ่าอื่น….หากเอามาคนทุกชนชาติในโลกนี้มาเรียงกัน….ผมสามารถบอกได้ว่าคนไหนเป็นม้ง แน่นอน….อิอิอิอิอิ very easy….
    2) เนื้อความตอนจะจบ บรรทัดที่4…..ที่ว่า.แม้บางครั้งเราเดินสวนกันจนแทบจะชนกันก็ตาม เรายังไม่รู้ว่าเขาคือม้ง ====> อันนี้ผมก็เถียงคอเป็นเอ็น…ผมจะ sensitiveมากเกี่ยวกับความเป็นม้งของ แค่เห็นหน้าผมจะรู้ชัดเลยว่า ไอ้นี่มันม้งนี่…หรือไม่เห็นหน้า แต่แค่ฟังเสียง…อิอิอ จะรู้ทันที..อันนี้ชี้บ่งได้ว่าความเป็นม้งย่อมไม่มีวันสูญหาย.

  11. คนหลงทาง

    อืมขอบใจพี่editerที่ชี้แจง
    แต่ผมต้องขอขอบคุณหนุ่มเขกน้อย
    ที่กรุณาให้เกียรติให้ผมเป็นน้องชายม้งที่น่ารัก
    ผมก็ต้องทั้งยืนและตั้งยันในที่นี้ว่า
    หนุ่มเข็กน้อยเอาอะไรมาวัดว่าผมยังไม่โต
    และเอาอะไรมาเป็นบรรทัดฐานว่าผมวิจารณ์งาน
    ของพี่โดมดอยอย่างไม่ให้เกียรติ
    ตรงจุดนี้กรุณาหนุ่มเข็กน้อยชี้แจงด้วยนะครับ
    เพราะไม่นั้นคนจะเข้าใจอย่างนั้นจริงๆๆแล้วผมเสียหาย
    ผมก็บอกแล้วว่าการวิจารณ์ของผมมันเป็นแบบฉบับของผม
    ผมมีความเป็นตัวของตัวเอง
    ผมไม่จำเป็นต้องวิจารณ์ในมุมมองที่เอาอกเอาใจใคร
    หากคนคนวิจารณ์เอาอกเอาใจพี่โดมดอยหมด
    ผมว่าบทความพี่โดมดอยคงไร้รสชาติ
    และจะเป็นการวิจารณ์ในเชิงเอาอกเอาใจกันเกินไป
    แล้วจะไม่เห็นมุมมองที่คนข้างนอกมองเข้ามา
    สุดท้ายบทความนั้นมันก็เป็นแค่ตัวหนังสือ
    มันจะไม่มีค่าอะไร
    และผมคิดว่าพี่โดมดอยก็อยากให้ทุกคนวิจารณ์
    ในหลายๆๆแง่หลายๆๆมุมมากกว่ามุมที่จะไม่วิจารณ์เลย
    หรือเอาอกเอาใจกันหรือเห็นด้วยกับพี่โดมดอยไปเสียหมด
    ขอบคุณครับ

  12. แวะมา

    กาลเวลาเท่านั้นที่จะพาเราไปสู่วันข้างหน้า
    กาลเวลาเป็นสิ่งไม่มีใครห้ามได้
    กาลเวลาจะยังคงร่วงเลยไปเรื่อยไม่รู้จบ
    อย่าเสียใจเลยพี่น้องเอ๋ย

    หาข้าวหาปลาเลี้ยงตัวเองให้ลอดปลอดภัยก็พอนะ
    ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนแห่งใดก็ขอให้มีอาชีพสุจริต
    ไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น และสุดท้ายขอให้เราชาว “ม้ง” รักและสมัคคีต่อกันก็พอ

    ย้ำนะ…..” รักกันและสามัคคี ”

    “ไปละรักทุกคน” ลงนาม ” แวะมา “

  13. EdiTor (Post author)

    คุณ คนหลงทาง พูดมาถูกต้องที่สุดแล้วครับ เราควรต้องวิจารณ์ตรงไปตรงมา เพื่อประโยชน์สูงสุดครับ ตราบใดก็ตามหากคำวิจารณ์เป็นไปด้วยความสุภาพ ผมก็อยากจะให้ทุกคนคงความมีเหตุมีผลไว้ครับ

  14. เบอะแระ

    ไม่เห็น คนเล่นหมอก มาเขียนอะไรให้ อ่าน เลยอ่ะ …คิดถึ๊ง…คิดถึง…อิอิ
    หรือ เพราะ คน เล่นหมอก ยกเก้าอี้ให้ โดมดอย ปกรณ์ ลัม ไปเสียแล้ววว….

  15. *โป๊ยเซียน*

    ไม่ช่ายดอก เพื่อน พอดีว่าช่วงนี้เข้าฤดุฝน
    …คนเล่นหมอก กำลังเพลิดเพลินกะเฆนหมอกบนภูดอยอยู๋
    มันสูง เลยลงมาไม่ถึงข้างล่างสักเท่าไร
    รอให้เข้าหน้าหนาวก่อนเด้อ เค้าคงจะลงกะมาแน่ๆ งานนี้ (555)
    เอ้…หรือว่ายังคิดต้นฉบับไม่ออกอยู๋…อิอิอิอิอิ
    ปล.แค่ล้อเล่นคับ คิดถึงทุท่านนักเขียนเจ่นกาน

  16. วิจารณ์

    วัฒนธรรมม้งถูกถ่ายทอด สืบทอดโดยบรรพบุรุษของเรามานับพันๆปี ซึ่งเขาเหล่านั้นทำได้ดีอย่างไม่มีที่ติ ที่ทำให้ม้งในรุ่นเรายังมีภาษา มีวัฒนธรรม ยังมีตัวตน และยังมีที่ยืนอย่างน่าภาคภูมิเฉกเช่นชนเชื้อชาติอื่นๆในโลกใบนี้ คนม้งในรุ่นเราต่างหากที่จะส่งต่อวัฒนธรรมม้งนั้นให้คนม้งรุ่นต่อได้หรือไม่ และผมเชื่อว่าเราสามารถทำได้แน่นอนแม้จะทำได้ดีไม่เท่ากับรุ่นพรรพบุรุษ หากเราช่วยกันปฏิบัติดังนี้
    1.พูดภาษาม้งเมื่อคุยกับคนม้งด้วยกัน
    2.แต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ม้งและฝึกให้ลูกๆเย็บปักถักร้อยให้เป็น
    3.หมั่นศึกษาจารีตประเพณีม้ง และนำปฏิบัติ
    4.อย่าอายเมื่อต้องแสดงออกถึงความเป็นม้ง
    5.นำเสนอหรือส่งออกวัฒนธรรมม้งไปสู่สังคมภายนอก(ไม่ควรตั้งรับวัฒนธรรมจากภายนอกฝ่ายเดียว)
    6.ควรมีกิจกรรมอื่นๆที่จัดขึ้นในรูปของมหาชนเพิ่มเติมที่นอกเหนือจากเทศกาลปีใหม่(peb caug hmoob)
    7.(ใครมีความเห็นเพิ่มเติมเชิญครับ…………)

  17. EdiTor (Post author)

    คุณเบอะแระ และคุณโป๊ยเซียน คนเล่นหมอก คงจะกลับมาเขียนได้อีกครั้งก็คงเป็นต้นเดือนหน้าครับ

    คุณวิจารณ์ ที่คุณพูดมานั้นทำให้ผมนึกไปว่า ในอดีตนั้นบรรพบุรุษเราไม่ได้มีการศึกษาเหมือนอย่างเราทุกวันนี้ แต่บรรพบุรุษเรากลับสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนของตนได้ ด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบพื้นฐานของสังคมม้ง ..

    คำถามจึงมีอยู่ว่า เรารุ่นใหม่ได้ทำอะไรไปบ้างแล้วหรือยัง ที่จะเป็นการสร้าง และส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็งขึ้นในสังคมม้งของเรา .. เพราะเท่าที่เห็น มีแต่เข้าเมือง (อยากไปหลิ่วตาในเมือง) ไปเรียน ไปทำงาน และสุดท้ายก็หายหัวไป ซ้ำยังมาบ่นว่าผู้เฒ่าผู้แก่ บริหารจัดการชุมชนได้ไม่ดี

  18. โดมดอย

    ต้องขอโทษที่ไม่ได้แวะเข้ามา หลายวัน ขอบคุณที่ติ ชม มา ขอบคุณหลาย ๆ ท่านที่ให้ข้อคิดเห็น วิจารณ์ เรื่องของคนหลงทาง…..เราไม่รู้หรอกตามEditor ตอบให้แล้ว ส่วนเรื่องที่ ..ที่ว่า?มีชาวม้งหลายครอบครัวที่อาศัยอยู่ในเมือง มีบ้านดี รถดี มีงานดีๆ แต่เขาไม่สามารถจะพูดภาษาม้งได้แม้แต่คำเดียว และไม่รู้วัฒนธรรม ประเพณีของม้งเลย แม้ชุดประจำเผ่าก็ไม่มีหลงเหลือ หากเหตุดังกล่าวคือความเจริญรุ่งเรือง หากทุกคนได้รับความเจริญรุ่งเรือง ชนชาติม้งจะเป็นอย่างไร? ตรงนี้เป็นความคิดเห็นของผู้ไปมา ยื่อเพ่ง…ส่วนคนจีน คนม้งหน้าตาคล้ายกัน เปิ่นเหมือนกัน ในจีนอาจเป็นไปได้ว่าแยกยากก็ได้ เราแยกออกม้งในไทยเหมือนคุณว่า แต่ในจีนอาจอีกเรื่องหนึ่ง…เราไม่ได้ออกความคิดเห็นเอง มีบ้างแต่เรื่องนี้ไม่ใช่….

  19. คนน่าน

    กาลเวลาจะผ่านไปเลื่อยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆไม่ยอมหยุดนิ่งขอให้คนม้งอย่าท้อนะสู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆตายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

  20. yiyang

    เขาที่งอกมาทีหลังย่อมแข็งกว่า…………….อยากรู้ก็ตามมา

  21. Ab yim

    ผมชอบในการศึกษาประวัติศาสตร์ม้งมานานแล้ว
    ผมดีใจมาก ที่ยังมีผู้ใหญ่ม้งคอยให้ข้อมูล
    ผมชอบตอนที่ม้งรบกับทหารจีน 1 ต่อ 100 คน
    ช่างมีความสามารถมากสำหรับ บรรพบุรุษม้งจริง

  22. Moos

    ลองอ่านๆๆดูแล้ว ถ้า มัน เป็น จริง อย่าง ที่ ว่า แค้น นี้ มัน ช่างลึม ไม่ได้ จริง ๆๆ ผม ลูก หลาน ชาว ม้ง ผม ขอ แนะ นำ ให้ เอา ประวัต เหล่า นี้ ตีพิม เป็น หนัง สือ แจก จายให้ ทุก หมู บ้าน ได้ ศึกษา รู้ ว่า ราก เง้า ของ ตน นั้น อยู่ ที่ไหน บ้าน เกิด จริงๆๆ ของ เรา อยู่ ที่ ไหน ผมเคย ถาม ปู่ กับ ย่า ว่า ที่ จริง แล้ว ประเทศ ของ เรา อยู่ ที่ ไหน…. ปู่ ย่า ตอบว่า ประเทศ จีน แล้ว ผม ถาม ตอบ ว่า แล้ว ทำไม เรา ไม่ อยู่ ประ เทศ จีน ล่ะ … พึ้ง รู้ ว่า เรา ก็ เปลียบ เหมือน ต่างด่าว เข้า เมือง มัน เป็น แผล ใน ใจ ที่ ลึม ไม่ ได้ ทำไม เขา ทำ กับ เราแบบ นี้

  23. Moos

    ผม ศึกษา และ รู้ บาง อยาง จริง หรือ ไม่ ก็ ไม่รู้ ว่า วิชา กัง ฟู กำลัง ภาย ใน ของ ม้น ตอน นี่ อยู่ ที่ วัน เส้า หลิน ทั้ง หมัก เมา เป็น ต้น ผม คน หนึง ที่ ตอน นี่ กำ ลัง ศึก ษา ฝึก ฝน วิ ชา เหล่า นี่

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *