ปัญหาโลกร้อน และกฎหมายไทย

วันนี้ถือเป็นการเก็บข่าวมาเล่าละกัน และแน่นอนว่าจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับพี่น้องม้งของเราบ้าง ไม่มากก็น้อย ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม (ลีลา) แต่สำหรับข่าวนี้ผมก็เชื่อได้ว่าคงจะเกี่ยวข้องอย่างแรงเลยหล่ะ แต่ความแรงนั้นก็คงขึ้นอยู่กับว่า คุณประกอบอาชีพอะไร คุณอาศัยอยู่ในพื้นที่ หรือภูมิประเทศแบบใด .. เป็นภูเขา หรือที่ราบลุ่มแม่น้ำ

จากข่าวเมื่อ วันเสาร์ ที่ผ่านมา กรณีที่อุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อส.) ได้คิดสูตรแปลกเกี่ยวกับการคำนวณค่าเสียหาย และคิดเป็นค่าปรับสำหรับใครก็ตามที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน จากการตัดไม้ทำลายป่า โดยเน้นย้ำไปที่ชาวไร่ชาวนา ตาสี ตาสา เจ้าของโรงงานไม่ต้อง

ไม่ใช่แค่การคำนวณแบบธรรมดาทั่วไป ทาง อส. เล่นคิดสไตล์ฟิสิกส์ และชีววิทยาควบคู่กันเลยทีเดียว กล่าวคือค่าเสียหายนั้นจะถูกคำนวณกันตั้งแต่มูลค่าของเนื้อไม้แต่ละชนิด รวมไปถึงการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีววิทยา .. ตาสี ตาสา นอกจากต้องติดตามราคาหุ้นแล้ว กรุณาติดตามมูลค่าเนื้อไม้ด้วย

สูตรนี้ไม่ได้คิดขึ้นมาเล่นๆ และไม่ได้คิดขึ้นมาเพื่อเป็นมุขขำขัน เพราะพี่น้องคนไทยทางภาคใต้อย่าง จ.พัทลุง และ จ.กระบี่ รวม 15 ราย ถูกพิพากษาอย่างแรงให้ต้องชดใช้ค่าเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท (20,000,000 บาท) ที่น่าสนใจคือ ชาวบ้านรายหนึ่งใน จ.พัทลุง ที่โค่นต้นยางในสวนของตัวเอง แต่กลับถูกพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายที่ทำให้โลกร้อนเป็นเงินถึง 1.67 ล้านบาท (1,670,000 บาท) .. นี่หล่ะปัญหาโลกร้อนของจริง

แปลกแต่จริงที่นี่เมืองไทยไม่ใช่เมืองนอก ปกติเราจะได้ยินข่าวแปลกเกิดขึ้นบ่อยๆ กับฝรั่งมังค่าที่มักทำอะไรบรรเจิดให้เป็นข่าวอยู่เสมอ แต่เรื่องนี้ขอย้ำ .. ที่นี่ประเทศไทย

เราลองมาดูกันว่าว่ากฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้อย่างไร และสูตรอันบรรเจิดนี้ต้องคิดคำนวณอย่างไร

พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 มาตรา 97 “กำหนดให้ผู้ใดที่กระทำ หรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการทำลาย หรือทำให้สูญหาย หรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐจากมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากร ธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายไปแล้ว”

คำว่า “ทำลาย หรือเสียหาย” นอกจากตัดไม้แล้วยังหมายถึงการเผา แผ้วถางทำไร่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั้งหมด มีรายละเอียดการคิด ดังนี้

1.ค่าเสียหายที่ทำให้อากาศร้อนมากขึ้น คิดเป็นมูลค่า 45,453.45 บาทต่อไร่ต่อปี
2.ค่าเสียหายทำให้น้ำสูญเสียออกไปจากพื้นที่โดยการแผดเผาของรังสีดวงอาทิตย์ 58,800 บาทต่อไร่ต่อปี
3.ทำให้ดินสูญหาย 1,800 บาทต่อไร่ต่อปี
4.ทำให้ปุ๋ยสูญหาย 4,064.15 บาทต่อไร่ต่อปี
5.ค่าเสียหายทางตรงจากการเพิ่มรายปีของเนื้อไม้เฉลี่ย 40,825.10 บาทต่อไร่ต่อปี

ผมเองในฐานะคนม้ง และเกือบจะเป็นคนชั้นล่างสุด (เป็นชาวไร่ชาวนาด้วย) อยากจะถามว่า

?แล้วโรงงานต่างๆ ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายต่อภาวะโลกร้อนอย่างไรบ้าง?
?บ้านคนใช้เครื่องปรับอากาศ (แอร์) ต้องรับผิดชอบต่อภาวะโลกร้อนอย่างไรบ้าง?
?คนขี่เก๋ง ต้องรับผิดชอบต่อภาวะโลกร้อนอย่างไรบ้าง?
“ที่สำคัญคือ ช่วยตัดเศษสตางค์ออกได้มั๊ย
ฯลฯ

แต่ก็อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะนี่เป็นเพียงสูตรและความเห็นชอบของทาง อส. แต่เพียงฝ่ายเดียว แม้จะอ้างว่าได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่ายแล้วก็ตาม (คงจะเป็นฝ่ายบัญชี ฝ่ายบุคคล และอีกหลายๆ ฝ่ายในหน่วยงาน อส. เอง)

สำหรับเรื่องนี้หลายฝ่ายได้ออกมาตำหนิ และไม่เห็นด้วยกับสูตรอันบรรเจิดนี้ เพราะประเทศไทยยังไม่ก้าวหน้าขนาดนั้น ประเทศไทยยังต้องอาศัยพี่น้องชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ในการปลูกข้าว ปลูกแตงกวา แตงไทย ขนุน น้อยหน่า พุดทรา มังคุด ละมุด ลำไย มะเฟือง มะไฟ มะกรูด มะนาว มะพร้าว ส้มโอ ฟักแฟง แตงโม ไชโย โห่ฮิ้ว .. เอ้ย ให้เรากิน แต่สูตรนี้กำลังมุ่งทำร้ายพี่น้องชาวเกษตรกรเหล่านั้น โดยที่ผู้ดีตีนแดงยังคงตะแคงตีนเดินอยู่อย่างนั้น ไม่ได้รับผลกระทบจากสูตรนี้แต่อย่างใด

นำมาบอกเล่าก็ด้วยหวังว่าพี่น้องม้งเราจะระมัดระวังตัว ไม่ตกเป็นเหยื่อของสูตรนี้ เพราะบางครั้งกฎหมายไทยก็เป็นเสมือนดาบสองคม บางครั้งใครจะผิดจะถูกก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าใครตีความ และจำเลยนั้นเป็นใคร แต่สำหรับเรื่องนี้ผมเชื่อว่าในที่สุดแล้วสูตรนี้คงจะต้องทิ้งไป (ใครที่ยังไม่ท่องก็ไม่ต้องท่องนะ) เพราะในทางปฏิบัติแล้วมันไม่ครอบคลุมสาเหตุของโลกร้อนทั้งหมด .. แต่หากจะมุ่งเน้นกับเฉพาะคนจนที่ไม่มีทางสู้ก็ ตามสบายครับนาย