มิดะ และมายาคติชาติพันธุ์

บุคคลภายนอกมักมีความเชื่อผิดๆ บางอย่างเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย ทั้งนี้อาจมาจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งมีอคติทางชาติพันธุ์หนุนส่งความคิดความเชื่อเหล่านั้นอยู่ เช่นเดียวกับเรื่อง “มิดะ” ของพี่น้องเผ่าอาข่า ที่ถูกคนนอกตีความคลาดเคลื่อนมาโดยตลอด ทั้งที่ “มิดะ” ในเผ่าอาข่านั้นไม่ได้มีอยู่จริง

จากการเสวนาเรื่อง “มายาคติอาข่าในสังคมไทย คลายปมมิดะและลานสาวกอด” ของชมรมอาข่าในประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา เพื่อคลายปมอคติทางชาติพันธุ์ที่บุคคลภายนอกมีต่อคำว่า “มิดะ” และ “ลานสาวกอด” ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ที่ชนกลุ่มน้อยอย่างเราๆ ควรจะจับจ้องถึงความเปลี่ยนแปลงหลังจากนี้

มติชนออนไลน์ 14 ม.ค. 54 – “นาย อาจู จูเปาะ ประธานชมรมอาข่าในประเทศไทย ได้อ่านแถลงการณ์เรื่อง “มิดะ และ ลานสาวกอด” ใจความว่า ชาวอาข่าได้กล่าวถึงคำว่า “มิ ดะ” หรือ “หมี่ดะ” ว่า เป็นคำเรียก หญิงสาวธรรมดาของอาข่าที่ยังไม่ได้แต่งงาน ไม่ได้เป็นชื่อตำแหน่งใดๆทั้งสิ้น มิดะซึ่งเป็นครูชำนาญโลกีย์สอนลีลาแก่ชายหนุ่มนั้น จึงไม่เคยมีอยู่ในสังคมของอาข่า มีแต่ “หมี่ดะ” ส่วน “ลานสาวกอด” นั้นไม่มีอยู่จริง มีเพียงแต่ “ลานวัฒนธรรม” หรือ “แต ห่อง” เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญในทางพิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับคนในหมู่บ้าน เป็นแหล่งถ่ายทอดบูรณาการความรู้จากรุ่นสู่รุ่น เป็นแหล่งแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างความสมัครสามัคคีแก่ผู้คนในหมู่บ้าน” .. อ่านต่อ

เมื่อความเข้าใจคลาดเคลื่อนเอนเอียงไปทางเดียวกันกับอคติที่ผู้คนมีอยู่ มันจึงกลายเป็นความเชื่อที่เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ยากที่ใครจะมาเปลี่ยนแปลงความเชื่อเหล่านั้นได้ นอกเสียจากความเชื่อดังกล่าวจะไปกระทบกับกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่ง จนคนกลุ่มหลังนี้ต้องลุกขึ้นมาตะโกนบอกว่า “ที่พวกคุณรู้มาทั้งหมดนั้น ..มันผิดนะ”

ที่จริงแล้วพี่น้องเผ่าอาข่าเรียกร้องต่อสาธารณะชนเสมอมา ให้ช่วยทำความเข้าใจเสียใหม่เกี่ยวกับเรื่อง “มิดะ” แต่ที่ผ่านมาพื้นที่สาธารณะยังไม่เปิดกว้างพอสำหรับชนกลุ่มน้อยอย่างพวกเค้า เสียงที่พวกเค้าเรียกร้องไปจึงไม่เคยได้รับการตอบรับจากปลายทางอีกด้านหนึ่ง

ส่วนหนึ่งที่เรื่องของ “มิดะ” ถลำลึกจนกลายเป็นความเข้าใจผิดที่ยากจะแก้ไข นั่นเพราะ “มิดะ” ถูกนำไปแต่งเป็นเพลง โดยครูเพลงผู้ล่วงลับไปแ้ล้ว จน “มิดะ” กลายเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน ..จนกลายเป็นเพลงที่ก่อให้เกิดความเชื่อผิดๆ ฝังลึกในสังคมไทย

ความเชื่อที่ว่า “มิดะ” มีอยู่จริงในสังคมคนอาข่า ได้ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อพวกเค้า ถึงขั้นที่ว่าคนพื้นราบกล้าเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อกระทำการอนาจารกับหญิงสาวในหมู่บ้าน เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่มันหมายถึงความเป็นความตายของคนกลุ่มหนึ่ง ทั้งนี้เพียงเพราะความเชื่อผิดๆ ที่ถูกปลูกฝังอยู่ในสังคม

เราเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ สิ่งแรกเลยคือการยืนหยัดต่อสู้กับกระแสสังคมที่ผิดๆ การเรียนรู้ที่จะแทรกตัวเข้าสู่เวทีสาธารณะเพื่อปกป้องผลประโยชน์ที่เราพึงมี ..เรายังสามารถเปิดเวทีของเราขึ้นมาเอง และเชิญผู้รู้ผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมเวทีกับเรา

สุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้กับพวกเราชาวม้งคือ จงเรียนรู้ที่จะสื่อสารอย่างถูกต้องมีข้อมูล เพราะหากเราสื่อสารผิดพลาดไป มันอาจหมายถึงผลกระทบที่จะมีกับคนม้งทั้งหมด อย่างเช่นเรื่องการโยนลูกช่วงของเรา หลายคนมักจะอธิบายว่า “โยนลูกช่วงเพื่อหาคู่” ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนม้งเราเป็นสังคมฟรีเซ็กส์ยังไงก็ไม่รู้ ทั้งที่ความเป็นจริงการโยนลูกช่วงก็เป็นแค่การละเล่นอย่างหนึ่งของม้งเรา และหนุ่มสาวเป็นเพียงแค่กลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการละเล่นนี้

ต้องไม่ลืมว่าการโยนลูกช่วง ไม่ได้มีไว้เฉพาะสำหรับคู่รักหนุ่มสาวเท่านั้น เพื่อนโยนกับเพื่อนก็มีเยอะ หญิงโยนกับหญิงก็มีแยะ (แต่แปลกไม่เคยเห็นชายโยนกับชายแฮะ ..คงอีกไม่นาน) คู่รักที่แต่งกันแล้วก็ยังมาเล่นโยนลูกช่วงกันเลย

ภาพน่ารักของเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังโยนลูกช่วงจะเปลี่ยนไป หากคุณไปเที่ยวอธิบายกับใครต่อใครว่านั่นคือการหาคู่

22 Comments

  1. Nuch

    มันก็มีส่วนจริงอย่างคุณ EdiTor เขียนมา แต่ในความเป็นจริงของประเพณีนี้จริงๆในสมัยโบราณ มันไม่ใช่การอาคู่หรอกหรอคะ? เพราะเคยถามผู้เฒ่า ผู้แก่ ท่านมักจะเล่าประมาณว่า

    สมัยก่อน คนม้งต้องทำไร่ ทำนาหาเลี้ยงชีพ ไม่มีเวลาไปตามหาคู่ชีวิต เพราะฉะนั้น หลังจากที่เสร็จสิ้นภาระกิจ ไร่นาแล้ว ก็คือช่วงเทศการสนุกสนานของบ่าว สาวที่จะได้โยนลูกช่วงกัน พูดคุยกันเพื่อทำความรู้จัก และนำมาซึ่งการแต่งงาน ซึ่งถามว่าถ้าไปเล่าแบบนี้เราว่าเค้าก็(น่า)จะเข้าใจนะคะ แม้แต่ดิฉันเองพอฟังท่านเล่าจบยังรู้สึกว่าน่ารักเลยค่ะ

    มันก็คงแล้วแต่คนมองนะคะ แต่สำหรับเราถ้ามองถึงเจตนารมณ์ของคนสมัยก่อนมันก็เป็นวิธีที่น่ารัก และเป็นวิธีเดียวที่จะสามารถหาคู่ของคนสมัยก่อนจริงๆ ^_O

  2. ผมก็โยนกับชายเหมือนกันครับ อิ อิ ไม่ได้เป็นเกย์อะรัยนะครับแต่พอดี คู่สาวขอตัวไปเข้าห้องน้ำ อิ อิ อยู่เฉยๆก้อยังงัยๆก็เลยโยนบอลคู่ชายไปเลยครับ 55+
    พี่มาถ่ายนะครับปีนี้ อีก 11 เดือนข้างหน้า….

  3. EdiTor (Post author)

    คุณ Nuch การโยนลูกช่วงทำให้หนุ่มสาวมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกัน ได้สังเกตุอุปนิสัยใจคอจากการพูดคุย และอาจนำมาซึ่งการสานสัมพันธุ์จนกระทั่งบางคู่ตกลงใจแต่งงานกันในที่สุด ..พวกเรามักจะได้ยินกันมาอย่างนี้

    แต่แท้จริงแล้วผมกลับมองว่า การโยนลูกช่วงเป็นแค่การละเล่นเพื่อการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ เพื่อแสดงถึงการเปลี่ยนผ่านจากปีเก่าก้าวเข้าสู่ปีใหม่ หรือที่เรามักจะได้ยินจากเพลงม้ง (Kwv Txhiaj) ที่ว่า “..quas lub xyoo laus..”

    หากการโยนลูกช่วงสงวนไว้เฉพาะหนุ่มสาว เราก็คงมองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากเพื่อหาคู่ ดูตัว หรือเดท อะไรก็แล้วแต่ แต่จากที่เห็นอยู่คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าร่วมการละเล่นนี้ (แต่ไหนแต่ไรก็เป็นอย่างนี้) สรุปคือการโยนลูกช่วงเป็นการละเล่นของคนม้งทุกเพศทุกวัย ไม่ใช่การละเล่นที่มีไว้เฉพาะให้หนุ่มสาวได้มาเลือกหาคู่กัน

    ผมเองก็อยากรู้ว่าเมื่อพวกเราถูกคนภายนอกถามเกี่ยวกับเรื่องการโยนลูกช่วง พวกเราจะตอบเค้าว่าอย่างไร ..โยนลูกช่วงเพื่ออะไร ?

    บางครั้งการเลือกใช้คำพูดก็สำคัญ เรื่องจะดูซอฟท์หรือเปล่าก็อยู่ที่คำพูดครับ

  4. คนด้อยโอกาส

    การโยกลูกช่วงของเทศกาลปีใหม่ม้ง ที่เรียกกันว่า จุเป๊าะ “ntsum pob” ลูกช่วง มีลักษณะ

    กลมเหมือนลูกบอลทำด้วยเศษผ้า มีขนาดพอเหมาะที่จะถือด้วยมือข้างเดียวได้ การละเล่นลูกช่วง

    จะเเบ่งกลุ่มผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย คือหญิงกับชาย หญิงกับหญิง ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้ที่เอาลูกช่วงไป

    ให้ฝ่ายชาย เมื่อตกลงกันได้ก็จะทำการโยนลูกช่วง โดยแต่ฝ่ายจะยืนเป็นแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง

    หันหน้าเข้าหากันมีระยะห่างกันพอสมควร แล้วโยนลูกช่วงให้กันไปมาและสามารถทำการสนทนา

    กับคู่ที่โยนได้

    การโยนลูกช่วง เป็นกิจกรรมหนึ่ง ที่มีการสร้างสรรค์กิจกรรมการละเล่นเพื่อการผูกมิตรเชื่อม

    ความสามัคคี

    == ที่ผ่านมางานวิจัย เอกสาร สื่อต่างๆ ที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ บางอย่างที่เก็บข้อมูลเรื่อง

    ประเพณี วัฒนธรรมทางชาติพันธุ์ที่ผิดจากความหมายทางวัฒนธรรมที่แท้จริง คิดว่าปัจจุบันคนที่ไม่รู้

    ก็เริ่มรู้ข้อเท็จจริงมากขึ้น จากข้อมูลต่างๆ จากเจ้าของวัฒนธรรม ผมคิดว่าอีกไม่นานเรื่องที่เข้าใจ

    สิ่งผิดๆเหล่านี้ค่อยๆปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดี

  5. ช.ช้าง

    ปีใหม่ที่ผ่านมา เล่นกับคุณซะมี (สามี) เหมือนกันฮ่า
    แล้วยังใจกว้างให้คุณซะมีเล่นกับสาวอื่นด้วย แถมเป็นคนไปตื๊อป๊อให้ด้วยง่า
    หนุกหนานๆ ไม่เห็นจะต้องซีเรียส

  6. คนหลงทาง

    อ้อครับ
    ก็พอดีผมไปอ่านเจอประเด็นนี้พอดีครับ โดยก็ไม่คิดว่าคุณeditorจะเอามาเขียนเป็นบทความ
    คำว่า มิดะ ความเข้าใจของคนทั่วไปรวมทั้งผมด้วยหมายถึงแม่หม่าย อาจะสามีเสีย หรืออะไรก็แล้วแต่ เอาเป็นว่า กรณีของหญิงที่เคยมีสามีแต่ปัจจุบันนี้เป็นหม่าย จะเป็นครูสอนเพศศึกษาให้หนุ่มๆ(อันนี้ คือ ความเข้าใจทั่วๆไป) แต่ที่พึ่งอ่านเจอ มันหมายถึงคำเรียก ของหญิงสาวอาขา หรืออีก้อ ที่เริ่มเป็นสาวรุ่นๆครับ อย่างของม้งที่มักเรียกว่า (hmi nthsais)
    ส่วนลานสาวกอดนั้น คุยกันยาวครับ แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า คงมีเค้าความจริงบ้าง คนทั่วไปจึงเข้าใจอย่างนั้น และจากที่ผมเคยอ่านเจอในหนังสือ กล่าวไว้ว่า ลานสาวกอด เป็นลานหนึ่งที่หมู่บ้านกำหนดให้เป็นที่พบปะของหนุ่มสาว และในลานสาวกอดก็จะมีศาลประตูผีหรืออะไรสักอย่างตั้งไว้ด้วยให้เป็นสัญลักษณ์ และจะมีรูปแกะสลักหญิงสาว และชายเปลือยด้วย ลานสาวกอด เป็นแห่งที่พบปะของหนุ่มสาวจริงๆครับ โดยที่ลานสาวกอดจะเปิดทุกคืน จนถึงประมาณเที่ยงคืน เว้นแต่มีหนุ่มอาข่าจากหมู่บ้านอื่น มาแจมด้วยก็อาจต่อเวลาให้จนประมาณตีสามตีสี่ ลานสาวกอดนี้ (อันนี้จากที่เคยอ่านนะครับ) ผู้ชายทุกคนที่ลานสาวกอด สามารถกอดสาวๆ ที่อยู่ในลานนั้นได้จริงๆครับ แต่ไม่ใช่กอดแบบอนาจารนะครับ แต่กอดเมื่อใครสาวๆได้บอกรักกับหนุ่มที่ตนรัก โดยอาจจะกอดและเสดงอะไรก็ได้ให็หนุ่มที่ตนกอดรู้ว่า ตนชอบ แต่ถ้าไม่ชอบก็จะกอดเฉยๆแล้วปล่อยไป เหมือนฝรั่งเมืองนอกกอดทักทายกันแค่นั้นหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ในกรณีที่เกิดกอดกันแล้วชายหญิงทั้งสองชอบใจกันก็อาจลงเอยด้วยความรัก ที่ลึกซึ้งกว่านั้น หลังจากนั้นก็อยู่ดูใจกันสักพัก แล้วถ้าคิดว่าใช่ก็แต่งงานกันแต่ถ้าคิดว่าไม่ใช่ก็แล้วกันไป และที่สำคัญอันนี้จริงแท็จแต่ประการใดก็ไม่อาจทราบได้ ว่า ผู้ชายอาข่าจะไม่นิยมแต่งงานกับสาวพรมจาร จะแต่งงานกับหญิงที่อย่างน้อยต้องผ่านผู้ชายมาแล้วคนหนึ่ง อันนี้ก็อยู่ที่วิจารณญาณนะครับ เพราะผมก็อ่านจากตำราหนังสือมาอีกที ดังนั้นผมจึงคิดเองตามความคิดเห็นของผม ว่าลานสาวกอดน่าจะมีแต่คงเป็นยุคก่อนๆๆโน้นๆแล้วครับ สมัยนี้คงไม่มีแล้ว และก็เป็นการดีครับ ที่ได้ออกมาชี้แจง เพราะจะได้ทำให้คนสมัยนี้ อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งด้วยแหละครับ ได้เข้าใจหมดความสงสัย หรือแม้จะสงสัยแต่เมื่อพี่น้องอาข่าบอกว่าไม่มีก็คือไม่มี จะได้ไม่ต้องคิดสงสัยอีกครับ

  7. EdiTor (Post author)

    ช.ช้าง ใจกว้างกันทั้งคู่เลยนะ เสียดายไม่ได้เจอซะมีของ ช.ช้าง

    คุณ คนหลงทาง บางอย่างถ้าเวลาเปลี่ยนนิยามของมันก็จะเปลี่ยนตาม ทั้งนี้เนื่องจากบริบทของมันได้เปลี่ยนไปแล้ว อย่างเรื่อง “มิดะ” ของพี่น้องเผ่าอาข่า ผมเคยมีโอกาสถามหนุ่มอาข่าที่ผมเคยรู้จักเมื่อนานมาแล้ว เค้าบอกว่าบ้านเค้าไม่มี “มิดะ” และไม่มีผู้หญิงที่คอยสอนเรื่องกามารมย์ ส่วนเรื่องลานสาวกอดนั้นผมไม่ทราบรายละเอียดเหมือนกัน ว่ามีความเป็นอย่างไร

    อย่างพี่น้องเผ่าปะกากะญอ เด็กผู้หญิงจนถึงหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานพวกเธอจะแต่งชุดประจำเผ่าสีขาว ..ปกติชาวปะกากะญอจะแต่งชุดประจำเผ่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

    อย่างเรื่องการโยนลูกช่วงของม้งเรา ผมแค่อยากให้พวกเราลองพินิจพิเคราะห์ดู ในฐานะที่คนม้งปัจจุบันเริ่มได้รับการศึกษาสูง ที่สำคัญเรามีความเข้าใจกระบวนการคิดมากขึ้น เราสามารถคิดวิเคราะห์อะไรได้ดีขึ้น ดังนั้นเราลองมาใคร่ครวญดูกันว่าจริงๆ การโยนลูกช่วงของม้งเรานั้นสื่อความหมายอะไรในงานเทศกาลปีใหม่ม้งเรา

    ผมไม่ได้คิดว่าความคิดความอ่านของผมจะถูกต้องในเรื่องนี้ ผมแค่คิดว่าเรื่องราวของม้งเราหลายๆ อย่างมันก็เหมือนกับเรื่องของหลักการทฤษฏีทั่วๆ ไป หากเราพิสูจน์ได้ว่าไม่จริง เราก็แค่เปลี่ยนมันซะ ..เราต้องสามารถอธิบายเกี่ยวกับตัวเราเองได้บ้าง ไม่ใช่เอาแต่ปล่อยให้คนอื่นบอกว่าเราเป็นยังไง

    May I introduce myself? … :)

  8. ฅนไกลบ้าน

    …ผมไม่รู้นะว่าเรื่งของลูกช่วงแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร เพราะไม่ได้ถามลึกๆว่าเป็นมาอย่างไรแต่จากที่ประสบพบมาแล้วมันก็มีเค้าโครงของการเลือกคู่อยู่บ้างจริงๆ เพียงแต่มีเหตุผลที่ว่ามีผู้เฒ่าผู้แก่ เขาคอยดูให้คำปรึกษาอยู่ว่าการเลือกคู่ครอง นั้นเลือกอย่างไร ผมคิดว่าอย่างน้อยๆก็ยังดีกว่าในปัจจุบันที่โทรศัพท์นัดพบเจอกันข้างนอก อยู่พ้นสายตาของผู้ปกครอง ใครเขาจะเข้าใจอย่างไรนั้นมันขึ้นอยู่กับคำอธิบายหรือมุมมองของผู้ที่อธิบายและผู้รับฟัง ลองไปถามผู้เฒ่าผู้แก่สิครับว่า การโยนลูกช่วงนั้นมีส่วนใช้ในการเลือกคู่จริงไหม ผมยอมรับนะครับว่าไม่มาก ก็น้อยที่ได้รับคำตอบเดียวกัน ไม่อย่างนั้นแล้วจะมีญาติพี่น้อง คนเฒ่าคนแก่เขามาดูทำไม บางครั้งคนเราก็ต้องยอมรับความจริงในเรื่องนี้ คุณก็ลองถามตัวเองดูสิครับว่า จริงๆแล้วคุณเข้าใจว่าอย่างไร ไม่ต้องโกหกตัวเองนะครับ แต่ผมว่ามันเป็นความทรงจำที่ดีนะในการที่ได้โยนลูกช่วงกับใครคนหนึ่ง ใครจะเข้าใจว่าโยนลูกช่วงแล้วต้องถึงกับเสียตัวหรือว่ามองในแง่ลบ ก็แล้วแต่ความคิดของเขาครับ และในแง่มุมหนึ่งมันก็เป็นการละเล่น เล่นได้ทุกเพศ ทุกวัย แม้แต่บุคคลภายนอกก็สามารถที่จะเล่นได้แถมไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนด้วย เรื่องทุกเรื่องมองได้หลายมุม แล้วแต่ความคิดคนที่ไปเสริมปรุงแต่ง และอยู่ที่ทัศนะวิสัยทัศน์ของแต่ละบุคคล
    การโยนลูกช่วงเพื่อลูกคู่นั้นในความเป็นจริงแล้วคู่ที่แต่งงานกันกี่คู่ครับที่มาจากการโยนลูกช่วง มันไม่ได้มาเป็นตัวกำหนดในการเลือกคู่เลย
    การเลือกคู่ครองนั้นในสนามโยนลูกช่วงนั้นอย่างน้อย ถ้ามีผู้เฒ่าผู้แก่คอยให้คำแนะนำ ผมคิดว่าอย่างน้อยคนเฒ่าคนแก่เขาก็อาบน้ำร้อนมาก่อน ฟังคำแนะนำเขา ก็คงไม่ผิดหรอก ในบางเรื่องนะครับ
    เรื่องการเลือกคู่ครองจากการการโยนเลือกช่วงนั้น เท่าที่ผมได้ยินมา คนเฒ่าคนแก่เขาให้ข้อสังเกตุว่าลูกช่วงนั้น สามรถบ่งบอกถึงนิสัยใจคน ของเจ้าของลูกช่วงได้ว่าเป็นคนนิสัยอย่างไร ก็สังเกตุกันเอาเอง แต่ผมว่าปัจจุบันไม่ได้แล้วล่ะครับ เพราะเปลี่ยนมาใช้ลูกเทนนิสกันแล้วซะส่วนมาก แล้วลองทายดูสิครับว่าบุคลนั้นนิสัยเป็ยอย่างไร
    การเลือกคู่ครองในมุมองของการโยนลูกช่วงผมว่าไม่เห็นน่าเกลียดตรงไหนเลย อยู่ในที่แจ้งทำอย่างเปิดเผย ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย หรือผิดมติหมู่บ้านตรงไหนเลยไม่น่าเกลียดหรอก ในมุมมองของตัวผมนะ ดีกว่าการแอบลักลอบใช่ไหม…ยิ่งสมัยนี้แล้วเทคโนโลยีไปไหนถึงไหนแล้วง่ายกว่าตั้งเยอะถ้าจะทำ
    สรุปแล้วเป็นการละเล่นเพื่อพบปะเพื่อนพ้องหรือการเลือกคู่ครองก็ไม่เห็นแปลกเลย ไม่ใช่ว่าการได้โยนลูกช่วงกับคนนั้นๆแล้ว ต้องแต่งงานกันนี่ครับ การเลือกคู่มีปัจจัยอีกตั้งเยอะว่าไหม…

  9. hmong21

    มิดะ
    *บนฟ้ามีเมฆลอย บนดอยมีเมฆบัง
    มีสาวงามชื่อดัง อยู่หลังแดนดงป่า

    **มีกะลาล่าเซอ มีหนุ่มๆเผลอฮ้องหา
    มีสาวงามขึ้นมา แล้วมี มิดะ.
    นางนั้นยืนท่าคอย หนุ่มน้อยที่ยังบ่เคยผ่าน
    ยังไร้ราคีพาน บ่ฮู้การกามโลกีย์
    ยั่วยวนวาจาเว้าวอน บอกสอนหื้อละอ่อนนั้นมี
    ความฮู้กามวิธี แล้วพลีเรือนกาย
    ** งามเหนือคำรำพัน เป็นหมันและเป็นหม้าย
    ความสวยงามคือภัย ถูกเลือกไว้เป็นมิดะ
    หนุ่มใดบ่เกยชิดชม บ่สมสู่ฮู้วิชา
    หมดหนทางขึ้นมา บนลานสาวกอด
    หมดปัญญาดิ้นรน มืดมนเหมือนคนตาบอด
    คนแล้วคนเล่ากอด ทอดกายในดงดินแดน
    จนวัยโรยราล่วงไป คนใหม่มาเป็นมิดะแทน
    คือเรื่องราวในแดนแผ่นดินอีก้อ

    มันน่าจะเป็นการเข้าใจผิดที่คนพื้นล่างเเละคนบนดอยสมัยก่อนเล่าเรื่องราว เเละการพบเห็นของคนพื้นล่างก็เลยตีเป็นบทเพลงมาถึงทุกวันนี้

  10. Dkao

    เท่าที่เคยอ่านเจอมาหรือเคยได้ยินมาจากผู้เฒ่าผู้แกหรือใครก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “มิดะ” หรือ “การโยนลูกช่วง” ทุกอย่างมันก็มีเรื่องของ sex เรื่องของการเลือกคู่ เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนั้น แต่นั่นมันก็หมายถึงการกระทำ หรือวิถีของคนสมัยก่อนเท่านั้น ปัจจุบันนี้พวกเราคนรุ่นใหม่แล้ว มันก็คงไม่ยากเกินไปที่จะอธิบายว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไรถูกไหม..เพราะฉะนั้น ถ้าใครจะอธิบายว่า การโยนลูกช่วง เป็นการหาคู่ก็ไม่ผิดเพียงแต่ต้องอธิบายให้จบและให้เข้าใจว่าหาคู่อย่างไร อดีตและปัจจุบันนี้ มันต่างกันอย่างไรแล้ว กับคำว่า “หาคู่” นี้ ใช่มั้ย..ซึ่งถ้าเป็นอย่างปัจจุบันนี้ ถ้าจะต้องโยนลูกช่วงกับใครสักคน ก็ต้องหาคนที่เราอยากโยนด้วย คิดว่าเหมาะที่จะมาโยนกับเรา เราถึงจะอยากโยนด้วยใช่มั้ย ซึ่งถ้าได้คนที่เราไม่อยากโยนมาเป็นคู่โยน มันก็ไม่สนุก สุดท้ายก็ต้องเลิกโยนกันไปใช่ป่ะ และนี่ก็คือ ความหมายที่ว่าเป็นการหาคู่ของฉัน แต่มันคือ คู่โยนลูกช่วง มิใช่ คู่ชีวิต แค่นั้นเอง จบ…

  11. คนไม่มีแฟน

    ไปๆมาๆ ประเด็นโยนลูกช่วงแรงจังนะครับ….555
    สำหรับผมแล้วการโยนลูกช่วงนั้น ใครจะมองยังไงผมไม่แคร์ครับ เพราะผมมองว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่
    เรื่องใหญ่มันคือเรื่องการเรียนการศึกษาและการทำมาหากินมากกว่าครับ…..

    ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดยังไงก็ได้ครับ…เราคงห้ามความคิดของใครไม่ได้จริงๆ…

    ว่าไปแล้วผมเองก็ไม่เคยไปโยนลูกช่วงเลยแม้แต่ครั้งเดียว…..
    รู้สึกเหมือนในชีวิตมีอะไรต้องคิดและต้องทำมากมาย ไม่มีเวลาและไม่มีอารมณ์ไปคิดเรื่องโยนลูกช่วง

    ไม่ได้รังเกียจประเพณีหรือวัฒนธรรมของม้งเรานะครับ เพราะผมก็คือม้งคนหนึ่ง
    เพียงแต่ผมอยากทำหน้าที่ที่สำคัญของตัวเองให้สำเร็จก่อน เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง…..

  12. Ong

    เรื่องบางเรื่องเป็นจริง แต่นั่นอาจจะเป็นอดีตไปแล้ว เมื่อเวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน วัฒนธรรมเปลี่ยน ต้องการยอมรับในสังคมมากขึ้น บางคนถึงกับต้องกุเรื่องขึ้นมาใหม่เพื่อให้ตนเองดูดี ชาติพันธ์อื่นก็ไม่ต่างกันมากนักคนกลุ่มน้อยอยากไปเปนคนกลุ่มใหญ่ เช่นคนไทย อยากทำตัวเหมือนยุโรปโดยประมาณ
    อันที่จริงเราต้องแยกประเด็นว่ามันเปนในอดีต ไม่ใช่ว่าเราเปนแบบนี้(วัฒนธรรมใหม่)มาตั้งนานเปนพันๆปีแล้ว
    อาจผิดที่ผิดเวลา ก้อขออภัย…

  13. คนด้อยโอกาส

    วิทยาลัยนานาชาติภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

    รับสมัครสอบคัดเลือกบุคคล ตำแหน่งอาจารย์ ประจำโปรแกรมวิชาชาติพันธุ์ศึกษา จำนวน ๑ อัตรา โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    คุณสมบัติของผู้สมัคร

    ๑.ผู้สมัครเข้ารับการสอบคัดเลือกต้องมีคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา ๙ แห่งข้อบังคับสภามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ว่าด้วยพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๓

    ๒.วุฒิการศึกษาระดับปริญญาไท หรือปริญญาเอก ในกลุ่มวิชามานุษยวิทยา สังคมวิทยา ชาติพันธุ์ศึกษา อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงศึกษา อาเซียนศึกษา การพัฒนาสังคม รัฐประศาสนาศาสตร์(การบริหารงานท้องถิ่น การจัดการภาครัฐแนวใหม่) หรือกลุ่มวิชาสหกิจวิทยา โดยมี GPA ไม่น้อยกว่า ๒.๗๕ หรือ ปริญญาโทไม่ต่ำกว่า ๓.๕๐

    ๓.สามารถปฏิบัติงานสำนักงาน การประสานงาน งานวิจัยและงานบริการวิชาการได้

    ๔.มีประสบการณ์ในการพัฒนา การศึกษาวิจัย การทำงานภาคสนามร่วมกับชุมชน ท้องถิ่น หรือเคยปฏิบัติงานในระดับองค์การระหว่างประเทศ อย่างน้อย ๒ ปีขึ้นไป

    ๕.มีความสามารถในการสื่อสารภาษาต่างประเทศ อาทิ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษากลุ่มชาติพันธุ์หรือภาษาท้องถิ่นของกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (จะพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ)
    วันเวลาและสถานที่รับสมัคร

    ผู้ประสงค์จะสมัครเข้ารับการสอบคัดเลือกขอรับใบสมัครและยื่นใบสมัครพร้อมหลักฐาน ได้ที่กองบริหารงานบุคคล สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

    ตั้งแต่วันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๔ ? ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๘.๓๐ – ๑๖.๐๐ น.

    หรือสามารถดูลายละเอียดที่ได้ http://personnel.cru.in.th/Oprfiles/Opr53.pdf

  14. Lee Yia

    เสียดายจัง เรามีแต่เล่าสู่กันฟัง…รุ่นสู่รุ่น…ไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทุกวันนี้คำหนึ่งคำเลยมีหลายนิยาม จริงๆ แล้วการโยนลูกช่วง ผมคิดว่า…นี่แหละครับที่ผมจะพูด เพราะอะไรครับ เราใช้คำว่า “คิดว่า, เห็นว่า, น่าจะ”
    หรือคำอื่นๆ ไม่เอกสารยืนยัน เอสการเขียนบันทึกเอาไว้ ดังนั้นแล้ว ผมมองว่าการแสดงความคิดเห็นข้างบนนั้น ถูกหมด แต่ถูกจากคนละมุม ไม่มีใครนะครับ เพราะว่า เป็นเพียงความคิด

    ทฤษฎีหนึ่งๆ หากไม่มีอะไรมาพิสูจน์ให้รู้แจ้งเห็นจริง มันก้อไม่มีประโยชน์ ต่อให้จะเที่ยวบอกใครต่อใครว่านี่คือ ทฤษฎี

    ก็เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นอีกมุมหนึ่งจากผมนะครับ

  15. นพ.กันตพงศ์ เล่าลือพงศ์ศิริ

    กิจกรรมทางสังคมครั้งนี้ของพี่น้องอาข่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่านับถืออย่างยิ่ง
    เป็นสิ่งที่แสดงถึงการลุกขึ้นมาต่อสู้ ปกป้องเกียรติภูมิของชนเผ่าอย่างกล้าหาญและอดทน
    และสุดท้าย พวกเขาก็ทำได้สำเร็จ โดยส่วนตัว ผมยกย่องและถือว่า นี่เป็นผลงานระดับ “วีรกรรม”
    เลยทีเดียว และเป็นวีรกรรมที่ได้รับชัยชนะ ยิ่งกว่านั้น ผมยังเห็นว่าเป็นสิ่งที่คนทุกคน ทั้งคนไทย
    ทั้งคนบนดอย ต้องจารึก อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของตนเอง ที่จะรักษาความเป็นชนเผ่าด้วยชีวิต
    มองสังคมไทยในสังคมโลก ประเทศของเรา ถ้าถามฝรั่ง ทำไมต้อง”พัฒพงษ์” หรือ “พัทยา” ??? สื่อนัยยะถึงแหล่งบริการทางเพศแก่ชาวต่างชาติ และ ณ ปีที่ผ่านมา เราอยู่ในกระแสความสนใจของชาวโลก กรณีการเผาบ้านเผาเมือง การฆ่ากันเองอย่างโหดเหี้ยม สิ่งที่เป็นภาพพจน์ที่เลวร้ายเหล่านี้ คนที่เป็นคนไทยทุกคน ต้องช่วยกันแก้ไขเกียรติภูมิของความเป็น”คนไทย”ให้คืนกลับมาเป็น “สยามเมืองยิ้ม” เหมือนในอดีต(เน้นว่า เป็น อดีตแล้วจริงๆ)
    มองสังคมคนดอยคนชนเผ่าทั้งหลาย
    เผ่าปกาเกอะญอ หรือเผ่ากะเหรี่ยง พี่น้องชนเผ่านี้ ได้รับสมญานามที่ค่อนข้างดีถึงดีมาก ในด้านของการอยู่กับธรรมชาติหรือการอนุรักษ์ป่า ตอนนี้พี่น้องอาข่า ต่อสู้เพื่อเอาเกียรติภูมิความเป็นอาข่าคืนมา

    มองสังคมม้ง
    เราทำอะไรกันบ้าง?
    ในทัศนคติส่วนตัว(สุดๆ) ผมขอย้ำว่า นี่เป็นทัศนะส่วนตัวที่ผมคิดเอาเองนะครับ
    ผมมองคนม้งว่า เป็นกลุ่มที่ฉลาด หัวไว แก่งแย่ง แข่งขันในเรื่องหน้าตา(กลัวเสียหน้า) ขยันอดทน และไม่ค่อยสามัคคี ไม่อยากเห็นแซ่อื่นหรือคนอื่นดีไปกว่าตัว ในปัจจุบันยิ่งเห็นชัด
    ลักษณะต่างๆเหล่านี้ ทำให้คนม้ง สถานการณ์เผ่าม้งโดยรวม แย่ลงๆ
    เราจะเห็นอีกสิ่งหนึ่งที่น้องๆหลายคน มักกล่าวถึงในเวบบอร์ด คือ
    “การไม่ยอมรับไม่นับถือในความเป็นม้งของตนเอง”
    เมื่อไม่มีความภูมิใจในชาติพันธ์ ก็ไม่มี “ความเป็นม้ง” ที่ไหนให้ต้องหวงแหน ต้องรักษาต้องแก้ไข

    ตราที่สังคมตีให้กับเผ่าม้ง คือ สมัยก่อน คือฝิ่น ตัดไม้ทำลายป่า และปัจจุบันคือยาบ้า
    สิ่งที่เราคนม้งปัจจุบัน ตีตราให้กันเอง คือ ม้งนักเลง ทำร้ายร่างกายกัน ตีกัน ความบาดหมางต่างๆ ระหว่างหมู่บ้าน ระหว่างตระกูล
    สิ่งต่างๆเหล่านี้ จากทั้งภายในและภายนอกเผ่า สร้างผลกระทบต่อการธำรงวัฒนธรรมความเป็นม้งอย่างรุนแรงที่สุด
    ใครต้องรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้น??? ไม่รู้เหมือนกัน
    แต่ที่แน่ๆ เราทุกคนได้รับผลกระทบนั้น เต็มๆ!!! หลายคนไม่อยากบอกคนอื่นว่าเป็นม้ง
    หลายคน ไม่อยากพูดภาษาม้ง กลัวคนอื่นจะรู้ว่าเป็นม้ง ….เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่สุดในยุคนี้ของคนม้ง มองไปอีก 10 ปีข้างหน้า สังคมม้งจะเป็นอย่างไร??
    ผมเคยสัมผัสหลายหมู่บ้าน บ้านบางหลัง มีวีโก้คันหรู 2 คัน มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน แต่ สกปรก ไร้ระเบียบ คือ เจริญแต่วัตถุ แต่ ความคิดไม่เปลี่ยน
    ผมเคยตรวจคนไข้ม้งมากมาย เป็นร้อยเป็นพันคน
    บางคนสะอาด บางคนก็สกปรกสุดๆ คำที่บอกได้ชัดเจนสุดคือ “เหม็นสาบ” กลายเป็นที่น่ารังเกียจ

    ผมยกตัวอย่างเหล่านี้ เพื่อที่จะสะท้อนว่า ทำไม?อะไร?อย่างไร? ที่ทำให้ภาพลักษณ์คนม้ง เป็นอย่างที่เราเห็น ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายกันหรอกว่า เพราะอากาศหน่าวเลยไม่อาบน้ำ เราข้ามมาเลยดีกว่าครับว่า “เราจะแก้ไข” เรื่องนั้นๆอย่างไร???? ไม่ใช่แก้ตัวหรือโยนความผิดกันไปมา

    กลับมาที่กรณีพี่น้องอาข่าอีกครั้งครับ
    เราควรตามพี่น้องอาข่าให้ทัน ม๊ย?????

  16. EdiTor (Post author)

    พี่หมอ หากเราไม่จมปรักงมงายอยู่กับความหลงตัวเอง (ก็ไม่รู้ว่าเอาอะไรมาหลง) ก็จะเห็นได้ว่าสิ่งที่พี่หมอพูดเกี่ยวกับม้งเรานั้นถูกต้องแล้วแทบทั้งสิ้น บางครั้งผมเองก็รู้สึกสมเพศพวกเราบางคนที่ชอบพูดว่า ม้งเราเก่งกว่าใคร เรียนดีกว่าใคร ทำงานเก่งกว่าใคร เพราะมันยิ่งตอกย้ำคำว่า “กบในกะลา” รวมถึงการปิดหูปิดตาตัวเอง

    สรุปแล้วต้นทุนทางสังคมเราเป็นลบ และลบมาตลอด เรามัวแต่ปรุงแต่งภาพลักษณ์ภายนอก โดยไม่เอะใจที่จะสำรวจลึกเข้าไปข้างในว่า รากฐานเราเป็นอย่างไร เราไม่มีกลุ่มอนุรักษ์ เราไม่มีนักอาสา เรามีแต่พวกที่รอและพวกที่ขอ ..สุดท้ายเราเป็นได้แค่เบี้ยของสังคมใหญ่

  17. หนุ่มเข็กน้อย

    พวกเราชาวม้งมีคนที่เก่งเรียนเก่งทำงานเก่ง..
    ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน…
    และหลายคนอยู่ในสังคมที่คนบางคนเรียกว่าสังคมแห่งความเจริญ..
    กลับไม่มีความเจริญทางจิตใจ..
    คนหลายคนเป็นคนดีคนเก่งได้ล้วนมีการศึกษาเข้ามาเกี่ยวข้อง…
    และอีกหลายคนเป็นคนดีคนเก่งก็อาจไม่ได้มีการศึกษาเช่นกัน(คนเหล่านี้น่ายกย่อง)
    การศึกษาไม่ได้สอนให้คนเก่งเป็นคนดีได้เช่นกัน…
    คุณหมอครับ…จำโฆษณาที่เขาใช้คุณหมอเป็นต้นแบบได้ใหม..
    จำความรู้สึกของคนม้งที่ไปหาหมอและเจอหมอที่เป็นม้งได้ใหม..
    คุณหมอเริ่มต้นเกี่ยวกับเพื่อนชาวอาข่าได้ดี…
    แต่คุณหมอสรุปจบว่า”คุณหมอเหม็นสาบชาวม้ง”
    คนที่มีความรู้ยิ่งสูงเท่าใหร่ ยิ่งควรต้องรับผิดชอบครับ
    เพราะที่ผ่านมาคนที่มีความรู้ไม่เคยกลับไปรับผิดชอบ
    แต่คนมีความรู้ชอบที่จะกลับไปให้คนที่บ้านเชิดชูและก็จากมา
    ผมไม่มีอคติกับคุณหมอแต่ไม่เห็นด้วยและไม่เคยคิดว่าคุณหมอจะมีความคิดเช่นนี้
    ขอบคุณ……
    สุรพล

  18. pipe

    คุณหมอก็พูดถูกนะ และไม่เห็นจะบอกว่า เหม็นสาบคนม้งเลย แค่บอกว่าม้งไม่ดูแลตัวเองถึงขั้นเหม็นสาบมากกว่า รึเราจะเข้าใจอะไรตื้นๆ ไป?? มีนัยอะไรมากกว่านี้เหรอ???

  19. EdiTor (Post author)

    คุณหนุ่มเข็กน้อย ผมมองว่าพี่หมอแค่ยกตัวอย่างให้เราได้เห็นว่า หากเรามัวแต่หาคำแก้ตัว (มาปกป้องตัวเอง) ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่ได้รับการแก้ไขเสียที

    ไม่ใช่แค่เรื่องที่พี่หมอยกมา ยังมีเรื่องยาเสพติดที่พวกเรามักจะหาคำแก้ตัวให้กับตัวเอง (รวมถึงเห็นอกเห็นใจกันมากกว่าที่จะคิดแก้ไข) เรื่องการตัดไม้ทำลายป่าที่เรามักจะโยนไปให้พวกนายทุน

    ซึ่งหากเราสามารถพิจรณาอย่างตรงไปตรงมา และแก้ไขในส่วนที่เราเข้าไปข้องเกี่ยวด้วย นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาชีวิตม้งอย่างแท้จริง ..แต่อย่างว่าครับ เราก็ยังมีอะไรให้โทษต่อไปได้เรื่อยๆ การศึกษาเอย รัฐบาลเอย ฯลฯ

    ..พี่น้องชาวปะกากะญอก็ไม่ได้มีการศึกษาดีไปกว่าเราหรอกครับ แต่รอบๆ ชุมชนเค้าอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้และแหล่งน้ำ

  20. อาชิน(อาข่า)

    ก่อนอื่นอยากชื่นชมที่คุณEdiTor เวบม้งเอเชียที่ได้เขียนบทความตัวนี้ขึ้นมา เพื่อช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นจริงไปยังสังคมโลกกว้าง อย่างที่บอกคนอาข่าสู้มานาน แต่เพิ่งจะได้ขึ้นเวทีพูดอย่างจริงๆจังๆก็ตอนนี้แหละครับ “วีรกรรม” คำนี้น่าจดจำ
    และผมค่อนข้างสนใจข้อความที่คุณหมอกันตพงศ์เขียนนะครับ คุณหมอเหมือนครูที่กำลังชี้บอกลูกศิษย์ว่า “ทำการบ้านผิดแล้วนะ” รีบๆแก้ไข “เดี๋ยวจะหมดเวลา”
    หากชาวอาข่ากำลังทำการบ้านอยู่ ก็ขอให้รีบๆทำการบ้านให้เสร็จเร็วๆนะครับ เพราะนี่ไม่ใช่แค่การบ้านของฉัน แต่เป็นการบ้านของเรา!
    เช่นกันนะครับพี่น้องม้ง…หากพี่น้องม้งกำลังทำการบ้าน ก็รีบทำให้เสร็จนะครับ ร่วมแรงลงขันถ้วยเดียว หรือจะทุบหม้อเลยก็ได้ แต่ขอให้รีบๆทำนะครับ เดี๋ยวสอบตก!

    ในโลกปัจจุบันนี้ ไม่ว่าชนเผ่าไหนๆเริ่มจะเข้าสู่สังคมศิวิไลกันมากขึ้น (คิดว่าดีมากหรือไง…ก็ไม่แน่ใจ) แต่สังคมอื่นโหยหาแผ่นดินธรรมชาติ กวาดซื้อดอยทั้งดอยเพื่อทำธุรกิจจากคนดอย แต่คนดอยกลับไปซื้อพื้นราบอย่างหน้าตาเฉย หรือนี่คือยุคแห่งการสลับร่าง!

    พี่น้องชนเผ่าครับ! ผมคนอาข่าคนหนึ่งที่เริ่มมาเรียนรู้วิถีของตน และเห็นความสวยงามมากมายบนวิถีที่เรียบง่าย มันช่างน่าประทับเสียกระไรนี่!

    เพราะผมเห็นความงาม…ผมจึงอยากให้คุณเห็นด้วยครับ!

    ด้วยสัมพันธภาพ…มิตร!

  21. EdiTor (Post author)

    คุณอาชิน ขอบคุณครับ เสียงของเรา (ชาติพันธุ์กลุ่มน้อย) อาจไม่ดังพอที่จะทำใครต่อใครหันมาให้ความสนใจ แต่หากเรายืนหยัดไม่ท้อถอย คอยตอกย้ำ สุดท้ายแล้วย่อมต้องเห็นผลในสักวัน ก็เหมือนกับเรื่อง “มิดะ” ในครั้งนี้ ..ก็ต้องขอยินดีกับการต่อสู้ในครั้งนี้ของพี่น้องชาวอาข่าด้วยครับ แม้เราจะยังไม่ทราบผลในระยะยาว แต่วันนี้พี่น้องชาวอาข่าทำดีแล้วครับ

    ชาติพันธุ์กลุ่มน้อยจำเป็นต้องเดินเคียงข้างกันไป เพราะเรามีหลายสิ่งที่ต้องศึกษาร่วมกัน ไม่ใช่เพียงเพื่อการต่อสู้ทางสังคม หากแต่เรายังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำเพื่อให้ชีวิตของเราดีขึ้นด้วย

  22. ด.ญ.สุทธิรัก ผดุงสิทธิธรรม

    ไม่มีอะไรมากค่ะ ก็เข็ใจแล้วว่ามิดะเป็นเพียงความเชื่อผิดๆค่ะ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *