สภาพอากาศ ม้งและทำเล

คงได้เวลาที่ผมจะกลับมานั่งประจำการอีกครั้ง หลังจากที่ทิ้งหน้าที่ไปเสียนาน ก็ด้วยภาระกิจรอบด้านที่มะรุมมะตุ้มในเวลาเดียวกัน เมื่อสมองยุ่งเหยิงจึงจำเป็นต้องทิ้งการเขียนไปก่อน ไม่ได้เห็นว่ามันสำคัญน้อยกว่านะ แต่สมองไม่ไปจริงๆ

เดือนที่ผ่านมามีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ขณะที่โลกกำลังปั่นป่วนวุ่นวาย แต่ ม้งเอเชีย กลับนิ่งเงียบไม่มีแม้เสียงลมที่พัดไหว ก็ได้แต่หวังว่าช่วงเดือนที่ผ่านมาที่มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย พี่น้องม้งเราจะยังคงมีชีวิตที่ปกติสุขกันดี

เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว แล้วก็ฝน แค่สัปดาห์เดียวได้สัมผัสถึงสามบรรยากาศฤดู จิ้งจกแถวห้องเองก็ร้องเซ็งแซ่ มันคงบ่นสภาพอากาศเช่นเดียวกัน เพราะมันต้องเหนื่อยกับการเปลี่ยนสี ..ตั้งแต่กลางเดือนที่แล้วมา จิ้งจกมันร้องบ่อยจริงๆ นะ ไม่ได้แมว

เวลาเดินทางไปไหนมาไหนก็มักจะได้ยินผู้คนเกาะกลุ่มพูดคุยถึงเรื่อง “วันสิ้นโลก” บ้างก็ว่าเหตุการณ์ต่างๆ ส่อเค้ากับคำทำนายที่ออกมาก่อนหน้านี้ รวมถึงภาพยนต์หลายๆ เรื่องที่ได้เปิดเผยฉากระทึกต่างๆ ออกมาให้ได้เห็นกันไปแล้ว ยิ่งเร้าให้ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนเตลิดเปิดเปิงไปกันใหญ่ ..เพราะจินตนาการสำคัญกว่าความคิดไง

ในเมืองไทย ม้งเราถือเป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่าคนกลุ่มไหนๆ จนมีคนกล่าวไว้ว่า “ถนนสุดสายที่ไหน หมู่บ้านม้งจะตั้งอยู่ที่นั่น” ซึ่งมันก็ไม่ได้เกินจริงเลย

จากสภาพอากาศที่แปรปรวนก่อให้เกิดอุทกภัยบ่อยครั้ง ผมมักจะได้ยินเพื่อนฝูงญาติมิตรพูดคุยกันประมาณว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ (น้ำท่วม) คงไม่มีทางเกิดกับชุมชนม้งอย่างแน่นอน ด้วยว่าชุมชนม้งส่วนใหญ่นั้นตั้งอยู่บนพื้นที่สูง ซึ่งตัวผมเองก็คิดและหวังให้เป็นเช่นนั้น

แต่ก็ใช่ว่าภัยธรรมชาติจะมีเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะจากที่ได้เห็นกันไปแล้ว ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยช่วงต้นปีนี้ จะพบว่าไม่ได้มีเพียงเหตุการณ์น้ำท่วมเพียงอย่างเดียว ยังมีเหตุการณ์อื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว แผ่นดินทรุด และแผ่นดินถล่ม จนทำให้ผมรู้สึกกังวลไปว่า ด้วยพื้นที่ตั้งของชุมชนม้งส่วนใหญ่นั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงและลาดชัน จะเสี่ยงกับการเกิดภัยธรรมชาติเหล่านี้หรือไม่ ..ที่สำคัญคือเราจะเตรียมการอย่างไร หรือควรเริ่มให้หน่วยงานผู้เชี่ยวชาญเข้ามาสำรวจพื้นที่ได้หรือยัง

บางเหตุการณ์มันเกิดขึ้นแบบโดดๆ แต่บางเหตุการณ์เกิดควบคู่กัน (หรือต่อเนื่อง) เช่นฝนตกหนัก น้ำท่วม ภูเขาถล่ม ดังนั้นเราจึงควรตั้งต้นเฝ้าระวังในเรื่องนี้ได้แล้ว

ช่วงเกิดแผ่นดินไหวในแถบภาคเหนือ ผมได้โทรคุยกับแม่ และแม่ได้ให้คำสอนในลักษณะปลงๆ ไว้ว่า

“ลูกเอ๊ย มีกำลังทำ (มาหากิน) ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นเถอะ อย่าได้ดิ้นรนให้เกินตัว เน้นให้ชีวิตมีความสุขก็พอ อย่าได้ไปทุกข์ใจเพราะอยากได้สิ่งโน้นสิ่งนี้ เพราะสุดท้ายมันอาจไม่เหลืออะไรไว้ให้ (โลกใบนี้) เลย”

จากหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบโลกในช่วงที่ผ่านมา คงทำให้หลายๆ คนเริ่มรู้สึกเช่นเดียวกันกับที่แม่ผมรู้สึก นั่นคือปลงกับความไม่จีรังของสรรพสิ่ง ..ซึ่งผมเองก็เช่นเดียวกัน

สิ่งที่อยากฝากไว้ในท้ายบทความนี้คือ ฝากให้ทุกคนช่วยกันคิดวิเคราะห์สภาพพื้นที่ตั้งของชุมชนของตัวเอง ว่ามีความเสียงในลักษณะที่ผมกล่าวไว้หรือไม่ ไม่ได้ตั้งใจจะเร้าให้ทุกคนตื่นตระหนก เพียงแต่เห็นว่ามันเป็นการบ้านที่ทุกคนควรต้องทำในสถานการณ์เช่นนี้

ธรรมชาติคร่าชีวิตผู้คน ยังไม่น่าเศร้าใจเท่ากับที่มนุษย์คร่าชีวิตด้วยกันเอง