ทำหน้าที่ทนาย แต่ฉันไม่ใช่ทนาย

เริ่มเรื่องขอแสดงตนเป็นทแนะ…เป็นคนอยู่ไกลจากทนาย ไม่ใช่ทนาย แต่ต้องทำหน้าที่แทนทนายยามจำเป็นและทำมานานตั้งแต่เริ่มทำงานเลยทีเดียว ลูกความคนแรก…..หนุ่มน้อยอายุไม่เกิน 18 ปี คดีมีฝิ่นในครอบครองศาลตัดสินจำคุก 5 ปี รับสารภาพ ลดครึ่งหนึ่งเหลือ 2 ปี 6 เดือน แต่พ่อเขาเห็นว่ามากไปเพราะ ลูกชายทำมาหากิน พ่อแม่ติดยาเสพติด จะให้มาทำอุทธรณ์ให้

เราไปคุยกับผู้ต้องหา เขาเล่าว่าเขากลัว จนท. ว่าเป็นเด็กแล้วทำผิดเลยโกหก จนท.ว่าอายุ 25 ปี ตอนนี้ตัดสิน จำ 2 ปี 6 เดือน (โง่จริง ๆ หากบอกอายุน้อยเพราะไม่มีหลักฐานว่าเกิดเมื่อไหร่ ถ้าเด็ก-เยาวชน โทษน้อยกว่า) อยากให้ช่วย เพราะยากจน ไม่มีเงินเลย ฉันไปดูสภาพบ้านเขาแล้วยากจนมากจริง ๆ เพราะครอบครัวติดยาทั้งครอบครัว จำใจช่วย ตอนนั้นศาลยังอนุญาตให้ญาติทำอุทธรณ์ให้ได้ แต่ปัจจุบันทำไม่ได้แล้วต้องให้ทนายทำให้ หรือไม่ก็ให้เจ้าตัวผู้ต้องหาทำเอง แต่ยากตรงที่ต้องย้อนเนื้อหาที่ศาลตัดสินว่าอย่างไร เราจะอุทธรณ์ว่าอย่างไร ผู้ต้องหาบางคนไม่มีเงินจ้างทนายเลยต้องยอมจำนนฟ้าดิน..เอ๊ย..ยอมจำนนด้วยการติดคุกไม่อุทธรณ์

รายนี้ฉันช่วยให้เขาได้รับการลดโทษเหลือ 1 ปี 6 เดือน เมื่อพ้นโทษ พอปีใหม่ เขาเรียกฉันไปบ้านแล้วฆ่าไก่ให้กินหนึ่งตัว แล้วมาคารวะฉัน (Pe Peb Pes เข้าใจคำนี้หรือเปล่า คุกเข่าคำนับ 3 ครั้ง) แค่นี้แหละที่เขาทำให้ฉัน จริง ๆ ฉันไม่ยอมไป แต่เขาก็เสียใจว่าเพราะเขาจนฉันเลยไม่ไปใช่หรือไม่ เลยจำใจไป

รายที่ 2 เป็นโรคเอ๋อ พูดฟังไม่รู้เรื่อง แต่พอจับใจความได้ ไปดูทีวีบ้านคนขายยาบ้า ตำรวจมาจับ คนอื่นหนีหมดเหลือแต่นายเอ๋อ กับเจ้าของบ้าน เลยถูกจับมาด้วย รายนี้ฉันต้องขึ้นศาลเพื่อเป็นล่าม และเป็นพยานให้ เพราะฉันเป็นล่ามให้ในชั้นสอบสวนที่ตำรวจแล้วด้วย สุดท้ายศาลยกฟ้อง ได้รับค่าชดเชยจาก สำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหาย และจำเลย ในคดีอาญา กระทรวงยุติธรรม จำนวน 1 แสนบาท

รายที่ 3 ฉันก็ต้องขึ้นศาลเป็นล่ามให้ เพราะอัยการมาเห็นฉันขึ้นศาลเป็นล่ามให้นายเอ๋อ เลยทำหนังสือขอล่าม ฉันต้องขึ้นศาลครั้งที่ 2 ของชีวิต รายนี้สามีถูกฆ่าตายเพราะคนข้างบ้าน นานหลายเดือนกว่าตำรวจจะจับได้ คนฆ่าติดคุก ฉันเสียว ๆ กลัวมันมาฆ่าเหมือนกัน ตอนนี้คงใกล้ออกจากคุกแล้วมั้ง…. นอกนั้นมีมากมายที่มาปรึกษาแต่ฉันช่วยไปบ้างแล้ว ส่วนที่ช่วยไม่ได้ก็แนะนำให้ไปหาอัยการ คุยและปรึกษาอัยการเอาเองบ้าง เพราะฉันไม่สามารถเข้าไปล้วงลูกลึก ๆ ปานนั้นได้

แต่มีอยู่กลุ่มหนึ่งยุ่งยากมากพอสมควรเพราะเจอตอตำ…(ตำรวจน่ะ…) แต่ฉันหาแนวร่วมได้ คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพราะฉันไม่รู้จักทนายม้ง ทนายมั้ง คนไหนสักคนเลยตอนนั้น…เรื่องมีดังนี้

ในช่วงรัฐบาลเปิดสงครามกับยาเสพติด เมื่อ กุมภาพันธ์ 2546 เป็นต้นมานั้น มีชาวม้งถูกฆ่าตัดตอนเป็นจำนวนมาก ทั้งผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดก็ถูกฆ่าตายอย่างไม่ปราณีด้วย ช่วงนั้นสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ออกมาปกป้องผู้บริสุทธิ์ โดยให้ผู้เสียหายสามารถแจ้งไปที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ฉันจึงแจ้งให้ชาวม้งที่คิดว่าญาติที่ถูกฆ่าตายเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็สามารถร้องเรียนให้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีชื่อในบัญชีดำ หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้กล่าวอ้างหรือไม่

ในบรรดาผู้บริสุทธิ์เหล่านั้น มี 5 ครอบครัวที่ผู้นำครอบครัวถูกฆ่าตายโดยไม่ทราบสาเหตุ มาปรึกษาดิฉันให้ช่วยเหลือ เนื่องจากพวกเขาเป็น ชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ที่ไม่สามารถ พูด เขียน อ่าน ภาษาไทยได้ ฉันจึงให้การช่วยเหลือ โดยทำหนังสือถึง สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ติดต่อ ประสาน และเป็นล่ามให้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ได้เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง นำโดยคุณวสันต์ พานิช คุณอาภรณ์ วงษ์สังข์ และ คณะ เข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุเพื่อทราบข้อเท็จจริง จนในที่สุด เรื่องกระจ่างว่าผู้เสียชีวิตไม่มีส่วนพัวพันกับยาเสพติด ทางสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงให้ญาตินำผลการพิสูจน์จากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ไปร้องขอค่าชดเชยต่อ สำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหาย และจำเลย ในคดีอาญา กระทรวงยุติธรรม จน สำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหาย และจำเลย ในคดีอาญา กระทรวงยุติธรรม ให้การชดเชย ครอบครัวละ 1 แสนบาท ซึ่งทำให้ 50 กว่าชีวิต สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ระดับหนึ่ง

แม้ปัจจุบันจะยังมีการฆ่าชาวม้งอยู่เรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องยาเสพติด ส่วนหนึ่งทำการเกษตรจนพอมีพอรวย แต่ถูกเจ้าที่ (เจ้าที่ที่ไม่ใช่ผีจริงแต่เป็นผีเน่าๆ) มาขอส่วนบุญแล้วไม่ให้ เลยถูกผีกัด ( แต่กัดตอบไม่ได้ เลยตาย…ไม่ใช่หนังโปเย..โปโลเยค่ะ) ก็มาปรึกษามากมาย

ครั้นฉันให้ไปแจ้งความแล้วจะได้เป็นหลักฐาน และสามารถร้องเรียนไปที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ แต่ไม่กล้า กลัวตาย ฉันเลยบอกว่าหากไม่กล้าจะให้ฉันช่วย ให้ฉันออกหน้าให้ ฉันช่วยไม่ได้ ฉันช่วยเฉพาะคนจนและกล้าเท่านั้น คนที่อยู่ข้างหลังคนอื่นไม่ช่วยใคร และไม่ต้องมาเสียเวลาทำมาหากิน เพราะฉันฟรีทุกราย เลี้ยงเขา ไม่มีค่ารถฉันช่วย ไม่มีที่นอน บ้านฉันเป็นที่นอนชั่วคราว จะให้ฉันมีคดีอีกคงไม่ไหวแล้วหละเพราะฉันไม่ได้เป็นพี่น้องพ่อแม่ไม่สามารถร้องทุกข์แทนกันได้ค่ะพี่น้อง ฉันต้องโกหกว่าเป็นญาติ ก็แน่หละคดีแจ้งความเท็จแน่ค่ะ แต่ยังช่วยอยู่ค่ะ ช่วยด้วยความจำยอม เพราะเขาจะมาตอนสุดความสามารถเขาทุกทีหละ…..เฮ้อ คุณทนายม้งทั้งหลายช่วยฉันด้วย…เพราะฉันไม่รู้กฎหมายเหนื่อยมากสำหรับขึ้นโรงขึ้นศาล.