ม้ง เกษตรดั้งเดิม และฟาร์มสัตว์เร่ร่อน

เมื่อประมาณช่วงต้นปี ผมได้คุยกับพี่คนหนึ่งที่อยู่ เข็กน้อย พี่แกบอกว่าจะผันตัวเองมาเป็นคนเลี้ยงแพะ (ซึ่งต่างจากคนเลี้ยงแกะ) โดยใช้เงินที่ได้จากการขายที่ รวมกับเงินเก็บส่วนหนึ่ง จะซื้อแพะสักสองร้อยตัว เพื่อเริ่มต้นทำฟาร์มแพะ

ในฐานะที่ผมรู้จักพี่แกมานาน เมื่อได้ยินว่าพี่แกได้ค้นพบแนวทางการหาเลี้ยงชีพของตัวเอง ผมก็พลอยมีความยินดีไปกับพี่แกด้วย แต่ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่า ด้วยจำนวนแพะขนาดนั้น พี่แกจะเอาไปเลี้ยงที่ไหน ตอนนั้นก็ได้พูดคุยกับพี่แกในเรื่องนี้ พี่แกบอกว่ามีพื้นที่ป่าชุมชน ที่มีคนในหมู่บ้านใช้เลี้ยงสัตว์อื่นอยู่ก่อนแล้ว และคิดว่าจะนำแพะของตัวเอง ไปเลี้ยงในพื้นที่เดียวกันนี้

แต่เมื่อวานนี้ ผมได้โทรไปหาพี่แกอีกครั้ง พี่แกรับสายและดูเหมือนพี่แกกำลังยุ่งๆ อยู่ พี่แกบอกว่ากำลังคุยกับคนซื้อแพะ โดยจะขายแพะทั้งหมดให้กับผู้ซื้อดังกล่าว และอยู่ระหว่างการเจรจาพูดคุยกัน

หลังจากที่ผู้ซื้อได้กลับไปแล้ว เราจึงเริ่มบทสนทนาต่อ โดยพี่แกบอกว่าทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คิด พื้นที่ป่าชุมชนที่ว่า มีชาวบ้านในพื้นที่เลี้ยงอยู่ก่อนแล้ว เจ็ดเจ้า หลังจากพูดคุยกับกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ สามเจ้ายินดีให้พี่แกเข้ามาร่วมใช้พื้นที่ แต่อีกสี่เจ้าไม่ยินยอมให้พี่แกนำแพะเข้ามาเลี้ยงในพื้นที่ เหตุผลคือพื้นที่ป่าดังกล่าวไม่สามารถรองรับสัตว์เลี้ยงได้มากไปกว่าเดิมที่มีอยู่

สรุปคือ ทุกวันนี้พี่แกต้องนำแพะของตัวเองมาเลี้ยงในอีกพื้นที่หนึ่ง ซึ่งอยู่ไกลจากบ้านพี่แกไปประมาณเกือบ 40 กม. แต่เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว โดยรอบเป็นพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านในละแวกนั้น พี่แกจึงต้องคอยคุมเข้มสัตว์เลี้ยงของตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ไปทำความเสียหายให้กับพืชผลของชาวบ้าน

แต่ด้วยจำนวนสัตว์เลี้ยงเกือบสองร้อยตัว จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดูแลให้อยู่ในความเรียบร้อยตลอดเวลา สุดท้ายแล้วพี่แกก็ตัดสินใจที่จะขายแพะทั้งหมด และไปหาอย่างอื่นทำ

จากเรื่องราวของพี่แก สะท้อนให้เห็นว่าฟาร์มสัตว์เร่ร่อน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำอีกต่อไป ครั้งหนึ่ง เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว คนแถวบ้านผมเอง เคยนิยมเลี้ยงวัวไว้ในป่าลึก (ลึกไม่ลึก มีเสือจับวัวกินละกัน) ซึ่งเป็นที่ใกล้เคียงกับที่ใช้ทำไร่ในเวลานั้น ลักษณะการเลี้ยงคือ ปล่อยให้วัวหากินเองอย่างอิสระ โดยมีการทำเครื่องหมายเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของไว้ เผื่อถ้าหลงไปอยู่ในฝูงของคนอื่นจะได้จำได้

ลักษณะการทำฟาร์มสัตว์เร่ร่อนสมัยนั้น มีหลายอย่างที่เอื้ออำนวย ไม่ว่าในด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับป่า ที่ยังไม่เข้มงวดมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความกลมกลืนไปกันได้ ระหว่างการทำฟาร์มสัตว์เร่ร่อน กับรูปแบบวิถีการหาเลี้ยงชีพในสมัยนั้น กล่าวคือในสมัยนั้น คนม้งในหมู่บ้าน (ซึ่งมีถิ่นฐานเดิมอยู่บนป่าบนเขา) ยังคงทำการเกษตรอยู่บนพื้นที่ป่าลึก ซึ่งเป็นพื้นที่ดั้งเดิมที่พวกเค้าเคยจากมา ฉะนั้นการทำฟาร์มสัตว์เร่ร่อนจึงไปด้วยกันได้ กับการทำไร่ เพราะเป็นการใช้พื้นที่เดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การทำฟาร์มสัตว์เร่ร่อน เป็นผลพลอยได้จากการทำไร่ในพื้นที่นั้น นั่นเอง

แต่เมื่อเวลาผ่านไป รูปแบบการเกษตรของม้งเราก็เปลี่ยนตาม ประกอบกับที่ไม่มีลูกหลานคอยสืบทอดการเกษตรแบบเก่า ม้งจึงเริ่มโยกย้ายพื้นที่เพาะปลูกลงมายังพื้นที่ราบ หรืออย่างน้อยก็ออกจากป่าลึก ซึ่งไม่เหมาะที่จะทำไร่แบบดั้งเดิมอีกต่อไป ฟาร์มสัตว์เร่ร่อนก็เช่นเดียวกัน ด้วยกฎหมายที่เข้มงวด และเข้าถึงมากขึ้น ประกอบกับพื้นที่การเกษตรบนที่สูงถูกจับจอง และมีขอบเขตความเป็นเจ้าของชัดเจนมากขึ้น ..ความอิสระเสรีเดิมๆ จึงดูเหมือนว่าลดน้อยถอยลงไป

ปัจจุบันอาผมเอง ซึ่งเคยเลี้ยงวัวในแบบเร่ร่อนมาตลอด คือทำไร่ที่ไหน ก็เอาวัวไปปล่อยที่นั่น แต่ล่าสุดอาได้ให้ญาติๆ ไปช่วยกันล่าวัวตัวสุดท้าย และฆ่ามันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ..และตัดสินใจว่าจะไม่มีการเลี้ยงวัวอีกต่อไป

ที่กล่าวมาทั้งหมด ก็เพื่อเตือนสติให้พวกเราคิดหน้าคิดหลัง ก่อนที่จะตัดสินใจทำการเกษตรแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูก หรือการเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ไม่เอื้อแก่การทำเกษตรแบบดั้งเดิมอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎหมาย หรือความขัดแย้งกับชาวบ้านในพื้นที่

วันนี้บางพื้นที่อาจยังทำการเกษตรแบบดั้งเดิมได้ แต่เชื่อเถอะครับ อีกไม่นานสภาพการณ์เดียวกันนี้ จะเกิดขึ้นในพื้นที่ของคุณ ฉะนั้นจงเริ่มคิด และเตรียมพร้อมที่จะปรับตัวครับ ..ขอเข้มในย่อหน้าสุดท้ายละกัน

11 Comments

  1. ตั้มคลองเปรม

    อื่ม วิถีชีวิตเดิมๆ ข้าเองก้อเคยเจอมาสมัยเด็กๆ วันๆ ได้แต่ติดตามวัว ควาย ไป น่าเบื่อที่สุด แต่ก้อยังดีวันนี้ข้าเองก้อหนีพ้นจากวิถีชีวิตแบบนั้นๆ

  2. โดมดอย

    มีคดีหลาย ๆ คดีเกี่ยวกับเลี้ยงวัวปล่อยทุ่งอย่างเรื่องนี้ พอวัวหลงใส่ฝูงก็รีบตีตราไว้ แต่เเจ้ของเดิมจำได้ เถียงไปมา ฆ่าวัวตัวปัญหากินเยเลย ก็ฟ้องร้องขึ้นศาลเลยนะ
    พี่เคนเลี้ยงเหมือนกันแต่เลิกแล้วเหนื่อยมาก ชอบม้ามากกว่า

  3. thana lee

    ในยุคอาณานิยม มหาอำนาจไปถึงไหนก็จะหาทางทำลายอดีตและรากเหง้าของคนท้องถิ่น คนไม่มีอดีตย่อมไม่มีอนาคต เจ้าอาณานิคมทำลายอดีตเขาเพื่อจะได้เป็นผู้กำหนดอนาคตของคนท้องถิ่นแต่เพียงผู้เดียว

    ลัทธอาณานิคมใหม่ (Neo-colonialism) กำลังทำเช่นเดียวกันกับผู้คนวันนี้ ทำลายอดีตและรากเหง้าของผู้คนในท้องถิ่น ให้มีรากเดียว ประวัติเดียว รูปแบบเดียวภายใต้ความเป็น ?ชาติ? ทำให้คนท้องถิ่นดูถูกตัวเอง ดูถูกพ่อแม่ปู่ย่าตายายรากเหง้าเผ่าพันธุ์ของตนเอง ไม่ภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิด ในความเป็นคนท้องถิ่น มีแต่อยากจะหนีไปให้ไกล ไม่อยากอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรีในหมู่บ้าน

    สังคมวันนี้สอนให้คนมองไปข้างหน้า ไปตายเอาดาบหน้า ไม่ต้องมองไปข้างหลัง ไม่ต้องไปทบทวน ไม่ต้องไปสนใจอดีต แล้สังคมวันนี้ก็เป็นผู้กำหนดชีวิต กำหนดอนาคตให้ เป็นคนบอกคนสั่งให้ผู้คนว่า จะกิน จะอยู่ จะมี จะเป็นอะไร อย่างไร จะเดินไปทางไหนและเดินอย่างไร เขากำหนดเครื่องมือและเป้าหมายชีวิตให้เสร็จสรรพ

    ชุมชนหลายแห่งวันนี้ได้ลุกขึ้นมาจัดการชีวิตของตนเองใหม่ ทุกแห่งลุกขึ้นได้เพราะการเรียนรู้ เริ่มจากเรียนรู้ตัวเอง รู้จักตัวตน เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ รู้ว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน ลูกหลานใคร รู้รากเหง้าและกำพืดตัวเอง รู้ว่าทำไมจึงจนวันนี้ รู้ว่าเริ่มเปลี่ยนวิถีการผลิต เริ่มผลิตเพื่อขายและเริ่มเจ๊งและเป็นหนี้เป็นสินตั้งแต่เมื่อ อย่างไร

    ไม่พอ พวกเขาเรียนรู้ว่า ได้ทำลายชีวิตของตนเอง ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายวัฒนธรรม ความรู้ภูมิปัญญาของท้องถิ่นไปเท่าไร ทำลายทุนของชุมชนจนไม่เหลืออะไรไว้ให้ลูกให้หลาน

    นี่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ การสืบค้นหาอดีต ไม่ใช่เพื่อกลับไปหาอดีต โหยหาสวรรค์หาย แต่เป็นการค้นสู่รากเหง้า เอาจิตวิญญาณดั้งเดิมกลับคืนมา ค้นหาคุณค่าของวิถีดั้งเดิม และนำมาปรับใช้กับวิถีปัจจุบัน

    นี่คือการเชื่อมอดีตกับปัจจุบันเพื่อสานอนาคต

    คนรู้จักอดีตของตัวเอง คือคนที่มีรากมีเหง้า มีความเป็นตัวของตัวเอง มีพลังที่จะสร้างชีวิต สร้างอนาคตด้วยตัวเอง โดยไม่ให้ใครมากำหนดครอบงำ สั่งให้ซ้ายหันขวาหันด้วยวิธีการที่แยบยลแนบเนียน จนยากที่จะสลัดหลุดให้เป็นอิสระได้

    ลอยไปตามกระแสเหมือนปลาที่ตายแล้ว ดอน กีโฆเต้ แห่งลามันชา (Don Quixote de la Mancha) อายุ 400 ปี คือนวนิยายเรื่องแรกในภาษายุโรป และเป็นที่ยอมรับนับถือกันว่ายอดเยี่ยมที่สุด เขียนโดยมิแกล เด แซร์บันเตส ชาวสเปญเมื่อปี 1605 และมีเล่มสองออกมาสิบปีหลังจากนั้น จบลงด้วยการสิ้นชีวิตของดอน กีโฆเต้

    แต่อัศวินในจินตนาการผู้นี้ไม่มีวันตาย เขายังโลดแล่นอยู่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติในหลากหลายรูปแบบ ไม่แต่เพียงในโรงละคร ในห้องเรียน ห้องสมุด แต่ในขีวิตของผู้คนที่อยู่ได้ด้วยความฝันและพลังแห่งจินตนาการ

    หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องชายผู้หนึ่งที่คิดว่าตนเองเป็นอัศวิน เดินทางไปทั่วกับคนรับใช้เพื่อปกป้องความยุติธรรม ช่วยเหลือคนดี ลงโทษคนเลว เขามองเห็นโรงเตี้ยมเป็นปราสาท เห็นสาวๆ ชาวนาเป็นเจ้าหญิง เห็นฝูงแกะเป็นกองทหาร เห็นกังหันลมเป็นยักษ์ปักหลั่นที่กดขี่ผู้คน

    หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องการเดินทาง การผจญภัยในโลกกว้างของอัศวินผอมๆ ขี่ม้าผอมๆ พร้อมกับซานโจ ปันช่า ข้ารับใช้อ้วนเตี้ยผู้ซื่อสัตย์ ดูๆ แล้วไม่มีอะไร แต่คงต้องมี ?อะไร? ไม่เช่นนั้นคงไม่เป็นนวนิยายอมตะมาจนถึงวันนี้ และมีการปรับให้เป็นหนังเป็นละคร สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน

    ดอน กีโฆเต้ อาจจะดูเป็นคนบ้าในสายตาของผู้คนทั่วไป ในความเป็นจริง เขาคือคนที่มองโลกอย่างที่มันควรจะเป็น มีชีวิตอย่างที่ควรจะมี เปิดเผยธรรมชาติที่แท้จริงเบื้องหลังสิ่งที่ปรากฎภายนอก เขาอยากบอกว่า ชีวิตจะสุขจะทุกข์ จะเป็นอย่างไรอยู่ที่ว่าเรามองชีวิตอย่างไรต่างหาก อยู่ที่ความฝันและจินตนาการ ที่ทำให้เรามองข้ามภาพน่าเบื่อหน่ายหรือดูไร้สาระไปสู่โลกที่บรรเจิดไร้พรมแดน

    ไม่มีพลังดังกล่าว เราจะมองเห็นชีวิตเหมือนโรงเตี้ยมโกโรโกโส เห็นหญิงสาวชาวบ้านต่ำต้อยด้อยคุณค่า เห็นเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นผู้มีบุญมาโปรดสัตว์ ยอมสยบต่อผู้กดขี่เพียงเพราะเขาให้การอุปถัมภ์เอื้ออาทร

    ด้วยพลังแห่งฝันและจินตนาการเช่นนี้ เราไม่มีวันพ่ายแพ้ในโลกที่ดูเหมือนรุนแรงและโหดร้าย เพราะเราสร้างโลกใหม่ โลกแห่งจินตนาการที่ไม่มีวันดับสูญ

    เหมือนพ่อกวีโดที่ทำให้ชีวิตในแดนนรกนาซีกลายเป็นเกมสนุกสนานสำหรับลูกในภาพยนตร์เรื่อง Life is Beautiful เขาทำให้ค่ายกลายเป็นโลกสวยงามที่เขาสร้างขึ้นมาให้ลูก ไม่เช่นนั้น เขา ลูกและภรรยาจะอยู่ในโลกที่โหดร้ายและไร้ความเป็นธรรมนี้ได้อย่างไร

    ประมาณสี่สิบปีที่แล้ว Dale Wasserman ชาวอเมริกันได้เขียนบทละครขึ้นมาจากแรงบันดาลใจที่ได้อ่านดอน กีโฆเต้ เรียกละครนี้ว่า บุรุษแห่งลามันช่า ซึ่งมีการแปลเป็นไทยว่า ?สู่ฝันอันยิ่งใหญ่? โดยมัทนี เกษกมล และปรับปรุงสำหรับการแสดงโดยรัศมี เผ่าเหลืองทอง และออกโรงที่ธรรมศาสตร์เมื่อประมาณยี่สิบปีที่แล้ว

    นั่นเป็นการ ?ตีความ? จากคนปัจจุบันที่อ่านดอน กีโฆเต้แล้วได้ ?อะไร? มากมาย คนวันนี้กับวานไม่ได้ต่างกัน เพราะ ?ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร ก็ไม่อาจขวางกั้นขอบเขตแห่งจินตนาการ แม้ในยามอับจนสิ้นไร้ ความฝันใฝ่ก็ยังปราศจากเขตแดน?

    ?ผมอยู่มาเกือบห้าสิบปีแล้ว ผมได้เห็นชีวิตอย่างที่มันเป็น เห็นความเจ็บปวด ทุกข์ ความหิวโหย มันเป็นความโหดร้ายเกินกว่าจะทำใจให้เชื่อได้ ผมได้ยินเสียงคนเมาร้องเพลงดังมาจากร้านขายเหล้า ได้ยินเสียงครวญครางดังมาจากกองขยะข้างถนน

    ?ผมเคยเป็นทหารและได้เห็นเพื่อนล้มลงในสนามรบ?หรือไม่ก็ค่อยๆ ตายไปทีละน้อยอย่างทรมาน ผมเคยโอบพวกเขาไว้ในอ้อมแขนเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง คนเหล่านี้มักมองชีวิตอย่างที่มันเป็น กระนั้นก็ยังตายอย่างสิ้นหวัง ไม่เคยรู้จักความรุ่งโรจน์ ไม่เคยเอ่ยคำอำลาโลกอย่างกล้าหาญ?.

    ?มีแต่ดวงตาที่เต้มไปด้วยความสับสน เฝ้าสะอึกสะอื้นถามว่า ?ทำไม? เขาคงไม่ได้ถามว่าทำไมเขาต้องตาย หากปรารถนาจะถามว่า ทำไมจึงต้องมีชีวิตอยู่ด้วยเล่า ในเมื่อชีวิตคือความบ้า

    ?ใครจะบอกได้ว่า ความวิกลจริตมันอยู่ตรงไหน บางทีการพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เป็นอยู่นี้แหละคือความบ้า การไขว่คว้าหาดวงแก้วในที่ซึ่งมีแต่สิ่งปฏิกูล การพยายามเหนี่ยวรั้งสติสัมปชัญญะไว้ในโลกของเหตุผลนั่นแหละคือความวิกลจริต และที่สุดของความบ้าทั้งปวง คือการมองชีวิตอย่างที่มันเป็น แทนการมองชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น?

    บุรุษแห่งลามันช่า กิโฆเต้สนทนากับอัลดอนซ่า บอกว่าต้องการจะเพิ่มความสง่างามแก่โลกบ้าง อัลดอนซ่าเย้ยเหยันว่า ?ไม่มีทาง สุดท้ายคุณนั่นแหละจะพ่ายแพ้อย่างยับเยิน?

    กีโฆเต้ตอบว่า ?ชนะหรือแพ้ไม่สำคัญ ขอเพียงได้ดำเนินรอยตามความฝัน?

    เมื่อตอนเริ่มต้นเขียนคอลัมน์ ?พลังปัญญา พลังจินตนาการ? ให้ ?ผู้จัดการรายวัน? เมื่อปี 2547 ได้เริ่มเกริ่นนำความไว้ว่า

    ?มีคนจำนวนมาก นอกจากระร่ำรวยด้วยความฝัน ยังสามารถปรับความฝันให้เป็นจินตนาการ แปรจินตนาการให้เป็นหนังสือ เป็นหนังเป็นละครที่สะท้อนชีวิตได้อย่างน่าพิศวง ไม่ว่าเรื่องราวที่ผูกขึ้นและนำเสนอจะจริงหรือไม่ก็ตาม แต่คงไม่มีใครปฏิเสธความจริงนั้น?

    และคำโปรยเหนือชื่อหนังสือ ?สอนลูกให้คิดเป็น? เขียนว่า ?โบยบินข้ามขอบฟ้า พาลูกท่องโลกแห่งความรู้และจินตนาการ ผ่านหนังสือและแผนฟิล์ม?คนทั่วไปมักคิดว่า คนไทยเป็นคนชอบอิสระ ?ทำอะไรตามใจคือไทยแท้? อิสระก็เหมาเอาว่าไม่มีระเบียบ กฎเกณฑ์ ไม่มีวินัย ไปจนถึงทำอะไรเป็นทีม เป็นหมู่คณะ เป็นกลุ่มไม่เป็น ไม่เก่ง

    แล้วก็มักอ้างกีฬาเป็นตัวอย่าง คนไทยไม่เคยเก่งในกีฬาที่เล่นกันเป็นทีม แต่เก่งถ้าเล่นเดี่ยว เช่น มวย เทนนิส ยกน้ำหนัก ซึ่งได้เหรียญทองโอลิมปิก ได้แชมป์โลก สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ

    คนไทยมองคนญี่ปุ่น มองฝรั่งด้วยความอิจฉาและชื่นชมว่าทำงานเป็นทีมได้ดี มีวินัย ซื่อสัตย์ต่อองค์กรและสถาบัน โดยลืมไปว่า ในอดีต คนไทยหรือคนญี่ปุ่นและฝรั่งทั้งหลายไม่ได้แตกต่างอะไรกันนักเลย ต่างก็อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม เป็นชุมชน มีจิตวิญญาณของความเป็นหมู่คณะพอๆ กัน

    ชุมชนในอดีตไม่ใช่สวรรค์ มีปัญหามากมาย ทั้งภัยธรรมชาติ ฝนแล้ง น้ำท่วม โรคระบาด ภัยจากสิงสาราสัตว์ จากโจรผู้ร้าย และความยากลำบากต่างๆ แต่บรรพบุรุษของเราก็เอาชีวิตรอดมาได้ เกิดปู่ย่าตายายพ่อแม่ของเรา และทำให้เราเป็นเราวันนี้ก็เพราะภูมิปัญญาของการอยู่ร่วมกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

    สังคมไหนๆ ในโลกก็เปลี่ยนไป ทำไมสังคมไทยไม่สามารถสืบทอดภูมิปัญญาของการอยู่ร่วมกันของบรรพบุรุษเหมือนกับที่ฝรั่งและญี่ปุ่นได้สืบทอด หรือว่าเราเข้าไม่ถึงภูมิปัญญาของเราเอง เราไม่ได้คืนสู่รากเหง้าเพื่อค้นหาภูมิปัญญาเหล่านั้นและหาทางนำมาประยุกต์ ปรับใช้ให้สมสมัยกับสังคมวันนี้ โดยไม่ยึดติดที่รูปแบบเก่า แต่แสวงหารูปแบบใหม่

    เหมือนคนภาคใต้ไม่สามารถ ?ลงแขก? แบบเดิมๆ ได้ ก็พัฒนาเป็น ?แชร์แรงงาน? มีระเบียบกฎเกณฑ์ที่ไม่เคยมีในอดีต แต่เนื้อหาเดียวกัน คือการช่วยเหลือกัน แต่เป็นระบบมากขึ้นเท่านั้น

    เหมือนการสร้างนวัตกรรมทางสังคมใหม่ๆ อย่างกลุ่มออมทรัพย์ เอาการออมเงินเป็นเครื่องมือให้ผู้คนในชุมชนมาร่วมกันสร้างระบบสวัสดิการ สร้างความมั่นคงให้ชีวิต ในอดีตไม่เคยมีการออมแบบนี้ เพราะไม่มีความจำเป็น วันนี้เราจำเป็นต้องออม ก็เอาการออมเป็นจุดร่วมให้คนมาพบกัน มาแบ่งปันช่วยเหลือกัน

    ความมั่นคงของชีวิตในอดีตไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐ แต่ยึ้นอยู่กับชุมชน ชาวบ้านร่วมกันสร้างหลักประกันด้วยความรู้ภูมิปัญญาและทรัพยากรในท้องถิ่น ในยุคของ ?รัฐสวัสดิการ? ชุมชนอ่อนแอลงคนพึ่งตนเองไม่ได้ ได้แต่พึ่งรัฐ รัฐมีส่วนทำลาย ?ทุนชุมชน? ?ทุนทางสังคม?

  4. EdiTor (Post author)

    คุณ ตั้มคลองเปรม ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีครับ ที่เคยผ่านชีวิตเด็กเลี้ยงวัว เลี้ยงควายมาก่อน เพราะนั่นคือสิ่งที่จะผลักดันเราให้เติบโตอย่างกล้าแกร่ง

    พี่ โดมดอย เรื่องวัวหลังฝูงนั้น บางทีแม้แต่ญาติๆ กันเอง ยังคิดโกงกันเองเลย เพราะมีคนอยู่ประเภทหนึ่งที่เรียกว่าพวก “ขี้โกง” คนพวกนี้ จะมีปัญหาตั้งแต่เรื่องขอบเขตที่ดิน จนถึงเรื่องลูกไก่ แย่งได้ก็จะแย่ง

    คุณ thana lee ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ ครับ ม้งเราก็อยู่ในเรื่องราวลักษณะนี้ เราขาดประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน และเรากำลังจะเข้าสู่ภาวะล้มเหลวทางสังคม ด้วยเหตุว่าเรากำลังมุ่งมั่นสู่เวทีแข่งขันในเมือง ไม่ว่าเรียน หรือทำมาหากิน โดยได้ละทิ้งชุมชนไว้เบื้องหลัง แม้หลายคนมุ่งมั่นแต่แรกว่าจะกลับไป แต่เมื่อนานเข้า ความมุ่งมั่นเหล่านั้นก็อ่อนล้าโรยแรง ..จนสุดท้าย บางคนต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในเมือง และตายในเมือง

  5. thanalee Xoing ชาติตระการ

    โลกนี้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์
    ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ชั่วกัปกัลป์โดยไม่เปลี่ยนแปลง ไม่สูญสลายและไม่แตกดับ
    เราทุกคนมีชีวิตอยู่ในโลกในสังคมเช่นว่านี้
    แม้มิตรภาพ หรือความรักที่ว่าจริงแท้แน่นอน ก็ยังมีการเปลี่ยนแปรจืดจางลงได้
    ไม่มีความรักใดคงอยู่ชั่วนิรันดร์ เมื่อคนรักตายจาก ความรักที่เคยได้รับการจารึกโจษขาน ที่เคยเป็นที่รับรู้ ไม่นานก็จะถูกลืมเลือนจากใจผู้คน แต่ถามว่าสิ่งนั้นมันไม่มีอยู่จริงหรือ
    คำตอบคือ ไม่ใช่ มันเคยมีอยู่จริงสัมผัสจับต้องได้ รับรู้ได้ด้วยใจ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง
    ความเกลียด ความโกรธ และอารมณ์อื่น ๆ ก็เช่นกัน ทำใจว่ามันผ่านมาแล้วมันก็คงจะผ่านไป
    แม้จะยากเย็น แต่อย่ากอดความขุ่นเคืองไว้กับอก เพราะใจที่ทุกข์ไม่ใช่ของใครแต่เป็นของเรา

    สังคมกูรูจะเปลี่ยนไป แต่เพื่อนเรา ตัวเรา ใจเรา ไม่เปลี่ยน เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ
    อย่าคาดหวังให้ทุกคนเป็นอย่างที่เราหวังเลย เพราะเราเองบางทียังทำตามที่หวังไม่ได้ทุกอย่าง

    ว้ายยยย เห็นธรรมาสน์ว่าง เผลอตัวขึ้นไปเทศน์ เดี๋ยวหากระไดปีนลงก่อนนะ
    เอาน่า ท่านน่า เลิกถ่ายรูปกันเมื่อไหร่จะหาทางไปแจมด้วยนะท่านนะ

  6. ong

    มีพ่อบุญธรรมคนจีนแก่ๆคนหนึ่งชอบสอนฉันว่า
    …เหนใบไม้ร่วงอยู่ที่พื้นควรจะรู้ว่าเปนใบของต้นอะไร พัดมาจากทางใหน
    …มีแต่ปลาที่ตายแล้วจึงว่ายตามน้ำ
    ฉันไม่เคยเข้าใจเลย…จนทุกวันนี้ฉันโต เริ่มแก่ …พ่อบุญธรรมฉันตายจากไป
    +++ใบไม้ที่ไม่รู้ว่าร่วงมาจากใหน เปนใบไม้ไร้ทิศทาง และไม่รู้ว่าจะไปใหนต่อจึงเปนสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง
    +++ไม่มีสิ่งใดเปนตัวตน ตามกระแสคนอื่นทุกอย่าง เหมือนปลาตาย สุดท้ายไม่มีที่ยืนในสังคม

    (แค่ความคิดของคนธรรมดา ไม่ได้คิดสั่งสอนใคร แค่ก็อยากแบ่งปัน อย่าถือสา…ขอโทด ผิดที่ผิดเวลา เช่นเดิม)

  7. อ้าๆๆๆๆๆๆๆ สหายong กล่าวได้คมดี
    ขอบๆๆ อืมผมก็คิดอย่างนั้น
    คนเราก็ควรที่จะมีหลักการมีอุดมการณ์มีจุดยืนของตัวเองบ้าง
    อีกประการ ใบไม้ที่ปลิวไปตามกระแสลม
    หรือปลาที่ลอยตามน้ำ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่หลงเหลือค่าน้อยเต็มที
    อ้าๆๆๆๆๆๆๆๆ

  8. เคาะสนิม

    การดำเนินชีวิตในทุกวันนี้ยิ่งในสังคมวุ่นวายแล้วบางครั้งก็ตามๆน้ำบ้างก็ดีนะ เพื่อเอาตัวรอด

  9. aaa

    การเกษตรและเลี้ยงสัตว์สมัยนี้ ถ้ายังไปทำแบบดั้งเดิม มันทำไม่ได้แล้วล่ะ เพราะ ทรัพยากรแร่ธาตุ ในดินมันหมดไป พื้นที่ก็เปลี่ยนไป สมัยนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปค่อนข้างสูง มาทำเกษตรสมัยใหม่ เลี้ยงสัตว์สมัยใหม่ โดยใช้พื้นที่เดิม ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

  10. วชร

    สวัสดี ทุกคน
    คุณong เราเดาว่าความหมายที่พ่อบุญธรรมของคุณสอนคุณมีความหมายแฝงอยู่ เช่นเห็นใบไม้ร่วงอยู่ที่พื้นควรจะรู้ว่าเป็นใบของต้นอะไร พัดมาจากทางใหน ก็คือ คนเราต้องใฝ่หาความรู้โดยเฉพาะสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา เมื่อเราพบเห็นสิ่งนั้น ๆ เราต้องรู้ว่า เป็นอะไร มีที่มาอย่างไร ต่อไปจะเป็นอย่างไร คนเราเช่นเดียวกันเราต้องรู้ว่า เราเป็นใคร มีที่มาอย่างไร ต่อไปเราจะเป็นอย่างไร ส่วนประโยคที่ว่ามีแต่ปลาที่ตายแล้วจึงว่ายตามน้ำ เราคิดว่าน่าจะหมายความว่าคนที่ไม่มีความรู้ ความสามารถ ไม่มีความคิด ไม่เป็นตัวของตัวเอง จะทำอะไรก็ต้องให้คนอื่นสอน สั่ง ถึงจะทำเป็นก็เหมือนกับคนที่ตายแล้ว ส่วนคนที่มีความรู้ มีความสามารถ ก็ต้องพยายามต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด จะทำสิ่งใดก็ต้องใช้ความดิดวิเคราะห์ถึงความถูกต้อง ยุติธรรม ศิลธรรม จริยธรรม แล้วตัดสินใจทำด้วยตัวเอง เหมือนปลายังไม่ตายจะต้องว่ายทวนกระแสน้ำขึ้นไม่ว่าจะลำบากแค่ใหนก็ต้องไปให้ถึง(ถ้าเราคิดผิดก็ต้องขออาภัยนะครับคุณ ong)

  11. วชร

    สวัสดี ทุกคน
    คุณong เราเดาว่าความหมายที่พ่อบุญธรรมของคุณสอนคุณมีความหมายแฝงอยู่ เช่นเห็นใบไม้ร่วงอยู่ที่พื้นควรจะรู้ว่าเป็นใบของต้นอะไร พัดมาจากทางใหน ก็คือ คนเราต้องใฝ่หาความรู้โดยเฉพาะสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา เมื่อเราพบเห็นสิ่งนั้น ๆ เราต้องรู้ว่า เป็นอะไร มีที่มาอย่างไร ต่อไปจะเป็นอย่างไร คนเราเช่นเดียวกันเราต้องรู้ว่า เราเป็นใคร มีที่มาอย่างไร ต่อไปเราจะเป็นอย่างไร คนที่อยู่รอบข้างเราเป็นใคร มาจากใหน ต่อไปจะเป็นอย่างไร ส่วนประโยคที่ว่ามีแต่ปลาที่ตายแล้วจึงว่ายตามน้ำ เราคิดว่าน่าจะหมายความว่าคนที่ไม่มีความรู้ ความสามารถ ไม่มีความคิด ไม่เป็นตัวของตัวเอง จะทำอะไรก็ต้องให้คนอื่นสอน สั่ง ถึงจะทำเป็นก็เหมือนกับคนที่ตายแล้ว ส่วนคนที่มีความรู้ มีความสามารถ ก็ต้องพยายามต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด จะทำสิ่งใดก็ต้องใช้ความดิดวิเคราะห์ถึงความถูกต้อง ยุติธรรม ศิลธรรม จริยธรรม แล้วตัดสินใจทำด้วยตัวเอง เหมือนปลายังไม่ตายจะต้องว่ายทวนกระแสน้ำขึ้นไม่ว่าจะลำบากแค่ใหนก็ต้องไปให้ถึง(ถ้าเราคิดผิดก็ต้องขออาภัยนะครับคุณ ong)

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *