ม้ง และปัญหาวัยรุ่นตีกัน

วันนี้ผมจะมาพูดถึงในเรื่องที่ผมเคยเลี่ยงที่จะเขียนมาก่อน? นั่นคือเรื่องการทะเลาะวิวาทของวัยรุ่นม้งบ้านเรา? ทำไมผมถึงเคยเลี่ยงที่จะเขียนในเรื่องนี้? ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่เราควรจะต้องรีบทำความเข้าใจ? และแก้ไขมัน? นั่นเป็นเพราะผมมองว่าคงไม่มีทางแก้ไข หรือทางออกสำหรับปัญหานี้

วันนี้ผมยอมเขียนเรื่องนี้? ก็ไม่ได้หมายความว่าผมมีทางออกของปัญหาแล้ว? เพียงแต่คิดว่าเราควรมีการเปิดประเด็นเพื่อทำความเข้าใจ? เพื่อไม่ให้หลายคนต้องกังวล? หรือรำคาญใจกับปัญหานี้มากจนเกินไป (หลายๆ คน ที่ครอบครัวประสบกับ ปัญหานี้ อาจถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย)? อย่างน้อยเราก็เข้าใจว่าปัญหานี้จะมีแนวโน้มไปในทิศทางใด? และเราต้องทำอะไรบ้าง? เพื่อให้เป็นไปตามทิศทางนั้น

ก่อนอื่นเราลองมาดูกันว่า? ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจุบัน? เราได้พบเห็นกับแนวทางที่คิดว่าเป็นการแก้ปัญหาวัยรุ่นชกต่อยนั้น มีอะไรบ้าง? โดยจะเน้นเฉพาะแนวทางที่พบเห็นในสังคมม้งเราเท่านั้น? เพื่อให้ง่าย และตรงประเด็น? แม้แต่ละบ้านอาจจะมีความแตกต่างกันไปบ้าง? แต่คิดว่าหลังการพูดคุยในประเด็นนี้? จะทำให้เราเห็นภาพโดยรวมชัดเจนขึ้น

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาวัยรุ่นตีกัน? ก็จะไม่พ้นเรื่องมาตรการปรับเงิน? ซึ่งก็มีอยู่สองกรณีด้วยกัน? นั่นคือ ถ้าคู่กรณีพูดคุยกันรู้เรื่อง? ก็ปรับตามจำนวนที่หมู่บ้านได้ตกลงกันไว้? ซึ่งก็เป็นจำนวนไม่กี่พัน (บ.ป่ากลาง น่าน เมื่อก่อนปรับ 2,500 แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้เปลี่ยนหรือยัง) ส่วนอีกกรณีหนึ่ง? หากคู่กรณีคุยกันไม่รู้เรื่อง? หรือเป็นกรณีหนักๆ ก็อาจจะต้องไปตกลงกันที่โรงพัก? และก็ปรับกันที่นั่น (ซึ่งปกติกรณีปัญหาวัยรุ่นชกต่อย ตำรวจไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรเลย)

ซึ่งจะเห็นได้ว่ามาตรการปรับเงิน? ไม่ได้ส่งผลให้ปัญหาวัยรุ่นชกต่อยลดน้อยลงเลย? ทั้งนี้สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มาตรการปรับเงินใช้ไม่ได้ผลก็คือ? การบังคับใช้กฏต่างๆ ที่ไม่เท่าเทียมกัน? ยกตัวอย่างเรื่องจริงที่เกิดขึ้นที่หมู่บ้านที่ผมอยู่

“นาย A ตีนาย B นาย A ถูกปรับ 2,500 บาท? ไม่นาน นาย B ไปตีนาย A นาย B ถูกปรับ 9,500 บาท? ทั้งนี้ทั้งนั้นเพียงเพราะนาย A เป็นลูกหลานผู้มีอิทธิพล”

ที่ยกตัวอย่าง? ผมไม่ได้ต้องการชี้ให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมในสังคม? ผมเพียงต้องการชี้ให้เห็นว่าการออกกฏหมาย (หรือกติกาใดๆ) มาบังคับ? ไม่สามารถช่วยให้ปัญหาวัยรุ่นชกต่อยลดน้อยลงได้? แล้วอะไรล่ะที่จะช่วยให้ปัญหานี้ลดลงไปได้? วิธีหนึ่งที่คิดว่าน่าจะได้ผลคือ? การสร้างแรงจูงใจเพื่อลดปัญหาวัยรุ่นชกต่อย? ซึ่งการสร้างแรงจูงใจไม่ใช่เรื่องง่าย? และต้องอาศัยระยะเวลา

ซึ่งจะเห็นได้ว่ามาตรการปรับเงินนั้น? ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจ? เพื่อนำไปสู่การลดปัญหาวัยรุ่นชกต่อยได้? ไม่ว่าแรงจูงใจทางสังคม? แรงจูงใจด้านศิลธรรม? หรือแรงจูงใจทางด้านเศรษฐกิจ? เพราะถ้ามองในเรื่องแรงจูงใจทางสังคม จะเห็นได้ว่า? เมื่อผู้ทำผิดจ่ายค่าปรับไปแล้ว? แทนที่จะรู้สึกว่าตัวเองทำผิด? ผู้ทำผิดกลับรู้สึกว่าตัวเองได้ทำถูกต้องตามกฏกติกาของสังคมแล้ว ซึ่งเหมือนกับว่าตัวเองนั้นได้รับผิดชอบต่อสังคมแล้ว (คือยอมจ่ายค่าปรับ)? สำหรับในเรื่องแรงจูงใจด้านศิลธรรมนั้น? จะเห็นว่าการปรับเงิน? ไม่สามารถกระตุ้นให้ผู้กระทำความผิดสำนึกผิดได้? ส่วนแรงจูงใจทางด้านเศรษฐกิจนั้น? คงไม่ต้องพูดถึง? เพราะคนรวย หรือคนมีฐานะพร้อมที่จะทำความผิดซ้ำๆ อย่างเดิม? เพราะว่าคนพวกนี้ เค้ามีเงินที่จะจ่ายค่าปรับอยู่แ้ล้วนี่

ฉะนั้นแรงจูงใจในทางที่ดีจะเกิดขึ้นได้? ก็ต่อเมื่อสังคมโดยรวมเป็นสังคมที่ดี ที่น่าอยู่? ซึ่งปัจจัยต่างๆ ที่จะทำให้สังคมโดยรวมเป็นสังคมที่น่าอยู่? มีอยู่หลายปัจจัย? โดยเฉพาะบางปัจจัย? ที่มักจะส่งผลกระทบต่อกันเป็นทอดๆ (ปัญหาโดมีโน่)? ซึ่งจะสร้างปัญหาแบบไม่รู้จบ (สำหรับม้งเรา)? นั่นคือ การมีลูกมาก การมีภรรยาหลายคน? การศึกษาไม่สูง?ฯลฯ ซึ่งผมขอไม่อธิบายลงลึกในรายละเอียด

ข่าวดีคือปัญหาเหล่านี้จะค่อยๆ ลดลงไปเอง (การมีลูกน้อยลง มีภรรยาคนเดียว การศึกษาสูงขึ้น? ปัญหาวัยรุ่นก็น่าจะลดลงไปเอง)? โดยที่คุณไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน? แต่ข่าวร้ายก็คือคุณไม่อาจเข้าไปควบคุม จัดการ กับปัญหาเหล่านี้ได้ โดยตรง? สิ่งที่คุณทำได้ก็คือนั่งรอ … แต่หากมีเวลามากพอ ก็อาจจะสวดมนต์ภาวนาไปด้วยก็จะดี

36 Comments

  1. hmoob

    อืมกระผมดีใจที่ยังมีปัญญาชนม้งตัวจิงอยู่บ้าง โดยส่วนตัวแล้วตัวผมเองก็ไม่ชอบเหมือนกันที่ม้งต้องมาตีม้งด้วยกัน ผมนึกไว้เสมอว่าทำไมม้งตีกันเก่งขนาดนี้แล้วทำไมไม่มีชาติล่ะ หรือเก่งแต่กับพวกเดี่ยวกัน ซึ่งปัจจัยที่สำคัญผมว่าขึ้นอยุ่กับพ่อแม่ของเด็กด้วย ผมเคยเห็นพ่อแม่บางคนทำเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้นทั้งที่ลูกตัวเองไปทำร้ายคนอื่น ผมอยากรุ้จิงๆ ว่าถ้ามันเป็นลูกคุณที่โดนละ สิ่งสำคัญผมอยากให้ม้งเราหรือพวกที่เรียกตัวเองว่าม้งรุ่นใหม่น่ะ คิดกันให้มาก มาก ในอตีดนั้นไม่ว่าพวกเราม้งบ้านไหนไปเที่ยวถึงบ้านไหนเค้าก็จะคุยกันเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แต่สมัยนี้ไปสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ มันน่าเวทนาจิงๆ ทำไม่ล่ะเราไม่เอาสิ่งดีดีของเรา หรือวัฒนธรรมดีดีของเราให้ โกอินเตอร์ล่ะจะได้เป็นที่รุ้จักของคนอื่น ดันไปเอาไอ้โกอินเตอร์ผิด ๆ เข้ามา ไม่รุ้ว่าน่าสงสารม้งหรือว่าน่าซ้ำเติมม้งก็ไม่รู้…หนุ่มม้งคนหนึ่ง…ที่ไม่อยากเห็นม้งตีกันเอง

  2. ong

    สมัยยังคึกคะนองการต่อสู้ด้วยกำลังและศักศรีมันสำคัญมาก แต่ผมไม่เคยทำใครก่อนข้อสำคัญไม่เคยชกต่อยกับคนม้งด้วยกัน ตอนนี้โตเป็นผูใหญ่ มองย้อนหลังกลับไปมีแต่เรื่องไร้สาระเพื่อนฝุงไม่ได้ช่วยอะไรเมื่อยามทุกข์ยาก ขัดสน เหลือแต่พ่อแม่พี่น้อง เท่านั้น หากย้อนเวลาได้ทุกคนก็อยากเริ่มใหม่ดีๆเอาเวลาไปตั้งใจเรียนหรือช่วยพ่อแม่ทำงาน คงมีเงินทองเก็บเยอะแยะแล้ว นี่เป็นข้อคิดสำหรับวัยรุ่น
    ส่วนผู้ปกครอง พ่อแม่ม้งหลายคนเป็นคนดีมากๆ แต่หลายคนเพิกเฉยต่อการกระทำของลูกตัวเอง นั่นเป็นเพราะเขารักลูกของเขามากแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าผิดแต่ก็เข้าข้างลูกตัวเองไว้ก่อน ความคิดแบบนี้เขาเรียกว่าเห็นแก่ตัว นั่นเพราะว่าคนม้งจำนวนมากขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่เข้าใจว่าในสังคมต้องมีกลไกอะไรบ้าง เราต้องทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง ถ้าจะถามว่าขาดความรู้การศึกษาหรือ ตอบว่า ไม่ใช่ เพราะ ความสำนึกดีไม่เกี่ยวกับการศึกษา แต่เกี่ยวกับการถูกปลุกฝัง ให้รู้ว่าสิ่งนี้ดี สิ่งนี้ไม่ดี มองกลับหลังไปให้ไกลๆ เป็น ร้อยๆปีผ่านมา คนม้ง มีความเชื่อ ต่อบางอย่างที่ชัดเจน เป็นเอกลักษณ์ ของตนเองได้ แต่ความเชื่อเหล่านั้นไม่ได้สอนให้คนรู้ดีรู้ชั่ว สิ่งที่จะสอนให้รู้ดีรู้ชั่วไม่ได้ ก็ย่อมไม่สามารถรวมเผ่าพันธ์เป็นกลุ่มก้อนได้ เมื่อไม่รู้ดีรู้ชั่ว และมาอยู่ด้วยกันปํญหาก็เกิด เรื่องง่ายๆ ชาติยิ่งใหญ่อย่างจีนกับอินเดียเขาคิดได้ตั้งเป็นพันๆปีแล้ว

  3. ong

    อย่าเห็นแก่ตัว ขอย้ำ อย่าเห็นแก่ตัว(ผู้ปกครองและม้งทุกคนต้องสำนึกและแก้ไขตั้งแต่วันนี้เวลานี้ ก่อนที่คนม้งรุ่นต่อไปจะต้องมารับตราบาปข้อนี้และอยู่ในสังคมอย่างยากลำบาก)

  4. เคาะสนิม

    วัยรุ่นบ้าคลั่งจัง ไม่เหมือนคนแก่อย่างเราเลย บ้า………คนละอย่างนะครับ

  5. EdiTor (Post author)

    กรณีที่พ่อแม่ปกป้อง และไม่ได้ตักเตือนลูกๆ กรณีที่ลูกๆ ทำผิดนั้น เป็นพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์สังคม ที่จะปกป้องพวกพ้องเดียวกัน และกรณีแบบนี้เป็นจุดเริ่มของการแบ่งแยกทางสังคมของม้งเรา อย่างเช่นการแบ่งกลุ่ม แบ่งหมู่บ้าน และแบ่งแซ่

    ถ้าจะว่าไป ครอบครัวก็คือจุดเริ่มของปัญหานั่นเอง และครอบครัวเท่านั้นที่จะให้คำตอบ หรือทางออกแก่ปัญหานี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวม้งเรา ที่ดูเหมือนจะยังซับซ้อนจนเกินไป อย่างเช่น มีลูกมาก ยังเป็นครอบครัวใหญ่ และการมีภรรยาหลายคน

    อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นที่มาของปัญหาวัยรุ่นตีกัน อย่างเช่น ความรุนแรงที่แพร่ตามสื่อต่างๆ เหล้า/สุรา ยาเสพติด และสภาพเศรษฐกิจ ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ใครจะแก้ปัญหานี้ได้ภายในข้ามคืน หรือทศวรรษก็ตาม แต่มันขึ้นอยู่กับแนวโน้มของสังคมโดยรวม ว่าจะก้าวไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นหรือไม่

  6. คนด้อยโอกาส

    ดูๆแล้ว เรื่องของวัยรุ่นม้งตีกัน ก็เหมือนหมาบ้าข้างถนนที่กัดกัน (บางทีหมายังดีกว่า)นี่เป็นปัญหาที่ทำให้สังคมมังเริ่มแตกแยก ไม่มีความสมัครคี แม้แต่เป็นญาติพี่น้องกันยังแตกแยกเนื่องจากลูกของตัวตีกัน สังคมวัยรุ่นม้งยังตีกันอย่างนี้ต่อไปอีก คิดว่าคงเป็นยุดสุดท้ายของม้งแล้วที่จะทำให้ความเป็นวิถีชีวิตม้งที่ดีๆ มันจะจางหายไปในที่สุด

    ขอให้วัยรุ่นม้งที่ตีกันหันกลับมามองความเป็นคน เพราะหมายังคิดได้นัดภาษากับคน

  7. Rain

    อืม…เราทำอะไรไม่ได้เลย
    นอกจากตัวเขาจะทำตัวเขาให้ดีขึ้นเอง
    …ตอบสนองกับคำสอนทางพุทธศานาที่ว่า”ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”

  8. คนม้งอยู่ศาล

    ผมพอมีวิธี แต่ไม่รู้ว่าจะใช้ได้กับสังคมม้งหรือเปล่า แต่โดยความคิดส่วนตัวแล้ว ผมว่าเป็นวิธีการและทางออกที่ดีสุดแล้ว นั่นคือไม่ต้องใช้กฎหมู่บ้านหรอกครับ ไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด ค่าปรับเพียงน้อยนิด ไม่มีก็หาหยิบยืมมาได้ ไม่มีใครกลัวหรอกครับ ถ้าไม่ติดคุก ไม่เสียเงินเสียทองจำนวนมาก ไม่ได้ขี้นโรงขี้นศาล ไม่รู้สำนึกหรอกครับ ให้ดำเนินการตามกฎหมายเลยครับ เช่น นาย ก. ตีทำร้ายร่างกายนาย ข. อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของนาย ข. นาย ข. ก็ต้องใช้สิทธิของตนตามกฎหมาย ซึ่งเป็นทั้งความผิดทางอาญา และแพ่ง สามารถดำเนินคดีให้รับโทษตามกฎหมายอาญา และฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้ ในสังคมคนเมือง กรณีการทำร้ายร่างกายกัน เค้าฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกันเป็นหมื่นเป็นแสน ยิ่งคนทีมีเกียรติมีชื่อเสียงจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวนสูงมาก จะรู้สำนึกและตรัสรู้ก็ตอนที่ได้รับหมายศาล ตอนอยู่ในคุก นี่แหละครับ ปัจจุบันหากเป็นเด็กกระทำผิด บิดามารดาหรือผู้ปกครองจะมีความผิดด้วยต้องได้รับโทษด้วย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก (การไม่ดูแลเอาใจใส่เด็กของตนนั่นเอง)ก็มีความผิดเหมือนกัน และต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแทนเด็กอีกในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม ทีนี้พ่อแม่ก็จะรู้สึกเอง และหันมาดูแลเด็กมากขึ้น ดังนั้น หมู่บ้านม้งทั้งหลายควรจะยกเลิกกฎเกณฑ์กรณีการตีกันของวัยรุ่นเสีย และใช้สิทธิตามกฎหมายดีกว่า ส่วนกรณีที่ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ให้ความสำคัญหรือไม่รับคำร้องทุกข์ (รับแจ้งความ)นั้น การทำร้ายร่างกาย เป็นความผิดอาญาแผ่นดินครับ เจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ต้องดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด หากไม่ดำเนินการก็เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มีความผิดทางอาญาเช่นเดียวกัน ต้องขู่มันหน่อย พี่น้องที่หาทางแก้ไขไม่ได้ลองเอาวิธีของผมไปลองใช้ดูครับ เผื่อจะได้ผล ไม่ต้องสนใจกฎหมู่บ้านหรอกไม่มีประโยชน์อะไร อยู่ประเทศไทยต้องใช้กฎหมายไทยครับ

  9. EdiTor (Post author)

    คุณ คนม้งอยู่ศาล ต้องขอบคุณสำหรับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งหากสามารถดำเนินคดีถึงขั้นเอาเข้าคุกได้ เพราะตามที่ผมได้กล่าวมา เรื่องแรงจูงใจ โทษติดคุกจะมีผลมากกว่าการปรับเงินอยู่หลายขุมทีเดียว กล่าวคือ ในทางสังคมหากติดคุกย่อมหมายถึงการเสียชื่อเสียง ในทางศิลธรรม เมื่อติดคุกย่อมมีเวลาในการทบทวน และสำนึกผิด ส่วนในด้านด้านเศรษฐกิจ อาจทำให้เสียเวลาในการเรียน เสียเวลาในการประกอบอาชีพ และเสียอนาคตในที่สุด ซึ่งย่อมต้องมีแรงจูงใจที่มากกว่า ที่จะทำให้เหล่าวัยรุ่นเกรงกลัว และกระทำความผิดน้อยลง

    สำหรับปัญหาก็คงจะอยู่ที่ ค่าใช้จ่ายในกระบวนการของศาล และความรู้ในข้อกฏหมายนั้นๆ แต่ผมก็เชื่อว่าสุดท้ายแล้ว สังคมม้งเราก็จะหนีไม่พ้น ที่จะต้องได้นำกฏหมายไทยมาใช้อย่างเป็นรูปธรรมในที่สุด

  10. hmong thai

    ใครว่ามีการศึกษาและเรียนสูงจะช่วยให้ม้งไม่ตีกัน ผมว่าผิดเป็นอย่างมาก เมื่อก่อนรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ เราเค้าเล่าว่าสมัยก่อนเรื่องม้งตีกันไม่มีเลยอ่ะ ขอยกตัวอย่าง เช่นเวลาไปเที่ยวสาวทั้งๆที่อยู่คนละหมู่บ้าน แต่ไปเจอกัน ก็ทักทายกัน บางครั้งก็นอนด้วยกันกับสาวคนเดียว ไม่เห็นมีปัญหาและมีเรื่อง ชกต่อยกัน จะเห็นว่าคนสมัยนั้นเค้ามีความเมตตา กรุณา อุเบกขา เพราะวิธีชีวิตหรือวัฒนธรรม ธรรมเนียม ที่สะสมมาแต่อดิส ดีงาม คนสมัยนี้ ไปเรียนรู้วัฒนธรรมและความคิดแบบในเมือง เอานิสัยแบบคนเมืองมาใช้ จะเห็นได้จากพวกที่มีเรื่องชกต่อย ส่วนมากคือพวกที่ไปเรียนและเป็นนักศึกษาทั้งนั้น ฉนั้นเรื่องชก ตี กันของวัยรุ้นม้ง จะมาวัดที่ความรู้ไม่ได้ ผมว่าสังคมพาไปและวิธีชีวิตคนม้งเปรียนไปมากกว่า ส่วนเรื่องจะแก้นั้นผมว่ามันอยู่พ่อแม่และตัวเด็กเองมากกว่าครับ

  11. tt

    ผมว่าที่ตีกัน เพราะเเย่งสาวๆๆนะ สาวๆควรรักเดียวใจเดียวหน่อย

  12. คุณชาย

    tt พูดได้ใจจริงๆ…ให้เลย 10 คะแนน…

  13. *โป๊ยเซียน*

    ขอแจมมั่ง….ตีความคิดตะเองออกมั่งซิ
    ….ปัญหาตีกันของวัยรู่นม้ง เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่กว้างมากจะหาข้อสรุปที่แน่นอนตายตัวไม่ได้
    แต่พวกเราสามารถเปิดใจทำความเข้าใจมันได้ และก็แก้ไม่ยากด้วย ถ้าให้ความเข้าใจกะชีวิตวัยรู่น
    …ผมเห้นด้วยกะคุณ”Editor ผมว่าคุณได้สรุปคำตอบที่จะลดและแก้ปัญหาพวกนี้เรียบร้อยแร้ว
    ปัญหาแบบนี้จะน้อยลงถ้าทุคนให้ความสำคัญกะพื้นฐานของครอบครัวก่อน สังคมม้งอดีต นั้น
    มักจะเปงสังคมที่ใหญ่ มีลุกมากดุแลไม่ทั่วถึง ขาดความใกล้ชิดต่อกัน พ่อแม่ส่วนหนึ่งจะใช้ชีวิต
    นอกบ้าน(ทำงานไร่/นา)สะส่วนใหญ่ เลยปล่อยให้ลูกๆโตไปกะสังคมที่ขาดการสั่งสอน
    …ถ้าทุกครอบครัวม้งพัฒนาไปสู่ครอบครัวเดี่ยว หรือเล็กลง มีลุกพอประมาณพ่อแม่มีเวลาใกล้ชิด
    ลูกๆมากขึ้น ได้รับการศึกษาที่ดี ผมว่าปัญหาวัยรุ่นตีกันต่อไปคงไม่ใช้ปัญหาอีกแน่นอน รับรองได้
    เพราะตัวอย่างมีให้เห้นแร้ว บางหมู่บ้านม้งที่พัฒนาแร้ว
    ผมว่าคุณ”ม้งอยู่ศาล”…ก้อเสนอความคิดที่ดี สังคมไทยเรื่องของการใช้กฏหมายยังขาดการ
    ให้ความสำคัญมาก มีแต่ไม่ได้นำเอามาใช้บังคับจิงจังเหมือนประเทศที่เจริญแร้ว อย่าง อเมริกา
    การใช้กฎหมายเค้าเคร่งมาก แต่ของไทยอาจเพราะว่าเมื่อเกิดคดีแร้วอาจจะมีการเสียค่าใช้จ่ายสุงมั่ง คิว่านะ…ไม่แน่จั่ย
    ส่วนคุณ…Hmong thai ผมว่านายคงกะไปทำความเข้าใจความรู้สึกใหม่นะ คิดว่านะ เพราะภาพ
    ต่างๆที่ตีกันของเด็กอาศิวะ หรือคนทั่วไปบางกลู่มนั้น มันน่าจะมาจากความเคยชิน และประเพณีมากกว่า ถ้าเทียบกับเด็กที่มีการศึกษาเหมื่อนๆกันทั่วไป เช่น พวกอุดมศึกษา มัธยม หรือรร.เอกชนต่างๆ ไม่เห็นมีเรื่องแบบนี้มากมายเลย ดังนั้นคนที่มีการศึกษาสุงและส่วนใหญ่จะนำมาวัดกันไม่ได้
    แน่นอนอย่างพี่น้องม้งก้อเช่นกัน ดังนั้น…สรุปยกให้พฐ.ครอบครัวคร๊าบบบบบบ. ฟันธง!!

  14. คุณชาย

    เคยสังเกตุไหมว่า กลุ่มวัยรุ่นที่มีปัญหาเค้าเรียนที่ไหน หรือว่าไม่เรียน บางครั้งสถาบันที่เด็กเรียนอยู่ก็มีส่วนทำให้เด็กกลายเป็นพวกชอบใช้ความรุนแรง

  15. Phaa

    ขออนุญาตฝากข่าวหน่อยครับ

    ทำความเข้าใจกับระดับการเตือนโรคระบาดขององค์การอนามัยโลก

    โรคไข้หวัดเม็กซิโกหรือไข้หวัดหมู เป็นโรคที่องค์การอนามัยโลกเตือนให้มีการระวังการระบาดในระดับ 4 เลยน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะศึกษาว่าระดับที่ว่านี้หมายความว่าอย่างไร และมันมีผลต่อชีวิตของเราอย่างไรบ้าง
    องค์การอนามัยโลกได้จัดลำดับการเตรียมความพร้อมสำหรับโรคระบาดไว้หกระดับด้วยกันดังนี้

    1. พบเชื้อไวรัสในสัตว์ที่อาจจะกลายพันธุ์ทำให้ติดสู่มนุษย์ แต่ไม่มีการพบผู้ป่วย
    2. พบผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากสัตว์
    3. พบผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากสัตว์เป็นระยะ การติดเชื้อจากคนสู่คนเกิดขึ้นบ้างเล็กน้อย
    4. พบการติดเชื้อจากคนสู่คน เกิดการระบาดในพื้นที่บางส่วน ระดับนี้แสดงว่าโรคอาจจะระบาดออกไปได้
    5. มีการระบาดในสองประเทศหรือมากกว่านั้นในเขตเดียวกัน ระดับนี้แสดงว่าใกล้เกิดการระบาดเป็นวงกว้างแล้ว
    6. เกิดการระบาดในหลายเขต ระดับนี้แสดงถึงการระบาดระดับโลก

    โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ 1-3 นั้นยังไม่มีการเตรียมพร้อมในภายนอกมากนัก โดยอาจจะมีการเตรียมความพร้อมเช่นการสำรองยา และการวางแผน ส่วนระดับ 4-6 นั้นแสดงว่าควรมีการจัดการเพื่อบรรเทาการระบาดอย่างเป็นระบบ

    ไม่เกี่ยวกับหัวข้อที่ตั้งประเด็นไว้แต่เห็นว่าอาจเป็นประโยชน์กับพวกเราที่ผ่านมาเจอครับ
    ที่มา http://www.jusci.net/

  16. EdiTor (Post author)

    คุณ hmong thai เมื่อพูดถึงเรื่องการศึกษานั้น มันก็เป็นจริงทั้งสองด้านครับ คือมีส่วนช่วย และมีส่วนไม่ช่วย (ทุกอย่างมีสองด้าน) ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของตัวบุคคล และสังคมที่เราอยู่ร่วมด้วย เพราะตามข่าวหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์ เราก็ได้เห็นอยู่บ่อยๆ ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างนักศึกษาต่างสถาบัน

    แต่เราจะปฎิเสธไม่ได้เลยว่า การศึกษาจะสามารถช่วยสนับสนุน ส่งเสริมให้วัยรุ่นสามารถแยกแยะว่าอะไรถูกผิดได้ดีมากขึ้น (สามารถคิดในเชิงเหตุและผลได้ดีกว่า) และจะนำไปสู่การลดปัญหาวัยรุ่นในระยะยาวได้

  17. *โป๊ยเซียน*

    ***ความเห็นนี้ไม่เกียวกับห้วข้อ”ตีกัน”นะครับ***
    เพี่ยงแต่อยากบอกว่า….ขอชื่นชมคุณEditorด้วยใจจิง
    ว่า…ลักษณะการเขียนและนำเสนอบทความต่างๆ….ได้ดี
    จากห้วข้อต่างๆที่ผมได้เข้าไปอ่านมา ก็ยอมรับว่าคล้อยตาม
    ไม่ว่าจะบทความใหม่หรือเก่า การเขียนของเอดี..นับว่าขั้นเทพชั้นอาจารย์ที่เดี่ยว
    อ่านเข้าใจง่าย ไม่กำกวนทำให้คนมาตอบกระทู้ ตอบได้เลยไม่ต้องอ่านซ้ำอีก
    ผมว่าการเขียนบทความต่างๆได้แบบนี้มีน้อยคนนัก ผมก็ใฝ่ฝันอยากจะเขียนบทความ
    ได้แบบนี้จัง บางครั้งเราคิดได้แต่การนำเสนอได้ไม่ดี คนอ่านงง….?
    …บางคนมีความคิดดี แต่เวลานำเสนอออกมาเปงตัวหนังสือได้ไม่ดีพอ เปงกำลังใจ
    ให้เอดี…ด้วยคนคับ ที่พยายามได้นำบทความต่างๆออกมาให้พวก”ขาจร”อย่างผมได้ร่วม
    แสดงความคิดเห้งมั่ง ไม่แน่ต่อไปอาจเปงขาประจำก็ได้ เพาะชอบการนำเสนอบทความของเอดี
    อย่างไรก็อยากให้เอดี…ช่วยนำเสนอเรื่องราวต่างๆของพี่น้องม้ง ไม่ว่าด้านสูขอานามัย
    ด้านสังคม ด้านชีวิตควมเปงอยู่ และด้านความคิด ความเชื่อต่างๆ ออกมาให้พวกเราๆได้ร่วมกัน
    ทำความคิดเห้งออกมาว่าแต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกันอย่างไร ได้แลกเปลี่ยนความคิดกัน
    (ด้านการเมืองและประเพณีม้ง นี้รู้สึกว่ากว้างน้อ ว่ะมั้ย) ขอขอบคุณล่วงหน้าด้วยครับ…
    “โป๊ยเซี๊ยน”

  18. EdiTor (Post author)

    ขอบคุณ คุณโป๊ยเซียน ผมจะถือเป็นคำชมละกันนะครับ แต่สำหรับขั้นเทพขั้นอาจารย์นั้น คงไม่กล้ารับ :-) สำหรับเรื่องราวที่ผมได้เขียนๆ ไป ก็มีทั้งที่เป็นสาระ และบ่นพึมพำทั่วไป (ยามไม่มีอะไรจะเขียน) แต่ที่ผมดีใจก็คือ การได้รับเกียร์ติจากพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคน เข้ามาร่วมแบ่งปันความคิดดีๆ ซึ่งอันนี้ผมถือเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง

    และผมหวังเสมอว่า วันหนึ่งพี่ๆ เพื่อนๆ ที่มีความรู้ความสามารถ จะเข้ามาร่วมแบ่งปันบทความดีๆ กับพวกเราบ้าง เพราะลำพังการนำเสนอจากคนๆ เดียว คงจะได้แค่มุมมองแคบๆ ของคนๆ เดียว

    ขอบคุณอีกครั้งครับ

  19. ดีดี

    เห็นด้วยกับการใช้กฏหมายบ้านเมืองมาลงโทษ
    กฏหมายม้งมักจะเข้าข้างตนเองและพรรคพวกของตนเองให้ถูก
    เมื่อไม่ถูกต้องจึงเกิดการแก้เค้นกันไปมาไม่รู้จบและกลายเป็นเรื่องไร้สาระก็เอามาตีกัน

  20. justin xiong

    Please dont do that for hmong’s people….cause we are hmong
    we should love. we do not love our who will love our….please hmong thai and hmong usa too

  21. Chang

    Tiger doestn’t eat tiger

  22. man

    ใช้แบบไทยๆเลยใครผิดเอาตามกฎหมาย
    ไม่มีการยกเว้นใดๆ การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ
    คนเราถ้าได้ศึกษาอย่างน้อยทำให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างคนที่มีคุณค่า
    เราเป็นชาวเขาด้อยพอแล้ว ยังมาตีกันสร้างปมด้อยเพิ่มอีก
    ถ้าเรียนสูงแล้วจะมองเห็นอย่างผมทุกวันนี้ อย่างน้อยเรามองเห็นตัวเราเราต้องสร้างสิ่งที่
    คนอื่นดูถูกเราให้เป็นความสำเร็จของเราเขาจะได้เลิกว่าเราได้
    ใครอยากได้แนวความคิดที่ดี สอมถามได้ที่ man.ice@hotmail.com
    พร้อมตอบเสมอ เราต้องช่วยกันแก้ผมผ่านมาเยอะ

  23. คนเดินทาาง

    ยุคปัจจุบันย่อมแตกต่างจากยุคก่อนๆ
    บางสิ่งบางอย่างย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
    นี่เป็นธรรมชาติที่เราไม่อาจฝืนได้

    ใจเย็นๆมองภาพให้กว้างๆ อบ่าลืมมองอดีต
    เพื่อนำมารวมกับปัจจุบัน และให้เกิดประโยชน์สูงสุด
    แก่ทุกคน และคงความถูกต้องตามวัฒนธรรมของเรา

  24. เทพสุรา

    ทุกชีวิตบนโลกนี้ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ทางที่ดีปล่อยให้นรกเป็นตัวลงโทษคนที่ชอบทะเลาะวิวาทณ์ในทางพุธรกล่าวไว้ว่า บุคคลเหล่านี้จะได้ไปเกิดที่นรกขุนที่ 8 เป็นพวกอสูรกายมีหัวเป็นหมาลำตัวเป็นควาย เวียนกัดกันจนไม่มีวันได้ผุได้เกิด

  25. kaj_siab

    ความเห็นทั้งหลายเป็นสิ่งที่ดีและน่านำไปใช้ แต่ว่า….ผู้นำม้งทั้งหลายมักจะใช้มาตรฐานในการจัดการกลุ่มที่ตีกันนั้นสองมาตรฐาน คือลูกหลานตนเองจะปกป้อง แต่ถ้าลูกหลานตนเองถูกตีจะปรับแพงๆๆๆๆๆ เต็มที่เลย ทำให้ขณะนี้ไม่ใช่วัยรุ่นตีกันครับ แตเป็นการสนับสนุนของผู้ใหญ่บางท่านให้เกิดการแก้แค้นแทนกัน จึงทำให้ปัญหาบานปลายไม่รู้จบ ข้าพเจ้าคิดว่าขณะนี้กระทรวง พม.มีบทบาทและวิธีการแก้ปัญหาในกลุ่มวัยรุ่น/กลุ่มเด็กหอพัก/กลุ่มเด็กสลัม ฯลฯ หากพวกเราท่านใดที่ทำงานในกระทรวงนี้ ท่านช่วยนำเสนอกลวิธีการแก้ไขตามภาระกิจที่กระทรวง พม.เคยทำในหลายๆพื้นที่ เพื่อมุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มที่สังคมไม่อยากได้/ไม่อยากคบ ให้เขาหันมาทำประโยชน์ เห็นคุณค่าในตัวเอง มันน่าจะช่วยได้นิดหนึ่งครับ

  26. EdiTor (Post author)

    สำหรับความเห็นของคุณ kaj_siab นั้น ผมเองก็ประสบมา จึงปฎิเสธไม่ได้ว่า การเล่นพรรคเล่นพวก หรือการให้ท้ายโดยผู้ปกครองของเด็กนั้นมีอยู่จริง

    สำหรับกรณีที่ผู้ปกครองให้ท้ายเด็กตีกันนั้น เราต้องมองไปที่ตัวผู้ปกครองท่านนั้น ไม่ใช่ตัวเด็ก ฉะนั้นวิธีการหนึ่งที่จะสามารถนำมาใช้ เพื่อจัดการกับพวกผู้ใหญ่ ที่มีพฤติกรรมปกป้องลูกหลานตัวเอง คือการโดดเดี่ยว (บอยคอต) หรือการเลิกให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวนั้นในทุกๆ ด้าน ไม่ว่างานพิธี หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวก็ต้องลดๆ ลงไป

  27. A Miao Lover

    เท่าที่แต่ละคนกล่าวมาข้างบนจะเห็นว่า ทุกคนล้วนพูดถึงแต่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ผมขออนุญาตแบ่งส่วนที่ผมเห็นนะครับ คือว่าอันที่จริงแล้วเราควรที่จะแก้ไขตรงที่ต้นเหตุไม่ใช่ที่ปลายเหตุนะครับ โดยส่วนตัวแล้วผมเข้าใจว่า สาเหตุของการทะเลาะวิวาทนั้นก็เกิดมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น การแย่งผู้หญิง, การดื่มสุรา, การเป็นคู่อริกันมาก่อนอยู่แล้ว, และสาเหตุอื่น ๆ แต่สาเหตุที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือ ประเพณีการดื่มสุราของพวกวัยรุ่นครับ

    จากการสำรวจข้อมูลการกระทำผิดของเยาวชนที่อยู่ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น การล่วงละเมิดทางเพศ การทะเลาะวิวาทหรือการทำร้ายร่างกาย มีสาเหตุมาจากการดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซึ่งการดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ ทำให้เกิดการควบคุมตัวเองไม่ได้หรือไม่มีสติ ส่งผลให้เยาวชนก่อเหตุดังกล่าว (http://gotoknow.org/blog/sompongk/85899)

    ในพระธรรม สุภาษิต 20:1(พระคัมภีร์ของคริสเตียน)ก็บอกไว้ว่า “เหล้าองุ่นให้เกิดการเยาะเย้ยและสุราก็ให้เกิดเป็นพาลเกเรผู้ใดยอมให้มันพาเจิ่นไปก็ไม่เป็นคนฉลาด”

    เพราะว่าการดื่มสุราทำให้เราขาดสติยั้งคิด จึงเป็นเหตุหลักที่ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทในหมู่วัยรุ่นเรา เมื่อมีการทะเลาะกันก็กลายเป็นความแค้นระหว่างทั้งสองฝ่าย จึงเป็นการยากที่จะจบลงได้ง่าย ๆ ถึงแม้ว่าจะดื่มหรือไม่ดื่มสุราก็ต้องมีการชกต่อยกันแน่นอน เพราะต่างฝ่ายต่างมีความแค้นซึ่งกันและกัน ไม่แน่ใจว่า เราเคยสังเกตกันหรือเปล่า แต่ผมเห็นว่าหมู่บ้านไหนที่พวกวัยรุ่นไม่นิยมดื่มสุรา หมู่บ้านนั้นจะไม่มีเรื่องกับวัยรุ่นจากหมู่บ้านอื่นเลย และวัยรุ่นที่นั่นก็เป็นมิตรดีกับคนจากหมู่บ้านอื่นที่มาเยี่ยมด้วย ในทางกลับกันเราจะเห็นได้ว่า พวกวัยรุ่นที่ชอบชกต่อยกันนั้นล้วนแล้วแต่เป็นพวกที่ชอบดื่มเหล้าดื่มสุรากันทั้งนั้นเลย(หรือว่าไม่จริง?)สมัยก่อนโน้น รุ่นของพ่อแม่เรานั้น ที่เขาไม่เคยมีการมีการชกต่อยกันเลยก็เพราะว่า พวกเขาอาจจะมีการดื่มสุรากันบ้าง แต่ก็เป็นการดื่มในพิธีกรรมทางศาสนา หรือบางทีก็ดื่มเพื่อผูกมิตรกันเท่านั้น แต่มาสมัยนี้ตรงกันข้ามครับ มีงานไม่มีงาน พิธีไม่พิธีก็เล่นดื่มกันไปซะทุกเมื่อเลย จึงทำให้กลายเป็นปัญหาสังคมอยู่ในทุกวันนี้

    เพราะฉะนั้นผมว่าการแก้ไขที่ดีที่สุด น่าจะต้องคิดถึงที่ต้นเหตุครับ เมื่อไม่มีการดื่มสุรา การทะเลาะวิวาทชกต่อยกันก็อาจจะยังมีอยู่ แต่ผมเชื่อว่าก็มีไม่มากเท่าอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้อย่างแน่นอนครับ

    แต่ว่าอย่างหนึ่งที่ผมก็คิดไม่ออกเลยว่าจะแก้ยังไงดี ก็คือว่า เราจะมีมาตรการห้ามไม่ให้พวกรุ่นดื่มเหล้าได้อย่างไร (นี่แหละเป็นสิ่งที่น่าปวดหัวที่สุด)

    หรือใครว่าไม่ใช่ครับ?

  28. Unknow Name

    ผีย่อมมองเห็นผี
    หอ-มอ-อาปล่อยให้กัดกับหอ-มอ-อา
    เมื่อหอ-มอ-อากัดกับหอ-มอ-อา ก็ปล่อยเป็นเรื่องของหอ-มอ-อา ให้หอ-มอ-อาจัดการกันเอง
    แต่เมื่อหอ-มอ-อามากัดคน เราควรจัดการหอ-มอ-อา เพื่อกันคนไม่ให้ไปเป็นหอ-มอ-อา
    หากคนโดนหอ-มอ-อากัน ถ้าเราไม่จัดการกับหอ-มอ-อา อีกหน่อยคนที่โดนหอ-มอ-อากัด ก็จะติดเชื้อและกลายเป็นหอ-มอ-อา
    ขยายความจากตอนบน…
    เมื่อเกิดเรื่องกัดกันขึ้น ควรพิจารณาว่า มันเป็นเรื่องระหว่าง หอ-มอ-อา กับ หอ-มอ-อา หรือว่า หอ-มอ-อา กับ คน
    ถ้าเป็นเรื่องของหอ-มอ-อา กับ หอ-มอ-อา ก็ปล่อยหอ-มอ-อาไป ให้พวกหอ-มอ-อา และ หอ-มอ-อา จัดการกันเอง
    มันจะจบง่ายกว่าปรับซะตาง หอ-มอ-อากัดกับหอ-มอ-อา ปรับไปก็เท่านั้น แก้อะไรไม่ได้
    แต่ถ้าเป็นเรื่องหอ-มอ-อากัดคนละก็ ต้องจัดการหอ-มอ-อาซะ ถามว่าจัดการอย่างไร กฎหมายมี
    ทั้งนี้พ่อแม่บางคนไม่ค่อยยอมรับว่ามีลูกเป็นหอ-มอ-อา ก็ยังส่งเสริมให้ลูกกัดกันอยุ่เรื่อย
    ปล่อยให้หอ-มอ-อาไปเที่ยวไล่กัดคนไปทั่ว เพราะ “ตังค์ไม่กี่พันตูมีปังยาจ่าย”
    แต่ทำไมลูกคนเดียวไม่มีปัญญาเลี้ยง ต้องปล่อยให้เป็นหมาไป

    พูดก็พูดเรื่องพวกนี้ “ฝนตกขี้หมาไหล หมากับหมา มาเจอกัน ก็กัดกันเป็นธรรมดา”
    ถ้าหมาเจอคน หรือ คนเจอหมา ก็ไม่ค่อยกัดกันหรอก

    สำหรับลูกผู้ชาย “กูจะเป็นนักเลง” หรือ “กูจะเป็นอันตพาล” เลือกเอาเดอะ
    นักเลงนั้นมีจุดยืนของตัวเอง แต่อันตพาลไม่ต่างจากหมาบ้าที่ไล่กัดคนไปทั่ว เท่านั้นเอง

    ขอโทษที่ไม่เพราะแต่ได้ใจ

  29. เคาะสนิม

    เอาใจช่วยครับสำหรับการแก้ปัญหา ครับผม

  30. นี่แหละเหตุผลหนึ่งที่ม้งเราไม่เจริญ เราน่าจะเริ่มจากจุดเล็กๆของเผ่าพันธ์เราความสามัคคีเท่านั้นที่จะทำให้ม้งเราเจริญก้าวหน้าได้ แต่กฏหมายหรือจารีตประเพณีของม้งเราไม่เจริญวัยรุ่นจึงไม่เกรงกลัวในเรื่องเหล่านี้ การศึกษาก็มีส่วน แต่ก็อยากบอกว่าขนาดม้งเราบางคนเรียนจบกฎหมายจริงๆแต่กลับนำความรู้นั้นไปใช้ไม่ได้การเลยและไม่ช่วยเหลือพี่น้องม้งเลย ทนายความเหล่านี้ไม่สมควรที่จะมาเป็นม้งเลย หากสักวันมีเด็กม้งจบกฏหมายมากกว่านี้เราควรที่จะมีกฏเกณฑ์ในสังคมม้งของเราให้มากกว่านี้

  31. hmong

    อืม สิ่งที่ทำให้ผมคิดได้อีกข้อนึ่งจากหลายๆ ข้อความที่ทุกท่านได้เขียนไว้ คือผมว่าผู้ใหญ่ม้งเรานี่แหละไม่ได้ดีเอาซะเลยเหมือนกัน ท่านจะเห็นได้ว่าในการแต่งงานนั้นจะมีการเอาเรื่องที่ซึ่งบ่าวสาวไม่รู้เรื่องเลยแต่เป็นความแค้นส่วนตัวของผู้ใหญ่ หรือเรื่องในอตีดที่บาทหมางมาพูดคุยกันเพี่ออะไรไม่ทราบ แต่จะมีการเอามาปรับฝ่ายเจ้าบ่าว หรือเป็นข้อต่อรอง ก็ไม่รู้เพื่ออะไรเหมือนกัน (ส่วนมันดีหรือไม่ดีอย่างไรผมก็ไม่ทราบเหตุผลของม้ง) แต่อยากจะสื่อให้เห็นว่าสิ่งไหนที่ยอมได้ก็น่านะยอม หรือสิ่งไหนที่มันไม่ร้ายแรงจนเกินไปนักก็น่าจะให้อภัยกันได้ หรือถ้าไม่เกี่ยวกับงานในพิธีก็อย่าเอามาพูดเลยจะดีกว่าเพราะมันเป็นงานมงคล..ฯลฯ เหตุที่ผมต้องเขียนนำแบบนี้เพราะมันโยงมาถึงวัยรุ่นตีกัน (ในเมื่อผู้ใหญ่มันยังไม่เป็นผู้ใหญ่ที่ดีแล้ววัยรุ่นจะดีตามได้งัย)ลองคิดกันต่อดูนะคับ ผมมีเรื่องเล่าเรื่องนึ่งอยากให้ทุกท่านช่วยคิดหน่อย คือเรื่องมีอยู่ว่าในขณะนั้นเป็นงานประจำปีของหมู่บ้าน แล้วเกิดวัยรุ่นชกต่อยกัน ท่านรู้มั๊ยครับว่าเกิดอะไรขึ้น (ก็เจ็บตัวกันซิคับแฮ่ะ)กรรมการจัดงานไม่คอยพิจารณาฝ่ายใดผิดฝ่ายใดถูกเลย แต่กลับปรับคนละ…..บาท (ตามที่กรรมการว่าไว้ไม่กี่ร้อย)เหตุผลเพราะพวกกรรมการเค้ากลัวงานตัวเองเสียแค่นี้เอง โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของคนถูกกระทำเลย…พวกท่านคิดเห็นเยี่งไรกันเล่า…

  32. EdiTor (Post author)

    เรื่องที่คุณ hmong เล่ามานั้น ผมเองก็เคยได้ยินมาก่อน สำหรับเรื่องนี้ผมมองว่าเป็นวัฒนธรรมของชุมชนม้งนั้นๆ ไปแล้ว และเป็นต้นตอของความอ่อนแอทางสังคมอย่างแท้จริง

    ..กลุ่มบุคคลใดที่มีการเกี้ยเซียะ(ฮั้ว)กันแล้ว ก็อย่าได้คาดหวังความชอบธรรม ที่จะเกิดจากบุคคลกลุ่มนี้

  33. โซส

    รักกันไว้ดีกว่าเพื่อนๆม้ง ทั้งที่รู้ว่าเรามีความเป็นอยู่กันยังไงเราเองก็ต่างคนต่างรู้ว่าเรามีกันอยู่น้อยนิดความสมัคคีเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดสำหรับเราทุกคน ไปไหนมาไหนเจอกันควรทักทายอย่างพี่กันน้องดีกว่าใช้สายตามองอย่างที่ไม่เคยรู้จักกัน ถึงแม้ไม่รู้กันก็ควรรักกันไว้หรือเป็นเพื่อนกันดีกว่า สิ่งนี้เหล่ะที่จะทำให้ วัยรุ่นอย่างเราอย่างเป็นสุด และเป็นมิตรต่อกัน

  34. เจน

    ปัญหาตีกันของม้งนั้น ดิฉันก้อเคยได้ยินมาเช่นกันเป็นปัญหาที่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าจะตีกันทำไม
    นอกจากตัวเองจะเดือดร้อนแล้วยังทำให้พ่อแม่เดือดร้อนอีกแถมยังถูกมองว่าเป็นนักเลง ซึ่งดิฉันก้อเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ชอบผู้ชายนักเลงแต่ถ้าเพื่อป้องกันตัวก้อไม่เปนไร…….ทางที่ดีรักกันไว้แหล่ะดีที่สุดเราเกิดมาน้อยควรที่จะรักกันสามัคคีกันไว้

  35. muas

    ไม่มี กล่าว ของซุนหวูว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อย ชนะร้อย

    ความจริงก็ คือ การที่เราจะแก้ ปัญหา การทะเลาะวิวาทของเยาวชนม้งได้นั้น
    เราจะต้องค้นหา สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาให้ได้เสียก่อน
    ที่ผมกล่าวอย่างนี้ มิได้หมายความว่า สาเหตุที่กล่าวมาข้างต้นนั้นผิด
    แต่ผมกำลังจะอธิบายว่า ปัญหาบางอย่างไม่ได้เกิดมาจาก สาเหตุเดียว

    ยกตัวอย่าง มีบางคน มีอาการปวดท้องอยู่เสมอ เมื่อไปหาหมอ เมื่อหมอดูอาการเพียงคร่าว อาจจะจัดยาแก้ปวดท้อง ซึ่งบางครั้ง ก็ช่วยให้อาการปวดหายไปได้บ้าง แต่ใครจะรู้ได้ เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน คนนั้นต้องพบว่า ตัวเองเป็นโรคมะเร็ง และไม่สามารถรักษาให้หายได้ จึงต้องพบกับความตาย เพราะไม่อาจแก้ปัญหาจาก สาเหตุหลักๆได้ตั้งแต่ตอนแรก

    มีความจริงอีกบางอย่าง ที่ผมอยากจะทิ้งไว้
    ครั้งหนึ่ง พี่น้องตระกูลไรท์ มีแนวคิด ที่อยากจะบินเหมือนนก แนวความคิดนี้สร้างความขัดแย้งและสวนทางกับหลายคนอย่างยิ่ง มีคำพูดที่บั่นทอนกำลังใจมากมาย คำพูดที่ไม่ได้สร้างกำลังใจ
    แต่เพราะความเชื่อ ที่ว่า ต้องทำได้แน่ ความเชื่อที่ว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ และความเชื่อเช่นนี้ ที่ยึดกับข้อเท็จจริง
    ทำให้ปัจจุบัน โดยการต่อยอดความคิดนี้ ทำให้มนุษย์ในโลกสามารถไปบินอยู่ในจักรวาลอันไกลโพ้น ที่ไม่เคยมีใครคิดว่าจะไปถึงได้

    เช่นเดียวกัน ทุกปัญหา มีทางออกเสมอ และสามารถแก้ได้เสมอ แต่คงไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจต้องอาศัยระยะเวลาที่ยาวนาน เหมือนหลายๆคนที่กล่าวข้างต้นว่า

    มหาตมะคานธี ผู้ไม่มีอำนาจทางการเมือง แต่มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศอินเดีย ด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ แม้ต้องสละด้วยชีวิต แต่ท่านก็ยอมทุ่มเท เพราะสิ่งที่ท่านเชื่อว่า หากเปลี่ยนแปลงได้จะเกิดผลดีอย่างมาก ต่อประเทศ และเพราะท่านเชื่อว่าหากไม่เริ่มทำ ก็ย่อมไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ผมมั่นใจได้ว่า ท่านคงไม่คิดว่าสิ่งที่ท่านทำจะสำเร็จหรือไม่ แต่ท่านรู้จักความจริงอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าท่านไม่เริ่มท่านจะไม่ได้เห็นอะไร เหมือนสวรรค์เป็นใจ ท่านได้เห็นความสำเร็จก่อนท่านต้องตายไป

    คำถามคือ ถ้าปัญหานี้สามารถแก้ได้ แต่ต้องอาศัยใครหลายๆคน ที่ต้องสละ อนาคตที่อยากมี เงินทองที่อยากได้ ความสงบในชีวิตที่ต้องการ หรือแม้แต่ชีวิตที่ต้องมีอยู่ ท่านจะเป็นคนนั้นหรือไม่ที่จะเสียสละ

  36. muas

    คนเราทุกคน เป็นเหมือนน้ำ แม้น้ำจะสกปรก แต่ก็มีพื้นฐานของน้ำที่ดีซ่อนอยู่
    หากสามารถทำให้นำเสียเป็นน้ำสะอาดได้
    คนเราก็เหมือนกัน คนเราทุกคน มีจิตสำนึกที่ดีที่ถูกปกคลุมโดย ความไม่ดี
    หากแต่เราจะช่วยเอาสิ่งที่ปกคลุมจิตสำนึกที่ดีนั้นออกไปไดอย่างไร แท้จริงแล้วย่อมมีคำตอบ
    แต่คำตอบนั้น ยากที่หลายๆคนจะเชื่อได้

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *