ม้ง เกษตรดั้งเดิม และฟาร์มสัตว์เร่ร่อน

เมื่อประมาณช่วงต้นปี ผมได้คุยกับพี่คนหนึ่งที่อยู่ เข็กน้อย พี่แกบอกว่าจะผันตัวเองมาเป็นคนเลี้ยงแพะ (ซึ่งต่างจากคนเลี้ยงแกะ) โดยใช้เงินที่ได้จากการขายที่ รวมกับเงินเก็บส่วนหนึ่ง จะซื้อแพะสักสองร้อยตัว เพื่อเริ่มต้นทำฟาร์มแพะ

ในฐานะที่ผมรู้จักพี่แกมานาน เมื่อได้ยินว่าพี่แกได้ค้นพบแนวทางการหาเลี้ยงชีพของตัวเอง ผมก็พลอยมีความยินดีไปกับพี่แกด้วย แต่ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่า ด้วยจำนวนแพะขนาดนั้น พี่แกจะเอาไปเลี้ยงที่ไหน ตอนนั้นก็ได้พูดคุยกับพี่แกในเรื่องนี้ พี่แกบอกว่ามีพื้นที่ป่าชุมชน ที่มีคนในหมู่บ้านใช้เลี้ยงสัตว์อื่นอยู่ก่อนแล้ว และคิดว่าจะนำแพะของตัวเอง ไปเลี้ยงในพื้นที่เดียวกันนี้

แต่เมื่อวานนี้ ผมได้โทรไปหาพี่แกอีกครั้ง พี่แกรับสายและดูเหมือนพี่แกกำลังยุ่งๆ อยู่ พี่แกบอกว่ากำลังคุยกับคนซื้อแพะ โดยจะขายแพะทั้งหมดให้กับผู้ซื้อดังกล่าว และอยู่ระหว่างการเจรจาพูดคุยกัน

หลังจากที่ผู้ซื้อได้กลับไปแล้ว เราจึงเริ่มบทสนทนาต่อ โดยพี่แกบอกว่าทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คิด พื้นที่ป่าชุมชนที่ว่า มีชาวบ้านในพื้นที่เลี้ยงอยู่ก่อนแล้ว เจ็ดเจ้า หลังจากพูดคุยกับกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ สามเจ้ายินดีให้พี่แกเข้ามาร่วมใช้พื้นที่ แต่อีกสี่เจ้าไม่ยินยอมให้พี่แกนำแพะเข้ามาเลี้ยงในพื้นที่ เหตุผลคือพื้นที่ป่าดังกล่าวไม่สามารถรองรับสัตว์เลี้ยงได้มากไปกว่าเดิมที่มีอยู่

สรุปคือ ทุกวันนี้พี่แกต้องนำแพะของตัวเองมาเลี้ยงในอีกพื้นที่หนึ่ง ซึ่งอยู่ไกลจากบ้านพี่แกไปประมาณเกือบ 40 กม. แต่เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว โดยรอบเป็นพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านในละแวกนั้น พี่แกจึงต้องคอยคุมเข้มสัตว์เลี้ยงของตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ไปทำความเสียหายให้กับพืชผลของชาวบ้าน

แต่ด้วยจำนวนสัตว์เลี้ยงเกือบสองร้อยตัว จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดูแลให้อยู่ในความเรียบร้อยตลอดเวลา สุดท้ายแล้วพี่แกก็ตัดสินใจที่จะขายแพะทั้งหมด และไปหาอย่างอื่นทำ

จากเรื่องราวของพี่แก สะท้อนให้เห็นว่าฟาร์มสัตว์เร่ร่อน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำอีกต่อไป ครั้งหนึ่ง เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว คนแถวบ้านผมเอง เคยนิยมเลี้ยงวัวไว้ในป่าลึก (ลึกไม่ลึก มีเสือจับวัวกินละกัน) ซึ่งเป็นที่ใกล้เคียงกับที่ใช้ทำไร่ในเวลานั้น ลักษณะการเลี้ยงคือ ปล่อยให้วัวหากินเองอย่างอิสระ โดยมีการทำเครื่องหมายเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของไว้ เผื่อถ้าหลงไปอยู่ในฝูงของคนอื่นจะได้จำได้

ลักษณะการทำฟาร์มสัตว์เร่ร่อนสมัยนั้น มีหลายอย่างที่เอื้ออำนวย ไม่ว่าในด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับป่า ที่ยังไม่เข้มงวดมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความกลมกลืนไปกันได้ ระหว่างการทำฟาร์มสัตว์เร่ร่อน กับรูปแบบวิถีการหาเลี้ยงชีพในสมัยนั้น กล่าวคือในสมัยนั้น คนม้งในหมู่บ้าน (ซึ่งมีถิ่นฐานเดิมอยู่บนป่าบนเขา) ยังคงทำการเกษตรอยู่บนพื้นที่ป่าลึก ซึ่งเป็นพื้นที่ดั้งเดิมที่พวกเค้าเคยจากมา ฉะนั้นการทำฟาร์มสัตว์เร่ร่อนจึงไปด้วยกันได้ กับการทำไร่ เพราะเป็นการใช้พื้นที่เดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การทำฟาร์มสัตว์เร่ร่อน เป็นผลพลอยได้จากการทำไร่ในพื้นที่นั้น นั่นเอง

แต่เมื่อเวลาผ่านไป รูปแบบการเกษตรของม้งเราก็เปลี่ยนตาม ประกอบกับที่ไม่มีลูกหลานคอยสืบทอดการเกษตรแบบเก่า ม้งจึงเริ่มโยกย้ายพื้นที่เพาะปลูกลงมายังพื้นที่ราบ หรืออย่างน้อยก็ออกจากป่าลึก ซึ่งไม่เหมาะที่จะทำไร่แบบดั้งเดิมอีกต่อไป ฟาร์มสัตว์เร่ร่อนก็เช่นเดียวกัน ด้วยกฎหมายที่เข้มงวด และเข้าถึงมากขึ้น ประกอบกับพื้นที่การเกษตรบนที่สูงถูกจับจอง และมีขอบเขตความเป็นเจ้าของชัดเจนมากขึ้น ..ความอิสระเสรีเดิมๆ จึงดูเหมือนว่าลดน้อยถอยลงไป

ปัจจุบันอาผมเอง ซึ่งเคยเลี้ยงวัวในแบบเร่ร่อนมาตลอด คือทำไร่ที่ไหน ก็เอาวัวไปปล่อยที่นั่น แต่ล่าสุดอาได้ให้ญาติๆ ไปช่วยกันล่าวัวตัวสุดท้าย และฆ่ามันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ..และตัดสินใจว่าจะไม่มีการเลี้ยงวัวอีกต่อไป

ที่กล่าวมาทั้งหมด ก็เพื่อเตือนสติให้พวกเราคิดหน้าคิดหลัง ก่อนที่จะตัดสินใจทำการเกษตรแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูก หรือการเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ไม่เอื้อแก่การทำเกษตรแบบดั้งเดิมอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎหมาย หรือความขัดแย้งกับชาวบ้านในพื้นที่

วันนี้บางพื้นที่อาจยังทำการเกษตรแบบดั้งเดิมได้ แต่เชื่อเถอะครับ อีกไม่นานสภาพการณ์เดียวกันนี้ จะเกิดขึ้นในพื้นที่ของคุณ ฉะนั้นจงเริ่มคิด และเตรียมพร้อมที่จะปรับตัวครับ ..ขอเข้มในย่อหน้าสุดท้ายละกัน