ม้ง เหยื่ออุดมการณ์ทางการเมือง บนเส้นด้ายแดง

บทความส่งมาโดย คุณ จตุรเทพญาวีร์

ขึ้นต้นหัวข้อมาแบบนี้เพื่อนๆ หลายคนอาจจะงงเล็กน้อย และสงสัยว่ามันมาเกี่ยวอะไรกับพี่น้องม้งของพวกเรานะ ผู้เขียนก็ต้องขอเกริ่นไว้ก่อนเป็นอารัมภบทของผู้เขียนเองว่า เพื่อนำเพื่อนๆ พี่น้องผู้อ่านทุกคนเข้าสู่เนื้อหานั่นเอง (ผู้เขียนคิดไว้อย่างนั้น ) พี่น้องม้งหลายคนอาจไม่รู้ถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาวม้ง ในเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองที่เกิดการต่อสู้ มีการเข่นฆ่าพี่น้องม้งไปเป็นจำนวนมากในสงครามครั้งนี้ แต่เชื่อว่ามีเพื่อนๆ พี่น้องม้งหลายคน (อาจจะมีมากด้วยซ้ำ) ที่รู้ถึงประวัติอันยาวในเรื่องนี้ บางท่านอาจเป็นหนึ่งในนักรบทหารม้ง ที่ร่วมรบด้วยในอุดมการณ์ครั้งนั้น บางคนอาจเกิดในยุดนั้นมีโอกาสร่วมอยู่ในเหตุการณ์ และสุดท้ายที่คือพวกเราหลายคนอาจมีพ่อแม่ที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย

เกริ่นมาตั้งนานแล้วเพื่อนๆ หลายคนอาจตั้งคำถามมากมายในใจแล้วว่าสงครามที่ผู้เขียนเล่าถึงนี้ คือสงครามอะไร หลายคนอาจคิดว่าต้องเป็นสงครามแย่งดินแดนของม้งในสมัยก่อนแน่นอน แต่…ผู้เขียนต้องขอบอกก่อนเลยว่าด้วยวัยเพียง 19 ปีของผู้เขียนเองนั้น ตัวผู้เขียนคงเกิดไม่ทันได้อยู่ในเหตุการณ์สมัยนั้นแน่นอน หรือแม้กระทั่งเรื่องราวสงครามม้งในสมัยนั้นผู้เขียนก็ไม่เคยได้รับรู้หรือรับฟังข้อมูลใดๆ มาทั้งสิ้น เพื่อนๆ หลายอาจตั้งคำถามแล้วว่า.. เอ๊ะ..แล้วมันสงครามอะไรกัน แล้วผู้เขียนได้อยู่ในเหตุการณ์หรือไงนะ ก็ต้องขอบอกทุกคนอีกครั้งว่าตัวผู้เขียนก็เกิดไม่ทันและไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นี้อีกเช่นเคย

อ้าว..หลายคนคนร้องตามๆ กัน แล้วถามผู้เขียนว่า..ถ้างั้นจะมาเขียนเรื่องนี้ทำไมเมื่อไม่ได้เกิดและอยู่ในสงครามยุคนั้น มันก็ใช่อยู่ ที่ผู้เขียนเองนั้นไม่ได้เกิดและมีชีวิตในยุคนั้น แต่….พ่อแม่ของผู้เขียนก็คือบุคคลที่ร่วมอุดมการณ์ในยุคนั้น ทั้งพ่อและแม่ของผู้เขียนก็คือหนึ่งในทหารที่ร่วมรบ จับปืนต่อสู้ในวันนั้น เพราะฉะนั้นผู้เขียนจึงเติบโตมาพร้อมๆ กับการได้รับฟัง รับรู้ ถึงประวัติสงครามอันยาวนานในครั้งนั้นมาตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาของผู้เขียน นี่จึงเป็นที่มาของบทความในวันนี้นั่นเอง (อ้อ..หลายคนอาจจะอุทานออกมาดังๆ ก็แหมผู้เขียนเกริ่นมาตั้งนานไม่ยอมเข้าเรื่องสักที )

14 ตุลา วันมหาวิปโยค เป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาไทยได้มีการประท้วง และถูกทหารรัฐบาลไทยฆ่ากวดล้างล้มตายเป็นจำนวนมาก นักศึกษาที่เหลือรอดก็พากันหนีเข้าป่า ก่อให้เกิดการสร้างสุมกองกำลังทหาร ตามแนวชายแดนขึ้นมากมาย นักศึกษาเหล่านี้ได้เข้ามาเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมืองให้กับคนม้งที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนบริเวณรอบๆ ทำให้มีคนม้งจำนวนมากมายเข้าร่วมกองกำลังด้วยการเป็นทหารบ้าง เป็นคนในค่ายบ้าง เป็นคนส่งอาหารบ้าง รวมทั้งมีการไปร่วมจัดตั้งที่พักอาศัยอยู่ร่วมกับนักศึกษาที่ค่ายกองกำลังอีกจำนวนมากมาย

เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามที่รัฐบาลไทย (ในสมัยนั้น) เรียกว่าสงครามปราบปรามคอมมิวนิสต์ แต่นักศึกษาไทยกับคนม้ง (ที่ร่วมเป็นทหาร) กลับเรียกว่า สงครามเรียกร้องประชาธิปไตย เป็นการต่อสู้ทางอุดมการณ์ที่เรียกว่ายาวนานมากอีกประวัติศาสตร์หนึ่งเลยก็ว่าได้

กองกำลังนักศึกษา 14 ตุลา อยู่กระจายตามแนวชายแดนไทย-ลาวตั้งแต่ดอยยาว ดอยผาหม่น จังหวัดเชียงรายเลียบตามชายแดนไปเรื่อยๆ จนถึงดอยผาจิ จังหวัดพะเยา ไล่ไปเรื่อยจนถึงจังหวัดน่าน และสงครามครั้งนี้ก็ได้คร่าชีวิตผู้คน (ชีวิตของคนม้งล้วนๆแหล่ะที่ตาย) ไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีคนบาดเจ็บและพิการอีกนับไม่ถ้วน และแล้วสงครามครั้งนี้ก็จบลงด้วยการเปลี่ยนคณะรัฐบาลไทย นักศึกษาไทยเข้ามอบตัว (ต้องบอกว่าจริงๆ แล้ว การสิ้นสุดสงครามครั้งนี้ เป็นผลมาจากพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)

แต่ใช่ว่าทุกคนจะมอบตัวทันทีทันใด นั่นเพราะต่างหวาดกลัวความไม่ปลอดภัย ม้งที่เข้าร่วมเป็นทหารจึงต้องหนีออกนอกประเทศ (แต่นักศึกษาไทยเข้ามอบตัว) โดยมีการส่งตัวไปยังกองกำลังอีกที่ ที่อยู่ในประเทศพม่า การเดินทางไปครั้งนั้นต้องนั่งรถผ่านเชียงใหม่ก่อนจึงจะไปถึง ดังนั้นจึงมีทั้งทหารม้งที่หนีรอดไปได้ และทั้งที่โดนจับกลับมามอบตัวที่ ค่ายการุณยเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะถูกส่งตัวมาที่ ค่ายพญาพิภักษ์ จังหวัดเชียงรายอีกครั้ง (พ่อของผู้เขียนก็เป็นทหารคนหนึ่ง ที่ถูกจับกลับมามอบตัวที่นี่เช่นกัน พ่อของผู้เขียนถูกจับพร้อมคณะทหารยี่สิบกว่าคนกลางเมืองเชียงใหม่ ขึ้นข่าวหน้าหนึ่งในสมัยนั้นเลย อิอิ ) ผู้ที่มอบตัวได้รับการปฏิบัติดูแลเป็นอย่างดี จนในที่สุดทหารม้งคนอื่นๆ ที่หลบหนีอยู่ก็ได้เข้ามอบตัวกันหมด ใน พ.ศ 2524 ซึ่งถือได้ว่าสิ้นสุดการต่อสู้อันยาวนาน

หลังจากนั้นไม่นาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จมาเยี่ยมเยียนชาวม้งที่ค่ายพญาพิภักษ์นี้ และทรงตรัสเกี่ยวกับเรื่องราวของชาวม้ง ที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนรอบๆ นี้ (ชายแดนดอยดอย-ดอยผาหม่น คือ บ้านราษฎรภักดี (เซ่งเม้ง) บ้านราษฎร์รักษา (จิ้นเสี้ยว) และบ้านพญาพิภักษ์ ) ว่าเป็นคนไทยคนหนึ่งเช่นเดียวกับคนไทยอื่นๆ นี่จึงเป็นที่มาของการได้รับสัญชาติไทยครั้งแรกของชาวม้งที่นี่ (ที่นี่คนม้งได้รับสัญชาติไทยง่ายมากกว่าคนม้งที่บริเวณอื่นๆ) และมีการจัดตั้งหมู่บ้านต่างๆ ขึ้นมา มีการสร้างโรงเรียนให้คนม้งได้มีโอกาสเรียนหนังสือ ความเจริญต่างๆ เริ่มมาสู่สังคมม้ง จบการต่อสู้อันยาวนานของคนม้ง และเข้าสู่ยุคใหม่

แต่.. ประเด็นที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครพ่ายแพ้ หรือว่าใครชนะในสงครามครั้งนี้ แต่อยู่ที่ว่า……..ม้ง เป็นแค่เหยื่ออุดมการณ์ทางการเมืองบนด้ายแดง เท่านั้นเอง ( เศร้าเลย)

เหยื่ออุดมการณ์ทางการเมือง ก็คือ ในสงครามครั้งนี้ม้งเป็นเพียงเครื่องมือ ที่ถูกหลอกใช้ในเกมการเมืองเท่านั้น (หากศึกษาลึกๆ แล้วจะเห็นว่า ม้งนั้นถูกหลอกมาตั้งแต่แรกของการเริ่มสงครามเลย)

บนด้ายแดง ก็คือ ม้งนั้นยืนอยู่บนเส้นทางแห่งความตาย เหมือนยืนอยู่ด้ายเส้นบางๆ ที่พร้อมจะขาดลงได้ทุกเมื่อ และด้ายที่ใกล้ขาดนี้ก็มีสีแดงซึ่งเป็นเลือดของพี่น้องม้ง ที่ตายเกลื่อนกลาดได้ทุกวี่ทุกวันของการทำสงครามนั่นเอง แต่ม้งก็ยังถูกหลอกใช้มาเรื่อยๆ จนสิ้นสงคราม ความเจ็บปวดของม้งยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อสิ้นสุดสงคราม นักศึกษาไทยต่างก็เดินทางกลับบ้านของตนเองกัน กลับไปร่ำเรียน กลับไปทำงาน ไปมีชีวิตที่สุขสบายอยู่ในเมือง มีอำนาจหน้าที่ ตำแหน่งที่ใหญ่โต และยิ่งใหญ่ในยุดต่อๆ มา และไม่เคยคิดที่จะกลับมาช่วยเหลือพี่น้องชาวม้งที่นี่อีกเลย

แต่..ชีวิตย่อมมีทั้งด้านที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป เมื่อเจ็บปวดกับการถูกหลอกใช้ทางการเมือง แต่ก็มีสิ่งที่ดีๆ แฝงมาด้วยเสมอ นั่นคือบทเรียน..บทเรียนที่สอนให้ม้งต้องต่อสูดิ้นรนเอาชีวิตรอดให้ได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่น บทเรียนสอนให้รู้ว่าถ้าเรายังโง่ เราจะเป็นเหยื่อของคนฉลาดตลอดไป ปัจจุบันนี้หมู่บ้านของผู้เขียน (ราษฎร์ภักดี หรือเรียกอีกชื่อว่า เซ่งเม้ง) มีบุคคลที่เคยเป็นทหารในสมัยนั้นประมาณ 50 กว่าท่าน ( ถือว่าเยอะมากๆ ในทุกเขตที่มีทหารม้ง เพราะหมู่บ้านของผู้เขียนเป็นฐานกำลังสำคัญของกองกำลังในสมัยนั้น) บุคคลเหล่านี้ต่างเป็นบุคคลที่น่าเคารพนับถือ (ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านก็ใช่) และบุคคลเหล่านี้ล้วนมีแนวความคิดที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์ต่อทุกๆ คนในหมู่บ้านทั้งนั้น อาจเพราะทุกคนที่เคยเป็นทหาร ล้วนได้ร่ำเรียนหนังสือจากในค่ายกองกำลังทหารมาทั้งนั้น ดังนั้นทุกคนจึงมีความรู้ความสามารถที่เรียกได้ว่า เก่งพอๆ กับคนหนุ่มสาวที่เรียนหนังสือในสมัยนี้เลย (หรืออาจจะเก่งกว่า) ทุกบทเรียนย่อมมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกัน แต่อยู่ที่เราจะเลือกนำด้านที่ดี หรือด้านที่ไม่ดีมาใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่า

………..ในเรื่องนี้หากมองดูดีๆ แล้ว ปัจจุบันนี้ก็มีเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กันอีกมากมายนักเพียงแต่หากไม่มีม้งคนใดสนใจ และมองเห็นความสำคัญ นั่นก็คือ..การชุมนุมประท้วงของกลุ่มเสื้อเหลือง และกลุ่มเสื้อแดง (หลายคนถาม มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้อีกล่ะ) มันเกี่ยวตรงที่ว่าม้งอาจตกเป็นเหยื่อทางการเมือง ของเหล่านักการเมืองไทยอีก (ประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอย) เพราะเมื่อมีการประท้วงชุมนุม กลุ่มอำนาจต่างๆ ก็มักจะจ้างวานและขนย้ายคนชนบทไปประท้วงมากมาย (มีคนม้งถูกจ้างไปประท้วงด้วย) ในแง่กฎหมายนั้นมันผิดอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ พี่น้องม้งอาจจะเจ็บปวดมากกว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็ได้ หากการชุมนุมนั้นรัฐบาลเลือกใช้ พรบ.ว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่หากคนม้งคนใดยังเลือกที่จะไปชุมนุมประท้วงกับคนเสื้อเหลือง หรือคนเสื้อแดง แล้วมีเหตุร้ายอันใดเกิดขึ้นก็คงต้องตัวใครตัวมันแล้วล่ะ เพราะสมัยนี้คงไม่มีป่าให้คนม้งหนีเข้าป่าเหมือนสมัยก่อนแล้วมั้ง (จริงไหมล่ะ)

อุดมการณ์ทางการเมือง นั้นมีกันได้หลากหลายแนวคิด แต่ต้องอย่าลืมเคารพแนวคิดของคนอื่นด้วย ผู้เขียนสนับสนุนให้ม้งนั้นควรมีส่วนร่วมทางการเมือง แต่อย่าให้การเมืองย้อนมาทำร้ายตัวเราก็เพียงพอแล้ว

อุดมการณ์ทางการเมืองบนด้ายแดง คงเป็นบทเรียนที่สำคัญในชีวิตของพี่น้องชาวม้งจำนวนมาก ที่ได้เรียนรู้มาและนำมาเป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน (เพราะแม้จะเจ็บปวดแต่ก็เป็นบทเรียนที่คุ้มค่า) และจะเป็นสิ่งเตือนใจไม่ให้เรานั้นทำผิดพลาดดังเช่นที่ผ่าน

ผู้เขียนก็ได้แต่หวังว่าประวัติศาสตร์ของม้ง จะไม่ซ้ำรอยเหมือนดังเช่นในอดีตอีก ไม่อยากเห็นประวัติศาสตร์ไทยจารึกไว้อีกว่า ม้งเป็นเหยื่ออุดมการณ์ทางการเมือง ……….เพราะว่า.. ฟังคำนี้ทีไร น้ำตาชาวม้งจะไหลออกมาทุกที

……………ภูมิใจประวัติศาสตร์บรรพบุรุษม้ง………. แต่ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย………………
แล้วคุณล่ะ…..มีส่วนหนึ่งอยู่ในประวัติศาสตร์นี้ไหม ?

41 Comments

  1. เขียนได้ซึ้งกินใจม้งจังเลยครับ
    ปู่ของผมก็เป็นทหารคอมมิวนิสต์ในสมัยนั้นด้วย สมัยที่นักศึกษา 14 ตุลา หนีเข้าป่าเหมือนกัน

    รู้สึกว่าตอนนี้ รัฐบาลมีโครงการชดเชยเงินให้กับคนที่เคยร่วมรบในสงครามครั้งนี้ด้วย
    น่าจะเป็น โครงการชดเชยเงินค่าเสียหายให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย
    รัฐบาลชดเชยเงิน (ชดเชยให้กับค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในสงคราม) ให้ ท่านละ 200,000 บาท

    ก็เคยได้ยินมาเหมือนกันว่า ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ม้งเป็นแค่เครื่องมือทางการเมืองเท่านั้น
    แต่ไม่ได้รู้ลึกขนาดที่เขียนมานี้ แต่ก็ดีนะครับ ที่เขียนมาเล่าให้คนอื่นๆอ่านกัน
    จะได้รู้ในหลายๆๆแง่มุมของประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันไป

  2. คนด้อยโอกาส

    ขอขอบคุณสำหรับบทความนี้ ที่ทำให้เราได้รับถึงเหตุการณ์ๆหนึ่งบนพื้นแผ่นดินโลกนี้ ที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ 2509-2524 ที่บริเวณนี้กลายมาเป็นสมรภูมิรบเพื่อการปลดปล่อยประชาชนเมื่อมีการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือที่เราเรียกกันว่า (ทปท.)และมีพี่น้องม้งเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก จากหลายพื้นที่เข้าร่วมด้วย และได้สูญเสียชีวิตไปกับในสมรภูมิรบไร้อยุติธรรมนี้/หรือเป็นพื้นที่ต่อรองความยุติธรรมจากสังคม (ดอยหลวง ดอยยาว ดอยผาหม่น และดอยผาจิ =_ ขอยกตามพื้นที่ของผู้เขียนบทความ ” ม้ง เหยื่ออุดมการณ์ทางการเมือง บนเส้นด้ายแดง ” เท่านั้น จริงแล้วเกิดหลายพื้นที่ในประเทศไทย) จนทำให้พี่น้องม้ง กระจายเคลื่อนย้ายในพื้นที่ต่างๆ เพื่อความอยู่รอด ซึ่งเราสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ 1) กลุ่มที่อพยพหลบหนีไปต่างจังหวัด และมอบตัวกับทางการ 2) กลุ่มที่อพยพหลบหนีภัยเข้าในประเทศลาว และ 3) ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มหนึ่งที่ค่อนข้างมาก ได้เข้าร่วมต่อสู้กับกองทัพปลดปล่อยประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) โดยใช้พื้นที่บริเวณดอยยาว ดอยผาหม่นเป็นยุทธศาสตร์ และยุติการเคลื่อนไหว ในปี 2524

    พื้นที่ที่ผู้เขียนบทความนี้ได้กล่าวถึง มีความสนใจอย่างหนึ่งก็คือ มันเป็นพื้นที่ของกลุ่มคนม้งกลุ่มหนึ่งที่ได้ใช้โดยอุดมการณ์เพื่อกษัตริย์ม้ง หรือที่เรียนกว่ากษัตริย์แห่งสรรค์ (ปี พ.ศ. 2507)ณ บริเวณพญาพิภักดิ์ในปัจจุบัน ก่อนเข้าร่วมการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ปี 2009 ซึ่งการรรวมกลุ่มคนม้งจากที่ต่างๆ เช่น กลุ่มตระกูลแซ่โซ้ง จำนวน 32 ครอบครัวจากเชียงใหม่ ที่ต้องเคลื่อนย้ายมาร่วมอุดมการณ์นี้ แต่สุดท้ายก็ไม่ไปตามอุดมการณ์ดังกล่าว จึงกลับสู่บ้านเกิด (เชียงใหม่) และอีกบางส่วนก็เข้าร่วมสู่กระบวนการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในปี พศ.2509 เป็นต้นมา (ผู้นำอุดมการณ์นี้เข้ามาในพื้นที่ ปัจจุบันเขายังมีชีวิตอยู่ แต่ด้วยสุขภาพและความคิดที่ต่างจากคนอื่นๆ และถูกคนบางส่วนมองว่าเขาขาดสติและบ้าน จึงทำให้เขาอยู่อย่างโดดเดี่ยว ณ หมู่บ้านม้ง แห่งหนึ่งในพื้นที่ร่วมอุดมการณ์นั้น )

    ***** เหตุการณ์เรื่องอุดมการณ์กษัตริย์แห่งสรรค์นี้ อาจจะเป็นกระบวนการก่อรูปลักธิกษัตริย์ เพื่อร่วมสร้างได้อุดมการณ์ด้วยกัน เพื่ออะไรบางอย่าง จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศกัมพูชา และประเทศลาว ที่ได้ชื่อว่า การกบฎของชาวม้งครั้งที่เลื่องลือที่สุดที่ได้ใช้เวลาถึง 6 ปี คือตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2461-2467 ที่เกิดขึ้นในจังหวัดลายเจาและได้ลุกลามไปจนถึงเขตเมืองหลวงพระบาง ซึ่งประเทศลาวและฝรั่งเศสที่ปกครอบลาวในยุดนั้น เรียนกว่า สงครามพ่อมด หรือ สงครามคนบ้า โดยมี ปาจัย แซ่เวอ เป็นตัวแทนกษันริย์ม้ง โดยได้รับคำบัญชาจากเบื้องบนสวรรค์ แต่สุดท้ายก็ถูกคนม้งหักหลัง และถูกฆ่าตาย คนที่ฆ่าเขา นั้นก็คือลูกน้องของเขาเอง เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

    *** ผู้เขียนแสดงความคิด เหตุการณ์ เรื่องอุดมการณ์กษัตริย์ เนื่องจากผู้เขียนเป็นลูกหลานของตระกูลที่เคลื่อนย้ายมาร่วมอุดมการณ์ในยุดสมัยนั้น จึงนำเรื่องเล่านี้มาแลกเปลี่ยนความคิด ไม่ได้มีนัยระยะสำคัญใด แต่อยากทุกคนรับรู้และรู้ประวัติการเคลื่อนย้ายและการตั้งถิ่นฐาน ตลอดการเรียกร้องความยุติธรรมจากสังคม ภายใต้บริบทและเงื่อนไขของการดำรงชีวิตที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับกระแสความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรมสมัยใหม่ ที่จะทำให้สามารถยกระดับองค์ความรู้/ภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ตลอดจนการสร้างความภาคภูมิใจ และ ?อัตลักษณ์? ทางชาติพันธุ์ให้สามารถดำรงอยู่ร่วมกันในสังคมม้งได้อย่างสันติสุข

  3. คนด้อยโอกาส

    ดีใจคับ (เกี่ยวกับเรื่องสัญชาติไทย)
    ที่คนม้งที่ร่วมสมรภูมิรบเพื่อการปลดปล่อยประชาชนเมื่อมีการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ได้สัญชาติไทยด้วยเกณฑ์ความมั่งคงของประเทศ แต่ก็มีหลายๆคนที่ไม่ได้สัญชาติไทยตามเกณฑ์ที่กำหนด จึงคิดคำถามว่าสัญชาติไทยอะไร? แล้วมันสำคัญมากหรือ? อะไรเป็นเกณฑ์พิจารณาการให้สัญชาติไทย? นี่คือคำถามจากสังคมไทย ฉะนั้นสัญชาติในรูปแบบของการให้ทุกยุดทุกสมัยของสังคมไทยหรือสังคมใดก็ตาม ย่อมไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและอย่างเป็นธรรม อยากจะให้สัญชาติให้ใครก็ให้ ไม่อยากให้ก็ไม่ให้ ถึงแม้เขาจะรับตามกระบวนการทุกอย่าง อย่างทุงแทด้วยเลือดก็ไม่ให้ นี่เหลือสัญชาติที่บอกว่าเป็นคนไทย 100 % เหมือนเด็กน้อยคนหนึ่งที่เล่าว่า ? เราก็รอว่าสักวันเขาคงกลับมาช่วย ช่วยแก้ปัญหาเรื่องสัญชาติให้ แต่ไร้วี่แวว…..ตอนนี้ถึงเข้าใจว่าที่พวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้เพราะเขายังไม่มีข้อมูลกับการเรียกร้อง ไม่มีความเป็นมนุษย์เลย….. ปัญหาสัญชาติยังคงเป็นปัญหาที่แก้ยาก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร เพราะใคร?

    *** การที่ไม่ได้รับสัญชาติ อาจบาปบริสุทธิ์แห่งความเป็นมนุษย์ก็เป็นได้ คำพูดของความเป็นคนๆหนึ่ง?

  4. EdiTor (Post author)

    การเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับม้งเราอีกต่อไป เราต้องเรียนรู้ และเท่าทันการเมือง เราจึงจะอยู่ในสังคมได้ เกมส์การเมืองสามารถเกิดขึ้นในทุกระดับของสังคม ไม่ว่าในหมู่เพื่อนฝูง ที่ทำงาน หมู่บ้าน ไปจนถึงระดับประเทศ ระดับโลก

    เล่น (เรียนรู้) การเมืองเพื่อความอยู่รอด อย่าเล่นการเมืองเพื่อยศฐาบรรดาศักดิ์

  5. pia

    ทั้งบทความและผู้ที่แสดงความคิดเห็นเหล่านี้ต่างก็ให้ข้อคิดที่ดีต่อชาวม้งอย่างพวกเรา โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันพวกเราควรจะติดตามและใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าวสารทางการเมือง อย่าอ่อนไหวต่อการชักชวนฝ่ายใด จงคิดว่าพวกเขาเพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตัวทั้งนั้น ม้งเรา(ในประเทศไทย)ทุกวันนี้พวกเราก็มีทุกอย่างเรื่องสิทธิ หน้าที่ เท่าเทียมคนไทยแล้วก็เสมือนเรามีประเทศอยู่ ขอเพียงอย่าอ่อนไหวก็พอ ให้มีความเชื่อมั่นในตัวเองก็จะไม่เป็นเหยื่อต่อฝ่ายใด ที่บ้านเคยมี บุคลมาชักชวนให้ขนอาวุธไปที่ประเทศลาว โดยคำชักชวนว่า เพื่อสร้างประเทศของชาวม้ง ญาติเราเองก็ถูกชักชวนแต่เราไม่เห็นด้วยจึงไม่ได้ไป แต่คนที่ไป ตอนนี้ก็ถูกตำรวจตามในข้อหามีอาวุธ และมีส่วนร่วมในขบวนการก่อกบฎในประเทศ กลายเป็นคนไร้ที่อยู่ เป็นเพียงเพราะพวกเขาตกเป็นเครื่องมือเท่านั้นเอง

  6. ketin

    บ่นอะไรมากมายเนี่ยจะม้งหรือว่าอะไรเราก็ไทยมีสิทธิเท่าเทียมกัน เมื่อเห็นว่ามันไม่ถูกต้องเราก็ต้องต่อสู้สิ หรือจะบอกเรื่องของประเทศไทยกูไม่เกี่ยวกูม้ง ถ้าคิดอย่างงั้นก็จงอายตัวเองเหอะที่อยู่ในประเทศ

  7. จตุเทพญาวีร์

    คุณ ketin คงไม่มีบรรพบุรุษอยู่ในประวัติศาสตร์ล่ะสิครับ
    ถึงได้กล้าเขียนมาว่า ..บ่นอะไรมากมาย
    สิทธิเท่าเทียมกันอยู่แล้ว แต่แค่ไม่อยากให้คนโง่ตกเป็นเหยื่อของคนฉลาดเท่านั้น

    เราคนไทย …(ถ้าคุณ ketin เป็นคนไทยนะครับ) ถ้ารักประเทศไทย ต้อง..
    ต้อง …สงบ สันติ สามัคคี…รู้ไว้สักด้วยครับ
    อยู่เฉยๆๆไม่มีใครเขามาว่าคุณไม่มีสิทธิหรอก แต่สิทธิของคุณอยู่ที่คุณจะนำไปใช้ในทางที่ถูกมากกว่า
    เช่น ประท้วงเรื่องราคาพืชผลเกษตร ประท้วงเรื่องที่เกี่ยวกับปากท้อง

    จะดีกว่าที่คุณยอมโง่ไปเป็นเครื่องมือให้การนักการเมืองใช้
    บทความนี้แค่จะแนะนำให้ม้งทุกคนระลึกถึงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา
    และนำมาเป็นบทเรียนในปัจจุบันเท่านั้น
    ไม่ได้บอกว่าห้ามยุ่งกับการเมืองนี่คะ แค่บอกว่าอย่าตกเป็นเครื่องมือให้กับนักการเมือง

    แต่ถ้าคุณคิดว่าคำว่าสิทธิเท่าเทียมกันแล้ว
    คุณจะไปประท้วงเรื่อยๆทุกครั้งที่มีการประท้วง นันเขาไม่เรียกว่าสิทธิหรอกค่ะ
    เขาเรียกว่าเครื่องมือทางการเมืองมากกว่า

    คุณน่ะจงอายตัวเองสักเถอะ ที่คิดได้แค่นี้

    ………สงบ สันติ สามัคคี……..กันเข้าไว้
    แล้วประเทศไทยจะเจริญ เพราะ
    ทุกความสำเร็จจะประสบผลได้ด้วย..ความสามัคคีของคนไทย

    ถ้าไม่มีอดีต คนในปัจจุบันจะมีอนาคตได้อย่างไร

    บทความเรื่องนี้เขียนขึ้นมาด้วยใจของผู้เขียนเอง
    เพื่อระลึกถึงความเสียสละของบรรพบุรุษม้งรุ่นก่อนๆ
    และเป็นการยกย่องทุกๆท่าน
    ….และเพื่อนำมาเป็นข้อคิดให้คนรุ่นปัจจุบันให้ได้รับรู้กัน

    ………….คุณ ketin ข้องใจประวัติเรื่องนี้ตรงไหน เมล์มาถามได้
    เพราะรู้สึกว่าคุณจะยังห่างไกลจากประวัติเรื่องนี้นัก

  8. hmoob

    ม้งถูกหลอกมานานแล้ว ทั้งที่เวียดนาม ลาว ไทย ประเทศที่กล่าวมานี้จนบัดนี้ เค้ายังไม่ไว้ใจ
    คนม้งเลยดรับ ม้งเวียดนาม ม้งลาว ถูกอเมริกาหลอก ม้งไทยถูกนักศึกษาหลอก ส่วนเรื่อง
    เสื้อแดง เสื้อเหลืองนั้น ผมมองว่าเราก็เป็นคนไทยคนหนื่งที่มีสัญชาติไทย เราควรจะมีจุดยืน
    เป็นของตัวเองอย่าให้ใครมาหลอก การเมืองมันมีส่วนกับประชาชนโดยตรง มันแยกจากกันไม่ได้
    ประชาธิปไตย เป็นการปกครองที่ดีที่สุดทั่วโลกยอมรับ คนม้งเราควรจะแสดงออกได้ ไม่ว่าชุมนุม
    หรือ เลือกตั้ง หรือแสดงออกทางความคิด แบบใหนก็ได้ขอให้เป็นการแสดงเพื่อประชาธิปไตย
    อย่าให้คนอื่นมาจ้างและหลอกก็พอ

  9. จตุเทพญาวีร์

    คุณ hmoob พูดถูกแล้วค่ะ
    แสดงออกได้แต่อย่าให้ใครมาหลอกได้

  10. ddd

    ผมเห็นด้วยกับคนโพสข้อความนะ ที่บอกว่าอย่าให้ใครมาหรอกอีก
    แต่ผมก็มีข้อขัดแย้งอยู่บ้างที่ว่า ที่คุณกล่าวโดยรวมคล้ายๆว่าคนม้งมันถูกหลอกให้ร่วมสงคราม
    แต่ที่เราได้ยินมาบ้างคือ บางกลุมม้งเขาก็อาจจะชอบในอุดมการณ์ของคอมมิวนิสตอนนั้น
    ส่วนบางกลุ่มก็ถูกบังคับเข้าร่วมถ้าไม่เข้าร่วมก็จะถูกกวาดล้าง และคนที่เขาเข้าร่วมต่อสู้ ที่ศึกษามาบ้างก็ใช่ว่าเขาจะเอาม้งมาเป็นนายหน้าเสียชีวิตก่อนซะหน่อย คนไทยที่เข้าร่วมอุดมการณ์ก็เสียชีวิตไม่ต่างกันเลย และผมเคยดูรายการที่เขาไปสัมภาษณ์คนที่เคยเข้าร่วมแถวอีสานมานะเขาก็เป็นคนจนทั่วไปเยอะแยะฐานะก็ไม่เห็นมีดีไปจากม้งเลยซึ่งผมก็เชื่อว่ามีทั่วประเทศ ผมว่านักศึกษาที่มาเป็นคอมมิวนิสพื้นฐานฐานะของคนที่ได้ดีตอนนี้เขาก็ฐานะดีมาก่อนแล้ว จะไปกล่าวหาว่าเขามาหลอกก็คงไม่ถูก เพราะเขาก็สู้เคียงบ่าเคียงไหลไม่ใช่เหรอ และที่สำคับที่สุดรุ่นปูย่าของเราเขาไม่ได้ร่วมรบกับคอมมิวนิส แต่เขาได้เข้าร่วมกับกองทัพไทยต่อสู้กับคอมมิวนิสคับ แต่สำหรับการเมืองในตอนนี้ผมเห็นว่ามันอยู่ที่คนคนนั้นจะชอบอะไร และจะแสดงออกอย่างงัยเอง เพราะสื่อไทยค่อนค่างชัดเจน และเป็นกลางอยู่แล้ว

  11. EdiTor (Post author)

    เรื่องการเมืองหนีไม่พ้นเรื่องผลประโยชน์ เช่น การเมืองในที่ทำงาน หากคุณเป็นพนักงานและถูกบริษัทตัดโบนัสสิ้นปี คุณก็จำเป็นต้องเข้าร่วมกับสหภาพเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่คุณควรได้

    ฉะนั้นการเมืองก็คือเรื่องของการแย่งชิงผลประโยชน์ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การพยายามปกป้องผลประโยชน์ฝ่ายตน กลุ่มตน หรือแม้แต่ตัวเองเพียงคนเดียว

    เงื่อนไขการอยู่รอดในแต่ละยุคสมัยมันต่างกัน เมื่อจำเป็นต้องเลือก เราก็คงต้องเลือก เพื่อประโยชน์สำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป .. สิ่งสำคัญในทางการเมืองก็คือ เราต้องแยกเรื่องอคติ และความเกลียดชังออกไปให้ได้ ถ้าเราไม่อยากหวนกลับไปเสียใจ กับหน้าประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาดซ้ำๆ อีก

  12. xeemthoj

    yog lawm os tus phooj ywg koj hais yog lawm

  13. คนด้อยโอกาส

    เหตุการณ์หนึ่ง เหตุการณ์นี้ ไม่อยากให้เลือดเนื้อและชีวิต ความสูญเสียของทุกฝ่าย อันเกิดจากสงครามลักทธิการเมืองแถบดอยยาว ? ผ่าตั้ง – ผ่าหม่น – ผาฟ้า(ภูชี้ฟ้า) ในอำเภอเทิง และอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงรายนี้ต้องถูกทิ้งจนเลยเลือนสิ้นสูญ เราทุกคน (ทุกชนชาติ) ควรเก็บรับบทเรียนที่เจ็บปวดในอดีต เพื่อมิให้ทำความผิดพลาดกันอีในอนาคต

    ถ้าทำได้ อยากให้ใครที่ไปเที่ยวผาฟ้า(ภูชี้ฟ้า) ได้รับทราบเรื่องราวในอดีตยุดที่เป็นฐานที่มั่นของฝ่ายกองทัพปลดแอกประชาชนไว้บ้าง และการรับรู้วัฒนธรรมม้ง มีประโยชน์ในการ รู้รักสามัคคีของประชาชนทั้งชาติด้วย

    *** ต่างคนต่างมุมมอง แต่สิ่งที่เจ็บปวดมากที่สุด คือ การสูญเสียคนที่รักไปในสนามรบแห่งนี้ คำถามทุกคำถามที่มีคนถาม มันเจ็บปวดลึกข้างในว่า ปัญหาบนภูดอยนั้นซับซ้อน .. มันซับซ้อนยิ่งนัก เพราะแนวความคิดแบบคอมมิวนิสต์ สอนให้รู้ความคิดทางการเมือง ให้รู้จักประชาธิปไตย รู้จักสิทธิมนุษยชนเพื่อคนทุกข์คนยาก และที่สำคัญที่สุด คือคนม้งเหล่านั้นมีวิญญาณแห่งการต่อสู้หากถูกฝ่ายปกครองรังแก

    เหมือนกับคำว่า ?ถ้าวันนั้นไม่เกิดขึ้น พวกเราคนม้งคงไม่ได้อยู่อย่างสบายอย่างนี้? ก็เป็นได้

  14. คนด้อยโอกาส

    มานั่งคิดๆแล้ว บางครั้งถ้าเราอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้น (เหมือนในสมัยยุดนั้น ก่อนเข้าสู่สถารการณ์คอมมิวนิสต์)เราก็คงเข้าร่วมอุดมการณ์เหมือนกัน เพราะเนื่องด้วยสมัยนั้น สังคมไทยยังไม่มีเสมอภาคมากกว่ากับสมัยนี้ คนม้งอย่างพวกเรามักถูกเอารัดเอาเปรียบเกือบทุกเรื่อง เช่น แม้แต่คนไทย(พื้นราบ)ขึ้นมาบนหมู่บ้านม้ง จะกินไก่ กินหมู พวกเราก็ต้องฆ่าทำอาหารให้เขากิน และมีหนึ่งเรื่องที่ประสบกับญาติห่างๆ ญาติผู้หญิง อายุประมาณ 18 ปี ที่ถูกคนเมืองข่นขืมแล้วฆ่าอยู่ท้ายหมู่บ้าน(ความแค้นนี้ต้องชำระ) และอีกหลายๆเรื่องที่เกิดกับคนม้งในบริเวณนี้เป็นเวลายาวนาน (ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่) เมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่งและอุดมการณ์ที่อย่าปล่อยความทุกข์ในใจ ก็จึงเข้าร่วมกระบวนการคอมมิวนิสต์

    เราต้องเชื่อเสมอว่า ทุกอย่างต้องมีสาเหตุของเรื่อง ไม่มีใครที่อยู่อย่างสบายๆไม่มีความทุกข์แล้ว จะไปเสี่ยงกับความตาย ความทุกข์เบื่องหน้า เราต้องเชื่ออย่างนี้ และผมเชื่อว่าคนม้งเหล่านั้น ก็ไม่ได้ถูกหลอกด้วย ถ้าลองให้พวกเขาชนะขึ้นมาซิ แล้วพวกเขานั้นแหล่ะ คือ ผู้ที่สามารถปรับโครงสร้างสังคมได้

  15. คนด้อยโอกาส

    สวัสดี พี่น้องม้งทุกคน

    อยากรู้เกี่ยวกับ เนื้อหานโยบายของไทยที่จะส่งม้งลาวห้วยน้ำขาวกลับสู่ประเทศลาว คับ ถ้าใครมีข้อมูลหรือเอกสาร เกี่ยวกับนโยบายไทยหรือลาว ก็ขอด้วยนะครับ เพราะอยากรู้ละเอียด และจะได้อธิบายกับคนอื่นได้ถูก

    โทษทีนะคับ ที่เขียนขอข้อมูลในนี้
    ส่งมาทาง mail: pitak_sa@hotmail.com (ตอนนี้อยู่เชียงราย)

    ขอบคุณครับ

  16. Rain

    ดีจริงๆ…ข้อมูลที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน
    ตอนนั้นฉันยังไม่เกิดเลย
    พ่อแม่ยังเด็กอยูเลย

    แสดงวาเหตุการ์นี้เกิดขึ้นพร้อมๆกับเหตุการณ์ ปี 1975 ที่พี่น้องม้งเราแบ่งพรรคแบ่งพวก เพื่อเข้าร่วม สงครามที่ลาว+เวียดนามที่ฝ่ายประชาธิปไตยกับคอมมิวนิส์แย่งชิงอำนาจกันอยู่ละซิ
    ใช่มั้ยเอ่ย….

    และแล้วเหตุการณ์ที่ลาวก็เหมือนกับเหตุการณืที่ไทย คือ USA ทอดทิ้งม้งบางส่วนที่ช่วยUSA
    ขณะเดียวกัน นักศึกษาไทยเองที่เคยพึ่งพาม้ง ตอนนี้ได้ดิบได้ดีดังที่ผู้เขียนกล่าวไว้ข้าต้นก็ทอดทิ้งม้งที่ช่วยเขาในครานั้นด้วยเช่นกัน

    เอาละ….มีคำถามเกี่ยวกับการเข้ามาในเมืองไทยของพี่น้องม้งเรา ถ้าสงคราม 2 แห่งที่เกิดขึ้นในคราวนั้นมีชวงเวลาที่ตรงกัน อยากทราบว่า ม้งอยู่ลาวก่อนแล้วมีสงครามที่ลาวและเวียดนามจึงหนีเข้าเมืองไทย หรืออยู่ไทยก่อน แล้วมีปัญหาสงคราม 14 ตุลา จึงหลบหนีไปอยู่ลาว?

    อยากรู้จัง ใครช่วยบอกทีนะ
    ขอบคุณมากนะคะ

  17. gagas

    อ้อยังไงนี่
    ตกลงคุณจตุเทพญาวีย์
    เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่นี่
    ผมสังเกตปะโยคนี้(คุณ ketin คงไม่มีบรรพบุรุษอยู่ในประวัติศาสตร์ล่ะสิครับ)
    และประโยคนี้(คุณ hmoob พูดถูกแล้วค่ะ
    แสดงออกได้แต่อย่าให้ใครมาหลอกได้)
    ตกลงมีตัวตนหรือเปล่านี่
    หรือคนอื่นแอบแฝงมาตอบแทน
    อ้าๆๆๆๆๆๆๆ
    แต่ยังไงก็ต้องขอบใจที่เขียนบทความบทนี้
    หลายๆๆคนที่อ่านคงได้หลายๆๆแง่มุม
    แต่ผมคิดว่าม้งเรา”ไม่เคยโดนหลอกครับ”
    แต่ม้งเราล้วนแต่หวังผลประโยชน์เล็กๆๆน้อยๆๆจากเรื่องนั้น
    แต่พอทำไปไม่สำเร็จหรือล้มเหลวมันก็เป็นเรื่องธรรมดา
    ที่จะไม่ได้ตามนั้น “จึงทำให้หลายๆๆท่านคิดว่าม้งโดนหลอกใช้”
    แต่แท้จริงม้งก็หวังผลประโยชน์เล็กๆๆน้อยๆๆจากการกระทำนั้นด้วย”
    อ้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    สมัยนี้ม้งทุกคนล้วนมีการศึกษา
    รับรองไม่มีการหลอกอีกแล้วและผมก็ยังยืนยันว่า
    ในดีตก็ไม่มีการหลอกใช้อะไร
    แต่เป็นการคาดหวังแล็กๆๆน้อยๆๆของคนม้งทั้งนั้น
    ปัจจุบันเป็นเรื่องอุดมการณ์ไปแล้ว ไม่มีใครหลอกใครอีกแล้ว
    ยกเว้นผลประโยชน์
    หรือคุณจตุญาวีย์จะแจงอย่างไร
    จะแย้งหรือจะกล่าวอย่างไร
    ผมน้อมรับฟังแลกเปลี่ยน
    อ้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

  18. โป๊ยเซียน

    อะแฮ่ม__ คับ ช่วงนี้กระผมก้อตกเปงเหยื่อความหนาววววว ด้วยแร่ะ ^?^ ?
    พักหลังๆนี้ม่ะค่อยได้มาตอบกระทู้สักเท้าไร เพราะอากาศเย็น หนาวๆ
    จึงได้แต่ชะเว๊ปมาอ่านๆแร้วก็ไป เพราะนั่งหน้าคอมพ์ น๊านๆไม่ค่อยได้
    เพราะลมมันเย้นนนนนน(อากาศหนาวคับ แต่หิมะรอบแรกยังม่ะเห้น)

    ก็ดีคับ บทความนี้ ดีใช่ได้เลยทำให้ได้เห้นควมคิดของคนม้งหนุ่ม รุ่นสาวๆ ขึ้นมาทันตาเห็น
    ดีใจด้วยที่ท่านมีมุมมองได้เปงบวก อย่างน้อยๆก้อคิดว่าอณาคตการเมืองม้งจะพัฒนา
    อยากให้เจ้าของบทความนี้ได้มาเปงสมาชิกบ้านเราจังแร่ะ
    จะได้ช่วยส่งเสริมการปกครองในครอบครัวบ้านผมให้ดีขึ้น
    จากที่ดีอยู่แว้วว แหะแหะแหะ ล้ล่คับ ขอบคุณบทความ
    _________พดดีจะทำงานแร้ว เด่วคอ่ยมาตอบใหม่นะคร๊าบบบบ ขอแช่ร์ความคิดมั่งดิ์?
    ไหนๆก้อมาแวว้วววววว บ่าย…

  19. จตุเทพญาวีร์

    จ้า..คุณ gagas
    สังเกตดีจังเลยนะคะ ก็เวลาตอบท่านผู้อ่านที่เป็นชาย ผู้เขียนก็ใช้คำว่า “ครับ”
    แต่ถ้าตอบท่านผู้อ่านที่เป็นหญิง ผู้เขียนก็จะใช้คำว่า “ค่ะ”

    ดังนั้นถึงขอตอบข้อสงสัยของคุณ gagas
    ที่สงสัยว่าผู้เขียนเป็นชายหรือหญิง …
    ขอตอบว่า..ผู้เขียนเป็นเด็กผู้หญิงค่ะ
    เป็นเด็กที่โตมาในฐานที่มั่นของกองกำลัง (ในสมัยนั้น)
    ปัจจุบันก็คือ ..บ้านราษฎร์ภักดี (เซ่งเม้ง)นั่นเอง
    ผู้เขียนกำลังเรียนหนังสืออยู่ค่ะ
    และเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ คนหนึ่งเท่านั้นจ้า…………..

  20. คนผ่านทาง

    พี่น้องทั้งหลายบทความที่ท่านได้อ่านเป็นเพียงความข้างเดียวเท่านั้นโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและทำความเข้าใจ ฟังหูไว้หู…

  21. gagas

    อืมครับ
    ว่าไปแล้วมันก็ว่ายากนะ
    ผมเองอายุแค่25ปี
    แต่ผมก็ทันควันหลงของสงครามครั้งนี้
    ตอนเด็กผมก็ต้องละหกละเหินตามป่าตามเขา
    ตามพ่อเพราะเป็นคอมนิวส์เก่า
    จะกลับมาในเมืองก็จะโดนตำรวจจับ
    ต้องแต่เกิดผมก็อยู่ในป่าแหละครับเหมือนพี่น้องม้งลาว
    จนอายุ6ขวบ จึงได้เข้ามาอยู่ในเมืองแบบคนไม่มีสัญชาติ
    แต่ผมต่างจากผู้เขียนหน่อยหนึ่งคือ
    หลังจากนั้นผมก็ได้มีโอกาสมาละหกละเหินในกรุงเทพอีก
    และผมยังได้เจออดีตนักศึกษาบางคนซึ่งเป็นคนไทย
    อายุก็ใกล้ๆๆรุ่นพ่อแหละครับ
    เขาก็เล่าอะไรให้ฟังบ้าง
    แต่กับคนไทยแล้วนั้นเป็นอุดมการณ์ของเขาจริงๆๆ
    เขานึกคิดว่าระบบนั้นดีกว่าปราชาธิปไตย
    แต่พี่น้องม้งเราอย่างคุณคนด้อยโอกาสว่ามาแหละครับ
    ม้งเราแต่ก่อนถูกตีเป็นคนชั้นสองไปใหนมาไหนมักถูกดูแคลน
    และการข่มแขงรังแกพี่น้องม้งเป็นเรื่องธรรมดาครับ
    แม้แต่คนอื่นเรียนหนังสือไม่สู้พี่น้องม้งเรา
    ก็ยังดูแคลนว่ามันก็แค่แม้วๆๆป่า
    อย่างที่ว่าอีกกรณีหนึ่งคือสาวม้งเราโดนรังแกด้วยครับ
    เห็นว่าแต่ก่อนแก้ไขด้วยการให้สาวๆๆม้งไม่ต้องอาบน้ำ
    แต่งตัวมอมแมม เพราะถ้าถูกใจใครเข้า
    คงต้องถูกรังแกหยามเกียรติ
    และมีอีกหลายๆกรณีๆๆๆ
    จนในที่สุดผมคิดว่านักศึกษาเอาจุดนี้
    มาเสนอผลประโยชน์เล็กๆๆน้อยๆๆนี้ให้กับพี่น้องม้ง
    พี่น้องม้งสมัยนั้นจึงยอมร่วมอุดมการณ์กับนักศึกษาครับ
    อันนี้เป็นแค่ความคิดของผมด้านเดียว
    ใครมีแตกต่างก็แย้งนะครับ
    ขอบคุณ

  22. จตุเทพญาวีร์

    ใช่ค่ะ คุณผ่านทางพูดถูก
    บทความนี้เป็นเพียงความข้างเดียวของผู้เขียนเท่านั้นเอง
    ดังนั้นผู้เขียนก็อยากให้ท่านๆๆๆนั้นมาเขียนบทความข้างท่านบ้างสิ
    จะได้มีหลายๆมุมมองที่แตกต่างกันบ้าง
    จะได้ไม่ต้องมีแต่ความข้างเดียวอีกไง

  23. จตุรเทพญาวีร์

    บ้านเมืองเป็นหลัก อุดมการณ์เป็นรอง
    …นี่คือความจริงที่ทุกคนต้องพึงตระหนักไว้ให้ดี
    ประโชน์สุขใดๆต้องคำนึงถึงชาติบ้านเมืองมาก่อน

  24. ลุงเบอะ

    มีคนกล่าวประโยคหนึ่งไว้อย่างน่าสนใจว่า ?ชนชาติใดมัวคร่ำครวญถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต แสดงว่าปัจจุบันไม่เหลืออะไร และยิ่งไม่ต้องพูดถึงอนาคต ?

    งั้นผมก็คงต้อง ขอกล่าวเอาไว้บ้างแล้วว่า “ชนชาติใดมัวแต่คร่ำครวญถึงความขืนข่มในอดิต แสดงว่า ปัจจุบันยังไม่มีอะไรดีขึ้น และยิ่งไม่ต้องพูดถึงอนาคต”

    บางทีการได้รู้เรื่องราวในอดิตใว้บ้างว่าเราเป็นใครมาจากไหน…ก็ไม่แปลก แต่อย่านำมันมาทำให้เป็นอุปสรรคต่อหนทางในอนาคต…ชนชาติยิวไม่เคยจดจำว่าเค้าถูกกระทำอะไรมาบ้าง แค่เค้าไม่ลืมว่าเค้าได้รับความเจ็บปวดแค่ไหน… บางทีม้งเราก็ควรจะเอาอย่างชนชาติยิวบ้าง อาจทำให้เรายืนหยัดอยู่บนโลกใบนี้ได้อีกนานโข…อย่ามั่วแต่คร่ำครวญ แต่จงอย่าลืมถึงความขืนข่ม…นะจ๊ะ…

    ทุกคนล้วนอยู่บนวิถีของการเมืองไม่เว้นแม้แต่ มด ปลวก หนู แมลงสาป ดังนั้นก็ต้องอยู่กับมานอย่างรู้เท่าทัน…ง่ายๆ ไม่เห็นจะยุ่งยากอะไร…

  25. เด็ก ป.4

    ชะแว๊บบๆมาดู…อิอิยินดีที่ได้รู้จักทุกคนคับ(ผิดที่หรือเปล่าเนี้ย..*-*)

  26. โป๊ยเซียน

    ~A_ha` ใกล้ปีใหม่ม้งแล้วใช่ไหมคับ อีกแค่อาทิตย์เดียวเอ้ง น่าตื่นเต้นน้อ

    อากาศหนาวๆแบบนี้ ข้างนอกบ้านผมน้ำจับเปงน้ำแข็งหมดเลย ว่างๆก็เลยมาวอร์ทแช่ร์ความคิดความเห็นมั่งดิ์ เพื่อความอบอู่นทางความคิด ว่าพี่น้องม้งเราควรจะไปทางไหน หรือเป็น/ได้แค่ทางใคร ทางมัน แหะแหะแหะ
    ม้งกับอุดมการณ์ทางการเมื่อง ถ้าพุดถึงอดีตก็ยอมรับว่า ขับเคี้ยวกันน่ากลัวที่เดียวดั่งที่เพื่อนๆพี่ๆน้องเล่ากันมามากมาย ทั้งเสียใจและผิดหวัง ถ้าจะว่าไปม้งเราก็ใช่ อยู่ในห่วงระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อ ของการปกครองสองระบบในยุคนั้น ไม่ว่าจะคอมมิวนิสต์ หรือประชาธิปไตย ม้งเราก้อแค่เปงส่วนเล็กๆส่วนในหนึ่งในละครเรื่องเหล่านี้
    เคยมีคนกล่าวกันไว้ว่า ในสมัยที่รัสเซีย(สหภาพโซเวีย)ยังรวมรัฐต่างๆเปงเครือเอกภพเดียวกันอยู่นั้น (คอมมิวนิสต์)อุดมการณ์ของคนในชาติเปงอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือพุดง่ายๆว่า” พวกเรามีเหมือนๆกัน ไม่มีใครแตกต่าง ” ดังนั้นยุคนั้น ถ้าใครหรือคนไหน(ปชช)ขับรถออกไปเที่ยวหรือทำธุระต่างจังหวัดไกลๆ หรือเดินทางในช่วงหิมะตกๆ หนาวๆแบบนี้ ถ้าเกิดว่า รถตัวเองมีปัญหา หรือน้ำมันหมดกลางทางไกลแบบนี้ ถ้าขอความช่วยเหลือจากคนผ่านมา ก็ได้รับความช่วยเหลือเปงอย่างดี เกื้อกูลซึ่งกันและกัน แต่ถ้าเทียบกะเดียวนี้ ปัจจุบัน(รัสเซีย) โซเวียล่มสลาย ต่างคนต่างขอแยกตัวเปงอิสระ การปกครองเปลี่ยนจากคอมมิวนิสต์มาเปงประชาธิปไตย การให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลแต่เดิม ไม่มีเหมือนเดิมเพราะต่างไม่ไว้ใจกันและกัน ถ้ารถใครมีปัญหากลางทางแบบนี้ มีหวังติดหิมะหนาวตายแน่ๆ เพราะความรู้สึกแบบอุดมการณ์ “หนึ่งเดีวย ” มันถุกลบออกจากสมองไปแร้ว ความรู้สึกแบบประชาธิปไตยมาแทนที่ อิสระ ตัวใครตัวมัน เห้นแก่ตัวกันมากขึ้น ไม่ค่อยไว้ใจซึ่งกันและกัน แข่งขันกันมากขึ้น!

    ดังนั้น จึงไม่แปลกเลยที่เค้าว่ากันว่า ทำไมเมื่อยุคสมัยเปลี่ยน อุดมการณ์เปลี่ยน คนที่เคยสู้กันเคียงบ่าเคียงไหล่มาด้วยกัน พอได้ดิบได้ดีไม่เห้นมาสนใจคนอีกพวกกันบ้างเลย นี้แหล่ะคือ แค่ลัทธิของอุดมการณ์ ห่วงหนึ่งๆเท้านั้น มันเหมือนกะว่า…เมื่อเหล้าเข้าปาก ก็เปงเพื่อนกานตลอดไป๋ แต่พอหายเมาสร่างเมาฉันไม่ฮู้จักคุณ (แค่ควมเห้นส่วยตัว ขำๆ) ฉะนั้น คนที่เคยร่วมอุดมการณ์ใช่ว่าจะเลวร้ายไปสะทุกอย่าง ขอให้เพียงเค้าได้มีโอกาศอีกครั้ง นั้นคือ ชัยชนะของพวกเค้า ดังนั้นควรเรียนรู้ควมคิดและมองในสิ่งที่พวกเค้ามีแร้วนำมาใช้ในชีวิตประจำวันนี้แทน ยุคเปลี่ยนคนทุคนก้อย่อมที่จะเห็นแก่ตัวให้แก่ตัวเองก่อนเสมอ ใช่ม่ะ? ^?^

  27. คนด้อยโอกาส

    ขอยกเนื้อหาเกี่ยวกับบทความเหตุการณ์ บริเวณดอยยาว ดอยผาหม่น (เพื่ออธิบายภาพที่ชัดเจน)

    1. ดอยยาว ตั้งอยู่ที่เขต อ.เทิง ไปถึง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ยอดเขาที่สูงที่สุดของดอยยาว สูง 1,408 เมตรจากระดับน้ำทะเล
    2. ดอยผาหม่น ตั้งอยู่ที่เขต อ.เชียงคำ จ.พะเยา ไปถึง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ยอดเขาที่สูงที่สุด สูง 1,735 เมตร จากระดับน้ำทะเลโดยมีภูมิประเทศที่สำคัญคือ ภูชี้ฟ้า ซึ่งสูง 1,628 เมตร จากระดับน้ำทะเล

    วันเสียงปืนแตกที่ภาคเหนือพื้นที่บริเวณดอยยาว ดอยผาหม่น

    ก่อนนั้นเคยสงบสุขต่างคนต่างพึงพาอาศัยกันและกันอย่างมีความสุข จากเสียงปืนแตกนัดแรกทำให้ความสงบสุขถูกกลืนหายไปและเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามคอมมิวนิสต์ เหตุการณ์เสียงปืนแตกครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510 ณ ดอยห้วยชมพู สืบเนืองมาจากทางผู้นำชุมชนบ้านชมพูโดยการนำของ พ่อหลวง แก้ว สุขศรี (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านอีกสองท่านคือ นาย เตียม คลาปูน และ นาย อินทร์ กันทัพ (ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่)ได้ทราบมาว่ามีชาวเขามาตัดไม้ทำลายป่าที่หัวห้วยชมพูทางผู้นำชุมชนเกรงว่าเกิดผลกระทบแก่คนพื้นราบ ในวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. 2510 ทางผู้นำชุมชนและคณะกรรมการหมู่บ้านได้พากันเข้าไปหารือกันที่หมู่บ้านของชาวเขาซึ่งอยู่ไม่ห่างจากหัวห้วยชมพูมากนักบางท่านก็เรียกชื่อหมู่บ้านว่า บ้านป่าเต้น พอทางคณะกรรมการหมู่บ้านได้เดินทางไปถึงก็ทำการเจรจาโดยทางฝ่ายของเราได้สั่งห้ามมิให้ทำการตัดไม้ทำลายป่าที่หัวห้วยชมภูอีกเพราะชาวบ้านที่อยู่พื้นราบจะไม่มีน้ำใช้กันแต่ชาวเขาไม่ยอมและยังบอกอีกว่าถ้าจะให้หยุดต้องให้จอมพล ถนอม ประภาส มาบอกให้หยุดถึงจะหยุด การเจรจาในครั้งนั้นไม่เป็นผลสำเร็จทางผู้นำชุมชนก็ได้พากันลงมาและได้รายงานให้กับ นาย จรูญ มาหาลาภ กำนันตำบลยางฮอม และทางกำนันได้รายงานไปยังทางอำเภอในขณะนั้นอำเภอขุนตาลยังไม่ได้แยกเขตการปกครองมาจากอำเภอเทิงและในขณะนั้น ร. ต สง่า ศิริวัฒน์ ได้เป็นนายอำเภอ ก็ได้รับรายงานจากนาย จรูญ มหาลาภ ว่ามีชาวเขามาตัดไม้ทำลายป่าบริเวณหัวห้วยชมพู พอในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2510ทาง ร.ต. สง่า ศิริวัฒน์ได้ระดมพลประกอบด้วย พ.ต.ต. บรรหยัด ปิภาตานท์ สวญ. สภ.อ.เทิง , นาย ไสว ป่าไม้อำเภอเทิง,นายจรูญ มหาลาภ และพ่อหลวง แก้ว สุขศรี พร้อมกับคณะกรรมการหมู่บ้านในตำบลยางฮอมเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านชาวเขาอีกครั้งหรือบ้าน ป่าเต้นเพื่อทำการประชุมชี้แจงให้ชาวเขาเข้าใจว่าไม่ให้ทำการตัดไม้ทำลายป่าอีกรอบหนึ่งแต่พอไปถึงหมู่บ้านในเวลา 15.00 นาฬิกา ก็ไม่พบใครแม้แต่คนเดียวและทางคณะกรรมการหมู่บ้านก็ได้จัดสถานที่ที่จะประชุมที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งมีสนามหน้าบ้านที่กว้างขวางพอที่จะจัดเป็นสถานที่ประชุมได้พอจัดที่ประชุมเสร็จก็มีชาวเขาคนหนึ่งเดินเขามาในหมู่บ้านชื่อ เล่าอู จากนั้น นาอินทร์ กันทัพ ก็ได้ทำการสอบถามว่าชาวบ้านหายไปไหนหมด ก็ได้รับคำตอบจากเล่าอูว่า ?ชาวบ้านไปทำไรตอนนี้เฮาจะมาจัดตี้ต้อนฮับเจ้านาย (หมายถึงนายอำเภอและคณะ)? หลังจากนั้นเสียงปืนก็ดังลั้นกระสุนสาดใสต้นไม้ใบหญ้าประดุจดั่งสายฝนที่โหมกระหน่ำทันใดนั้นกระสุนก็เจาะร่างของ นาย ตา ช่างฆ้อง กระสุนโดนบริเวณหน้าท้อง นายอินทร์ กันทัพพยายามที่จะช่วยโดยการนำผ้าเขาม้ามัดเพื่อไม่ให้ไส้ไหลออกมาแต่ นาย ตา ช่างฆ้อง ก็ไม่สามารถทนพิษบาดแผลได้และเสียชีวิตในที่สุด คณะที่ไปบางคนก็สามารถหนีรอดออกมาได้ มีเพียงกลุ่มของ นายจรูญ มหาลาภ กำนันตำบลยางฮอม ทางผู้ควบคุมบอกให้นำเงินมาชดใช้ค่าเสียหายจำนวนหลายหมื่นบาท นาย จรูญ มหาลาภ จึงได้ต่อรองว่า ตนเป็นกำนัลจะนำเงินมาชดใช้ค่าเสียหายให้ ชาวเขาจึงจับตัวนาย แก้ว สุขศรี ผู้ใหญ่บ้านชมพู นาย เตี่ยม คลาปูน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และนาย ตาล ปัญญาอิ่นแก้ว คณะกรรมการหมู่บ้านไว้เป็นตัวประกัน นาย จรูญ มหาลาภ จึงนำศพของนายตา ช่างฆ้อง เดินทางกลับโดยมีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้มี นาย หลี น้ำแพร่ สารวัตรกำนัน นาย ตาล ปัญญาอิ่นแก้ว และ อส. อีกหนึ่งนาย หลังจากลงมาถึงหมู่บ้านจึงได้รายงานเหตุการณ์ตามลำดับชั้น ทางผู้ว่าราชการ นาย ชูสง่า สิทธิประสาท และ พ.ต.อ.ศรีเดช ภูมิประหมัน ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหัดเชียงราย จึงนำกำลังบุกเข้าช่วยเหลือตัวประกันโดยตั้งฐานปฏิบัติการพิเศษที่โรงเรียนบ้านชมพู เกิดการประทะอย่างดุเดือด มีการเสียชีวิตทั้งสองฝ่าย แต่ก็ช่วยเหลือตัวประกันออกมาได้ในที่สุด จากจุดนี้เป็นจุดแรกที่ผู้ก่อการร้ายได้แพร่กระจายไปทั่วภาคเหนือ ต่อมาทางค่ายเม็งรายมหาราช จึงได้มาตั้งค่ายเม็งกาโตขึ้นที่บริเวณทางทิศเหนือของหมู่บ้านยางฮอม ชื่อเม็งกาโต เป็นการนำชื่อของค่ายทหารทั้งสามค่าย ที่ถูกส่งมาปราบปรามคอมมิวนิสต์ คือ เม็ง จากค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย กา มาจากค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ และโต มาจากค่าย สุรศักดิ์มนตรี จังหวัดลำปางเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี มีนามเดิมว่า เจิม แสงชูโต จึงนำคำทั้งสามคำมารวมกันเป็น ค่ายเม็งกาโต หลังจากปีพ.ศ. 2510 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ได้ขยายพื้นที่การก่อการร้ายเข้ามาในจังหวัดเชียงรายแล้ว กองทัพภาคที่สาม ได้จัดกำลังปราบปรามผู้ก่อการร้ายโดยนอกจากจะใช้ทหารไทยแล้วยังใช้ทหารจาก กองทหารจีนคณะชาติ หรือทหารกองพล 93 ร่วมรบด้วย กองกำลังทหารจีนคณะชาติอพยพเข้ามาจากประเทศจีนผ่านประเทศพม่า ผ่านเข้าประเทศไทยที่อำเภอแม่สรวย แม่จัน เดินทางตามสันเขาด้านอำเภอพาน เข้าสู้อำเภอเทิงตั้งรกรากที่ดอยผ่าหม่น ต่อมา พ.ศ. 2510 นายพลวังเปาถูกลอบฆ่า มีการกล่าวหาว่ากองทหารคณะชาติอยู่เบื้องหลังการลอบสังหาร ทางราชการจึงอพยพทหารจีนคณะชาติไปพำนักอยู่ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มชาวม้งที่ได้นับการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์ต่างชาติคือ จีน เวียดนาม และลาว จึงเริ่มการก่อการร้ายบุกรุกและทำลายฐานกำลัง ตชด. บ้านห้วยคุ เสียชีวิต 12 นาย ยังส่งผลให้ชุดคุม ตชด. ชุดอื่นๆในพื้นที่ต้องถอนตัวพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจึงสถาปนาอำนาจรัฐเหนือดอยยาว-ผาหม่นตั้งแต่ พ.ศ. 2510เป็นต้นมา กรมรบผสมที่ 7 กองพล 4 จังหวัดเชียงใหม่เป็นหน่วยทหารหน่วยแรกที่เข้ารบเพื่อต้องการสถาปนาอำนาจรัฐไทยคืนแต่ยิ่งปราบปราบก็เหมือนยิ่งทำให้กองกำลังฝ่ายก่อการร้ายเติบโตขึ้น เหตุการณ์ที่สยองขวัญที่สุดคือเหตุการณ์ที่ผู้ว่าราชการจังหัดเชียงรายและคณะตำรวจ ทหารชั้นผู้ใหญ่ถูกลวงไปรับการมอบตัวของผู้ก่อการร้ายแล้วถูกลอบฆ่าเกือบหมดในปี พ.ศ. 2512 สถานการณ์ใน อำเภอขุนตาลเริ่มไม่สู้ดีนักมีการลอบทำร้าเจ้าหน้าที่ขณะเดินทางตามถนนสายเทิง-เชียงของ อยู่เนืองๆผู้คนที่เคยตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เฌอดอยต่างในเทือกเขาดอยยาวดอยผ่าหม่นอพยพไปอาศัยตามบ้านญาติพี่น้องที่อยู่ห่างไกลเชิงเขา สงครามจิตวิทยาของทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งโจมตีให้ร้ายซึ่งกันและกันมีการตั้งกองทหารในโรงเรียนเกือบทุกโรงเรียนในอำเภอขุนตาลขณะนั้น ตอนกลางคืนได้ยินแต่เสียงปืนใหญ่ที่ยิงจากค่ายเม็งกาโตบ้างฐานปืนใหญ่ที่ยิงตามหมู่บ้านต่างๆบ้าง เสียงสั้นหวั่นไหวตลอดทั้งคืน ชาวอำเภอขุนตาลโดยเฉพาะในเขตตำบลป่าตาลและตำบลยางฮอม(ปัจจุบันทั้ง 2 ตำบลได้ถูกยกฐานะเป็นเทศบาล)ถูกคุกคามจากผู้ก่อการร้ายจึงหวาดกลัวเป็นอันมาก ทางราชการจึงจัดชุดปฏิบัติการพิเศษของกองกำกับการตำรวจภูธรจังหัดเชียงรายมาอยู่บนดอยใช้ชื่อว่า ฐานปฏิบัติการม่อนเทวดาห่างจากบ้านป่าตาลไปราว 1 กิโลเมตร ในปี พ.ศ. 2513 กองบัญชาการทหารสูงสุดได้เล็งเห็นว่าทหารจีนคณะชาติมีความสามารถรบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มานานจงสนธิกำลังโดยใช้กองกำลังอาสาทหารจีนคณะชาติกับกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดนเข่าร่วมโจมตีพร้อมกับฝ่ายทหาร โดยเรียกแผนยุทธการนี้ว่า ยุทธการเรียงเหวิน ตามชื่อผู้นำสองฝ่ายคือ ฝ่ายไทย พล.ท. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ (ยศขณะนั้น) และพล.ต. ต้วน ชี เหวิน ผู้นำกองกำลังทหารจีนคณะชาติ จากยุทธการนี้เองทำให้กองกำลังรัฐไทยยึดฐานที่มั่นดอยม่อนเรียบและฐานที่มั่นดอยพญาพิภักดิ์ในเวลาต่อมาโดยต้องรักษาฐานที่มั่นทั้งสอง แห่งไว้ตั่งแต่ 11 ธันวาคม 2513-17 เมษายน 2514 เพื่อเป็นฐานกำลังในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายให้ล่าถอนไปจากดอยยาวดอยผาหม่น ซึ่งการรักษาที่มั่นทำให้เกิดดารสูญเสียล้มตายทั้งสองฝ่ายรบกันยาวนานถึง 10 กว่าปีจนถึงการมอบตัวครั้งสุดท้ายของชาวม้งบนดอยยาว เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2525ซึ่งมีจำนวนผู้มอบตัวเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยกลุ่มสุดท้ายจำนวน 1600 คนอาวุธปืนกว่า 100 กระบอก กระสุนปืน 20000 กว่านัดหลังจากการมอบตัวไม่กี่วันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาประทับรอยพระบาทที่สันดอยยาวถือเป็นสัญญา

    *** ขอบคุณคับ /// ที http://www.thaigoodview.com/node/28509

  28. จตุรเทพญาวีร์

    ขอบคุณค่ะ คุณพี่
    ที่มาบอกเล่าเรื่องราวดีๆ
    ….เรื่องที่ม้งมอบตัวเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาประทับรอยพระบาทถือเป็นสัญญา..นั้น (ขอบคุณๆๆๆ ค่ะที่เขียนเล่าให้ฟัง)

    รอยพระบาทนี้น้อง(ผู้เขียน)ก็เคยเห็นมาแล้วค่ะ
    ตั้งอยู่ที่พระราชวัง บนดอยพญาพิภักษ์ ค่ะ ไว้ว่างๆจะถ่ายรูปมาลงเว็บให้ดูนะคะ

    ผู้เขียนเองค่ะ

  29. คนใกล้ตัว

    ฝากข้อมูลเพิ่มเติมให้ศึกษานะครับ

    เรื่องเล่าประทับใจ ในหลวงทรงถุงพระบาทที่ขาด ก็ยังไม่ทิ้ง

    เมื่อ ฉบับที่แล้วได้กล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ เข้าสู่ท่ามกลางผู้ที่หลงผิดเข้าเป็นกองกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย ในเขตงานที่ 8 ของ พคท. ดอยพญาพิภักดิ์ และได้ ทรงประทับรอยพระบาท 2 ข้าง รวม 2 คู่ บนปูนปลาสเตอร์, เมื่อได้ถอดรองพระบาทออกแล้ว ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์นั้นได้เห็นว่า ถุงพระบาท (ถุงเท้า) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น-มีรอยขาด

    รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ http://www.nhailuang.com/2009/souvenir_view.php?id=199

    เว็บดีๆที่อยากให้รู้ http://www.nhailuang.com/2009/index.php

    ไว้จะมาแจมข้อมูลด้วยใหม่

    ปล. ดูๆ ไปมีคนสนใจกระทู้นี้เยอะนะ ท่าจะยาว

  30. คนด้อยโอกาส

    ขอบใจ คุณน้อง เหมือนกัน

    ที่เล่าเหตุการณ์ในพื้นที่จริงๆ และเป็นเป็นลุกหลานของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย

    และบนดอยพญาพิภักษ์ เป็นฐานที่มั่งหนึ่งที่สำคัญแห่งหนึ่ง ***********

    สภาพแวดล้อมของพี่น้องชนชาติม้งก่อนแตกเสียงปืน ชาวม้งรวมกันสร้างบ้านกระจายตามป่าเขา เป็นหย่อม ๆ ตามระบบแซ่ (ที่ตั้งหมู่บ้านเป็นคนละที่กับหลังแตกเสียงปืน ส่วนบางแห่งเป็นที่เดียวกับหมู่บ้านในปี 2549)
    เนื่องจากเป็นคนม้ง พูดภาษาไทยไม่ชัด ฟังภาษาไทยไม่เข้าใจทุกคำ
    เนื่องจากทำการผลิตแบบฟันไร่
    เนื่องจากเลี้ยงม้า หมู ไก่ หมา

    ก่อนแตกเสียงปืน คือก่อนปี 2508 (ตรงนี้จะไปตรวจสอบอีกครั้งเรื่องปี พ.ศ.)

    อำนาจรัฐขาวที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชนชาติม้งในยายดอยยาว-ผาหม่นคือ การเข้ามาสร้างความเดือดร้อน ด้านหนึ่งมาจากนโยบายที่ไม่ได้เน้นเจ้าหน้าที่รัฐว่า คนม้งคือส่วนหนึ่งของประชาชนไทย ด้านหนึ่งเป็นความคิด หรือรูปการจิตสำนึกของเจ้าหน้าที่ในยุคนั้น

    คนม้งถูกเรียกว่า แม้ว ไอ้แม้ว ไอ้แมวภูเขา และคำหยามเหยียดอื่น ๆ

    เวลาเจ้าหน้าที่เข้ามา จะกึ่ง ๆ ขู่เข็ญ เพื่อได้กินไก่ กินหมู พร้อม ๆ กับขอเก็บภาษีการเลี้ยงสัตว์ (หมู, หมา และไก่)
    เจ้าหน้าที่จะเข้ามานับต่อไม้เพื่อเก็บภาษีฟันไร่
    เจ้าหน้าที่เรียกเก็บภาษีข้าว และผลผลิตอื่น ในฤดูเก็บเกี่ยว
    เจ้าหน้าเรียกเก็บภาษี หน้าไม้ และปืนแก๊ปที่ใช้ล่าสัตว์
    บางครั้งเมื่อเจอแม่ลูกอ่อนม้งที่ให้นมลูก ยังเอามือบีบนม แล้วเรียกเก็บภาษีน้ำนมด้วย

    คนม้งลงที่ราบถูกดูหมิ่นดูแคลน (ย้ำว่าเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว)

    เจ้าหน้าที่จากพื้นราบขึ้นไปก็ “ขูดรีดภาษีที่ไม่เป็นธรรม”

    (ค่อย ๆ คิดตามนะครับว่า เรียกเก็บภาษีตั้งแต่ฟันไร่ ไปจนเก็บเกี่ยว เก็บภาษีสาระพัดที่จะอ้างได้ แน่นอนว่าไม่มีหลักฐานการชำระภาษี)

    ความคับแค้นดำรงอยู่ทุกหมู่บ้าน

    ทั้งยังมีการเรียกเก็บอื่น ๆ โดยอ้างว่าเป็นภาษี

    เมื่อแตกเสียงปืน (เป็นครั้งแรกในภาคเหนือ ไม่แน่ใจว่าเป็นแห่งที่ 2 ของประเทศหรือไม่) การปราบปรามของอำนาจรัฐขาวตอบโต้อย่างรุนแรง มุ่งหวังทำลายล้างการลุกขึ้นสู้ของชนชาติม้งให้สิ้นซาก (ทั้งนี้ยังมีปัญหาการดูหมิ่นเหยียดหยามระหว่างคนพื้นราบกับคนภูเขาแทรกซ้อนอยู่ด้วย)

    อันนี้คือ เหตุผลหนึ่ง ว่าทำไมชาวม้งต้องเข้าร่วม และต้องเสี่ยงชีวิตล้มตายไป
    ในพื้นที่แห่งอัปยศนี้
    ***************

    สงครามคือขั้นตอนสูงสุดของการต่อสู้ทางการเมือง หากการเมืองไม่เปลี่ยนสงครามย่อมไม่เปลี่ยน

    การเมือง-การปกครองเป็นโครงสร้างส่วนบนที่ปกป้อง โครงสร้างพื้นฐาน เรื่องราวของการผลิต การสร้างผลผลิต การเอารัดเอาเปรียบจากผลิตผลต่าง ๆ ในขณะเดียวกับความเคยชิน ความเชื่อต่าง ๆ ก็ตอกย้ำให้ยอมรับ ให้กระทำต่อเนื่องในความสัมพันธ์เสียเปรียบได้เปรียบ

    ในทางกลับกัน หากสงครามได้รับชัยชนะ การเมืองเปลี่ยนแปลง หากทางเศรษฐกิจ ทางการผลิตไม่เปลี่ยนแปลง การเมืองย่อมไม่มั่นคง สงครามที่ชนะก็กลับกลายเป็นพ่ายแก้ได้

    *************** ต้องมั่นคง ต้องนิ่ง ต้องรัก (ฐานความเป็นมนุษย์ด้วยกัน)

  31. EdiTor (Post author)

    เอาแค่พอหอมปากหอมคอนะครับพี่น้อง อย่าพา EdiTor เสี่ยงคุกเสี่ยงตาราง ..

    กระทู้แม้จะสั้น แต่ถ้าติดตารางคงจะ ยาวววว … -“-

  32. My hope

    สุดยอดจิงๆๆๆๆๆ คนม้งนี่ ไม่เคยรู้เรื่องราวย่างนี้มาก่อนเลยอ่ะเจ่งๆ ชอบๆ เขียนบทความมาอีกนะอยากอ่านๆ สู้ๆผมจะเป็นกำลังใจให้นะคับ ทุกคนๆเลยที่ comment และคนเขียนบทความ อ่านแล้วทำให้รู้สึกว่าม้งนี่สุดยอด (ที่ดีๆนะ) เอาไว้จะเข้ามาอ่านให้ใหม่นะ คุณอะไรนะจำไม่ได้ล่ะผูเขียนบทความอ่ะผมเชียร์เต็มที่เลยนะคับ สู้ๆสุดยอดๆ

    “ประวัติศาสตร์เป็นอะไรที่มีข้อคิดมากมายจิงๆ”

  33. จตุรเทพญาวีร์

    ขอบคุณค่ะ..คุณ My hope สำหรับกำลังใจค่ะ
    ความสุขของผู้เขียนก็คือการมีคนมาอ่านเยอะแหล่ะกัน

    ……..ผู้เขียนเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ธรรมดา ชื่อ.จตุรเทพญาวีร์..ค่ะ

  34. คนด้อยโอกาส

    ขอบคุณ คุณ EdiTor ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนที่ได้ร่วมแสดงความคิด ในแง่มุมต่างๆ

    บนพื้นที่แห่งการเรียนรู้แห่งนี้

    ยุดนี้ต้องเปิดกว้างแล้ว ต้องเปิดโลกกระทัศน์ทางความคิด ความอ่าน ให้ทุกคนสามารถแสดง

    แต่ก็ต้องบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์ เชิงมิติความมั่งคงที่จะทำให้เพือนมิตรสหายที่ร่วม

    ใช้ชีวิตอยุ่บนโลกใบนี้ ได้มีสิทธิมีเสียง ให้สนกับคำว่า .ประชาธิปไตย. (ที่อ้างว่าเป็นระบบ

    การปกครอบที่ดีที่สุด)

    +++เชื่อว่า ทุกคนที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น มาอ่านในนี้ ไม่มีประสงค์จะทำลายใคร

    และเชื่อเสมอว่า คนม้งทุกคน คงไม่อยากทำลายตัวเอง ทำลายชนชาติของตัวเอง ทำลายเพื่อน

    มนุษย์ของตัวเอง ผมเชื่ออย่างนั้น ++++++

    *********ขอบคุณครับ

  35. EdiTor (Post author)

    คุณ คนด้อยโอกาส เจตนารมย์ของ ม้งเอเชีย ก็เพื่อสิ่งนี้แหละครับ ให้พวกเราโต้แย้งกันเป็น ไม่เอาอารมย์อยู่เหนือเหตุผล เพราะโลกภายนอกน่ากลัวขึ้นทุกวัน ผมก็อยากให้พวกเรามีภูมิไว้บ้าง และ ม้งเอเชีย ก็เป็นที่สำหรับทุกคน ในการที่จะฝึกฝนควบคุมอารมย์ หาข้อมูลที่ถูกต้องมาแย้งกัน

    ..ต่อเลยครับ :)

  36. dear

    ขอแสดงความคิดเห็นเรื่องสิทธิค่ะ สิทธิเท่าเทียมนั้นเป็นเพียงในอุดมการณ์การ ในความเป็นจริงมันไม่เท่าเทียมหรอกค่ะ ใครเก่ง ใครรวย เขาได้สิทธิมากหน่อย คนจนก้อต้องมีความอดทนมากหน่อย หรือพี่น้องม้งเราต้องหันมาเรียนให้มากขึ้นเท่านั้นเอง จริงๆไม่อยากเห็นพี่น้องม้งเรามาทะเราะในนี้เหมือนบางเวปหรอกนะค่ะ เราต้องแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ สิ่งที่ผ่านมาแล้วทุกคนก้อเจ็บปวดเหมือนกันหมดแหละค่ะ วันนี้ที่พวกเรามีโอกาสได้เรียนก้อตั้งใจเรียน แล้วอย่าลืมภูมิหลังของตัวเองสร้างชื่อเสียงให้เผ่าพันธ์ถึงแม้จะเล็กน้อย แต่สักวันคนม้งก็จะได้รับการยอมรับเอง

  37. คนด้อยโอกาส

    ข้อมูลประวัติศาสตร์การต่อสู้ การเรียกร้องสิทธิ การเรียกร้องความเป็นธรรม

    และการดำรงบนพื้นที่แห่งนี้ ถือเป็นกรณีตัวอย่างในรูปแบบหนึ่งของการที่จะการเรียนรู้และ

    ทำความเข้าใจกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ของประเทศไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและ

    ความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับ นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่จะพยายามเรียนรู้และทำความเข้าใจ

    เกี่ยวเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และนำเสนอความคิดเห็นในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการ

    เรียนรู้และการทำความเข้าใจต่อการแก้ปัญหา และเหตุการณ์ของคอมมิวนิสต์ในยุด 2510-2525 ที่มี

    คนม้งเข้าร่วม ก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เราพยายามทำความเข้าใจเพื่อที่จะเป็นกรณีตัวอย่างในการ

    พัฒนาความมั่นคงบนพื้นฐานคนไทยด้วยกัน (ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ทีเกิดในภาคเหนือ ภาคใต้ ภาค

    ตะวันออกเฉียงเหนือ หรือที่ไหนๆของประเทศไทย)และรัฐก็มีข้อสรุปว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในอดีต

    ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ถือว่าเป็นอีกบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องทบทวนและแยกแยะประเด็นปัญหา

    ให้ถ้วนถี่ ทุกฝ่ายต้องไม่มองเหมารวมชุมชนทั้งหมดว่าเป็นผู้กระทำ ทั้งยังต้องตระหนักว่าเหตุการณ์ดัง

    กล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางความซับซ้อนของสภาพปัญหาความรุนแรงที่ดำรงอยู่แต่เดิม ความซับซ้อนนี้ทำ

    ให้ความเป็นจริงในพื้นที่ไม่สามารถถูกเปิดเผยได้โดยง่าย การพิจารณาปัญหาด้วยสติปัญญา จะ

    ป้องกันมิให้เกิดอคติ อันจะนำไปสู่ความเคียดแค้น ชิงชัง และทำให้ปัญหายิ่งหยั่งรากลึกลงไปอีก จน

    ยากจะแก้ไขได้ในระยะยาว
    ****** ผมว่าเป็นอีกมิติหนึ่งของการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อย่างน้อยก็ทำให้คนที่ไม่เคยรู้จัก

    คนม้งในแง่ดี(หรือไม่ยอมทำความเข้าใจ) ได้กลับมาใช้สติปัญญาในการเรียนรู้ และทำความเข้าใจ

    ที่จะสร้างสติสุขบนแผ่นดินไทยนี้ ซึงการสะท้อนหลายๆมุม ก็อาจนำไปสู่การเรียนรู้ที่ดีที่สุด

  38. โป๊ยเซียน

    อ่ะแฮ่ม….ที่จิงคนแม้ว เฮ้ย ไม่ช่าย พี่น้องม้งเรา อดีตคนอื่นๆเค้ามองว่าเราอย่างไร
    ในปัจจุบันก้อยังเปงเช่นนั้นอยู๋ แต่พวกเค้าจะพูดในเชิงสุภาพและลับหลังสะส่วนใหญ๋
    ตรงๆก้อต่อเมื่อเค้าไม่รู้ว่าคนที่กำลังคุยอยู่ด้วยคือ “ม้ง” ทั้งหน้าตาและสำเนียง!?
    อดีต…ยุคความลำบากของพี่น้องม้งเรา
    ถ้าหากวันนั้นพ่อแม่พวกเราได้อพยพเข้าไปสู่ในเมืองใหญ๋ๆบ้าง(อดีต)
    อพยพไปอยู่ทำมาหากินในเมืองใหย๋ๆอย่างคนจีน ที่แต่ก่อนก็อพยพมาเหมือนๆ
    กะม้งเรา ป่านี้พวกเราก้อคงไม่ต้องมา น้อยเนื้อต่ำใจกะคำว่า “แม้ว” ใช่ไหม?
    ก้อเพราะพวกเราม้งไม่ได้สร้างให้ตัวเองเปงเจ้าของธุรกิจ เจ้าของคณะรัฐมนตรี
    เจ้าของกระทรวงเหมื่อนคนอื่นๆที่ทำได้
    คนอื่นๆก้อเลยมองเราแบบ” ไอ้แม้วป่าเถื่อน ” อยู่แต่บนดอย
    __________บนขุนเขา แห่งชนล้าหลัง?
    แร้วเมื่อไร คำว่า แม้ว? จะหมดไปเหมื่อนคำว่า แจ๊ …..?
    แม้เดียวนี้คนไทยยังไม่กล้าด่าให้ได้ยินเล้ย คำด่าของคนไทยเชื้อสายจีน
    เพราะพวกเค้าเปงเจ้าเศรษฐกิจ ธุรกิจ มั่งคั่งมีเงินมีอำนาจ
    คนอื่นต้องยำแกรง ลุกหลานเปงรัฐมนตรี เจ้าของกระทรวง ทบวง กรม กองฯ

    ดังนั้น พวกเราต้องกะมาทบทวนและมองอดีตแร้วก็ก้าวไปสู่อณาคตที่แตกต่าง
    บางครั้งการเลียนแบบไม่ทำให้เสียหาย แต่ควรทำให้เปงแบบผุ้เชียวชาญ บ้างก็ดีนะ!
    ….พี่น้องม้งที่รักเรา
    ปล. อาจเพาะว่าพี่น้องม้งเรา การจะไปอยู่แบบโดดเดี่ยวไม่ค่อยได้มั่งค์ กะคนชนอื่นๆๆๆ
    มักจะชอบแบบเกาเหลา อิสระ …อิอิ ป่ายล้า

  39. phuab

    ยากทราบว่าทำไมเค้าหนีมาพึงเราแล้วก็น่าจะช่วยเหลือเพราะเค้าก็เป็นประเทศเพื่อนบ้าน และอีกอย่างปล่อยให้มาตั้งถิ่นมานานแล้ว ตอนนี้มาเป็นหมู่บ้านใหญ่แล้วควรจะเห็นใจเค้าและสงสารเค้า ทำไมต้องส่งกลับ เพราะเท่าที่รู้มาชนเผ่าม้งที่ประเทศลาวลำบากมาก ยิ่งหมู่บ่านที่อยู่บนเขาหรือห่างไกลจากตัวเมืองหรือตามชายแดน พวกทหารลาวชอบไปกวาดล้างหรือเหมือนสงครามเลย……….น่าสงสารพี่น้องม้งด้วยกันจัง เพราะเหมือนไม่เป็นที่ยอมรับของประเทศนั้น ๆ เลย ไม่ว่าที่นี่หรือที่อื่น เพราะเคยโดนคนไทยพื้นราบด่าเหมือนไม่ใช่คนไทย คนไทยเหมือนกันแต่เป็นชาวไทยภูเขา…….จะเป็นเผ่าอะไรก็คนไทยเหมือนกันและที่สำคัญ “พวกเราก็รักในหลวง” เช่นกัน

  40. ม้ง

    ยิ่งพูดก็ยิ่งเศร้า
    ทำไมเราไม่ช่วยกันพัฒนาเอกลักษณ์ของเราชาวม้งให้เป็นมาตราฐานสากล
    อย่างเช่น เรื่องของภาษาเขียน ไวยากรณ์ พจนานุกรม ศาสนา
    สิ่งเหล่านี้สำคัญกว่าการที่เราจะมานั่งวิจารย์ถึงอดีตที่ผ่านไปอย่างชอกช้ำ
    แม้เราจะเคยเพลี่ยงพล้ำ แม้เราจะเคยเสียมามาก แต่เราเหล่าเยาวชนก็สามารถที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่
    ให้เป็นเอกลักษณ์ได้ ขอแค่เรารวมกลุ่มได้เราก็มีพลัง ขอแค่เรามีบุคคลากรที่มีความรู้เราก็พัฒนาได้ไม่แพ้ใคร

  41. ลูกหลานเช่นกัน

    ผมว่าคุณเข้าใจนะ..
    ..แต่คุณเข้าใจ
    บางส่วน
    และดูถูกม้งเกินไป
    ..
    ..
    ผมว่าคุณน่าจะถามพ่อคุณก่อนที่จะเขียนบทความนี้นะ ว่าทำไมตอนนั้นพี่น้องม้งเราต้องจับปืนขึ้นมาต่อสู้
    ..แล้วเราต่อสู้กับใคร ต่อสู้เพื่ออะไร
    ผมร่วมกับทีมงานเราทำวิจัยเรื่อง
    “ประวัติศาสตร์สร้างสุข ประเด็นพื้นที่การสู้ในเขต 8(5) ดอยยาว-ผาหม่น”
    ..
    ..
    คำตอบที่เราได้มันต่างจากแนวความคิดเห็นส่วนตัวของคุณนะ
    แล้วอะไรล่ะคือสาเหตุที่พี่น้องเราต้องหยิบปืนขึ้นต่อสู้(เรื่อยมาจากประเทศจีนในอดีต)
    ..คำตอบคือ
    ..พี่น้องม้งเราเกลียดชังความไม่เป็นธรรมในสังคม การเอารัดเอาเปรียบ การเก็บภาษีที่สูงแทบจะจ่ายไม่ได้ และเก็บหมดทุกอย่าง ทั้งภาษีวัว ควาย ที่ไร่ ที่นา หรือแม้แต่หากเมียใคร ลูกสาวใครนม(หน้าอกใหญ่)ก็เก็บหมด!!!!!!!(สัมภาษณ์จากคุณทูลสวัสดิ์ ยอดมณีบรรพต-หมอแดง)
    ..ถามว่า ถ้าเป็นคุณอยู่ในสมัยนั้น คุณจะทำอย่างไร??????
    ..รูมั้ยทำไม พื้นที่ดอยยาว-ผาหม่นจึงชื่อเขตงาน 8(5)…………………??????
    ..ผมมีทั้งคำถามและคำตอบให้พวกคุณมากมาย
    ..และอีกคำถามคือ ตอนนี้พี่น้องม้งเรากำลังถูกเป็นจำเลยสังคม ถูกความไม่เป็นธรรมในสังคมมากีดกันอยู่บ่อยๆอย่างนี้
    ..ถ้าเป็นคุณในตอนนี้คุณจะทำอย่างไร ต่อสู้ด้วยอะไร
    ..แต่สำหรับผมแล้วคงไม่ใช้อาวุธแล้วล่ะ แต่จะสู้ด้วยภูมิปัญญาม้ง ที่เรามีอยู่แต่ลูกหลานที่มีความรู้อย่างพวกมองข้ามไป

    ปล..ตอนนี้พื้นที่ดอยยาว-ผาหม่นกำลังจะถูกยกเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ กฎหมายครอบงำเรา ทั้งที่เราอยู่ตรงนี้มาก่อนที่กฎหมายจะเกิดด้วยซำ้…ช่วยด้วย

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *