ทุนนิยม ม้งเราจะเดินทางไหน

ผมเองไม่ทราบว่าพี่ๆ เพื่อนๆ กลับบ้านต่างจังหวัดกันปีละกี่หน สำหรับผมแล้วโดยปกติก็ปีละหน หรือสองหนเท่านั้น แต่สำหรับปีนี้โชคดีหน่อยได้กลับบ้านต่างจังหวัดแล้วสองหน และกลางเดือนนี้ก็จะได้กลับอีก

หลายคนเฝ้าหาโอกาสที่จะได้กลับไปเยี่ยมบ้าน เยี่ยมคุณพ่อ คุณแม่ แต่กับบางคนกลับลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยกลับบ้านต่างจังหวัดครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่อยากกลับไปอีก โดยมีเหตุผลหลายประการที่ยกขึ้นมาแจกแจง

เป็นต้นว่ากลับไปก็ไม่รู้จะทำอะไรกิน หรือไม่อยากกลับเพราะยึดติดกับภาพชาวกรุง แต่ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่ได้คุยกันเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อนคนนี้ให้เหตุผลชวนให้คิดต่างออกไป เพื่อนคนนี้บอกว่าการอยู่ในชุมชนม้งตามชนบททุกวันนี้ไม่เหมือนอย่างเมื่อก่อน เมื่อก่อนนั้นเราไม่ต้องดิ้นรนแข่งขันอะไรกันมาก ตื่นเช้ามาก็แค่เตรียมตัวไปไร่ไปสวน ตกเย็นก็กลับมาบ้าน ในชีวิตประจำวันจึงไม่จำเป็นต้องมีอะไรมาก

แต่เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไป สังคมม้งกำลังตกอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน คนที่ทำไร่ทำสวนก็ยังคงมีอยู่ คนที่ทำการค้าก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงธุรกิจและงานทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นงานขายประกันฯ การเร่ขายของตามงานมหรสพ

ประเด็นการพูดคุยของเพื่อนคนนี้อยู่ที่ว่า หากเค้าต้องค้าขายอยู่กับบ้านที่ต่างจังหวัด ก็จะมีเพื่อนบ้านและญาติๆ คอยมาเรียกใช้ให้ไปช่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นงานไร่งานสวน หรืองานพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งก็ทราบกันดีว่าระหว่างปีนั้น เราจะมีพิธีกรรมประจำมากน้อยแค่ไหน ยังไม่รวมถึงพิธีกรรมอื่นๆ อย่างเช่น การแก้บน แก้กรรมสะเดาะเคราะห์ แม้แต่ละบ้านจะมีพิธีกรรมเหล่านี้ไม่บ่อยนัก แต่ต้องไม่ลืมว่าม้งเรานั้นมีเครือญาติที่ค่อนข้างใหญ่ .. ถ้ารวมกับเพื่อนบ้านอีกล่ะ

กล่าวโดยสรุปก็คือ ในสถานการณ์การแข่งขันทำมาหากิน (ค้าขายให้เป็นเรื่องเป็นราว) คงจะไม่มีเวลาไปช่วยเหลือใครมากมายขนาดนั้น เพราะนั่นหมายถึงรายได้ที่จะขาดหายไป ..

และนี่ก็คือเหตุผลที่เพื่อนคนนี้ยกมา เพื่ออธิบายถึงเหตุผลของการไม่อยากอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด ซึ่งก็ไม่ถือว่าผิดอะไร เพราะคนต้องทำมาหากิน หากแต่ในความเป็นจริงของสังคมม้งเรา การช่วยเหลือเกื้อกูลกันไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมในสังคม หรืองานพิธีกรรมในหมู่เครือญาติ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากคุณไม่ช่วยเหลืองานบ้านอื่น บ้านอื่นก็จะไม่ให้ความช่วยเหลือกับบ้านของคุณเช่นเดียวกัน

ฉะนั้นนี่จึงอาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของสังคมม้งเรา ซึ่งระหว่างที่เกิดจุดเปลี่ยนนี้ จะมีความสับสนอลหม่านมากมายตามมา และหลักๆ ก็คงจะหนีไม่พ้นในเรื่องของสังคมนิยม และทุนนิยม

การคิดแบบสังคมนิยม อาจจะคิดว่านี่กำลังจะเป็นจุดเริ่มต้นของความเห็นแก่ตัวครั้งใหญ่ในสังคมม้งเรา (โดยที่ความเห็นแก่ตัวนั้นได้มีมานานแล้ว ในทุกสังคม) และนี่อาจถึงเวลาล่มสลายของระบอบเครือญาติของม้งเรา ต้องไม่ลืมว่าม้งเรามีความผูกพันธ์แบบเครือญาติขนาดใหญ่ และไม่เหมือนใคร สังเกตุจากการทักทายเมื่อคุณเดินทางไปต่างถิ่น คำถามที่คุณจะได้รับเป็นอันดับแรกๆ คือ .. มาจากไหน แซ่อะไร ? หากคำตอบคือแซ่เดียวกัน ก็จะไม่ใช่เรื่องยากที่จะมานั่งแจกแจง เชื่อมโยงถึงความเป็นญาติกัน

แต่หากต้องมาคิดเรื่องนี้ในแง่ของทุนนิยมแล้ว นี่อาจเป็นเวลาที่ม้งเราต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง และอาจจะต้องเลิกยึดติดกับรูปแบบวิถีชีวิตเก่าก่อน เพราะอย่าลืมว่ายังมีระบบที่ใหญ่กว่าสังคมม้งเรา (ระดับประเทศ ระดับโลก หรือ Globalization) หากเรามัวฝืนกับกระแส สุดท้ายแล้วม้งเราอาจต้องกลายเป็นเหยื่อของระบบทุนนิยมในที่สุด .. และจมปรักอยู่กับคำว่า “สังคมล้าหลัง” ต่อไป

อาจถึงเวลาการลอกคราบครั้งใหญ่ของสังคมม้งเราแล้ว และทุกคนก็ไม่จำเป็นต้องคิดอีก ว่าจะเลือกรักษาสิ่งเก่า หรือเปิดรับสิ่งใหม่ เพราะผมเชื่อว่าสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ คือการที่คุณได้เลือกแล้ว