ขั้นตอนพิธี งานแต่งของม้ง

สืบเนื่องจาก คุณ phaa ได้ขอให้ผมเล่าเรื่องงานแต่งของเพื่อนเมื่อวันก่อนให้ฟัง? จากหัวข้อ “ทำไมงานแต่งม้งต้องมีพิธีกรรม“? เนื่องจากเห็นว่า? พอเล่าแล้วมีอารมณ์? เลยร่ายยาวไปหน่อย? จึงขอยกมาเป็นเรื่องใหม่เลยละกันครับ? แต่ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าพิธีบนโต๊ะมีอยู่สอง หรือสามรอบ? โดยผมได้มีโอกาสร่วมโต๊ะรอบท้ายสุดนะครับ

คุณ phaa เข้าใจถูกแล้วครับบนโต๊ะจะมีการไกล่เกลี่ยเรื่องในอดีตด้วย? สำหรับกิจกรรมส่วนใหญ่บนโต๊ะจะเป็นการโต้ตอบระหว่าง Mej Koob (เม่ก๊ง) กับ Kaav Swm (กั๋งสือ) ซึ่ง Mej Koob จะเป็นตัวแทนของฝ่ายเจ้าบ่าว Kaav Swm เป็นตัวแทนของฝ่ายเจ้าสาว (เป็นคนดำเนินรายการด้วย) ซึ่งการโต้ตอบของทั้งสองท่าน? จะเป็นภาษาในพิธีเลยฟังไม่ออก? แต่พอจับใจความได้บ้าง? ว่าบางตอนเป็นการพูดถึงเรื่องในอดีต?

เมื่อจบการโต้ตอบแต่ละครั้งจะมีการดื่ม หนึ่งหรือสองครั้ง? ซึ่งการดื่มหรือการกินกับแกล้มแต่ละครั้ง? Mej Koob จะเป็นคนเชิญ (ต้องรอให้ Mej Koob เชิญก่อน) ในระหว่างพิธีจะมีการเปลี่ยนกับแกล้มบนโต๊ะ? เมื่อเห็นว่ากับเริ่มเย็นแล้ว? โดย Kaav Swm จะเป็นคนสั่งให้เปลี่ยน (ฐานะเจ้าบ้านมั๊ง)

จะมีคนรินเหล้าอยู่สองคน (จำชื่อตำแหน่งไม่ได้แล้ว) เวลาเสริฟเสร็จต้องเดินรอบโต๊ะและพูดเชิญทุกคนด้วยเสียงอันดังว่า Noj Noj Noj … Haus Haus Haus หรือ Noj Los Noj .. Haus Los Haus

Hu Plig (สู่ขวัญ).. มีขั้นตอนที่ทั้งคนของฝ่ายเจ้าบ่าว และฝ่ายเจ้าสาวต้องได้ Hu Plig หรือสู่ขวัญกัน (ผมเองก็ได้ทำ) โดยใช้ไก่ที่ทางฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวได้เตรียมไว้ (เป็นสิบกว่าตัวมั๊ง) หลักการง่ายๆ ครับแค่ดึงลิ้นไก่ออกมา? แล้ว Kaav Swm? จะเป็นคนอ่าน/ดูลิ้นไก่ให้? ถ้าลิ้นไก่ของใครไม่สวย? ให้ความหมายที่ไม่ดี? หรือใครทำลิ้นไก่ชำรุด? คนๆ นั้นต้องได้กินเหล้า? เพื่อเป็นการแก้เคล็ด

ในระหว่างพิธีจะมีขั้นตอนหนึ่ง? เป็นการเชิญขบวนเจ้าบ่าวเข้าบ้าน (ที่จริงขบวนเจ้าบ่าวก็นั่งอยู่ที่โต๊ะนั่นแหละ)? ซึ่งทุกคนในโต๊ะพิธีต้องถอดรองเท้า? ถ้าใครไม่ถอด จะโดนปรับเหล้า (ออ ระหว่างพิธีห้ามถอดรองเท้าก่อนขั้นตอนนี้ด้วย) หลังจากนั้น? Mej Koob จะให้เจ้าบ่าวคำนับญาติฝ่ายเจ้าสาวทุกคน? สำหรับญาติสำคัญๆ ที่ไม่ได้มาร่วมงาน? Mej Koob ก็จะสอน/บอกเจ้าบ่าวเป็นเชิงเปรียบเปรยว่า “เราเป็นผู้น้อย? เค้าเป็นผู้ใหญ่? ผู้ใหญ่ย่อมไม่มาคำนับผู้น้อย? ฉะนั้นแล้วเจ้าบ่าวต้องหาโอกาสไปคำนับผู้ใหญ่ท่านที่ไม่ได้มาด้วย”

ก่อนจบพิธีจะมีการพูดจาตกลงกัน? สำหรับเรื่องอนาคตของทั้งสองตระกูล/แซ่ (ใช้ภาษาในพิธี แต่พอฟังออก) ที่พอจับใจความได้คือ? Mej Koob ซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายเจ้าบ่าว? ได้ขอว่า วันข้างหน้าหากญาติ/แซ่ฝ่ายเจ้าสาวจะมางานแต่งในฐานะเจ้าบ่าวบ้าง? ก็ขอให้อย่างน้อยคนในขบวนต้องสวมกางเกงม้งมาร่วมงาน (เนื่องจากครั้งนี้ฝ่ายเจ้าบ่าวทุกคนสวมกางเกงม้ง)

ท้ายสุดทั้งสองฝ่ายได้พูดจาตกลงกันในลำดับสุดท้าย นั่นคือ? ในภายภาคหน้าต้องไม่มีการฉุดเกิดขึ้นระหว่างสองตระกูล/แซ่นี้? จากนั้นเป็นอันเสร็จพิธี? และทุกคนทานอาหารร่วมกัน

ก็ขอจบการเล่าเรื่องแต่เพียงเท่านี้? ก็ไม่คิดว่าหลังจากได้เล่า? เหมือนได้ทบทวนเหตุการณ์ในวันนั้นอีกรอบ? ทำให้เกิดความรู้สึกประทับใจในความงามของพิธีกรรมม้งเรา (แม้ต้องมีเหล้ามาเกี่ยว)? และรู้สึกว่าพิธีกรรมบางอย่างของเรานั้นลึกซึ้ง? และน่าหลงไหล?

อย่างไรก็ตามหากผู้รู้ท่านใดผ่านมาพบเห็นบทความนี้? และหากพบว่ามีข้อผิดพลาด? หรือข้อมูลตอนใดที่ไม่ถูกต้องสมบูรณ์? ก็ขอความกรุณาช่วยชี้แนะ? แล้วผมจะรีบทำการปรับปรุงเนื้อหาตรงจุดนั้นทันทีครับ

41 Comments

  1. โปรแกรมบัญชี

    ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ

  2. phaa

    ขอบคุณมากครับที่นำมาเล่าสู่กันฟังผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ได้อ่านทุกคนครับและนับเป็นวิธีการเผยแพร่ขนบธรรมเนียมประเพณีของเราอีกทางหนึ่งด้วยครับ
    และขอถือโอกาสนี้แสดงความคิดเห็นแย้งกับความคิดเห็นของคุณ เบอะแระ ที่เคยให้ความเห็นไว้ในเรื่อง ม้งเราควรก้าวพ้นเรื่องวัฒนธรรม ว่า ว่ากันตามจริง ม้งเรามีแต่ วัฒนธรรม ไม่มีศาสนา นะ ตั้งแต่เด็กจนโต ผมยังไม่เคยเจอหลักศิลธรรมตัวเป็นๆ เลยสักข้อจากวัฒนธรรมของม้ง ดังนั้นวัฒนธรรมม้งจึงไม่เหมือนวัฒนธรรมของชนชาติอื่นที่ตัววัฒนธรรมมักหลอม รวมกับศาสนาเป็นอันหนึ่งอันเดี่ยวกันจนแทบจะแยกกันไม่ออก ว่าอันไหนเนื้อวัฒนธรรม อันไหนเนื้อศาสนา แต่วัฒนธรรม ม้งเมื่อแยกย่อยถึงเนื้อหาแล้วหาหลักศิลธรรมไม่เจอ

    ผมจึงมองว่า สิ่งที่ม้งเป็นอยู่ และไม่สามารถก้าวข้ามไปได้ ไม่ใช่เพราะเป็นตัววัฒนธรรม ของม้งเอง แต่เป็นเพราะส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมของม้งไม่มีศิลธรรมประกอบ อยู่นั่นเอง จึงทำให้ม้ง ยังคนวนเวียนอยู่กับวัฏจักรเดิมๆ ไม่มีศิลธรรมในการนำหน้าเดินไปสู่หนทางที่ถูกต้อง เน้นย้ำว่าเดินไปสู่หนทางที่ถูกต้อง?สิ่งที่ม้งรุ่นใหม่กำลังเรียกร้องให้ ม้งเราต้องก้าวข้ามวัฒธรรมเก่าๆไปนั้น ดูผิวเผินแล้วเหมือนเราจะมาถูกทาง แต่ความจริงแล้วเรากำลังหลงทางต่างหาก เราแค่จะทิ้งความเป็นอัตลักษณ์ของชนเผ่าไปต่างหาก ขณะที่เราจะทิ้งหรือก้าวข้ามวัฒนธรรมของเราโดยที่เรายังไม่มีศาสนาหรือศิลธรรมเลย อย่างงี้แล้วม้งเราจะอยู่ในโลกอันสับสนนี้ได้อย่างรัย?

    ที่ผมเห็นแย้งก็คือว่า จากเรื่องพิธีแต่งงานที่ Edi Tor เขียนเล่ามานั้นจะพบว่าในขั้นตอนของพิธีกรรมได้สอดแทรกเรื่องของศิลธรรมและจริยธรรมเอาไว้ด้วยเพียงแต่ไม่ได้สอนกันตรง ๆ แค่นั้นเอง หากเราได้กลับไปสัมผัสพิธีกรรมต่าง ๆ อย่างจริงจังจะพบว่ามีการสอนสั่งเรื่องศิลธรรมอยู่ในนั้นเสมอไม่ว่าพิธีกรรมใดก็ตาม นอกจากเรื่องพิธีแต่งงานดังกล่าวแล้ว ตัวอย่างพิธีกรรมอื่น ๆ ที่สอดแทรกเรื่องศิลธรรมไว้เช่น งานปีใหม่ ทุกคนอาจมองแต่เรื่องความสนุกสนานจนลืมไปว่าความสำคัญของงานปีใหม่มันอยู่ที่วันแรกของปีใหม่คือวันที่มีพิธีสู่ขวัญต่างหาก ในวันนี้เองที่มีการสอดแทรกเรื่องศิลธรรมจริยธรรมเอาไว้แต่ผมไม่บอกหลอกว่าเขาสอดแทรกอะไรไว้ถ้าคุณไม่รู้ลองกลับบ้านช่วงปีใหม่แล้วสังเกตว่าพิธีกรรมช่วงเช้าของวันขึ้นปีใหม่เขาทำอะไรบ้างแล้วคุณจะเข้าใจ

  3. N.toog

    เป็นเรื่องที่ดีมากเลยครับ Editor ที่ได้นำมาเล่าสู่กันฟัง
    ผมเองยังไม่เคยไปสัมผัสจริงๆ
    อยากรู้รายละเอียดมากกว่า
    แต่เสียดายไม่มีโอกาสได้ไป

    ส่วนคุณ phaa ไม่เอาเรื่องพิธีกรรมวันขึ้นปีใหม่มาเล่าให้ฟังด้วยเหรอ แบบว่าอยากรู้ครับ
    แต่เท่าที่ผมเห็นพิธีกรรมของแต่ละแซ่จะไม่เหมือนกันนะครับ
    ถ้า Editor มีข้อมูลก็มาเขียนให้พวกเราอ่านก็ดีนะครับ
    งานเข้าอีกแล้ว Editor เหอะๆ

  4. phaa

    ถ้าพูดถึงเรื่องงานปีใหม่นั้นเท่าที่ผมทราบและถือปฏิบัติในครอบครัวผมละกันนะ ปกติเทศกาลปีใหม่ม้งจะจัดกันหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรจากไร่นาเข้ามาไว้ที่บ้านหมดแล้ว ถ้านับตามวันเวลาส่วนใหญ่จะจัดกันในวันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนหนึ่งของทุกปี หากในหมู่บ้านนั้นยังเก็บเกี่ยวพืชผลไม่เสร็จก็อาจเลื่อนไปเป็นเดือนที่สองก็ได้โดยจะตกลงกันในกลุ่มผู้อวุโสภายในหมู่บ้าน ในสมัยอดีตนั้นพืชเกษตรหลักที่ม้งทำกันคือ การปลูกข้าวไว้กิน ดังนั้นส่วนใหญ่จะถือเอาการนำข้าวจากไร่เข้าเล้าทั้งหมดหรือส่วนใหญ่คนในหมู่บ้านนำข้าวมาเก็บไว้ที่เล้าข้าวในบ้านหมดแล้วเป็นตัวกำหนดเดือนในการจัดงานปีใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเก็บเกี่ยวข้าวกันเสร็จในช่วงก่อนเดือนหนึ่งอยู่แล้วยกเว้นบางปีที่ฤดูกาลเปลี่ยนทำให้ปลูกข้าวกันช้าจึงอาจมีการเลื่อนออกไปบ้างแต่ไม่บ่อยนัก ดังนั้นช่วงเวลาในการจัดงานปีใหม่ส่วนใหญ่จึงเป็นช่วงเดือนหนึ่งไม่เกินเดือนสองของทุกปี และจะต้องเริ่มดำเนินการในวันขึ้นหนึ่งค่ำเท่านั้น เพระาถือเป็นวันเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆในปีต่อไป สำหรับพิธีกรรมหลักเท่าที่สังเกตุพ่อทำก็จะเริ่มจากการเตรียมงานตั้งแต่ก่อนถึงวันขึ้นปีใหม่โดยเริ่มจากการฆ่าหมูที่เลี้ยงขุนไว้สำหรับเป็นอาหารช่วงเทศกาลปีใหม่(เท่าที่ฟังผู้ใหญ่เขาพูดมาเขาว่าช่วงเทศกาลปีใหม่จะต้องกินอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์เท่านั้นห้ามกินอย่างอื่นโดยเฉพาะพวกพืชผัก)ปกติจะเริ่มล้มหมูกันช่วงประมาณ 7 วันก่อนถึงวันขึ้นปีใหม่และจะต้องฆ่าหมูให้หมดก่อนวันขึ้นปีใหม่ไม่เช่นนั้นจะห้ามฆ่า หลังจากฆ่าหมูแล้วก่อนถึงวันขึ้นปีใหม่จะต้องเตรียมไก่ไว้สู่ขวัญและเซ่นไว้บรรพบุรุษ เมื่อเตรียมไก่ได้แล้วจะต้องเลือกไก่ตัวที่สาวยงามที่สุดและรู้สึกว่าจะต้องเป็นแม่ไก่รุ่นด้วยไว้ตัวหนึ่งเอาไว้ไปเรียกขวัญทรัพย์สินเงินทองจากไร่นาเพื่อมาร่วมพิธีสู่ขวัญและร่วมฉลองเทศกาลปีใหม่ (ปกตืจะต้องไปเรียกขวัญทรัพย์สินเงินทองจากไร่นาทุกที่ที่เราใช้ทำการเกษตรในปีที่ผ่านมา) นอกจากเตรียมไก่แล้วยังต้องเตรียมไข่ไก่ให้ครบจำนวนคนในบ้านเป็นอย่างน้อย และสิ่งสำคัญเลยคือ ขนม(จั๊ว) ต้องจัดเตรียมก่อนวันขึ้นปีใหม่เช่นกัน โดยเจ้าขนมนี้จะต้องปั้นเป็นตัวแทนของสัตว์เลี้ยงทั้งหลายที่เรามีอยู่ในบ้านเพื่อเป็นตัวแทนในการร่วมสู่ขวัญในวันขึ้นปีใหม่ด้วย หลังจากเตรียมเสร็จแล้วเมื่อถึงเช้าวันขึ้นปีใหม่แล้วจะต้องตื่นแต่เช้ามาทำกับข้าวและเตรียมฆ่าไก่เพื่อเซ่นไหว้โดยพิธีในช่วงเช้านี้นั้นจะมีสองช่วง(เท่าที่จำได้นะ) คือจะเริ่มจากเรียกขวัญขณะยังไม่ได้ฆ่าไก้กับหลังจากฆ่าไก่แล้วภาษาที่ใช้ในการเรียกขวัญมีลักษณะเป็นคำกลอนภาษาค่อนข้างโบราณพอฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง โดยการสู่ขวัญนั้นจะต้องนำเอาสิ่งของที่จัดเตรียมไว้ตั้งก่อนถึงวันขึ้นปีใหม่ไปวางไว้ที่ประตูทางเข้าหลักของบ้าน(แถวบ้านผมทางเข้าหลักส่วนใหญ่อยู่ทางด้านทิศตะวันออก) และไก่ใช้สู่ขวัญจะมีสองตัว โดยตัวหนึ่งคือตัวที่ใช้เรียกขวัญทรัพย์สินเงินทองส่วนอีกตัวใช้เรียกขวัญสำหรับคนในบ้านในครอบครัวที่มีอันจะกินจะมีไก้ตัวแทนของทุกคนในบ้านเลย (เดี๋ยวมาเขียนต่อครับ..)

  5. EdiTor (Post author)

    ขอบคุณ คุณ phaa ที่นำเรื่องพิธีกรรมช่วงปีใหม่ มาถ่ายทอดให้ทุกคนได้อ่านกัน ก็อย่างที่ N.toog พูดมา เพราะเท่าที่ฟัง คุณ phaa เล่ามา มีหลายอย่างที่ปฏิบัติต่างไปจากที่ผมเห็นแถวบ้านครับ คงเป็นเพราะม้งเรามีหลายแซ่ แต่ละแซ่ก็แตกเป็นหลายแขนงอีก จึงทำให้พิธีกรรมของแต่ละแซ่ แต่ละท้องถิ่นแตกต่างกันไป

    N.toog ก็ได้ฟังคุณ phaa เล่าไปแล้ว .. ผมก็รอดแล้วสินะ :-)

  6. คนเดินทาง

    มีความรู้เยอะขึ้นมาก แต่ก็มีคำถามมากขึ้นตาม

    ก่อนอื่นต้องแปลคำว่า “ศิลธรรม” ออกมาให้ชัดเจนเพื่อสามารถบอกขอบเขตหรือกรอบให้รู้ว่าสิ่งไหนเรียก ศิลธรรม และยังมีคำอื่นๆอีกหลายเช่น จริยธรรม,คุณธรรม คิดว่าเมื่อเข้าใจคำแต่ละคำแล้ว ก็สามารถตีความว่าเรื่องไหนเป็นศิลธรรม เรื่องไหนเป็นจริยธรรม เป็นคุณธรรม แน่นอนที่พิธีต่างๆย่อมแทรกเรื่องดีๆอยู่เสมอขึ้นอยู่กับว่าเรามองออกหรือเปล่า

    เมื่อคุณ phaa บอกว่า “แต่วัฒนธรรม ม้งเมื่อแยกย่อยถึงเนื้อหาแล้วหาหลักศิลธรรมไม่เจอ ” จึงไม่เข้าใจว่า ศิลธรรม ในทรรศนะของคุณ phaa เป็นอย่างไร ทำไมจึงไม่เจอศิลธรรมเลย หรือวัฒนธรรมม้งไม่มี ศิลธรรม เลยจริงๆ

  7. phaa

    “แต่วัฒนธรรม ม้งเมื่อแยกย่อยถึงเนื้อหาแล้วหาหลักศิลธรรมไม่เจอ ?ตรงนี้ผมยกมาจากความเฟห็นของคุณเบอะแระ ที่ตอบอยู่ในเรื่อง ม้งเราควรก้าวพ้นเรื่องวัฒนธรรม ครับ ซึ่งผมเองมีความเฟห็นแย้งกับคุณเบอะแระอย่างที่คุณคนเดินทางว่ามานั่นแฟหละครับ คือความเฟห็นของผมเนี้ยผมว่าในความเชื่อของพวกเราพิฑีกรรมของพวกเราจะมีการสอดแทรก คุณธรรมจริยะธรรมไว้เสมอเพียงแต่เรามองออกหรือไม่เท่านั้นความเห็นนี้อ่านๆได้ที่นี่ครับ “เมื่อม้งเราควรก้าวพ้น เรื่องวัฒนธรรม

  8. EdiTor (Post author)

    คุณ คนเดินทาง ช่วยทำให้กระจ่างขึ้นมากครับ สำหรับประโยคที่คุณ คนเดินทาง อ้างถึงนั้น เป็นประโยคที่คุณ phaa อ้างอิงมาอีกทีหนึ่งครับ ..

    สำหรับหลักศิลธรรม หรือศิลธรรมที่ทุกคนในนี้พูดถึงนั้น ผมเข้าใจได้ว่าเป็นหลักคำสอน อาจเป็นเพราะการใช้คำว่าศิลธรรม หรือหลักศิลธรรม จนทำให้พวกเราตีความได้ไม่ตรงกันก็เป็นได้ครับ

  9. phaa

    ศีลธรรม [สีนทํา, สีนละทํา] น. ความประพฤติที่ดีที่ชอบ, ศีลและ
    ธรรม, ธรรมในระดับศีล.
    จริยธรรม น. ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ, ศีลธรรม, กฎศีลธรรม.
    ความฟหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2542

  10. เจ้าสาวมาเอง

    งานแต่งแบบม้งๆ เนี่ย ยังงงอยู่ว่าเป็นงานแต่งของตัวเองหรือป่าว เพราะจากการสังเกตและเจอะเจอกับงานของตัวเองแล้ว บทบาทของเจ้าสาวอยู่ตรงไหน (ในครัวหรือป่าว)เจ้าสาวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับพิธีกรรมต่างๆ ทีว่ามาเลย นอกจากหลังสิ้นสุดพิธีกรรมแล้วมาร่ำลาญาติผู้ใหญ่ ก่อนเดินทางกลับบ้านเจ้าบ่าวแบบไม่ให้หันหลังกลับมามองด้วย

    และเบื่อกับการดื่มสุราเมรัย การคำนับ (pes)ที่มากมายจนเกร่อ ทำให้ดูแล้วไร้ความหมายง่ะ อีกทั้งการฆ่าตัดตอนไก่และหมู อิอิ พูดซะน่ากลัว (เฮ้อ งานบุญหรือบาปฟะเนี่ยตู)

    สรุป ไม่รู้ว่างานแต่งแบบนี้ เจ้าบ่าวมันแต่งกะเหล้าต้มหรือป่าวหว่า

  11. เบอะแระ

    อย่าเพิ่งเข้าใจผิด คิดว่าผมมาโจมตี วัฒนธรรมอันดีงามของม้งเรา แต่ผมอยากอธิบายให้เห็นและเข้าใจตรงกันว่า ในเนื้อวัฒนธรรมของเรานั้นมันไม่มี หลักธรรมคำสอน หรือจะเรียกว่า จริยธรรม หรือศิลธรรม อยู่ในนั้น ในวัฒนธรรมของเรา มีสิ่งที่ดีงานก็จริงแต่เราก็ขาดหลักศิลธรรมด้วย ก็อย่างที่หลายคนเข้าใจแหละครับว่าวัฒนธรรมนั้นเป็นวีถีที่ดีงานที่มีแบบมีแผนและปฏิบัติสืบต่อกันมา แต่ตัวศาสนานั้นเป็นตัวกำหนดกฏเกณฑ์ทางด้านจริยธรรม และ ศิลธรรม หรือมีหลักคำสอน ดังผมจะขอยกข้อความนี้ ของ คนเล่นหมอกมาให้อ่าน เป็นข้อสังเกตครับ

    เราลองมาดูองค์ประกอบของศาสนากันเสียก่อน การจะเรียกว่าศาสนาได้นั้นต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 อย่างไม่ใช่หรือ คือ 1) ศาสดา 2) ภัมภีร์ หรือคำสอน 3) สาวก หรือผู้เผยแพร่ 4) ศาสนสถาน 5) พิธีกรรม

    ท่านจะเห็นได้ว่าเรามีแต่ สาวก กับ พิธีกรรม และพิธีกรรมทั้งหลายทั้งปวงที่เราถือปฏิบัติกันนั้นล้วนแต่เป็นพิธีกรรมทางวัฒนธรรม (คือ สิ่งดีงามที่สืบทอดต่อกันมา) ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ แต่งงาน งานศพ เรียกขวัญ ลฯล ทั้งหมดเหล่านี้นั้นไม่มีหลักคำสอนด้านศิลธรรม หรือ จริยธรรมเลย จะเรียกง่ายๆว่า ธรรมะ ก็ได้(สิ่งที่แฝงอยู่ในวัฒนธรรม ก็คือสิ่งดีงามครับ ไม่ใช่ตัวธรรมะ) กลับมาที่เรื่อง ความเชื่อของม้งเราบ้าง เรานับถือบรรพบุรุษ แต่การนับถือบรรพบุรุษนั้น พิธีกรรมก็เน้นไปในด้านการเซ่นสรวง มากกว่าสั่งสอนใช่มั้ยครับ แล้วบรรพบุรุษสั่งสอนอะไรเราบ้าง …. ไม่มีครับ (หรืออาจมีแต่ผมไม่รู้) แต่เท่าที่จำได้ พ่อแม่มักเซ่นสรวงบูชาบรรพบุรุษปูย่าตาทวด ขอให้ครอบครัวมั่งมีศรีสุข อย่าเจ็บอย่าไข้ ทำมาหากินได้ดิบได้ดี ใช่มั้ยครับ คุณอาจจะแย้งว่าแล้วที่พ่อแม่อบรมให้เราเป็นคนดีนั้นไม่ใช่ การสั่งสอนศิลธรรมของบรรพบุรุษหรอก หรือ? อันนี้ก็ต้องมาทำความเข้าใจกันอีกละครับว่าสัตว์ทุกชนิด ลืมตาขึ้นมาดูโลกได้ พ่อแม่ก็ต้องสั่งสอน อยู่แล้วละครับ แม่ไก่ ก็ต้องสอนลูกไก่ให้รู้จักคุ้ยเขี่ยหาอาหาร พ่อเสือแม่สิงห์ ก็ต้องสอนลูกให้ออกล่าหาอาหาร และสอนวิธีการหลบลี้หนีภัยที่จะมาถึงตัวอยู่แล้ว เป็นธรรมดาของสัตว์ที่เรียกตัวเอง ว่ามนุษย์ ก็คงไม่ต่างกันครับ ดังนั้นผมจึงมองว่า ในตัววัฒนธรรมของเรา ไม่มีหลักศาสนาแน่นอน ส่วนความเชื่อเรื่องการนับถือบรรพบุรุษก็น่าจะเป็น แค่ลัทธิหนึ่งเท่านั้น

    เจตนาของผมก็คือ โลกที่สับสนกำลังก้าว ไปสู่ความเสื่อมถอย และดำเนินไปสู่กฎเอนโทรปี คือความไร้ระเบียบ ครับ ผมจีงมองว่า หากเรามุ่งหวังเพียงก้าวผ่านวัฒนธรรมอันล้าหลังไปได้ เราก็ไม่สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในโลกอันสับสนวุ่นวายนี้ไปได้เลย หากแต่เพียงว่าในตัววัฒนธรรมของเรานั้นยังคงความเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นม้งอยู่ เพียงแต่ขอให้เราค้นหาสิ่งที่เรียกว่าศาสนาแล้วนำเข้ามาผนวกร่วมเป็นเนื้อเดี่ยวกันกับวัฒนธรรมของเรา และเมื่อถึงวันนั้นผมจะมองว่าเป็นการ ก้าวข้ามวัฒนธรรม อย่างแท้จริง ไม่เหมือที่ม้งรุ่นใหม่ที่กำลังเรียกร้องให้ม้งก้าวข้ามวัฒนธรรมของตัวเองด้วยการโยนมันทิ้งไป….

  12. คนเล่นหมอก

    สืบเนื่องจากความเห็นของคุณ เบอะแระ ในกระทู้ก่อน ทำให้ต่อมาผมมีไอเดียเขียนเรื่อง ม้งนับถือศาสนา หรือแค่ลัทธิความเชื่อ ขึ้น

    ต้องยอมรับว่าเรามีหลักคำสอนแฝงในพิธีกรรมต่างๆ แต่ใครล่ะที่จะคอยถ่ายทอดคำสอนเหล่านั้นให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย สรุปแล้วเรามีคำสอนก็เหมือนไม่มี

    แต่ถึงจะอย่างนั้น ณ วันนี้ผมคิดว่าพวกเราที่ได้ร่ำเรียนกันมา คงจะสามารถประยุกต์คำสอนของศาสนาอื่น รวมถึงวิชาความรู้ที่ได้จากชั้นเรียน มาใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมสอนลูกหลานได้เป็นอย่างดี ..

    แต่ถ้าเป็นคำสอนแบบสุภาษิต หรือคำเปรียบเปรยนั้น ม้งเรามีนะ แต่ก็หาฟังได้ยากขึ้นทุกที ถ้าใครอยากได้ยินก็ต้องต้องพูดคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ หรือต้องหาโอกาสนั่งฟังพวกผู้ใหญ่เค้าว่าความกัน

  13. phaa

    การบุชาบรรพบุรุษ มันสอนอยู่แล้วว่าให้รู้จักกตัญญูรู้คุณคนครับ มันสอนอยูในตัวอยู่แล้วเพียงแต่ไม่ได้ป่าวประกาศออกมา ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองและเข้าใจหรือเปล่าเท่านั้นครับ แต่ผมไม่ได้เถียงนะว่าความเชื่อของเรามันคือ ศาสนา เพราะว่าถึงอย่างไรเสียมันก็ไม่เข้าองประกอยของศาสนาตามที่มีคนบอกมาอยู่แล้วครับ(คนอื่นชนชาติอื่น คนนับถือศาสนาอื่นเขาบอกมา)

    เอ่อ คุณเบอะแระ นับถือศาสนาอะไรเหรอครับ

  14. EdiTor (Post author)

    เจ้าสาวมาเอง เป็นเจ้าสาวของงานนี้ครับ มีไรสงสัยก็ถามได้ .. สำหรับเรื่องบทบาทเจ้าสาวนั้นคงต้อง ได้สอบถามผู้รู้ต่อไป ..

  15. เบอะแระ

    ผมนับถือพุทธครับ แต่ครอบครัวก็ยังนับถือบรรพบุรุษ…(หรือผี)

    ผมพยายามจะบอกว่าสิ่งที่เราขาดคือ ศาสนา ที่มีหลักแหล่งความเป็นมา ครับ ส่วนใครจะคิดว่าส่วนไหนของวัฒนธรรมม้งมันสอดแทรกศานาเอาไว้ ก็ลองบอกให้คนที่เค้าไม่รู้ได้รู้ครับ ก็อย่างที่ คุณ phaa กล่าวมาละครับ ศาสนาเราอาจซ่อนเร้นอยู่ในการเซ่นสรวงบรรพบุรุษของเราก็ได้ แต่ผมตั้งขอสั่งเกตุให้ดูนิดหนึ่งว่า ชาวจีนในเมืองไทย เค้านับถือบรรบุรุษเหมือนม้งเรา แต่ทำมัยเค้าถึงดำเนินชีวิตไปไกลกว่าเราหลายขุม ไม่ใช่เพราะเค้ายังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่า คือ ศาสนา หรอกหรือ??? แล้วม้งเราก็นับถือบรรพบุรุษทำมัยเราถึงดำเนินชีวิตมาแตกต่างแตกแยกขนาดนี้ หรือเป็นเพราะสิ่งที่เราเข้าใจกันว่ามันคือศาสนาที่เรานับถือนั้น อาจไม่ใช่สิ่งที่จะชักนำชีวิตของเราให้ก้าวไปสู่หนทางที่ถูกต้อง… หรืออาจเป็นเพราะว่าเราคิดว่าเรานั้นประเสริฐแล้วกับสิ่งที่เราเป็นอยู่…จึงไม่แปลกที่เรายังคงวนเวียนอยู่กับวัฏจักรชีวิตแบบเดิมๆ และมีชีวิตเหมือนเช่นม้งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้…

    หากวันหนึ่งคุณเอาหลักธรรมของ ศาสนาใดศานาหนึ่งที่มีในโลกมาใช้ในการดำเนินชิวิต โดยไม่ละทิ้งอัตลักษณ์ของตัวเองหรือวัฒนธรรมของตัวเอง แล้วทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น คุณอาจจะมองเหมือนผมก็ได้ว่าวิถีและวัฒนธรรมความเป็นม้งของเรา ยังขาดแก่นแท้ของ ศาสนา ที่จะนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตให้เดินไปสู่หนทางที่ ถูกต้อง…ครัฟฟฟฟฟฟฟ

  16. เบอะแระ

    บทบาทเจ้าสาว คืออยู่ในครัวจริงๆ ครับ…
    ผมเคยไปงานแต่ง ญาติห่างๆ เห็นแต่เจ้าบ่าว นั่งหัวโต๊ะ…เจ้าสาวนั่ง…อยู่ข้างเตาพร้อมตะหลิวในมือ เลยคิดว่าหน้าที่เจ้าสาวคือตั้งแต่เริ่มงานแต่งวันแรกเป็นต้นไปเจ้าสาวจองครัวไปเป็นของตัวเองทั้งชีวิตครับ อาจจะมีตอนท้ายๆพิธีการ เจ้าสาวอาจได้ลิ้มลองรสชาติเหล้าขาวว่าเป็นอย่างงัยบ้างกับเจ้าบ่าวครับ (ชนแก้วแบบม้งๆมั้ง) แต่คงไม่เกิน สามแก้ว…ดังนั้นใครคิดที่จะเป็นเจ้าสาว…มีหน้าที่อย่างเดี่ยวที่จะต้องทำ ก็คือทำใจรอเจ้าบ่าวเมา แล้วพากลับบ้าน ครับ…ส่วนญาติพี่น้องเจ้าบ่าว เตรี่ยมหมอนไปรองเข่าด้วยครับ เพราะต้องคำนับ หลายรอบ…เด๋วววววเข่าเสียใช้การไม่ได้ในบางท่า…อิอิ

  17. phaa

    คุณเบอะแระ พูดเหมือน นักการศาสนาในยุคที่ศาสนจักรครองเมืองในอดีตของตะวันตกเลย ….คุณต้องนับถือศาสนาเท่านั้นคุณถึงจะเดินไปข้างหน้าได้ ถ้าคุณไม่นับถือศาสนาถือเป็นพวกนอกรีด เป็นพวกป่าเถือนประมาณนั้นป่าว.. ผมยังนับถือบรรพบุรุษเหมือนบิดามารดาผู้มีพระคุณของผมครับ และที่จริงแล้วผมไม่ได้กล่าวอ้างว่าในวัฒนธรรมของเรามีศาสนาสอดแทรกอยู่แต่สิ่งที่ผมพยายามบอกคือในวัฒนธรรมของเราเองก็มีข้อปฏิบัตที่ดีอยู่สามารถนำไปใช้เป็นข้อคิดและข้อปฏิบัติในการดำเนินชีวิตได้ ทุกวัฒนธรรมทุกประเพณีล้วนสอดแทรกศิลธรรมจริยธรรมสอนให้คนในชุทชนและสังคมอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขกันทั้งนั้นแหละครับ …ข้อสังเกตุของคุณเบอะแระนั้นผมกลับมองอย่างนี้นะว่าไม่ใช่เพราะศาสนาหรอกที่พาเขาไปใกลกว่าเราและไม่ใช่เพราะเราขาดศาสนาเลยทำให้เราช้ากว่าเขาแต่สิ่งที่เราขาด คือ “ความรู้ต่างหาก” พื้นฐานในการพัฒนาตนเองและชุมชนคือความรู้ครับ นับตั้งแต่อดีตมาพวกเราไม่เคยให้ความสำคัญเกี่ยวกับการให้การศึกษาแก่บุตรหลานแก่พวกกันเองมีการกีดกันเรื่องของการให้ความรู้ ตลอดจนตัวพวกเราเองไม่เห็นความสำคัญของการศึกษามาโดตยตลอด แม้ปัจจุบันนี้เองคนในชุมชนของพวกเราเองยังไม่ให้ความสำคัญเรื่องของการศึกษาเช่นเดิมแล้วอย่างนี้พวกเราจะไปไหนได้ละ ทั้งนี้ทั้งนั้นผมเองไม่ได้เห็นด้วยว่าประเพณีวัฒณธรรมของพวกเรานั้นดีทั้งหมด มันมีบางสิ่งบางอย่างที่ผมมองว่าเราควรจะเปลี่ยนแปลงเช่นกันโดยเฉพาะเรื่องสิทธิความเท่าเทียมกันในสังคมของหญิงและชาย ที่ผมมองว่าเป็นเรื่องแรก ๆ ที่พวกเราควรจะต้องช่วยกันเปลี่ยนแปลงเป็นอันดับแรก ๆ เพราะเราต้องการทรัพยกรที่มีคุณภาพทั้งหญิงและชายในการร่วมกันพัฒนาครับ แต่สภาพในอดีตจนแม้กระทั่งปัจจุบันนี้เองผู้หญิงม้งยังคงถูกเอารัดเอาเปรียบและถูกกดให้เป็นคนอีกชนชั้นหนึ่งและไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้หญิงมากไปกว่าการเป็นแม่ครัวและเป็นแม่พันธ์เท่านั้น(ขอโทษที่ใช้คำไม่สุภาพเท่าไหร่แต่อยากเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจน) เหตุที่เป็นเช่นนี้ก้อาจเป็นเพราะว่าประเพณีวัฒนธรรมเรื่องการแต่งงานของเรานั้นได้กำหนดออกมาอย่างชัดเจนให้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วต้องถูกตัดขาดจากครอบครัวเดิมของตนเอง(แซ่เดิมของตนเอง)ไปเป็นคนในครอบครัวของสามี(แซ่ใหม่ของสามี) และไม่อาจที่จะกลับมาร่วมครอบครัวของตนเองได้สนิทแนบแน่นเช่นตอนยังไม่แต่งงานได้อีก จากจุดนี้เองจึงทำให้คนม้งไม่เห็นความสำคัญของการพัฒนาผู้หญิงเพราะกลัวว่าให้ความรู้ให้การศึกษาไปแล้วผลประโยชน์จะไม่เกิดกับตนเอง(ไม่ได้เลี้ยงพ่อแม่จึงไม่ส่งให้เรียน) ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้นั้นในความคิดเห็นของผมๆคิดว่าคงจะต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงแนวความคิดในเรื่องการแต่งงานตลอดจนเปลี่ยนแปลงแนวความคิดของตัวผู้หญิงเองด้วย แล้วท่านทั้งหลายละเห็นว่าอย่างไร

  18. N.toog

    เบรอแล้วครับ ไม่อ่านไม่ออกแล้ว เหอะๆๆ
    (ไม่เกี่ยวกับข้างบนนะ ทำงานมาทั้งวัน ไม่ไหวแล้ว)

  19. hmong21

    ขอเสริมนิดหน่อยเกี่ยวกับพิธีเเต่งงานของม้งครับ
    ในงานเเต่งม้งนั้นสิ่งที่เจ้าบ่าวต้องเตรียมคือ ค่าสินสอดเป็นเงิน 4เเท่ง หมูตัวใหญ่ 1 ตัวราคา5,000-7,000 บาท เเละตัวเล็กอีก 1 ตัวประมาณ1,000-2,000 บาท เเล้วก็คนที่จะไปร่วมในพิธีงานเเต่งต้องมีตำเหน่งจะมี mejkoob 2 คน phijlaaj(เพื่อนเจ้าบ่าว)niamtaisntxuab(เพื่อนเจ้าสาว) tublawbcawv(คนรินเหล้า)ntxhwjkaab(พ่อครั่ว)เเละเตรียมคนไปช่วยในงานอีกสองสามคน ส่วนทางบ้านฝ่ายเจ้าสาวนั้นเตรียมหมู่ตัวขนาดประมาณ5,000 บาท ไว้คอยต้อนรับฝ่ายเจ้าบ่าว เเละคนที่มีตำเหน่งในพิธีเหมือนกับฝ่ายเจ้าบ่าวเเต่ไม่มีเพื่อนเจ้าบ่าวเเละเพื่อนเจ้าสาว ส่วนพิธีเริ่มนั้นก็เหมือนกับที่ EdiTor ได้เขียนไว้ข้างบนครับ

  20. phaa

    ขอต่อเรื่องพิธีขึ้นปีใหม่ที่ค้างไว้ครับ “เหตุที่ต้องนำเครื่องสู่ขวัญไปไว้บริเวณประตูทางเข้าบ้านเนื่องจากเพื่อเป็นการอันเชิญสรรพสิ่งทั้งหลายให้มาสิ่งสถิตย์และร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ หลังจากผ่านช่วงแรกคือช่วงเรียกขวัญโดยยังไม่ฆ่าไปแล้วจากนั้นแม่บ้านจะจัดการเชือดไก่ทั้งสองตัวแล้วทำความสะอาดและนำไปลวดในน้ำร้อนให้เกือบสุกเพื่อให้สามารถถอดลิ้นไก่ออกมาทำนายชะตาของปีใหม่ได้ระหว่างทำไก่นั้นก็นำไข่ที่เตรียมไว้ไปต้มให้สุกด้วยเมื่อทุกอย่างสุกพร้อมแล้วจึงนำกลับไปวงาไว้ที่บริเวณประตูอีกครั้งจากนั้นจึงเริ่มพิธีเรียกขวัญอีกครั้งหลังจากเรียกขวัญแล้วเจ้าพิธีจึงดึงเอลิ้นไก่ทั้งสองตัวออกมาทำนายชะตาของปีใหม่โดยตัวแรกที่ใช้เรียขวัญเงินขวัญทองก็จะใช้ทำนายว่าปีนั้นทรัพย์ลูสินเงินทองจะเป็นเช่นไร ส่วนตัวที่ใช้เรียกขวัญของคนในบ้านก็จะทำนายว่าคนในครอบครัวจะสุขสบายมากน้อยเพียงไรในปีนั้น หลังจากเสร็จพิธีแล้วจะถึงช่วงที่ผมชอบที่สุดคือคุณแม่จะเอาต้มมาแจกแบ่งให้ลูกทุกคนได้กินสมัยก่อนที่บ้านยากจนมากจึงมีโอกาสได้กินไข่เฉพาะช่วงปีใหม่เท่านั้นจึงเป็นโอกาสที่มีความสุขมาก หลังจากเสร็จพิธีแล้วก็จะจุดตะเกียงน้ำมันไว้หนึ่งดวงโดยเอาไปตั้งไว้ที่บริเวณกลางบ้านโดยตะเกียงนี้จะจุดไว้ตลอดเวลาจนกว่าจะหมดช่วงเทศกาลปีใหม่และระหว่างนี้จะต้อยคอยจุดธุปตลอดด้วย หลังจากเสร็จพิธีแล้วก็จะนำธูปที่ใช้ในพิธีไปปักตามจุดสำคัญต่างในบ้านและนอกบ้านโดยในบ้านก็จะเป็น ที่เสากลางบ้าน เตาไฟหุนต้นอาหารคน เตาไฟอาหารหมู ครกกระเดื่อง(ถ้าหากมี) ที่ประตูทางเข้าหลักของบ้าน และนอกบ้านก็เช่นที่เล้าหมู เล้าข้าว ที่ถังน้ำประปาของหมู่บ้านเป็นต้น และหลังจากทำพิธีเสร็จและกินข้าวมื้อแรกของปีใหม่เสร็จแล้วจึงเขาสู่ช่วงเฉลิมฉลองโดยจะเริ่มจุดประทัดดอกไม้ไฟกันนับจากนี้เป็นต้นไป แต่ในส่วนของงานรื่นเริงนั้นจะเริ่มกันในวันถัดไปคือเป็นวันขึ้นสองค่ำ ซึ่งงานรื่นเริงส่วนนี้นั้นส่วนใหญ่จะจัดกันไม่น้อยกว่าสามวัน
    สำหรับสัญญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าถึงเวลาขึ้นปีใหม่แล้วคือ ให้สังเกตดอกหญ้าสับเสือซึ่งปกติมีขึ้นอยู่ทั่วไปว่าบานหรือยัง ซึ่งฟังผู้เฒ่าผู้แก่บอกเล่าว่าดอกสับเสือจะบานในช่วงเทศกาลปีใหม่เสมอ สมัยเด็กเมื่อไกล้เทศกาลปีใหม่นั้นพวกเด็กอย่างผมไม่รู้วิธีการนับเดือนจึงต้องคอยสังเกตดอกหญ้าสับเสือว่าไกล้บานหรือยังเสมอ
    ผมไม่ขอเล่าถึงเรื่องการโยยนลูกช่วงเพราะผมเชื่อว่าทุกคนคงจะทราบกันดีแล้วว่าทำอย่างไรบ้างเพราะปกติงานปีใหม่ที่พวกเราชาวม้งโดยเฉพาะม้งที่เข้าไปอยู่ในเมืองจัดกันส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องนี้อยู่แล้วทุกคนจึงคงเข้าใจดี แต่มีเกร็ดนิดหน่อย คือ หากคูบ่าวสาวใดที่ตอนกลางวันโยนลูกช่วงกันแล้วช่วงเย็นหลังจากเลิกโยนแล้วฝ่ายหญิงมอบลูกช่วงให้ฝ่ายชายเก็บไว้จะเป็นการแสดงให้ทราบว่ามีความพอใจกัน(อาจเป็นการทอดสะพานให้ก็ได้)ส่วนจะเกิดอะไรขึ้นในเวลากลางคืนบ้างนั้นกระผมไม่ทราบเพราะไม่มีประสบการณ์เนื่องจากผมเข้าไปเรียนหนังสือในเมืองเป็นเวลานานและเวลากลับบ้านช่วงเทศกาลปีใหม่นั้นผมจะกลับก็เพื่อร่วมพิธีในช่วงวันขึ้นปีใหม่เท่านั้นโดยคาดหวังความเป็นศิริมงคลแก่ชีวิตเท่านั้นครับ

  21. phaa

    เนื่องจากเห็นว่าในนี้คนที่แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่น่าจะค่อนข้างมีวุฒิภาวะกันแล้ว ผมจึงอยากขอร้องให้ Edi Tor เปิดประเด็นเรื่องนี้อีกเรื่องครับ คือ เมื่อประมาณต้นปี 2551 ผมได้มีโอกาสเข้าไปชมเว็ป TojSiab.Com มีกระทู้หนึ่งในเว็ปดังกล่าวพูดถึงเรื่องของการแต่งงานระหว่างแซ่เดียวกันว่าสมควรห้ามเหมือนแต่อดีตมาหรือไม่ และเท่าที่อ่านในกระทู้ดังกล่าวทราบ่วามีคนแซ่เดียวกันแต่งงานกันแล้วด้วย ซึ่งในความคิดเห็นของผมรู้สึกไม่ค่อยดีเลยที่เป็นเช่นนั้น จึงอยากฟังความเห็นของทุกท่านหน่อยว่าเห็นว่าอย่างไรครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ

  22. เบอะแระ

    ก็เป็นที่ประจักแกสายตาชาวโลกแล้วว่า การมีศาสนา สามารถสร้างความรุ่งเรื่องได้ อย่างที่ประเทศทางตะวันตกเค้าทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว ดังนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เค้าจับจุดถูกและพัฒนามาตั้งแต่ต้นเค้าจึงเป็นได้เหมือนอย่างทุกวันนี้ ไม่เหมือนอย่างม้งเรา ที่ยังคงศรัทธาในสิ่งที่ชาวตะวันตกยุคนั้นเค้าเรียกว่า นอกรีดอยู่ เมื่อไหร่คุณมีหลักยึดที่ถูกต้อง มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมจึงต้องการกฎเกณฑ์ ทั้งทางด้านจิตวิญญาณ และกฎหมาย ก็จะสามารถดำเนินชีวิตไปสู่หนทางที่ถูกต้องและนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ ทำไมผมต้องพูดแบบนี้ ก็เพราะว่าทุกวันนี้ความเสื่อมถอยในจิตใจม้งมันตกต่ำลงไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีทางจะฉุดรั้งมันไว้ได้ด้วยคติธรรมอันน้อยนิดในประเพณี และ วัฒนธรรมของเรา ลองเปรียบเทียบความชั่วร้ายที่ม้งกระทำกับม้งเอง กับชนชาติอื่นที่เค้าทำกัน ผมว่าพวกเรามีความรุนแรงและทำท่าว่าจะเลวร้ายและเพิ่มมากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับสภาพโดยรวมของวิถีชีวิตของชนกลุ่มอื่นๆ ในจำนวนม้งที่มีอยู่ประมาณไม่เกินสี่แสนคนในเมืองไทยซึ่งคิดได้แค่ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของประชากรอีก 63 ล้านคน ดังนั้นผมถึงได้บอกงัยว่า… อย่ามองว่าเราประเสริฐสุดแล้ว เพราะถ้าคิดอย่างงั้นเราจะปิดโอกาสในการพัฒนาตนเองทันที่ และนี่อาจเป็นสาเหตุว่าทำมัยเราไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของเราในด้านต่างๆ อย่างที่คุณ phaa ว่าเอาไว้ได้…. ไม่ว่าจะเป็น ด้านความรู้ ความเชียวชาญเฉพาะทาง ที่จะสามารถนำพาม้งเราให้มีความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมชนชาติอื่น

    ผมว่าไม่แปลกที่เราจะมาเริ่มต้นในวันนี้ หากแม้คุณ phaa อาจจะมองว่าความคิดผมเป็นเหมือนนักศาสนจักรในยุค ต้นๆ ศตวรรษที่ 12-16 ซึ่งมีการกวดล้างพวกนอกรีด แต่ลองคิดดูว่าหากมันเป็นอย่างนั้นจริง แสดงว่าพวกเราล้าหลังชนชาติคนอื่น อยู่เกือบหกร้อยปีเชียวนะ เพราะคุณภาพชีวิตม้งเรายังพอๆกับสมัยอยุธยาตอนปลายเลยนะ (อันนี้ดูเกินจริงไปหน่อย) มาลองดูว่าทำมัยวิถีทางวัฒนธรรมของเราจึงไม่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เรามีความรู้??? เหมือนอย่างที่คุณ phaa บอกว่าที่เราไม่พัฒนาไม่ใช่เพราะขาด ศาสนา แต่เป็น เพราะขาด ความรู้ (ใช่เลยผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์) แต่ ผมจะบอกให้ว่า วิถีทางวัฒนธรรมเป็นตัวชี้ทางในการดำเนินชีวิต เพราะฉะนั้นในเนื้อวัฒนธรรม ที่ไม่มี ศาสนาหรือหลักพื้นฐานเบื้องต้นในการดำเนินชีวิต วัฒนธรรมนั้นก็ไม่ส่งเสริมให้เราเดินไปสู่หนทางในการเล่าเรียน และจะได้มาซึ่ง ความรู้อย่างไงละครับบบบบ…หรือ จะเรียกได้ว่า ปัญญา งัยละ

    ขอยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีศาสนา และเราปฏิบัติตามในหัวข้อความสามัคคีอย่างเคร่งครัด พวกเราคงจะมีแผ่นดินที่ไหนสักแห่งให้อยู่ ถ้าเรามีศาสนาในหลักของความไม่คิดพยาบาทปองร้าย เอาเปรียบ อิจฉา แก่งแย่งกัน ถ้าเรามีความเมตตา กรุณา เราก็คงจะมีผู้นำที่ดีและยิ่งใหญ่ เจ้าสาวคงจะมีบทบาทและหน้าที่ในงาน มากกว่าในครัว คุณย่า คุณยาย คุณแม่ คงไม่ต้องมานั่งกินข้าว หลังจากที่ผู้ชายกินข้าวอิ่มแล้ว และน้องสาวใครสักคนต้องไปอยู่บ้านสามีทั้งกายและใจ ด้วยเงินแท่งไม่กี่ก้อน โดยลืมแม้แต่มโนสำนึกของความเป็นลูก ถ้าเรามีศาสนาและศาสนาสามารถกล่อมกราวจิตใจให้บริสุทธิ์ เราก็ไม่จำเป็นต้องมาทุกระทมกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ และถ้าเรามีศาสนา เรามีหลักคำสอนและสอนให้เรารู้จัดอดกลั้นอดทน ขยันขันแข็ง ทำมาหากิน ศึกษาเล่าเรียน เราก็สามารถศึกษาหาความรู้ได้ ดังนั้นความรู้ที่มันมีอยู่แล้ว ถ้าไม่มีหลักศาสนาพลัดดันให้เราเข้าไปศึกษาเราก็อย่า หวังเลยว่าจะไปหาความรู้เจอ

    เพียงแค่ประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามของเรามันยังไม่พอที่จะทำให้เราก้าวหน้าทัดเทียมชนชาติอื่นได้เลย เราต้องมีศาสนา แล้วศาสนาจัดนำทางเราไปสู่จุดหมายที่ดี….ศาสนาจะเติมเต็มชีวิตของเรา ทำให้เรามีเวลาว่างพอที่จะไปขนไขว่หาความรู้เพื่อนำมาพัฒนาชีวิตของเราให้ดีขึ้น….อิสลามมาเลกุม

  23. EdiTor (Post author)

    N.toog โปรแกรมมิ่งจนเบลอเลยเหรอครับ .. แสดงว่าใกล้จะรวยละ สู้ๆ ครับ

    คุณ Hmong21 ขอบคุณที่ทำให้เรื่องนี้สมบูรณ์ขึ้นครับ (พอดีไม่ได้นั่งโต๊มอบเงินแท่งด้วย) สำหรับเรื่องเงินแท่งนั้น อาจจะมีความแตกต่างไปตามแซ่ และความเป็นม้งขาว-ม้งเขียว เท่าที่ทราบม้งขาวจะคิดค่าเงินแท่งมากกว่า (6 หรือ 7 แท่งนี่แหละ)

    คุณ phaa ผมคงต้องติดเรื่องของการแต่งงานในแซ่เดียวกันก่อนนะครับ ผมขอหาข้อมูลกรณีตัวอย่างก่อน จากนั้นผมค่อยมาเรียบเรียงให้ทุกคนได้แสดงความเห็นต่อไป หรือหากใครที่มีกรณีตัวอย่าง หรืออยากเขียนเรื่องนี้ ก็สามารถเขียนส่งมา แล้วผมจะนำมาลงให้ครับ

    คุณ เบอะแระ ผมเข้าใจในคำอธิบายของคุณ และเห็นด้วยกับที่คุณกล่าวมา เพียงแต่สิ่งที่ม้งเราส่วนใหญ่ยังคงยึดถืออยู่นั้น ก็ยังคงเป็นสิ่งดั้งเดิมที่ไร้หลักคำสอน ที่ทำได้มีอยู่สองทางคือ นำคำสอนศาสนาอื่นมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน อีกทางคือทิ้งสิ่งที่เราเคยมีมา .. โดยหันไปนับถือศาสนาอื่น (ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก)

  24. phaa

    หันไปนับถือศาสนาอื่นแล้วทิ้งสิ่งที่เคยมีมาแล้วเราจะมาเรียกร้องหาความเป็นม้งอยู่ทำไมหากเราทิ้งไปความเป็นม้งย่อมสูญสิ้น ถึงกาลปวสานก็คราวนี้ สำหรับเรื่องทิ้งไปนั้นผมมองอย่างนี้ครับเท่าทีผ่านมาผมเห็นคนเปลี่ยนศาสนามาก็เยอะส่วนใหญ่เปลี่ยนเพราะเบื่อหน่ายกับพิธีกรรมต่างเสียมากกว่าจึงเปลี่ยนเพื่อหลีกเลี่ยงและทอดทิ้งสิ่งเหล่านั้นไปโดยเมื่อเปลี่ยนไปแล้วผมยังไม่เห็นว่าคนเหล่านั้นปฏิบัติตนดีขึ้นแต่อย่างใดกลับประพฤติตนแยาลงไปมากกว่าเดิมเสียอีก และส่วนใหญ่ที่เปลี่ยนศาสนาจะเป็นคนที่มีการศึกษาและลืมคุณค่าของประเพณีวัฒนธรรมของตนเอง น่าสงสารอนาคตม้งจัง…..

  25. เบอะแระ

    ไชน่าเทาว์มีอยู่เกือบทุกหนละแหงในโลกใบนี้ครับตรุษจีนจัดขึ้นเกือบทุกหัวเมือง ไม่แน่อีกไม่นาน อาจจะมีไชน่าเทาว์ที่ ไนจีเรียก็ได้…ดังนั้นไม่ต้องห่วงหรอกครับถ้าของของเราดีจริงมันก็ต้องอยู่กับเราไปอีกนาน แต่ถ้าไม่ดีจริงมันก็จะค่อยๆเลือนหายไป วัฒนธรรมที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่สามารถยื่นหยัดอยู่ได้ มันเป็นไปตามกฏของชาร์ลส์ ดาร์วิน ครับ ธรรมชาติทางวัฒนธรรมจะคัดสรรค์วัฒนธรรมที่แข็งแกร่งให้มันสามารถดำรงวิถีทางของมันต่อไป ส่วนการเปลี่ยนศาสนา กับการมีศาสนามันต่างกันครับ คิดว่าคงคุณคงเคยฟังสำนวนไทย สำนวนนี้บ้าง นะครับ ว่าชายสามโบถ์ หญิงสามผัวคบไม่ได้ นี่คงจะทำให้คุณ phaa เข้าใจเรื่องการมีศาสนา กับการเปลียนศาสนานะครับ ว่าทำมัยสิ่งที่คุณเจอถึงเป็นเช่นนั้น ความเป็นม้งไม่เคยเหือดหายไปไหนครับถ้าเรารู้จักประยุกต์ให้มันเหมาะมันควรกับสภาวะโลกปัจจุบัน ผมว่าอย่างงี้น่าจะมองเห็นอนาคตมากกว่าครับบบบ …ยิ่งเราแบกวัฒนธรรมไว้มากเท่าไหร่เราก็เดินช้ามากขึ้นเท่านั้น…

  26. เคาะสนิม

    ขอเป็นผู้อ่านที่ดีครับผม

  27. hmong thai

    ใครว่าม้งไม่มีวัฒนธรรม มันมีแต่ม้งเราไม่มีตัวอักษรตัวหนังสือบรรทึกเอาไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษา มีแต่เรียนรู้สืบทอด พ่อ สู้ ลูก จึงทำให้คนอย่างเราๆ ถ้านึกจะศึกษาเป็นเรื่องยาก ยกตัวอย่างเช่น เวลามีงานศพคืนสุดท้ายที่จะเอาคนตายไปฝัง จะมี2คน ที่เค้าเรียกว่า จือไซ มาขับกล่อมให้ลูกหลาน คนที่ตายฟัง นั้นเป็นคำพูดที่ดีมาก แต่อย่างว่าเป็นภาษาคนอย่างเราๆฟังไม่ออก จึงไม่ค่อยรู้คำเปลของมัน แต่เท่าที่ฟัง มีคำบรรยาย ความทุกข์ยากของผู้ตาย และคำสั่งสอนของผู้ตายให้ลูกหลานยึดถือปฎิบัติ การเป็นคนดีในสังคม ต้องทำตัวแบบใหน อะไรไม่ดีอย่าไปข้องเกียว มีหมดเลยครับ เป็นคำสอนที่ครบเครื่องมากเลยครับ ใครกลับบ้านเจองานศพคนแก่ลองไปนั่งฟังดูครับ แล้วมาเล่าสู่กันฟังนะครับ ว่าจิงอย่างที่ผมพูดมั้ยครับ อย่างว่านะครับ เราติเพื่อก่อ ไม่ใช่ทำรายนะครับ เพื่อม้งเราทุกคนครับ

  28. Rain

    ไม่ได้แสดงความเห็นนี้ไปยังหัวข้อกระทู้นะคะ แต่ต่อความคิดเห็นต่างๆในกระทู้นี้นะคะ

    ค่ะ…ระหว่างที่อ่านมาทั้งหมดนี้ ก็รู้สึกจมตีกับหลายๆความเห็น และเห็นด้วยในหลายๆความเห็นนะคะ..

    ส่วนตัวก็คิดว่าเลือดม้งไม่หายและไม่ตายแน่ แต่เม็ดเลือกจะกลายพันธุ์!!!!
    ไปเป็นกลุ่มคนหนึ่งที่ไม่มีความภาคภูมิใจในตัวเอง เพราะอะไร?
    เพราะไม่มีIdentityที่บ่งบอกว่าเราคือใคร ใช่! หากเราลืมเรา เราก็คงทำเป็นภูมิใจร่วมกับคนที่เราอยู่ด้วยในสังคม!!!

    และแล้วหากเป็นอย่างนี้ ….ไม่นานเราก็จะมีวัฒนธรรมที่ตามสังคมนั้นๆที่เราอยู่ แต่ไม่ใช่วัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงร้อยวันพันปีก่อนของเรา
    และคงจะไม่มีใครภาคภูมิใจChiyou ของเรา
    คงจะไม่มีใครน้ำตาหลั่งถึงชีวิตที่เราถูกรังแกมาด้วยความเจ็บปวดจนมาถึงดินแดนต่างๆในปัจจุบัน
    คงไม่นานคงไม่มีใครเป็นม้งในไทย
    คงไม่นานคงไม่มีใครว่าม้งทำโน้น ทำนี่ไม่ดี เพราะม้งกลายเป็นคนกลุ่มอื่นแล้ว หากม้งทิ้งวัฒนธรรมของตัวเอง….อันนี้ในเชิงอนาคตไกลนะ ไม่ใช่อันใกล้

    อยากจะบอกว่า ไม่ว่าวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีชีวิต ภาษาจะดีหรือไม่ดี แต่มันมีความหมาย ความสำคัญ ภูมิปัญญาและความรู้ของม้งอยู่ สิ่งเหล่านี้เองที่คุณอาจจ่มตีว่าไม่ดีหรือรู้สึกว่าดีกัน แต่มันดีนะคะ ดีไงล่ะ? ก็เป็นที่มาสำหรับเราตอนนี้ที่เราจะนำมาเป็นสะพานทอดเราเข้าไปสู่ข้อมูลเชิงศึกษาอดีีตของเรา จึงอยากจะกระซิบคุณๆให้ช่วยการศึกษาก่อน ศีกษาถึงประเพณีที่แท้จริงของตัวเอง วัฒนธรรมที่แท้จริงของตัวเอง รู้แจ้งเห็นชัดอย่างมีเหตุมีผล ขี้ให้เห็นชัดๆเลยว่าดีร้ายไง แล้วค่อยว่าดูกันอีกทีว่า สิ่งที่ดีน่าทิ้งไปกับสิ่งที่ไม่ดีไหม หรือควรทำไง ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่า
    วัฒนธรรมการกินเหล้าแก้เคล้ดไม่มีในม้ง กินจนเมาไม่มีในม้ง เลยคิดว่าให้เรากลับไปศึกษาเรื่องราวในอดีตการเปลี่ยนแปลงของสิ่งเหล่านี้กันก่อน แล้วเชื่อว่าในอนาคตเราคงได้ประเพณี วัฒนธรรมที่มีแบบแผนและรูปแแบบชัดเจนมากขึ้นในรูปแบบเดียวกัน

    เห็นลางๆว่า “วัฒนธรรมม้งไม่ดีพอที่จะนำทัดเทียมกับชาติอื่นได้เลย” ฉันคิดว่า ตัววัฒนธรรมนั้นดี แต่รุ่นแล้วรุ่นเล่านำมาปฏิบัติไม่ดีก็อาจเป็นได้ ม้งเราจึงมีวัฒนธรรมการแ่ต่งกายที่บ่งบอกว่าม้ง แต่ชุดที่แปรเปลี่ยนออกไป และอื่นๆอีกมากมายที่คุณเองก็คงรู้….ม้งเราดีซิคะ…คุณอย่าตีความหมายกว้างเสียอย่างนี้ซิกับคำว่าวัฒนธรรม คุณควรเจาะจงมาเลยว่าอะไรไม่ดี แล้วแก้ไขอย่างไร
    เล่นตีวงกว้างอย่างนี้ ความเห็นได้เยอะดีนะ!!!

    กฎของCharle Drawin นำมาใช้ในสังคมมนุษย์ไม่ได้หรอกค่ะ
    หากเป็นอย่างที่คุณ เบอะแระ ว่าละก็…ดิฉันขอบอกว่า “งั้นคนดีก็ล้นโลกแล้วซิ”

    แต่อันนี้ไม่ใช่ วัฒนธรรมคือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยมนุษย์เอง ไม่ได้เกิดขึ้นโดยความแกร่งต่อธรรมชาติ
    แต่มนุษย์

    ธรรมชาติเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อตัวเลือกในการที่จะเลือกสร้างวัฒนธรรมของคนในลักษณะไหนให้ดำเนินชีวิตอย่างไรถึงจะมีชีวิตรอดอยู่ได้ในธรรมชาติแค่นั้นเอง เราทุกคนบนโลกจึงมีวัฒนธรรมการกิน แต่งกายอะไรไม่เหมือนกัน แต่เป้าหมายจริงๆคือเป้าหมายเดียวกัน..เพื่อชีวิต

    ไม่ไหวนะคะ…หากเรามีความคิดที่จะพัฒนาม้งด้วยการละทิ้งวัฒนธรรม ประเพณี และควาามเชื่อต่างๆ ดิฉันเชื่อว่าสิ่งที่เราควรทำตอนนี้คือ ศึกษาวัฒนธรรมของเราให้ดี มองให้เห็นหลักคำสอน วิถีชิวิตที่มีภูมิความรู้ซ่อนอยู่ แล้วก็รับรู้ถึงข้อบกพร่องบางอย่างของม้งเพื่อนำไปปรับปรุง หรือละทิ้งหากไม่ดีจริงๆ แต่ตอนนี้ดิฉันคิดว่า เราแต่ละคนยังไม่ได้ศึกษากันอย่างจริงจัง รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ยกตัวอย่างดิฉันเป็นต้น

    การศึกษาทั้งของเขาและทั้งของเรานี่แหละ คือสิ่งที่เรากำลังทำกัน

    เคารพคุณทุกความเห็นนะคะ

    ชอบการแบ่งปันของคุณ Hmong Thai มากเป็นพิเศษ เพราะสนใจเรื่องนี้มาก แต่พ่อไม่อยากเล่าให้ฟัง เพราะเล่าไม่ได้ เพราะอะไร…ท่านไม่บอก….แต่ก็เคยขอร้องอย่างสุดๆ เลยได้ฟังเวอร์ชั่นที่เข้าใจง่ายๆ ก็มีการเกิดของโลก สัตว์ คน พืช ภูตผีปีศาส การมีชีวิตของสิ่งเหล่านี้ และการดับสูญของสิ่งเหล่านี้ …..เหมือนปรัชญาเลยนะ น่าเรียนมาก และไม่น่าเรียนมาก!!!! เห็นคนฝรั่งทำเป็นหนังสืออกแล้วนะ…มีText English ควบคู่ไปกับภาษาม้ง ก็น่าสนใจดี แต่เสียดายอังกฤษก็ไม่แข่งแรงเท่าไหร่ ภาษาเขียนม้งก็ชักจะไปกันใหญ่ เลยไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่

    (-_-)สาวม้งเชียงใหม่จ้า

  29. Rain

    อืม..เพิ่มเติมนิดหนึ่งนะคะ
    อันนี้ขอต่อสายไปยังตัวกระทู้นะคะ

    ที่ว่า”ปีใหม่ม้งเราไม่กินผักกัน กินแต่เนื้อ” ดิฉันเคยผ่านงานวิจัยของฝรั่งมาคนหนึ่ง
    เค้าให้เล่าถึงความเชื่อต่างๆของม้งในงานปีใหม่ การเลือกถิ่นฐาน และที่เพาะปลูกของม้ง
    ดิฉันของนำสิ่งที่เค้าได้ศึกษามา นำมาไว้ตรงนี้ด้วยนะคะ เพราะเหตุนี้นะคะที่พ่่อแม่เราไม่ให้เราทานผัก…ไม่แนใจว่าพ่อแม่เรารู้อ่ะป่าว…คิดว่าไม่รู้แหละ แต่เชื่อไป เพราะถูกบอกมารุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นเรื่องลึกลับ…ถามทีไร โดนว่าให้ทุกที

    เอาล่ะ………….

    เราเชื่อว่าหากกินผักในช่วงปีใหม่แล้ว จะมีวัชพืขขึ้นตามไร่ตามสวนเยอะ

    (งมงายใช่มั้ยคะ แต่อย่ามองอย่างนั้นซิคะ ให้มองความตรงความคิดของคนที่เชื่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งซิคะว่า อ้อ…เพราะเค้ามีเค้าโรงการคิดอย่างนี้นี่เอง ถึงทำให้เค้าเป็นอย่างนี้กัน) คิดง่ายๆเหมือนกับ concept ของตัวเองที่มีต่อตัวเองอ่ะ (เป็นอย่างนี้ เพราะเชื่อในตัวเธอ เป็นอย่างนั้น เพราะเชื่อในตัวเอง)…อะไรประมารนี้อ่ะ

    ม้งเราหลีกเลี่ยงการบริโภคผักกันมาจนกลายเป็นวัฒนธรรมการบริโภคเนื้อสัตว์กันในช่วงปีใหม่โดยไม่มีใครมีคำถามและไม่มีใครสงสัยเลยว่า ด้วยความเชื่ออะไรที่ทำให้ม้งเราไม่รับประทานผักกันในช่วงเทศกาลปีใหม่

    ขอบคุณมากนะคะ

    (*-*)

  30. EdiTor (Post author)

    ขอบคุณ คุณ Rain ครับ ความรู้ใหม่เลยนะครับ .. ผมดีใจที่มีคนสนใจเรื่องของวัฒนธรรมม้งอย่างจริงจัง ก็ตามที่คุณ Rain ว่ามาครับ หากเราไม่จริงจัง หรือชัดเจนในตัววัฒนธรรมของม้งเรา สิ่งที่เราสืบทอดกันมาหลายๆ เรื่อง อาจจะสูญหายไปก่อนเวลาอันควร ..

  31. เบอะแระ

    เมื่อไหร่ที่เราคิดว่าวัฒนธรรม ของเราสุดยอดแล้ว เมื่อนั้นเราก็เหมือนคนที่ยืนอยู่บนยอดเขาที่ไม่มีหนทางลง เราประเสริฐสุดแต่อยู่อย่างโดดเดี่ยว….ตัววัฒนธรรม มันมีทั้งดี และ ไม่ดี ขึ้นอยู่กับสังคมแวดล้อมว่า เค้าเห็นด้วยกับวัฒนธรรมของเราหรือเปล่า ถ้าวัฒนธรรมของเรามันไปขัดกับวีถีชีวิตของคนส่วนใหญ่วัฒนธรรมของเราก็จะถูกมองว่ามันไม่ดี และถ้าเรายังดื้อด้านอยู่กับมันต่อไปเราก็เหมือนคนหาทางลงจากภูเขาวัฒนธรรมไม่ได้…หากใครได้ดูสารคดีทางช่องเนชั่นเนลจีโอกราฟฟิค เกี่ยวกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชนเผ่าในอัฟฟรีกา คงจะคิดเหมือนผมว่า เค้ากำลังหลงไหลกับวัฒนธรรมของตัวเองขณะที่คนข้างนอกมองว่ามันช่างเถือนและไร้ซึ่งเหตุและผลในการประกอบพิธีกรรม ตัววัฒนธรรมจะต้องพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่ถ้าเมื่อไหร่มันแปรเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ไม่ดีไม่งาม อย่างงั้นแล้วเราควรจะดำรงรักษามันใว้อีกหรือ??? กฏของชาร์ลส์ ดาร์วินกล่าวไว้ไม่มีผิดหรอก ไม่ว่าจะกับสัตว์เดรฉาน หรือกับมนุษย์เรา ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะสามารถยืนหยัดอยู่ได้ แม้ต้องเอาความดีความชั่วมาวัดก็หนีไม่พ้น กฏข้อนี้ วัฒนธรรม ก็ไม่ต่างกัน มนุษย์ เป็นผู้สร้างวัฒนธรรม แต่ ถ้าวัฒนธรรมไม่สนองต่อความอยู่รอด วัฒนธรรม นั้นๆ ก็จะต้องตายไปตามกฏอยู่ดี ดังนั้นจะมองอย่างงัยก็ไม่ต่างกันเลย ผมว่าแทนที่เราจะมาศึกษาข้อดีของวัฒนธรรมเราแล้วนำมาพัฒนาชีวิต ทำไมเราไม่เอาวัฒนธรรมอื่นที่ถูกพัฒนาแล้วมาส่วมกับของเรา แล้วดำเนินชีวิตไปตามนั้น นอกจากวัฒนธรรมดั้งเดิมไม่ตายจากไปแล้วเรายังสามารถพัฒนาตนเองไปได้เหมือนกับชนชาติคนอื่นเค้า ……

  32. EdiTor (Post author)

    คุณ เบอะแระ พูดมามีเหตุผลครับ วัฒนธรรมใดที่ไม่สอดคล้องกับวิถีวชีวิตปัจุบัน อาจจะถูกคัดทิ้งไป (โดยเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม) สำหรับการรับวัฒนธรรมอื่นนั้น อาจเรียกการถูกกลืนทางวัฒนธรรมก็ได้ครับ ซึ่งโดยปกติเราก็รับ หรือซึมซับวัฒนธรรมอื่นเป็นปกติอยู่แล้ว ..สังคมเล็ก หรือเจริญน้อยกว่า ย่อมต้องถูกกลืน (ทุกทาง) โดยสังคมใหญ่ หรือสังคมที่เจริญมากกว่า

  33. Rain

    อืม…ใช่
    ผู้ที่แข็งแกร่งไม่จำเป็นต้องดีหรือไม่ดี
    ขอเพียงแค่แกร่งก็จะอยู่รอดได้

    ม้งมาถูกทางหรือยังในวันนี้?

  34. EdiTor (Post author)

    อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่เรายังมีกำลังความสามารถ เราก็ควรจะต้องยื้อให้สิ่งที่เรามี อยู่คู่กับเราให้นานที่สุด .. เพราะนั่นคือสิ่งที่เราเป็น และคือเรา

  35. Rain

    เห็นด้วยนะคะ…

  36. เคาะสนิม

    ได้ความรู้อีกระดับนึงครับ ขอบคุณครับ

  37. เหล้าหวาน

    การลงมือทำ คือ ข้อสรุปครับ

  38. ป๋อ

    อ่านบทความของพี่ๆ แล้วได้ความรู้มากเลยครับ
    อยากถามว่าพี่ๆมี CD zaj tshoob หรือเปล่า
    อยากได้มากๆเลย (จะซื้อ)

  39. ตัวเล็ก

    ตอนี้ผมอยากรู้ แซ่งเจ้อ (แต่ละรอบโต๊ะพีธีแต่งงาน) มีมีทั้งหมดกี่แซ่งเจ้อ มีชื่อเรียกว่า อะไรบ้าง
    อย่างไงก็ขอให้พี่แนะนำด้วย (เป็นม้งจั่ว)ว่าพิธีจะเหมือนกันหรือไม่

  40. EdiTor (Post author)

    คุณ ตัวเล็ก ผมเองไม่ได้มีความรู้ในเรื่องขั้นตอนพิธีงานแต่ง เพียงแค่มีโอกาสร่วมงานแต่ง จึงนำมาเล่าสู่กันฟังตามที่เห็นมาน่ะครับ คงต้องรอผู้รู้มาตอบอีกที

  41. ตัวเล็ก

    สวัสดีพี่ๆ ทีมงาน
    น้องขอรบกวนพี่ๆ ว่าพี่มีเทป หรือวิดีโอ การสอน Mej Koob และขั้นตอนการอัว tshoob (hmoob leeg เท่านั้นนะ) หากได้หรือไม่ ประการได ขอพี่ๆ ช่วยบอกด้วยครับ

    ขอบคุณ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *