ตำนานประวัติศาสตร์ม้ง 5000 ปี ตอน 8

เปิดตำนานประวัติศาสตร์ชนชาติม้งที่ซ่อนเร้นมากว่า 5,000 ปี ตอน 8

ตอนที่แล้วคุยกันถึง ?เขากำแพงเหว? (Roob Laj Kab Rua) ภูเขาที่สูงใหญ่ มีหลักฐานต่าง ๆ อยู่บริเวณภูเขาใหญ่แห่งนี้ เพื่อให้ลูกหลานม้งได้ศึกษาว่าบรรพบุรุษม้งมีความสามารถเพียงใด ?เขากำแพงเหว? อยู่เมืองเก๊าพัวะ ซึ่งแปลว่าเมืองเขาสูง อยู่ไม่ไกลจากเมืองกัวะย่าง ไปทางตะวันออกเฉียงใต้

Hmong History

สาเหตุที่ม้งใช้ภูเขาลูกนี้ซ่องสุมกำลัง และเฝ้าระวังศัตรูก็เพราะด้านข้างของเขาเป็นหน้าผาสูงชันมาก ยากแก่การปีนขึ้นไปได้ มีทางขึ้นเพียง 2 ทางเท่านั้น บรรพบุรุษม้งสมัยนั้นได้ก่อสร้างประตูหินเป็นวงกลมเข้าไป ส่วนอีกประตูหนึ่งเป็นประตูวงกลมถึง 2 ชั้น บางช่วงของภูเขากำแพงเหว มีหน้าผาต่ำลงมาพอที่คนจะปีนขึ้นได้ ม้งก็จะนำก้อนหินมาก่อสร้างเสริมเติมให้เป็นเหวสูงชันมากขึ้น แต่เหลือช่องมอง เพื่อส่องดูศัตรู

บนเขาแห่งนี้ จะมีหลุมหินที่เป็นฝีมือมนุษย์สร้างขึ้น หลายหลุม บางทีอาจเป็นที่ตำข้าว ตำยา หรือตำดินปืนก็เป็นได้ ปัจจุบันไม่มีใครรู้ว่าผู้นำม้งที่ก่อสร้าง ?เขากำแพงเหว? มีนามว่าอย่างไร และไม่มีใครรู้เกี่ยวกับประวัติการสู้รบบริเวณนี้เลยว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง แล้วจบลงอย่างไร แต่เท่าที่มองเห็นในปัจจุบัน ปัญหาใหญ่ของกำลังพลม้งบนเขากำแพงเหว คือ ขาดน้ำสำหรับอุปโภค บริโภค รวมถึงอาหารการกิน

Death of Hmong

ห่างจากที่นี่ประมาณ 2 ? 3 ไมล์ มีถ้ำขนาดใหญ่มากภายในถ้ำมีโลงศพชาวม้งที่นำมาวางเรียง ๆ กันกว่า 130 โลง ประชาชนที่นี่กล่าวว่า คนที่ตายทั้งหมดนี้เป็นคนตระกูล ?แซ่ว่าง? อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลจากที่นี่นัก แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาเริ่มนำโลงศพมาวางซ้อน ๆ กันอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ บางโลงจารึกวัน เวลา ไว้ คือ ปี 1975 โดยโลงวางซ้อนกันหลายชั้น บางโลงก็ผุพังไปตามกาลเวลา บางโลงยังมีสภาพของไม้ดีอยู่

บริเวณใกล้ ๆ ถ้ำนี้มีชาวม้งอาศัยอยู่จำนวนมาก ตามประวัติกล่าวว่า สมัยก่อนม้งอาศัยอยู่ที่เมืองกัวะย่าง ( Kuam Yaaj ) อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 40 ? 50 ไมล์จากที่นี่ เมื่อแพ้สงครามกับจีน เขาจึงอพยพมาอาศัยอยู่ตามเขาที่กันดาร แห้งแล้งและสูงชันแห่งนี้เพื่อหลบหนีกำลังของทหารจีน หมู่บ้านนี้จึงได้ชื่อว่า ?หมู่บ้านกำแพงเขา? เพราะมีภูเขาล้อมรอบหมู่บ้านนี้ไว้ เหลือเพียงทางเข้าทางเดียว ?หมู่บ้านกำแพงเขา? อยู่ห่างจาก ?หมู่บ้านเขากำแพงเหว? ไม่มากนัก ประชาชนที่หมู่บ้านกำแพงเขา ก็เรียกตัวเองว่า ?ม้ง? เช่นกัน ที่หมู่บ้านกำแพงเขา ทหารจีนเคยเข้ามารบกับชาวม้งที่นี่ เมื่อชาวม้งแพ้จีน ทหารจีนได้สลักตัวอักษรจีนไว้บนแผ่นศิลาในบริเวณหมู่บ้านว่า ?ต้องทรมานม้ง อย่าให้มันลุกขึ้นมาได้อีก?

มีสงครามครั้งใหญ่หลายครั้ง ตรงกับราชวงศ์ชิง ทำให้ชาวม้งอยู่ไม่ได้ จึงอพยพออกจากแผ่นดินจีนไปสู่หลายประเทศทางใต้ เช่น เวียดนาม พม่า ลาว และไทย ตามที่ได้มีการสำรวจประชากรในปี ค.ศ. 1990 ม้งในจีนมี 7 ล้านกว่าคน อาศัยอยู่ใน 7 – 8 จังหวัดทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ ในเมืองกุ้ยเจ๊อมีชาวม้งอาศัยอยู่ 3 ล้าน 6 พันกว่าคน (3,006,000 คน) เมืองฮูหนาน 1,005,000 คน เมืองยูนนาน 896,000 คน เมืองเสฉวน (ซีชวน) 535,000 กว่าคน เมืองกวางซิ 425,000 คน เมืองฮูเป 2,000 กว่าคน เมืองไห่หนาน 52,000 คน ที่เหลือ ประมาณ 43,000 คนอยู่กระจายตามเมืองอื่น ๆ เพราะการอพยพหลบหนีภัยสงครามจึงได้กระเซ็นกระสายไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ ปนกับกลุ่มชนอื่น ๆ และบางส่วนก็ถูกบังคับให้กลายเป็นคนจีนไป

House of Hmong

ในประเทศจีน ม้งถูกแบ่งแยกเป็น 5 กลุ่ม เรียกตามการแต่งตัวของสตรีม้ง คือ ม้งแดง (Hmoob Liab) ม้งดำ (Hmoob Dub) ม้งขาว (Hmoob Dawb) ม้ง (ลาย) ดอก (Hmoob Paj) และม้งเขียว (Hmoob Ntsuab) เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย คือสิ่งสำคัญของชนชาติ แม้จะอยู่ห่างกันแค่ไหน หากเราเห็นกระโปรงสตรีม้งจะสวมใส่อยู่ หรือตากตามราวตากผ้าก็ตาม เราก็รู้ทันทีว่าหมู่บ้านนี้เป็นม้ง

แต่ที่ยังเสียใจไม่หาย คือปัจจุบันคงเหลือเพียงแม่บ้านชาวม้งส่วนมากเป็นผู้สูงวัยที่ยังแต่งตัวในชุดชาวม้ง หนุ่มสาวม้ง ส่วนใหญ่ ไม่ได้สวมชุดประจำเผ่าแล้ว แม้บางครั้งเราเดินสวนกันจนแทบจะชนกันก็ตาม เรายังไม่รู้ว่าเขาคือม้ง ทุกคนมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาของความเจริญรุ่งเรือง นับว่าเป็นสิ่งดี แต่เมื่อความเจริญรุ่งเรืองเข้ามามากขึ้น สิ่งดี ๆ ที่สืบทอดมาก็ค่อย ๆ หายไป มีชาวม้งหลายครอบครัวที่อาศัยอยู่ในเมือง มีบ้านดี รถดี มีงานดีๆ แต่เขาไม่สามารถจะพูดภาษาม้งได้แม้แต่คำเดียว และไม่รู้วัฒนธรรม ประเพณีของม้งเลย แม้ชุดประจำเผ่าก็ไม่มีหลงเหลือ หากเหตุดังกล่าวคือความเจริญรุ่งเรือง หากทุกคนได้รับความเจริญรุ่งเรือง ชนชาติม้งจะเป็นอย่างไร…ไว้ฉบับหน้ามาว่ากันต่อค่ะ.