ม้ง เหยื่ออุดมการณ์ทางการเมือง บนเส้นด้ายแดง

บทความส่งมาโดย คุณ จตุรเทพญาวีร์

ขึ้นต้นหัวข้อมาแบบนี้เพื่อนๆ หลายคนอาจจะงงเล็กน้อย และสงสัยว่ามันมาเกี่ยวอะไรกับพี่น้องม้งของพวกเรานะ ผู้เขียนก็ต้องขอเกริ่นไว้ก่อนเป็นอารัมภบทของผู้เขียนเองว่า เพื่อนำเพื่อนๆ พี่น้องผู้อ่านทุกคนเข้าสู่เนื้อหานั่นเอง (ผู้เขียนคิดไว้อย่างนั้น ) พี่น้องม้งหลายคนอาจไม่รู้ถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาวม้ง ในเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองที่เกิดการต่อสู้ มีการเข่นฆ่าพี่น้องม้งไปเป็นจำนวนมากในสงครามครั้งนี้ แต่เชื่อว่ามีเพื่อนๆ พี่น้องม้งหลายคน (อาจจะมีมากด้วยซ้ำ) ที่รู้ถึงประวัติอันยาวในเรื่องนี้ บางท่านอาจเป็นหนึ่งในนักรบทหารม้ง ที่ร่วมรบด้วยในอุดมการณ์ครั้งนั้น บางคนอาจเกิดในยุดนั้นมีโอกาสร่วมอยู่ในเหตุการณ์ และสุดท้ายที่คือพวกเราหลายคนอาจมีพ่อแม่ที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย

เกริ่นมาตั้งนานแล้วเพื่อนๆ หลายคนอาจตั้งคำถามมากมายในใจแล้วว่าสงครามที่ผู้เขียนเล่าถึงนี้ คือสงครามอะไร หลายคนอาจคิดว่าต้องเป็นสงครามแย่งดินแดนของม้งในสมัยก่อนแน่นอน แต่…ผู้เขียนต้องขอบอกก่อนเลยว่าด้วยวัยเพียง 19 ปีของผู้เขียนเองนั้น ตัวผู้เขียนคงเกิดไม่ทันได้อยู่ในเหตุการณ์สมัยนั้นแน่นอน หรือแม้กระทั่งเรื่องราวสงครามม้งในสมัยนั้นผู้เขียนก็ไม่เคยได้รับรู้หรือรับฟังข้อมูลใดๆ มาทั้งสิ้น เพื่อนๆ หลายอาจตั้งคำถามแล้วว่า.. เอ๊ะ..แล้วมันสงครามอะไรกัน แล้วผู้เขียนได้อยู่ในเหตุการณ์หรือไงนะ ก็ต้องขอบอกทุกคนอีกครั้งว่าตัวผู้เขียนก็เกิดไม่ทันและไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นี้อีกเช่นเคย

อ้าว..หลายคนคนร้องตามๆ กัน แล้วถามผู้เขียนว่า..ถ้างั้นจะมาเขียนเรื่องนี้ทำไมเมื่อไม่ได้เกิดและอยู่ในสงครามยุคนั้น มันก็ใช่อยู่ ที่ผู้เขียนเองนั้นไม่ได้เกิดและมีชีวิตในยุคนั้น แต่….พ่อแม่ของผู้เขียนก็คือบุคคลที่ร่วมอุดมการณ์ในยุคนั้น ทั้งพ่อและแม่ของผู้เขียนก็คือหนึ่งในทหารที่ร่วมรบ จับปืนต่อสู้ในวันนั้น เพราะฉะนั้นผู้เขียนจึงเติบโตมาพร้อมๆ กับการได้รับฟัง รับรู้ ถึงประวัติสงครามอันยาวนานในครั้งนั้นมาตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาของผู้เขียน นี่จึงเป็นที่มาของบทความในวันนี้นั่นเอง (อ้อ..หลายคนอาจจะอุทานออกมาดังๆ ก็แหมผู้เขียนเกริ่นมาตั้งนานไม่ยอมเข้าเรื่องสักที )

14 ตุลา วันมหาวิปโยค เป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาไทยได้มีการประท้วง และถูกทหารรัฐบาลไทยฆ่ากวดล้างล้มตายเป็นจำนวนมาก นักศึกษาที่เหลือรอดก็พากันหนีเข้าป่า ก่อให้เกิดการสร้างสุมกองกำลังทหาร ตามแนวชายแดนขึ้นมากมาย นักศึกษาเหล่านี้ได้เข้ามาเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมืองให้กับคนม้งที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนบริเวณรอบๆ ทำให้มีคนม้งจำนวนมากมายเข้าร่วมกองกำลังด้วยการเป็นทหารบ้าง เป็นคนในค่ายบ้าง เป็นคนส่งอาหารบ้าง รวมทั้งมีการไปร่วมจัดตั้งที่พักอาศัยอยู่ร่วมกับนักศึกษาที่ค่ายกองกำลังอีกจำนวนมากมาย

เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามที่รัฐบาลไทย (ในสมัยนั้น) เรียกว่าสงครามปราบปรามคอมมิวนิสต์ แต่นักศึกษาไทยกับคนม้ง (ที่ร่วมเป็นทหาร) กลับเรียกว่า สงครามเรียกร้องประชาธิปไตย เป็นการต่อสู้ทางอุดมการณ์ที่เรียกว่ายาวนานมากอีกประวัติศาสตร์หนึ่งเลยก็ว่าได้

กองกำลังนักศึกษา 14 ตุลา อยู่กระจายตามแนวชายแดนไทย-ลาวตั้งแต่ดอยยาว ดอยผาหม่น จังหวัดเชียงรายเลียบตามชายแดนไปเรื่อยๆ จนถึงดอยผาจิ จังหวัดพะเยา ไล่ไปเรื่อยจนถึงจังหวัดน่าน และสงครามครั้งนี้ก็ได้คร่าชีวิตผู้คน (ชีวิตของคนม้งล้วนๆแหล่ะที่ตาย) ไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีคนบาดเจ็บและพิการอีกนับไม่ถ้วน และแล้วสงครามครั้งนี้ก็จบลงด้วยการเปลี่ยนคณะรัฐบาลไทย นักศึกษาไทยเข้ามอบตัว (ต้องบอกว่าจริงๆ แล้ว การสิ้นสุดสงครามครั้งนี้ เป็นผลมาจากพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)

แต่ใช่ว่าทุกคนจะมอบตัวทันทีทันใด นั่นเพราะต่างหวาดกลัวความไม่ปลอดภัย ม้งที่เข้าร่วมเป็นทหารจึงต้องหนีออกนอกประเทศ (แต่นักศึกษาไทยเข้ามอบตัว) โดยมีการส่งตัวไปยังกองกำลังอีกที่ ที่อยู่ในประเทศพม่า การเดินทางไปครั้งนั้นต้องนั่งรถผ่านเชียงใหม่ก่อนจึงจะไปถึง ดังนั้นจึงมีทั้งทหารม้งที่หนีรอดไปได้ และทั้งที่โดนจับกลับมามอบตัวที่ ค่ายการุณยเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะถูกส่งตัวมาที่ ค่ายพญาพิภักษ์ จังหวัดเชียงรายอีกครั้ง (พ่อของผู้เขียนก็เป็นทหารคนหนึ่ง ที่ถูกจับกลับมามอบตัวที่นี่เช่นกัน พ่อของผู้เขียนถูกจับพร้อมคณะทหารยี่สิบกว่าคนกลางเมืองเชียงใหม่ ขึ้นข่าวหน้าหนึ่งในสมัยนั้นเลย อิอิ ) ผู้ที่มอบตัวได้รับการปฏิบัติดูแลเป็นอย่างดี จนในที่สุดทหารม้งคนอื่นๆ ที่หลบหนีอยู่ก็ได้เข้ามอบตัวกันหมด ใน พ.ศ 2524 ซึ่งถือได้ว่าสิ้นสุดการต่อสู้อันยาวนาน

หลังจากนั้นไม่นาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จมาเยี่ยมเยียนชาวม้งที่ค่ายพญาพิภักษ์นี้ และทรงตรัสเกี่ยวกับเรื่องราวของชาวม้ง ที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนรอบๆ นี้ (ชายแดนดอยดอย-ดอยผาหม่น คือ บ้านราษฎรภักดี (เซ่งเม้ง) บ้านราษฎร์รักษา (จิ้นเสี้ยว) และบ้านพญาพิภักษ์ ) ว่าเป็นคนไทยคนหนึ่งเช่นเดียวกับคนไทยอื่นๆ นี่จึงเป็นที่มาของการได้รับสัญชาติไทยครั้งแรกของชาวม้งที่นี่ (ที่นี่คนม้งได้รับสัญชาติไทยง่ายมากกว่าคนม้งที่บริเวณอื่นๆ) และมีการจัดตั้งหมู่บ้านต่างๆ ขึ้นมา มีการสร้างโรงเรียนให้คนม้งได้มีโอกาสเรียนหนังสือ ความเจริญต่างๆ เริ่มมาสู่สังคมม้ง จบการต่อสู้อันยาวนานของคนม้ง และเข้าสู่ยุคใหม่

แต่.. ประเด็นที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครพ่ายแพ้ หรือว่าใครชนะในสงครามครั้งนี้ แต่อยู่ที่ว่า……..ม้ง เป็นแค่เหยื่ออุดมการณ์ทางการเมืองบนด้ายแดง เท่านั้นเอง ( เศร้าเลย)

เหยื่ออุดมการณ์ทางการเมือง ก็คือ ในสงครามครั้งนี้ม้งเป็นเพียงเครื่องมือ ที่ถูกหลอกใช้ในเกมการเมืองเท่านั้น (หากศึกษาลึกๆ แล้วจะเห็นว่า ม้งนั้นถูกหลอกมาตั้งแต่แรกของการเริ่มสงครามเลย)

บนด้ายแดง ก็คือ ม้งนั้นยืนอยู่บนเส้นทางแห่งความตาย เหมือนยืนอยู่ด้ายเส้นบางๆ ที่พร้อมจะขาดลงได้ทุกเมื่อ และด้ายที่ใกล้ขาดนี้ก็มีสีแดงซึ่งเป็นเลือดของพี่น้องม้ง ที่ตายเกลื่อนกลาดได้ทุกวี่ทุกวันของการทำสงครามนั่นเอง แต่ม้งก็ยังถูกหลอกใช้มาเรื่อยๆ จนสิ้นสงคราม ความเจ็บปวดของม้งยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อสิ้นสุดสงคราม นักศึกษาไทยต่างก็เดินทางกลับบ้านของตนเองกัน กลับไปร่ำเรียน กลับไปทำงาน ไปมีชีวิตที่สุขสบายอยู่ในเมือง มีอำนาจหน้าที่ ตำแหน่งที่ใหญ่โต และยิ่งใหญ่ในยุดต่อๆ มา และไม่เคยคิดที่จะกลับมาช่วยเหลือพี่น้องชาวม้งที่นี่อีกเลย

แต่..ชีวิตย่อมมีทั้งด้านที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป เมื่อเจ็บปวดกับการถูกหลอกใช้ทางการเมือง แต่ก็มีสิ่งที่ดีๆ แฝงมาด้วยเสมอ นั่นคือบทเรียน..บทเรียนที่สอนให้ม้งต้องต่อสูดิ้นรนเอาชีวิตรอดให้ได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่น บทเรียนสอนให้รู้ว่าถ้าเรายังโง่ เราจะเป็นเหยื่อของคนฉลาดตลอดไป ปัจจุบันนี้หมู่บ้านของผู้เขียน (ราษฎร์ภักดี หรือเรียกอีกชื่อว่า เซ่งเม้ง) มีบุคคลที่เคยเป็นทหารในสมัยนั้นประมาณ 50 กว่าท่าน ( ถือว่าเยอะมากๆ ในทุกเขตที่มีทหารม้ง เพราะหมู่บ้านของผู้เขียนเป็นฐานกำลังสำคัญของกองกำลังในสมัยนั้น) บุคคลเหล่านี้ต่างเป็นบุคคลที่น่าเคารพนับถือ (ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านก็ใช่) และบุคคลเหล่านี้ล้วนมีแนวความคิดที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์ต่อทุกๆ คนในหมู่บ้านทั้งนั้น อาจเพราะทุกคนที่เคยเป็นทหาร ล้วนได้ร่ำเรียนหนังสือจากในค่ายกองกำลังทหารมาทั้งนั้น ดังนั้นทุกคนจึงมีความรู้ความสามารถที่เรียกได้ว่า เก่งพอๆ กับคนหนุ่มสาวที่เรียนหนังสือในสมัยนี้เลย (หรืออาจจะเก่งกว่า) ทุกบทเรียนย่อมมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกัน แต่อยู่ที่เราจะเลือกนำด้านที่ดี หรือด้านที่ไม่ดีมาใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่า

………..ในเรื่องนี้หากมองดูดีๆ แล้ว ปัจจุบันนี้ก็มีเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กันอีกมากมายนักเพียงแต่หากไม่มีม้งคนใดสนใจ และมองเห็นความสำคัญ นั่นก็คือ..การชุมนุมประท้วงของกลุ่มเสื้อเหลือง และกลุ่มเสื้อแดง (หลายคนถาม มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้อีกล่ะ) มันเกี่ยวตรงที่ว่าม้งอาจตกเป็นเหยื่อทางการเมือง ของเหล่านักการเมืองไทยอีก (ประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอย) เพราะเมื่อมีการประท้วงชุมนุม กลุ่มอำนาจต่างๆ ก็มักจะจ้างวานและขนย้ายคนชนบทไปประท้วงมากมาย (มีคนม้งถูกจ้างไปประท้วงด้วย) ในแง่กฎหมายนั้นมันผิดอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ พี่น้องม้งอาจจะเจ็บปวดมากกว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็ได้ หากการชุมนุมนั้นรัฐบาลเลือกใช้ พรบ.ว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่หากคนม้งคนใดยังเลือกที่จะไปชุมนุมประท้วงกับคนเสื้อเหลือง หรือคนเสื้อแดง แล้วมีเหตุร้ายอันใดเกิดขึ้นก็คงต้องตัวใครตัวมันแล้วล่ะ เพราะสมัยนี้คงไม่มีป่าให้คนม้งหนีเข้าป่าเหมือนสมัยก่อนแล้วมั้ง (จริงไหมล่ะ)

อุดมการณ์ทางการเมือง นั้นมีกันได้หลากหลายแนวคิด แต่ต้องอย่าลืมเคารพแนวคิดของคนอื่นด้วย ผู้เขียนสนับสนุนให้ม้งนั้นควรมีส่วนร่วมทางการเมือง แต่อย่าให้การเมืองย้อนมาทำร้ายตัวเราก็เพียงพอแล้ว

อุดมการณ์ทางการเมืองบนด้ายแดง คงเป็นบทเรียนที่สำคัญในชีวิตของพี่น้องชาวม้งจำนวนมาก ที่ได้เรียนรู้มาและนำมาเป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน (เพราะแม้จะเจ็บปวดแต่ก็เป็นบทเรียนที่คุ้มค่า) และจะเป็นสิ่งเตือนใจไม่ให้เรานั้นทำผิดพลาดดังเช่นที่ผ่าน

ผู้เขียนก็ได้แต่หวังว่าประวัติศาสตร์ของม้ง จะไม่ซ้ำรอยเหมือนดังเช่นในอดีตอีก ไม่อยากเห็นประวัติศาสตร์ไทยจารึกไว้อีกว่า ม้งเป็นเหยื่ออุดมการณ์ทางการเมือง ……….เพราะว่า.. ฟังคำนี้ทีไร น้ำตาชาวม้งจะไหลออกมาทุกที

……………ภูมิใจประวัติศาสตร์บรรพบุรุษม้ง………. แต่ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย………………
แล้วคุณล่ะ…..มีส่วนหนึ่งอยู่ในประวัติศาสตร์นี้ไหม ?