ปีใหม่ม้ง ลากยาวยิ่งกว่าหนังไตรภาค

ก็เชื่อว่าส่วนใหญ่คงกลับจากปีใหม่ม้งกันแล้ว หลายคนกลับมาปุ๊บก็คงต้องรับบทหนักต่อเลย บางคนดีหน่อยที่พอมีเวลาให้อุ่นเครื่องบ้าง ด้วยการกลับมาเริ่มต้นงานเบาๆ ก่อน เอาเป็นว่า ไม่ว่าจะกลับมาเจอกับสภาพไหนๆ ก็จงเข้าใจว่า นั่นแหละคือชีวิตจริง

ก็คงยังใช้คำว่า “ในที่สุดเทศกาลปีใหม่ม้ง 2011 ก็ผ่านไป” ไม่ได้ เพราะเทศกาลปีใหม่ม้งของเราได้กลายเป็นหนังไตรภาคไปเสียแล้ว (ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้) เอาเป็นว่าของเดือนธันวาคมปีนี้ถือเป็นภาคแรกละกัน สำหรับภาคสองภาคสามนั้นก็คงต้องติดตามกันต่อไป ว่าจะสนุกเหมือนในภาคแรกมั๊ย หรือจะกร่อย

สำหรับชุมชนม้งที่จัดเทศกาลปีใหม่ม้งตรงกับช่วงวันที่ 7 ธันวาคม ของปีนี้นั้น ถือว่าเป็นการจัดตามหลักปฏิทินจันทรคติที่ม้งเรายึดถือปฏิบัติกันมา นั่นคือ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1

สำหรับปีใหม่ม้งภาคสองก็คงจะเป็นช่วงหยุดยาวสิ้นปีกับขึ้นปีใหม่ ชุมชนม้งที่จัดในช่วงนี้ก็คงหวังจะปฏิวัติเทศกาลนี้ เพื่อให้ลูกหลานสามารถกลับมาร่วมงานกันอย่างพร้อมเพรียง ก็ยังไม่รู้ว่าอย่างไหนจะมีคุณค่ามากกว่ากัน

ระหว่างการรักษาสิ่งดั้งเดิมอันเป็นตัวตนของเราไว้ เพื่อให้ลูกหลานได้สืบทอดต่อไปด้วยความภาคภูมิ กับการปรับเปลี่ยนประยุกต์เพื่อให้สอดรับกับโลกปัจจุบัน (ด้วยเข้าใจว่าทำเพื่อลูกหลาน) จนวันหนึ่งเราต้องสูญเสียความน่าภาคภูมินั้นไป เพราะเราไม่สามารถอธิบายได้ว่าเราคือใคร ..ไร้ซึ่ง อัตลักษณ์ ก็คือไร้ซึ่งการมีตัวตนอยู่ (ก็เหมือนมีแต่ตัว ไม่มีบัตรประชาชนนั่นแหละ)

แล้วปีใหม่ม้งภาคสามล่ะจะออกเมื่อไหร่ อันที่จริงตรงนี้ก็ตอบยากนะ รู้แต่ว่าเป็นช่วงต้นเดือนมกราคมปีหน้า เห็นหลายบ้านจะจัดกันช่วงนั้น แต่เวลาก็ยังไม่ตรงกันซะที ยังมีก่อนหลังให้ไล่เรียงกันอยู่

สำหรับบ้านที่จัดกันช่วงต้นเดือนมกราคมนั้น พอจะจับเหตุผลใหญ่ๆ ได้สองข้อ คือ

หนื่ง ความพร้อม โดยส่วนใหญ่จะหนีไม่พ้นเหตุผลเหล่านี้ พืชสวนไร่นายังไม่ได้เก็บเกี่ยว หมูหมากาไก่ที่เลี้ยงไว้ยังไม่โต งั้นเราลองมาดูกันว่าเหตุผลในข้อนี้เท็จจริงแค่ไหน

เห็นด้วยไหมว่า ชุมชนม้งหรือหมู่บ้านม้งที่อยู่ใกล้กัน (เช่นอยู่ในเขตอำเภอใกล้เคียงกัน) มักจะทำการเกษตรที่คล้ายคลึงกัน เพาะปลูกในสิ่งเดียวกัน ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลทางด้านภูมิศาสตร์ ..ไม่อยากจะพูดเลยว่า ไอ้หมู่บ้านใกล้ๆ ที่ว่าน่ะ ส่วนใหญ่แล้วเพาะปลูกในพื้นที่เดียวกันด้วยซ้ำ

แต่ทำไมบางหมู่บ้านเค้าสามารถจัดเทศกาลปีใหม่ม้งได้ตรงตามเวลา แต่บางหมู่บ้านเค้าถึงบอกว่ายังไม่พร้อม พูดแล้วไม่เห็นภาพ ก็ขอยกตัวอย่างละกัน อย่างเช่น ชุมชนตำบลป่ากลาง กับบ้านถ้ำเวียงแก อยู่เขตอำเภอติดกันนั่งรถประมาณ 30 นาที ..ป่ากลางจัดแล้ว บ้านถ้ำเวียงแกยัง

ความพร้อมอีกอย่างก็คือเรื่องเวลา สำหรับปีนี้ ถ้าจะถือเอาความสะดวกในเรื่องเวลา ผมก็ยังคงยกให้เป็นช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนธันวาคม (5-12) เพราะมีวันหยุดหลายวัน ไม่ว่าจะเป็นวันที่ 5 (วันพ่อ) หรือวันที่ 10 (วันรัฐธรรมนูญ) จึงถือเป็นปีหนึ่งที่มีความลงตัวค่อนข้างมากในเรื่องเวลา ที่เราจะใช้จัดเทศกาลปีใหม่ม้งกัน ..หรือช่วงต้นเดือนมกราคมปีหน้าจะเหมาะสมกว่านี้ ?

เหตุผลอย่างที่สอง คือต้องการเรียกแขก หรือถ้าจะพูดให้ตรงก็คือเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ กล่าวคือการเลี่ยงจัดงานไม่ให้ตรงกับหมู่บ้านอื่น จะช่วยทำให้มีคนมาเที่ยวงานได้มากขึ้นนั่นเอง ก็ไม่แปลกใจที่เราจะนำแนวความคิดนี้มาใช้ เพราะนี่คือโลกทุนนิยม

ก็ต้องมาดูกันว่างานนี้จะเรียกแขกหรือไล่แขก เพราะได้ยินหลายคนบ่นๆ ว่าปีใหม่ที่ผ่านมาหมดเงินไปเยอะ และคงไม่กลับงานปีใหม่เดือนมกราคมอีก (งานบ้านเค้าแท้ๆ) ..ที่สำคัญแขกจะโดนเตะตัดขาอีกหนึ่งดอกช่วงตอนสิ้นปีกับขึ้นปีใหม่ ก็ต้องคอยดูว่าแขกจะยังไปต่อใหวมั๊ย กับงานปีใหม่ม้ง “เรียกแขก”

ก็เอาเป็นว่าใครที่ลางานไปปีใหม่ม้งที่ผ่านมา และบอกกับเพื่อนฝูงที่ทำงานว่าลาเพื่อไปงานปีใหม่ม้ง ถ้าหากว่าเดือนหน้าจะลาด้วยเหตุผลเดียวกันนี้อีก ก็แนะนำให้กรอกเป็นลาขาดแทน ..เตือน อย่ากรอกว่าลาป่วย เพราะเมื่อเพื่อนมาเยี่ยมที่ห้องไม่เจอ แล้วความจะแตก

ม้งไทยจัดงานปีใหม่ข้ามปี ส่วนม้งเมกันจัดกันเกือบตลอดทั้งปี ..สเปะสปะ We’re same same

33 Comments

  1. xav nco

    เออ… นะ ไตรภาคนี้ ยังอีกยาว…ไม่เข้าใจเช่นกันทำไมม้งจัดงานพร้อมกันไม่ได้..ทำไม คนจีนเขายังจัดตรุษจีนตรงกันได้ ทั่วโลก.. ถ้าจัดตรงกัน ไปเรื่อยๆอีกหน่อยน่าจะเป็นที่ยอมรับและมีวันหยุดที่เป็นสากล อย่างเช่น คนจีน…วันตรุษจีน เจ้านายไม่ต้องมาถามสาเหตุการลา ให้หยุดไปโดยปริยาย..จะลาทีต้องหาเหตุในการลา..เหนื่อยใจ..

  2. หวัดลงคอ

    ฮา กับไตเติ้ลของ บทความชุดนี้นะ

    ภาคต่อ ยังมีอยู่ที่เชียงใหม่

  3. คนไม่มีแฟน

    อยากมีแฟนดีๆสักคน
    ตอนนี้เรียนอยู่ปี4…(กรุงเทพฯ)
    อยากมีแฟนก่อนอายุ30…จะมีรึเปล่า
    สาวๆที่ยังโสด ก็ช่วยทักทายกันหน่อยนะครับ…(ผมเป็นคนม้งจังหวัดน่านครับ)

    เฮ้อ…หาคนที่จริงใจยากจริงๆเลย…

  4. คนไม่มีแฟน

    ถ้าอายุ30แล้วยังไม่มีแฟน ก็คงจะเลิกคิดไปเลย…..
    เหนื่อยใจ…..หรือว่าผมคงต้องอยู่โสดไปตลอดชีวิต…..

    ผมอาจจะไร้สาระ นอกเรื่องไปมากนะครับ…..ขออภัยด้วยนะครับ…..

  5. โดมดอย

    เมื่อวานเข้ามาชมไม่ได้เครื่องพี่เสียหรืออัพเว็ปอยู่ ก็อย่างว่า เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นไม่อยากรอคงรอเกิดใหม่ง่ายกว่า

  6. txooj vaaj

    ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปครับ! ผมคนหนึ่งที่เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง ผมทำงานสื่อมวลชนในเชียงใหม่ไม่เพียงแต่วัฒนธรรมของม้งที่เปลี่ยน แต่วิถีชีวิตและประเพณีวัฒนธรรมของหลายๆ ที่ ก็เริ่มเปลี่ยน คำถามคือ “ทำไม?” … และการเปลี่ยนนั้น “ดีหรือไม่ดี?” … ขึ้นอยู่กับเราจะมองในมุมไหนครับ นั่นก็คือ หากมองในมุมของการอนุรักษ์แบบดั้งเดิม การเปลี่ยนนั้น “ไม่ีดี” แต่หากมองในแง่ของการอนุรักษ์แบบร่วมสมัยเพื่อให้อยู่รอด ผมว่าดีนะครับ
    ….
    แต่ทั้งนี้ผมเองไม่อยากให้มองว่าดีหรือไม่ดี เพราะหากเราจะยึดติดอยู่กับรูปแบบเดิม เราคงไม่ต้องฟังเพลงม้งสมัยใหม่ หรือ สวมใส่ชุดม้งประยุกต์กันแล้ว เพราะทั้งสองสิ่งนี้ก็เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ดังนั้นการเปลี่ยนในเรื่องของเวลานั้นผมมองว่าเเพียงพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ เพื่อให้ประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของม้งนั้นคงอยู่
    ….
    สิ่งสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ เราจะทำอย่างไร ให้เกิด “ความเข้าใจที่ถูกต้อง” หากเราโฟกัสไปที่เรื่องของเวลาเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ คงต้องมองไปในบริบทอื่นๆ ด้วย ผมคิดว่ายุคสมัยนี้คงต้องผ่อนปรนบ้างเพราะเราต้องยอมรับว่าวิถีชีวิตของเราต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง ผมเองยังจำได้ว่าก่อนจะถึงปีใหม่นั้น ผมนอนแทบไม่หลับเลยเพราะ “ตื่นเต้น” มากๆ ตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่ออาบน้ำแปรงฟันแต่งตัวแล้วออกไปหาคู่โยนลูกผ้า แต่สมัยนี้ก็ยังตื่นเต้นจนนอนไม่หลับเหมือนกัน แต่ตื่นเต้นจากพวกวัยรุ่น เพราะถือเอาเป็นช่วงพบกลุ่มกินเหล้าร้องเพลงเสียงดังและไม่รู้จะีตีรันฟันแทงกันเมื่อไหร่
    ….
    ไม่เพียงแค่วัฒนธรรมของม้งเปลี่ยน แต่ผมว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดครับ! เพราะต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด ม้งของเราเองในทัศนะของผมคิดว่า หากเราเปลี่ยนแล้วอยู่รอด ดีกว่ารักษาแบบดั้งเดิม แต่อาจเสี่ยงที่จะสูญหาย ครับ!

    ปล. ทัศนะส่วนตัวอาจถูกหรือผิดก็ได้

  7. สาวม้งไกลบ้าน

    ม้งก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไร้ความสามัคคี ปรองดอง ไร้การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีแต่ความเห็นแก่ตัวโดยเฉพาะเครือญาติ ไม่ชอบเห็นม้งด้วยกันได้ดี จึงทำให้ม้งขาดการพัฒนา ขาดความเจริญก้าวหน้า

    ขนาดเรื่องงานปีใหม่ม้ง ยังต่างคนต่างจัด ต่างคนต่างก็ว่าช่วงเวลาของตัวเองนั้นถูกต้อง โดยไม่มีการปรึกษากัน แล้วอย่างนี้ จะไปหวังให้ม้งพัฒนาเท่าเทียมกับเผ่าอื่นได้อย่างไร อีกหน่อยก็คงสูญสิ้นความเป็นม้ง กลายเป็น คนไร้เชื้อชาติ

    ตอนนี้ ก็ไม่หวังพึ่งอะไรที่เป็นม้งแล้ว ขอกลายพันธุ์เป็น คนไทย ดีกว่า

    จากสาวม้งคนหนึ่ง

  8. EdiTor (Post author)

    พี่โดมดอย ใครโชคดีก็อาจเจอแจ็คพอร์ตเว็บล่มครับ ปกติแล้วจะไม่เป็นแบบนั้น

    คุณ txooj vaaj เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างที่คุณกล่าวมา เราไม่ควรมองในแง่ของดีหรือไม่ดี เช่นเีดียวกันครับ เรื่องถูกผิดก็ยังไม่ใช่สาระสำคัญของการถกในประเด็นนี้ สิ่งที่เราควรค้นหาเพื่อสรุปในประเด็นนี้ก็คือ เรายังจำเป็นต้องรักษาความเป็นเอกภาพให้คงอยู่ต่อไปหรือไม่

    นั่นคือเราควรมีแค่ ปีใหม่ม้ง หรือเราต้องมี ปีใหม่ม้งครั้งที่หนี่ง ปีใหม่ม้งครั้งที่สอง ปีใหม่ม้งครั้งที่สาม ..

    การปรับเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอดนั้นถือเป็นเรื่องที่ควรทำครับ แต่ถ้าเราปรับเปลี่ยนโดยไร้หลักให้ยึดถือ ก็เกรงว่านานไปเราจะหาสาระในสิ่งที่ทำไม่เจอ (ไม่ใช่แค่เรื่องปีใหม่ม้ง) ผมเองเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ม้งเราควรยอมรับเรื่องการเปลี่ยนแปลง แต่ อย่างน้อยที่สุดเราควรอธิบายได้ถึงสาเหตุที่เราต้องปรับเปลี่ยนด้วย ..เหนืออื่นใดการปรับเปลี่ยนควรเป็นไปในทางเดียวกันด้วยครับ เพราะมันเป็นเรื่องเดียวกัน และเราถือว่าม้งคือคนกลุ่มเดียวกัน

    ถ้าพูดถึงวัฒนธรรมแล้ว ปัจจุบันมีปัจจัยมากมายที่จะทำให้วัฒนธรรมสูญหายไปได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นวิถีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป (เรียน ทำงาน) การขาดคนสืบทอด (เช่นคนปักผ้า) การถูกเจือจางด้วยวัฒนธรรมอื่น (เสื้อผ้าประยุกต์ รวมถึงการกินเหล้า) ..จึงแน่นอนว่าเราไม่อาจต้านการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นเราจึงควรสร้าง “ความเข้าใจที่ถูกต้อง” (อย่างที่คุณ txooj vaaj ได้กล่าวมา) ต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ไม่ใช่ปล่อยตัวลอยตามน้ำโดยไร้การควบคุม

    ขอบคุณ คุณ txooj vaaj ที่ร่วมแสดงทัศนะอันเป็นประโยชน์ และหวังว่าคุณ txooj vaaj จะไม่ว่าอะไร หากผมจะอีเมล์ไปรบกวนบ้างนะครับ

  9. EdiTor (Post author)

    คุณสาวม้งไกลบ้าน ก็อย่าเพิ่งตัดพ้อไปครับ อันที่จริงม้งเราก็ยังไม่ได้วิกฤติถึงขั้นที่เราต้องละทิ้งความเป็นม้งไป เพียงแต่เราอาจจะโชคดีหน่อยที่เกิดมาอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน จึงได้พบเห็นอะไรมากเป็นพิเศษ เป็นธรรมดาที่บางเรื่องอาจสร้างความสับสนให้กับเราได้ เพราะมันคือเรื่องใหม่สำหรับเรา

    ก็ขอเป็นกำลังใจให้คุณ สาวม้งไกลบ้าน เป็นม้งต่อไป .. :)

  10. a gal

    ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เพื่อการพัฒนา และเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย

    ถ้าหากสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน แต่เราไม่เปลี่ยนแปลงบ้าง เราจะสามารถอยู่ในสังคมนั้นได้อย่างไร??

    ส่วนตัวเราคิดว่า การที่ จัดปีใหม่ม้งไม่ตรงกับวัฒนธรรมดั้งเดิมนั้น ก็คงจะมีเหตุผลที่มากเพียงพออยู่แล้ว เพราะเราเชื่อว่า ม้งทุกคน ไม่มีใครอยากให้วัฒนธรรมของชาติกำเนิดเราสูญหายไปหรอก คุณ ก็ชั่งน้ำหนักเอาเองละกัน ระหว่าง เปลี่ยนวัน แต่ ยังมีเทศกาล ลูกหลานม้งสามารถมาเรียนรู้และร่วมกันในวัฒนธรรมปีใหม่มากขึ้น กับการที่ ไม่เปลี่ยนวัน แต่จำนวนลูกหลานที่สามารถมาร่วมงานและเรียนรู้วัฒนธรรมชาติกำเนิดนั้นน้อยลง แบบไหน จะทำให้วัฒนธรรมสูญหายไปมากกว่ากัน

    ส่วนเรื่อง ทุกนิยม มันก็ต้องมีส่วนบ้าง ในงานแบบนี้ เป็นโอกาสหากินของหลาย ๆ คน ก็เป็นเรื่องธรรมดานะ โอกาสไหน ๆ คนเราก็ต้องหารายได้กันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แต่ในกรณีวันปีใหม่นี้ การเลื่อนวันให้ไม่ตรงกับวันปีใหม่ม้งแท้ ๆ เชื่อว่า จุดประสงค์หลักคงไม่ใช่เพื่อ ทุนนิยมหรอก เพราะอย่างที่คุณบอกว่า แทนที่จะเรียกแขก แต่กลับเป็นการลดแขก อะไรทำนองนั้น ถ้าหากเค้าเลื่อนวันเพื่อ ทุนนิยมอย่างที่ว่าจริง ๆ เค้าก็รู้อยู่แล้วว่ามันจะขาดทุน แล้วเค้าคงไม่เลื่อนวันหรอก จริงไหม??
    อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นเพียงมุมมองหนึ่งของเรานะ ช่วยกันคิด เพื่อสร้างสรรค์

  11. txooj vaaj

    เรื่องของการเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากๆ ผมเคยคุยกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งท่านเป็นถึง ผศ. (ผู้ช่วยศาสตราจารย์) เป็นผู้มีความรู้ในด้านวัฒนธรรมการพื้นบ้านทั่วโลก โดยเฉพาะดนตรี เพราะท่านได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง สิ่งที่ผมตกใจก็คือ คนรุ่นเก่าๆ มักต่อต้านโดยยกเหตุผลว่าเป็นการทำลาย อย่างเช่น การเปลี่ยนขั้นเสียงของเพลงพื้นบ้านให้เป็นสากลเพื่อให้ง่ายต่อการบันทึกเป็นตัวโน๊ต และเล่นกับเครื่องดนตรีสากล ซึ่งแน่นอนว่าขั้นเสียงสากลไม่คุ้นหูคนเก่าคนแก่แน่นอน แต่ บทเพลงที่อ.ท่านนั้นสร้างมากลับได้รับการยอมรับในระดับสากล และ มีการนำคณะของท่านไปเล่นยังต่างประเทศหลายครั้ง จนทำให้ต่างชาติได้ทึ่งถึงความไพเราะของเครื่องดนตรีพื้นบ้าน …. สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากอ.ท่านนั้น ก็คือ วัฒนธรรม ต้องมีการเปลี่ยน แต่! ต้อง “เปลี่ยนอย่างเข้า” ไม่ใช่เปลี่ยนตามกระแส สุดท้ายผมจึงได้มารู้ว่า อ.ท่านนั้น สามารถเล่นดนตรีพื้นบ้านโบราณได้อย่างลึกซึ้ง จนสามารถตกผลึกและเจียรไนมาเป็นการประยุกต์ที่ผสมผสานกันความเป็นสากลได้อย่างลงตัว
    ดังนั้น ผมเห็นว่า คนในรุ่นนี้คงต้องยอมเสียเวลาไปเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมเก่าๆ ของเราให้ถ่องแท้เสียก่อน แล้วค่อยนำมาประยุกต์ เพื่อให้คงเอกลักษณ์ดั้งเดิมของเราไว้ด้วย เหมือน เพลงจีน, กู่เจิ้ง หรือ เอ้อหู ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังคงเสียงดั้งเดิมไว้ได้ ไม่ว่าจะเล่นกับเครื่องดนตรีชิ้นไหนก็ตาม
    หากถามคนในรุ่นี้ที่เล่นดนตรีอยู่ จะมีสักกี่คนที่เป่า Qeej หรือแคนม้งของเราได้ตามหลักการที่ถูกต้อง แล้วนำไปเล่นกับเครื่องดนตรีสากลได้ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่โชคดีที่ในสายงานมีโอกาสไปดูการเล่นดนตรีคอนเสิร์ตค่อนข้างเยอะ สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นคือ เครื่องดนตรีสากลนั้นแท้จริงได้ตายไปแล้ว แต่ได้มีการพยายามผสมเครื่องดนตรีพื้นบ้านเข้าไปเสริม เพื่อให้น่าสนใจ ผมเชื่อว่าหากพวกเราทำได้สำเร็จ รับรองว่าต้องได้รับความสนใจอย่างแน่นอน
    อันที่จริง ก็ยอมรับว่ามีหลายกลุ่มได้พยายามทำแล้วเช่น นำ Lus Txaj มาผสมกับเครื่องดนตรี หรือ นำ Qeej มาเป่ากับเครื่องดนตรีสากล ผมเองดีใจครับที่เราได้เดินมาถูกทางแล้ว แต่พื้นฐานของสิ่งเหล่านี้มีที่มาต่างกัน ดังนั้นต้องหาคนที่ถ่องแท้ัทั้งสองเรื่องได้มานั่งคุยกันก่อน เช่น การ Hu lus txaj นั้น ไม่มีห้องหรือทำนองตายตัว แต่ ดนตรีนั้นเล่นบนพื้นฐานห้องดนตรี และท่วงทำนองตายตัว ดังนั้นจะทำสองเรื่องนี้ให้ไปด้วยกันได้อย่างไร หรือ ช่วงเสียงของ Qeej กับ ช่วงเสียงสากลนั้น มีระดับเสียงที่ต่างกัน จะต้องทำให้เล่นไปด้วยกันได้ อาจต้องมีการดัดแปลง Qeej ใหม่ เช่นการทำขลุ่ยของคนไทยที่มีสองแบบคือ ขลุ่ยแบบเก่า กับ ขลุ่ยแบบใหม่ เพื่อให้เล่นกับเครื่องดนตรีสากลได้ ผมเชื่อว่าหากพวกเราได้ร่วมมือกันแล้ว เผ่าม้งของเราไปได้ไกลแน่ครับ

  12. EdiTor (Post author)

    คุณ a gal ขอบคุณสำหรับมุมมองที่ตรงไปตรงมาครับ ที่เขียนไปเป็นเพียงแค่การตั้งข้อสังเกตุต่อเหตุผลต่างๆ นานา ที่เราเคยยกมาเป็นเหตุผลในการเลื่อนงานเทศกาลปีใหม่ม้ง โดยเฉพาะเหตุผลที่คุณยกมา เกี่ยวกับเรื่องการจัดเพื่อให้ลูกหลานสามารถกลับมาร่วมงานได้ ซึ่งปีนี้หากเราจัดตามช่วงเวลาปกติ ก็จะพบว่ามีวันหยุดมากพอที่จะให้ลูกหลานกลับมาร่วมได้ แต่เอาเข้าจริง เราบางส่วนก็ยังเลื่อนไปจัดเวลาอื่น ..ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น (นี่แหละครับข้อสังเกตุ)

    ส่วนเรื่องการจัดทีหลังเพื่อให้มีคนจากที่อื่นมาร่วมงานเยอะๆ นั้น พวกเราคงต้องไปหาคำตอบกันเอาเองแล้วครับ ว่าจะจริงเท็จแค่ไหนนะครับ

  13. EdiTor (Post author)

    คุณ txooj vaaj สิ่งที่คุณกล่าวมาคือสิ่งที่พวกเราหลายคนอยากเห็นเกิดขึ้นกับสังคมม้ง คือม้งไม่ว่ารุ่นใหม่รุ่นเก่า ควรจะต้องมีความรู้อย่างถ่องแท้ในสาขาอาชีพของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรี นักร้อง นักแสดง เพราะเมื่อเรามีความรู้อย่างถ่องแท้ มันก็เป็นเรื่องง่ายที่จะถ่ายทอด รวมไปถึงความสามารถที่จะประยุกต์ให้สอดรับกับโลกที่เปลี่ยนไป

    เหมือนทุกวันนี้เรามีนักแต่งเพลง มีนักร้อง แต่เรายังขาดคนแต่งทำนองดนตรี

  14. txooj vaaj

    คุณ Editor …
    ประเด็นเรื่องเวลาของปีใหม่ม้งนั้น ลึกๆ ในใจผมก็ยังงงอยู่เหมือนกันว่าตกลงวันไหนแน่ ผมเองไล่ถามคนเก่าคนแก่ว่าเอาอะไรมาเป็นตัวชี้วัดว่าเป็นวันไหน ก็ได้คำตอบตามที่คุณ Editor ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้น ก็คือนับตามปฏิทิน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในส่วนของผู้ที่จัดนอกเหนือจากปฏิทินผมเองก็พยายามจะสอบถามข้อมูลอยู่เหมือนกัน เหตุผลเพราะ ด้วยความที่เป็นสื่อมวลชนมักมีคนมาถามผมบ่อยๆ ว่าทำไมการจัดปีใหม่ม้งจึงจัดไม่ตรงกัน หากใครมีคำตอบช่วยส่งเมล์มาให้จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ส่งมาได้ที่ jthainews@gmail.com

  15. txooj vaaj

    ใครเล่น Facebook อยู่ ลองเข้าไปชมงานของผมได้ครับ ในส่วนของรูปภาพมีข่าวปีใหม่ม้งเข็กน้อยที่ผมเอาไปลงนสพ.ด้วยครับ

    ชื่อ facebook ของผมคือ Thainews Specials

  16. สาวม้งไกลบ้าน

    ขอบคุณนะคะ พี่editor พอดีโมโหความเป็นม้งนิดหน่อยก็เลยแรงไปหน่อย แต่จิงๆ เกิดมาเป็นม้ง จะกลายพันธุ์เป็นแบบอื่นไม่ได้หรอก

    เพียงแต่หมายความว่า เรื่องบางเรื่อง ประเพณีบางอย่างของม้งที่ไม่ค่อยถูกต้องเป็นธรรม จะขอนำแบบไทยๆ มาปรับใช้บ้างน่ะค่ะ หวังว่าคงไม่ถูกคนม้งว่า ไม่ัรักม้งด้วยกันนะคะ

  17. สาวม้งไกลบ้าน

    แล้วก็ขอบคุณ คุณtxooj vaajนะคะ ที่รับแอดเป็นเพื่อน จะคอยติดตามผลงานนะ ฝากชมด้วยว่า รูปงานปีใหม่ม้งเข็กน้อย สวยมากๆเลยค่ะ และไม่เคยเห็นจากเว็บอื่นมาก่อน

  18. txooj vaaj

    คุณ สาวม้งไกลบ้าน ใช้ชื่อใน Facebook ว่าอะไรเหรอครับ จะได้รู้ไว้ด้วย

  19. txooj vaaj

    เรามาช่วยกันเป็นหนึ่งหยดน้ำใส ที่เติมลงไปในน้ำขุ่นกันดีไหม ด้วยแนวคิดและเหตุผลด้านบวกที่จะสรรค์สร้างให้สังคมม้งดีขึ้นไปอีก เราเป็นวงในเลยเห็นพฤติกรรมที่ไม่ดีก็มาก แต่ผมก็เชื่อว่ามีวัฒนธรรมหลายอย่างที่ชนชาติไม่มีเลย เ่ช่น การต้อนรับของเผ่าม้งที่แม้จะเป็นคนต่างถิ่นแต่เมื่อรู้ว่าเป็นม้งด้วยกัน เขาจะต้อนรับอย่างไม่ดีไม่ขาดตกบกพร่องเลย เป็นต้น … ผมคิดว่า คงถึงเวลาแล้วที่เราจะมาเปลี่ยนน้ำขุ่นของคำว่าม้ง ให้ใสขึ้น ด้วยความความคิดด้านบวกของพวกเราครับ! แต่ความคิดเห็นในด้านลบก็ยังจำเป็นอยู่ เพื่อนำข้อติติงเหล่านั้นมาแก้ไข … ผมเชื่อว่า น้ำจะขุ่นเพียงใด หากเราหยดน้ำใสลงไปทุกวัน สักวันหนึ่งสังคมของม้งเราจะต้องสดใสแน่ครับ!

  20. ผู้มองกาลไกล

    ถ้าไม่จัดให้ลูกหลานได้มาร่วมด้วยไม่นาน ปีใหม่ม้งก็จะหายไป เพราะลุกหลานไม่เห็นพิธีกรรมจริงๆ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปบางทีเราต้องปรับไปตามยุคสมัย ผมยังคิดว่าทำไมคุณไม่ใส่ชุดม้งเก่าๆเหมือนสมัยก่อนๆละ แล้วมาเปลี่ยนชุดใหม่ๆทำไม มันเป็นสิ่งที่ต้องร่วมกันสืบสาน หรือม้งเราจะขอยื่นเป็นวันหยุดของชาวพี่น้องในช่วงปีใหม่ม้งให้ลุกๆหลานๆได้กลับบ้าน หรือคุณจะยอมโดนไล่ออกจากงานเพื่อไปร่วมงานปีใหม่ เหตุผลมากมายที่คนมองกัน แต่ก็ไม่เห็นอะไรสักที ทุกวันนี้ปีใหม่ม้งมันแทบไม่เป็นปีใหม่ม้งแล้ว เพราะเหมือนงานฤดูหนาวแค่นั้นเอง กลุ้มใจ

  21. EdiTor (Post author)

    ใครมีโอกาสก็ลองติดตามสอบถามปีใหม่ม้งที่เมกาดูนะครับ ของเค้านำเราไปหลายปีใหม่มาก ..แต่ยังไงก็ม้งเหมือนกัน เดี๋ยวเราก็คงตามเค้าทัน งุงิ งุงิ อิอิ ชิมิ

    ปล. ชิมิ ชิมลาง เพราะบทความหน้าจะว่าด้วยคู่แฝดของ “ชิมิ”

  22. ยงยุทธ สืบทายาท

    พอดีมาอ่านเจอข้อเขียนนี้น่าสนใจมาก และตรงกับที่สมาคมม้งเคยมีการประชุมผู้นำม้งในประเทศไทยซึ่งที่ประชุมได้มีการอภิปรายเรื่องวัน เวลา การจัดงานปีใหม่ม้ง “น่อ เป๊ เจ่า” และมีมติเอาไว้ จึงขอนำมาแบ่งปันและช่วยกันเผยแพร่ต่อไป

    …ประเด็นที่ 1. ประเพณีวัฒนธรรม
    คนม้ง เป็นชนชาติพันธุ์หนึ่งที่ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง เช่น ภาษาพูด การแต่งกาย การประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อ(จริยธรรม) วันปีใหม่ งานแต่งงาน งานศพ การแพทย์ ตลอดจนวิถีการดำเนินชีวิต ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก แต่ในปัจจุบันพบว่ามีประเพณีวัฒนธรรมบางอย่างที่ควรมีการขบคิดถึงความเหมาะสมกับสภาพสังคมในยุคใหม่ และรวมถึงความเป็นเอกภาพทางประเพณีวัฒนธรรมของคนม้งในประเทศไทยที่สมควรยึดถือเหมือนกัน ได้แก่
    วันปีใหม่
    วันปีใหม่ถือเป็นกิจกรรมทางด้านประเพณีวัฒนธรรมหนึ่งที่ดำเนินการสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ สำหรับชาวม้งแล้ววันปีใหม่ที่ถือปฏิบัติและสืบทอดเป็นประเพณีติต่อกันเรื่อยมา คือ ?NOJ PEB CAUG? ?น๊อ เป้ เจา? แต่ปรากฎว่าชาวม้งในประเทศไทยแต่ละหมู่บ้านมีการกำหนดวันปีใหม่ไม่ตรงกัน ทำให้ถูกมองไปในแง่มุมต่างๆ นาๆ ซึ่งชาวม้งเองต่างก็มีความ
    ต้องการอยากให้กำหนดวันปีใหม่ของชาวม้งทุกหมู่บ้านให้เป็นวันเดียวกัน แต่เนื่องจากขาด
    แกนกลางในการประสานงานกำหนดวันปีใหม่ม้งให้เป็นวันเดียวกัน แต่ละหมู่บ้านต่างก็กำหนด
    กันเองทำให้บางหมู่บ้านกำหนดวันปีใหม่ก่อนหลังแตกต่างกันโดยอาศัยเหตุผลของแต่ละหมู่บ้าน
    เป็นตัวกำหนดในแต่ละปี เช่น ปี พ.ศ. 2546 นี้ ชาวม้งที่เข็กน้อย และที่บ้านป่ากลาง กำหนดเป็นวันที่ 5 ธันวาคม 2545 (ขึ้น 1 ค่ำ เดือนหนึ่ง) ส่วนชาวม้งที่หมู่บ้านอื่นในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย กำหนดวันที่ 3 มกราคม 2546 (ขึ้น 1 ค่ำ เดือนสอง)

    ที่ประชุมได้มีการอภิปรายและเสนอให้มีการกำหนดวันปีใหม่ของชาวม้งในประเทศ
    ไทยโดยมี 2 ข้อเสนอ กล่าวคือ

    ข้อเสนอที่ 1 ให้กำหนดวันขึ้น 1 ค่ำ เดือนหนึ่ง เป็นวันปีใหม่ของชาวม้งในประเทศไทย

    เหตุผล เป็นวันครบรอบตามรอบปีของการนับระยะเวลาตามปีปฏิทิน (ระบบจันทรคติ) ที่คนม้งถือปฏิบัติมาแต่บรรพบุรุษ ส่วนใหญ่จะตรงกับช่วงเวลาปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคมในปีปฏิทินสากล(ระบบสุริยคติ) ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม 2545

    ข้อเสนอที่ 2 ให้กำหนดวันขึ้น 1 ค่ำ เดือนสอง เป็นวันปีใหม่ของชาวม้งในประเทศไทย

    เหตุผล เพื่อให้สอดคล้องกับฤดูการเก็บเกี่ยวและความพร้อมของประชาชนทุกคน เทียบเคียงกับวันลอยกระทง และวันปีใหม่ของจีน (ตรุษจีน) นับระยะเวลาตามปีปฏิทิน (ระบบจันทรคติ) ส่วนใหญ่จะตรงกับช่วงกลางเดือนธันวาคม ถึงต้นมกราคมของปีถัดไปในปีปฏิทินสากล(ระบบสุริยคติ) ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 4 มกราคม 2546

    มติของที่ประชุม ?ให้วันขึ้น 1 ค่ำ เดือนสอง เป็นวันปีใหม่ของชาวม้งในประเทศไทยทุกปีสืบไป สำหรับปีนี้หมู่บ้านใดที่กำหนดเอาไว้เป็นการล่วงหน้าแล้วก็ให้ยืดหยุ่นกันไปตามความเหมาะสม แต่ในปีต่อๆ ไปให้ทุกหมู่บ้านถือใช้เหมือนกัน?

    นอกจากนี้ที่ประชุมยังเสนอให้สมาคมฯ ม้ง จัดทำปฏิทินออกเผยแพร่และรณรงค์ให้ชาวม้งทุกคนได้รับทราบ โดยให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งทำหน้าที่กำหนดตรวสอบดูว่าวันปีใหม่ม้งตามมตินี้จะตรงกับวันใดในปีปฏิทินสากลแล้วประกาศให้ทุกคนทราบเป็นการล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี
    …..

    ความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นวันขึ้น 1 ค่ำเดือนหนึ่ง หรือเดือนสอง ก็ไม่มีข้อมูลที่กระจ่างชัดว่าเป็นวันใดแน่นอน เพราะต่างมีการปฏิบัติต่อเนื่องกันมาแบบยึดหยุ่น แต่เมื่อมาถึงจุดที่ต้องเลือกเป็นวันเดียวกัน เสียงส่วนใหญ่เห็นสมควรเป็นวันขึ้น 1 ค่ำ เดือนสอง ของทุกปีเป็นวันปีใหม่ม้งในประเทศไทย

    แต่ก็อย่างว่าหละครับ ไม่มีใครบังคับให้ใครทำตามกันได้เหมือนกฎหมาย จึงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง ซึ่งก็หวังว่าอีกไม่นาน พวกเราชาวม้ง คงจะมีวันปีใหม่ม้งเป็นวันเดียวกัน แน่นอนว่าไม่ใช่ไปใช้วันปีใหม่ของคนอื่นเป็นวันปีใหม่ม้งของเราด้วยนะครับ..

    ยงยุทธ สืบทายาท
    ผู้อำนวยการสมาคมม้ง

  23. pipe

    จะเดือน 1 หรือ เดือน 2 ก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ควรจะให้ความสำคัญกับพิธีกรรมและประเพณีในงานปีใหม่ให้มากกว่านี้ ทุกวันนี้คนม้งรุ่นหลังๆ จะให้ความสำคัญกับการแต่งกาย การตำข้าวปุ๊ก การเรียกขวัญหรือพิธีกรรมอย่างอื่นกันสักเท่าไหร่? เหมือนจะเป็นการนัดพบเพื่อนฝูง เพื่อการสังสรรค์เฮฮาปาร์ตี้กันมากกว่าจะกลับมาเพื่องานพิธี เด๊่ยวรุ่นหลังจะเข้าใจว่า ปีใหม่คือการสังสรรค์หรือนัดเลี้ยงรุ่น มากกว่าจะมาเรียกขวัญ โยนลูกช่วง และตำข้าวปุ๊ก

  24. Ong

    ในอดีตเรารักษาวัฒนธรรมโดยการหนี หนีไปเรื่อยๆ จึงสามารถสืบทอดรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบัน แต่จากนี้เป็นต้นไป เราหนีไปใหนอีกไม่ได้แล้ว เราจึงอยู่ในช่วงปรับแปลี่ยนและรับเอาวัฒนธรรมรอบข้างที่หลั่งไหลมาจากทุกทิศทาง อีกไม่เกิน สิบ ปีจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน และถ้าท่านอยู่ถึงอีก ห้าสิบปี ท่านจะเห็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง จึงควรเผื่อใจได้แล้ว (เราอาจเป็นม้งรุ่นสุดท้าย หันไปดูเด็กๆม้งรุ่นอายุไม่เกิน สิบ ปี พูดภาษาม้งได้ไม่ถึง ห้าสิบเปอร์เซนต์แล้ว)
    ยังโชคดีที่เราอยู่ในชาติที่มีอิสระเสรีพอสมควร เขาให้โอกาศพวกเรารักษาเอกลักษณ์ตัวตนได้ค่อนข้างอิสระถ้าไม่เปนภัยต่อความมั่นคงของชาติ ไม่ห้ามแต่ก็คงไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก สำคัญ อยู่ที่ กึ๋น ของพวกคนรุ่นเราเองเสียแล้ว

  25. สืบ

    ม้งเราเป็นคนดี มีจิตใจที่ดี รักกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน แม้บางครั้งก็มีปัญหาเกิดขึ้นบ้างในสังคมม้ง ม้งเป็นกลุ่มคนกลุ่มน้อยซึ่งอยู่ในสังคมหมู่ใหญ่ การกระทำอะไร ก็เป็นที่ต้องสังเกตของคนอื่น หรือได้รับการต่อว่าในหลายๆ ด้านจะสังคมรอบข้าง ม้งเป็นกลุ่มคนที่ชอบสันโดด ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไป ม้งแยกย้าย กระจัดกระจ่ายไปยังที่ต่างๆ เพราะไม่ใช่ปัญหาของม้งเอง แต่เป็นผู้อื่นเอามาชี้นำให้เลยทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างทุกวันนี้ ม้งมีเสียงเพลง ม้งมีการแสดง ม้งมีประเพณี ม้งมีสังคมของตนเอง ม้งมีระเบียบของม้ง ม้งมีค่านิยมของม้ง แต่สิ่งเหล่านี้เองก็เปลี่ยนไปบ้าง ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ดี ม้งยังเป็นคนม้ง เราเป็นม้ง จะอยู่ส่วนใหนของโลก ที่ใด ยากจน หรือมั้งมี เราก็ยังเป็นม้ง

  26. EdiTor (Post author)

    ขอบคุณพี่ ยงยุทธ ที่กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ครับ ผมเองจำได้ว่าทางสมาคมเคยประชุมลงความเห็นในเรื่องนี้เมื่อนานมาแล้ว แต่ดูเหมือนชุมชนม้งแต่ละแห่งก็ยังไม่ได้ใส่ใจเท่าที่ควร จนมันกลายเป็นหัวข้อซ้ำๆ ว่ายวนอยู่ในอ่างอย่างนี้

    อย่างที่ทางสมาคมกล่าวมา ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือความเป็นเอกภาพ และตัวแปรสำคัญที่จะสร้างความเป็นเอกภาพคือเรื่อง เวลา เราคงต้องดูต่อไปว่าจุดเปลี่ยนของเรื่องนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ..อย่างพี่ยงยุทธกล่าวมา เรื่องนี้คงต้องใช้เวลา

    pipe นั่นแหละ วัฒนธรรมของเรากำลังถูกเจือจางด้วยค่านิยมอื่น ก็ได้แต่หวังว่าวัฒนธรรมเราจะเข้มข้นพอที่จะไม่ถูกเจือจางไปได้ง่ายๆ

    คุณ Ong อีกห้าสิบปีข้างหน้า เราอาจต้องฉลองเทศกาลปีใหม่ม้งเดือนละครั้ง หรือไม่ก็สองปีครั้ง ถึงตอนนั้นเราอาจนุ่งใบตองโยนปลีกล้วยก็เป็นได้ ใครจะไปรู้

  27. ยงยุทธ สืบทายาท

    เมื่อไม่นานมานี้นายกสมาคมม้ง คุณเกิด พนากำเนิด ได้มีโอกาสพบปะกับผู้นำของประเทศลาวที่เป็นม้ง ได้มีการพุดคุยถึงวันปีใหม่ม้ง ซึ่งที่ประเทศลาวก็มีปัญหาเหมือนบ้านเรา คือ บางส่วนยึดวันขึ้น 1 ค่ำเดือนหนึ่ง บางส่วนยึดวันขึ้น 1 ค่ำเดือนสอง ที่ประเทศลาวเองก็สับสนกับวันปีใหม่ม้ง ไ่ม่ต้องพูถึงม้งในประเทศอเมริกา หรือที่อื่นทั่วโลก ยิ่งสับสน แต่ผู้นำระดับสูงของลาวก็มีความคิดเห็นไม่แตกต่างไปจากที่สมาคมม้งนำเสนอ คือ ควรจะเป็นวันเดียวกัน ถ้าไทย และลาว ร่วมมือกันประกาศวันปีใหม่ม้งได้เป็นวันเดียวกัน ก็คิดว่าเวียตนาม จีน พม่า ก็คงจะเอาด้วย และเมื่อนั้นม้งทั่วโลกก็จะมีวันปีใหม่วันเดียวกันครับ

    ส่วนรายละเอียดว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่ม้งนั้นจะมีกิจกรรมตามประเพณีอะไรบ้าง ของตระกูลแซ่ไหนบ้าง ความเชื่อไหนบ้าง จะจัดกี่วันกี่คืน ก็ว่ากันไปตามระเบีียบ

    สำคัญที่สุดก็คือ เราอย่าเอาวันปีใหม่ม้งของเราไปปะปนกับวันปีใหม่ของคนอื่น และอย่านำเอาการตลาด การธุรกิจ หรือการท่องเที่ยวมาเป็นตัวนำ แต่ให้เราเอาวันปีใหม่ม้งเราเป็นตัวนำ อย่างอื่นก็จะตามมาเอง ถึงตอนนั้นโลกก็จะหยุดให้เราอีกหนึ่งวันในวันปีใหม่ม้ง

    การคิดอย่างนี้ บางคนอาจมองว่าเป็นการขายฝัน แต่ความจริงก็คือว่าในขณะที่เราไม่คิดกัน ภาคส่วนอื่นกำดำเนินการไปแล้วหลายก้าว ยกตัวอย่างว่าเมื่อก่อนเมื่อถึงวันปีใหม่ม้ง ชาวม้งจะไม่ค่อยไปขายของในสนามจัดงานปีใหม่ หรือทำงานอะไร มีแต่ออกไปจับจ่ายซื้อของ จนบรรดาพ่อค้าแม้ค้าที่มาจากต่างๆถิ่นแฮปปี้ไปตามๆ กัน แต่ปัจจุบันชาวม้งกลับเป็นคนขายของในสถานที่จัดงานเสียส่วนใหญ่ คนที่มาจับจ่ายซื้อของก็มีนักท่องเที่ยวจากนอกเพิ่มขึ้น งานปีใหม่ม้งเลยเป็นแหล่งทำรายได้อย่างดีให้แก่ชาวม้งในพื้นที่ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าทั้งชาวม้งและต่างๆถิ่น ต่างก็เฝ้ารอจะจับจองพื้นที่สำหรับขายของในงานปีใหม่ม้งเป็นประจำทุกปี ดังนั้น หากเราสามารถพัฒนาวันปีใหม่ม้งเราให้ก้าวข้ามไปสู่ระดับดังที่กล่าวถึง ก็จะกลายเป็นศูนย์รวมทุกอย่างที่เกี่ยวกับม้ง และแน่นอนภาคส่วนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ การเมือง การท่องเที่ยว ก็จะเข้ามาหาเราเอง แฮปปี้ทุกฝ่าย

  28. EdiTor (Post author)

    พี่ยงยุทธ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับกับการไม่รวมวันปีใหม่เรากับคนอื่น เพราะนั่นคือการละทิ้งของเราและไปอาศัยของคนอื่น เมื่อเป็นอย่างนั้นเราจะอ้างเพื่อการอนุรักษ์ไม่ได้อีกต่อไป

    เรื่องการขายของในงาน ผมเองก็ชื่นชมครับที่ปัจจุบันม้งเรามีร้านค้าในงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของกิน หรือของชำร่วยของฝาก นี่อาจเป็นพัฒนาการที่จะมีส่วนผลักดันให้งานปีใหม่ม้งเรายิ่งใหญ่มากขึ้นในอนาคต จะดียิ่งขึ้นไปอีก หากชุมชนม้งสามารถบริหารจัดการพื้นที่งานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะชุมชนม้งบางแห่งยังคงปล่อยให้ผู้รับเหมาข้างนอกมาบริหารจัดการแทน ซึ่งนั่นหมายถึงการสูญเสียผลประโยชน์ เหนืออื่นใดเราเสียโอกาส (ฝึกฝน) บริหารจัดการพื้นที่งานให้เกิดรายได้

    อีกประเด็นของเรื่องเวลาจัดงานที่ไม่ตรงกันคือ มันจะสร้างความขัดแย้งในระดับผู้นำชุมชน จนนำไปสู่การแตกสามัคคีที่จะจัดงาน เพราะต้องคอยถกเถียงกันทุกปีเรื่องวันจัดงานปีใหม่ จึงเป็นเรื่องดีหากเราจะสามารถสรุปเรื่องวันจัดงานให้มันตายตัว ..หรืออย่างน้อยก็ให้มีหลักมีเกณฑ์

  29. MNK

    คือตามที่เข้าใจนะว่าปีใหม่ของจีนนั้นจะใช้ดอกเหมยเป็นสัญลักษณ์ ส่วนปีใหม่ม้งนั้นจะตรงกับช่วงที่ดอกหญ้าสาบเสือบานเต็มที่ แต่ถ้าเป็นเดือนสองเนี่ยดอกหญ้าสาบเสือเริ่มแห้งดำแล้วนี่

  30. ฅนไกลบ้าน

    …ขอโทษนะสำหรับผมแล้วคิดว่าชนชาติไหนก็ตาม ถ้าไม่มีความเป็นชาติ อย่างม้งเราหรือชนเผ่าอื่นๆก็คงจะเจอปํญหาเดียวกัน ซึ่งก็คิดว่าในวันข้างหน้าต้องมีการเปลี่ยแปลงแน่นอน เพราะคำถามนี้เจอกันทุกที่ มักเจอกันว่าทำไมคนม้งเหมือนกันไม่จัดวันเดียวกัน บ้านไกล้ๆกันจัดไม่ตรงกัน ทำให้ทางฝ่ายที่สนับสนุนงบประมาณเช่น อบต.หรือทางอำเภอมักตั้งคำถามมาเป็นการบ้านเสมอๆ คิดว่าอย่างน้อยก็ต้องเกิดเป็นคำถามกันในใจอยู่แล้วล่ะครับ แต่จะให้ปรับเปลี่ยนกระทันหันเลยนั้นคงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เพราะอย่างที่รู้ๆกัน ว่าคนม้งเราในเรื่องนี้แล้วหัวแข็งหรือมีทิฐิพอสมควร แต่คิดว่าอย่างไรสักวันหนึ่งวันนั้นต้องมาถึง คงจะได้เห็นกันว่าไหมครับ แต่ไม่รู้ว่าจะไปในแนวทางไหน เพราะก็อย่างว่าครับเราไม่มีชาติ ไม่สามารถใช้กฏหมายมาบังคับได้ ก็ต้องยากสักหน่อย อีกอย่างนะครับผมว่าหลายเรื่องในช่วงนี้หรือยุคนี้อาจจะอยู่ในช่วงวิกฤติ หรือไกล้วิกฤิตหรือว่าช่วงไหนก็ตาม คิดว่าถ้าผ่านพ้นช่วงนี้ไปแล้วก็คงมีบทสรุปขึ้นมาเองล่ะครับ พยายามสอนลูกสอนหลานเพราะทุกวันนี้คนที่เข้าใจแล้วก็สนใจในเรื่องนี้แล้วผมคิดว่า เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วน้อยมากนะในความคิดผม แต่คิดว่าสักวันเราจะโตใช่ไหม แล้วก็ต้องก้าวไปข้างหน้าในทางไหนก็ต้องยอมรับมันล่ะครับ เพราะเราคนเดียวไม่สามารถที่จะห้ามอะไรๆได้หรอกครับ ใช่ไหม?…
    “สามัคคีเกิดวันไหนก็คงจะได้เห็นกันล่ะครับ”

  31. txooj vaaj

    ฝากปีใหม่ม้งที่เชียงใหม่ด้วยนะครับ

  32. เด็กม้ง

    จิงๆๆแล้ว การเปลียนแปลงนี้ผมเห็นมาตั้งแต่เด็กแล้วคับตอนนี้ผมก้ออายุ30แล้ว นับวันความเปนม้งเริ่มเลือนลางไปแล้วจิงๆๆหมู่บ้านที่ผมเห็นคือ….คลองลาน…..ความเปนม้งที่นั้นแทบจะเหลือให้เห้นน้อยเต็มทนผมว่านะอีก10ปีข้างหน้าหมู่บ้านนี้คงไม่มีปีใหม่ม้งแน่ๆๆภาษาม้งก้อแทบพูดได้ไม่หมดแต่แค่ฟังได้ เพลงม้งหนุ่มๆๆสาวๆๆแทบจะฟังไม่ได้เลยหรือแปลไม่ออกนั้นเองได้แต่ฟังทำนองว่าไพเราะเท่านั้นเอง

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *