ประวัติศาสตร์ชนชาติม้ง ภาค 2 ตอน 7

Hmong Asia Thailand

เมืองเฟงหวง เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวนิยมเข้ามาชมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างยิ่ง ก่อนหน้ารัฐบาลจีนได้พัฒนา โดยซ่อมแซมกำแพง ประตูเมือง เพื่อให้คล้ายสมัยสงครามม้งกับจีน เมืองเฟงหวง เป็นเมืองของม้ง แต่ตกไปเป็นของจีน ซึ่งเดิมม้งตั้งชื่อว่าเมืองเซงกาง แต่เมื่อตกเป็นของจีน จีนจึงเปลี่ยนชื่อเป็นเฟงหวง จนทุกวันนี้

อีกอย่างที่เมืองเฟงหวงมีชื่อเสียงโด่งดัง นักท่องเที่ยวนิยมไปชม เพราะที่นี่มีอดีตม้งท่านหนึ่งชื่อ เชง กง เวง ( Shen Cong Wen) การศึกษาของเขาก็ไม่สูงนัก แต่มีความสามารถในการเป็นนักเขียนได้ดีเยี่ยม หนังสือที่เขาเขียนได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศจีน และโด่งดังไปทั่วโลก เขาเขียนหนังสือทั้งหมดประมาณ 40 เล่ม แม้ปัจจุบัน ยังมีนักเขียนหลายท่านยังเขียนหนังสือกล่าวถึง ท่านนักเขียน เชง กง เวง อยู่ หนังสือที่นำชื่อเสียงมาสู่ เชง กง เวง มากที่สุด คือ เบียน เชง (Bian Cheng, sau xyoo 1934. Bian Cheng txhais tias lub nroog ntawm ntug nrim.) ซึ่งเขียนปี พ.ศ. 2477 ซึ่ง เบียน เชง แปลว่า เมืองชายแดน ซึ่งอาจหมายความถึงเมืองระหว่างม้งติดกับจีน (ผู้เขียนเข้าใจเช่นนั้น)

ที่เมืองจี๋ฉู่ บ้านที่ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวก็ตั้งตามชื่อหนังสือของ เชงกงเวง เช่นกัน และปัจจุบัน เบียนเชง ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์อีกด้วย

เชง กง เวง เกิด ปี 1902 ( พ.ศ. 2445) ที่เมืองเฟงหวง และเสียชีวิต ปี 1988 ( พ.ศ. 2531) หลังเสียชีวิต ญาติ ๆ ได้เผาศพของ เชง กง เวง แล้วนำเถ้าอัฐิแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกนำมาโปรยบริเวณที่เป็นบ้านปัจจุบันของ เชง กง เวง อีกส่วนนำไปลอยอังคารในแม่น้ำตูเจี้ยง (Tou Jiang) ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้ามาชมบ้าน และสักการะหลุมศพเทียมที่สร้างขึ้นมาเพื่อสักการบูชา เชง กง เวง ปีละจำนวนมาก
เมืองเฟงหวง กลายเป็นเมืองเศรษฐกิจไปเพราะมีร้านค้ามากมายเรียงรายนับไม่ถ้วน ล้วนเป็นร้านรวงที่จำหน่ายสินค้า ผลิตภัณฑ์ของชาวม้งทั้งสิ้น รวมถึงกำแพงเมืองเฟงหวง ทางรัฐก็จัดสรรงบประมาณมาซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มาชมกัน

ห่างจากเมืองเฟงหวง ไปทางเหนือ 10 กิโลเมตร ยังมีกำแพงหิน จีนได้สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันกำลังพลจากม้งที่เมืองกุ้ยเจ๊อ (Guizhou) และเมืองฮูหนาน ในปี 1615 ( พ.ศ.2158 ซึ่งตรงกับสมัยอยุธยาของไทย) สมัยก่อนมีความยาวประมาณ 100 ไมล์ แต่บางกลุ่มก็กล่าวว่ากำแพงหินนี้มีความยาว 237 ไมล์ (380 กิโลเมตร) สูง 2.3 เมตร มีความกว้างจากฐาน 1.7 เมตร ความกว้างด้านบน 1 เมตร

แต่ในปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) คณะสำรวจ (Ywj Pheej Xyooj) ไปถึงก็เหลือเพียงเศษหินบางส่วนที่ยังคงอยู่ แต่จากนั้นให้หลัง 2 ปี จีนสามารถซ่อมแซมขึ้นมาใหม่เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้เข้ามาชม ช่วงที่ซ่อมแซมนี้ยาวประมาณ 3 ไมล์

ตามประวัติเขาเรียกกำแพงนี้ว่า เบียน เกียน (Bian Qian) ซึ่งมีความหมายว่า กำแพงกั้นแดน แต่ปัจจุบันคนมักเรียกว่า นัน ชัง เชง (Nan Chang Cheng) กำแพงใหญ่ทางใต้ ซึ่งจากกำแพงใหญ่ทางใต้นี้ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีหมู่บ้านม้งชื่อ ชานเจี้ยง (Shan Jiang) มี 120 ครอบครัวเป็นม้งและพูดภาษาม้งเพียงอย่างเดียว และที่นี่มีพิพิธภัณฑ์ เก็บสมบัติต่าง ๆ ของม้งไว้มากมาย (Hmoob lub chaw khaws teej tug)

ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ชื่อ หลง เวง หยู (Long Wen-yue) ซึ่งเป็นม้งคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงในฮูหนานทางตะวันตก ใกล้เคียงกันนี้ยังมีคฤหาสน์ หรูหลังหนึ่งซึ่งเป็นของเศรษฐีม้งท่านหนึ่ง ชื่อ หลง หยุน เฟย (Long Yun-fei) บางกลุ่มก็เรียก หลง หยุน เฟย ว่าเป็นกษัตริย์ม้งด้วยเช่นกัน หลง หยุน เฟย เคยร่วมกับจีนรบญี่ปุ่น ในปี ค.ศ.1930 ( พ.ศ.2473)

ปัจจุบัน หลง เวง หยู เข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหญ่ของ หลง หยุน เฟย บางส่วน และนำคฤหาสน์ส่วนใหญ่มาเป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อเก็บข้าวของเครื่องใช้ของม้งไว้ ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีข้าวของมากมายมีอายุประมาณ 400-500 ปีมานี้เอง เช่น เตียงนอนของกษัตริย์ม้ง ที่สร้างได้อย่างวิจิตรบรรจง รวมทั้งอาวุธต่าง ๆ ที่ม้งใช้สู้รบกับจีนอีกด้วย.

…ติดตามตอนต่อไป เร็วๆ นี้

อ่านย้อนหลัง ประวัติศาสตร์ม้ง โดยพี่ DomeDoi: