ม้ง และแม้ว คือสิ่งเดียวกัน

หายเงียบกันไปพักใหญ่ (ๆ) ก็ไม่ได้ไปไหนไกล ยังคงวนเวียนอยู่แถวๆ นี้ แต่เนื่องด้วยสิ่ง (อื่น) ที่ทำอยู่ ณ เวลานี้มันกินพื้นที่สมองไปค่อนข้างเยอะ จึงรู้สึกล้าๆ ข้างในหัว เหมือนคอมแรมน้อยซีพียูต่ำ แต่ข้างในอัดแน่นด้วยแอพพลิเคชั่นหนักๆ ..หรือเป็นเพราะสมองไม่ได้เรื่อง ก็ไม่รู้

ช่วงนี้หลายคนอาจเห็นผมแว๊บๆ อยู่ใน Facebook สืบเนื่องจากผมเองได้ทดลองใช้ Facebook ทำเรื่องการตลาดออนไลน์ด้วย (บ้านๆ เรียกขายของ) และจากการใช้งาน Facebook ในช่วงที่ผ่านมา ก็มีโอกาสได้พูดคุยกับพวกเราหลายคนในนั้น แต่ก็มีอยู่บ่อยครั้งที่ผมเข้าไปแล้วไม่ยอมทักใคร ก็อย่าเพิ่งว่าอะไรกัน เพราะบางครั้งผมเองก็ตั้งใจเข้าไปแค่แป๊บเดียว หากว่าทักใครไปแล้วไม่ยอมคุยยาว อันนั้นจะน่าเคืองมากกว่า ..สรุปแล้ว EdiTor น่ารัก ไม่หยิ่ง และรักทุกโคนน

กลับเข้ามาในประเด็น เห็นหัวข้อแล้วก็อย่าเพิ่งคาดหวังความรู้ด้านวิชาการนะครับ เนื่องด้วยตัวผมเองไม่สามารถหาข้อสรุปให้กับคำว่าแม้วจริงๆ เพราะคำว่า “แม้ว” น่าจะถูกบัญญัติไว้เป็นพันปีแล้ว แต่ตำหรับตำราที่พวกเราเห็นกันทุกวันนี้ มีอายุไม่กี่สิบปีเอง ..ที่สำคัญตำราเหล่านั้นก็อ้างอิง (ไขว้) กันไปมา ไม่มีอะไรใหม่

จากตำราบางเล่ม “แม้ว” หมายถึงชนป่าเถื่อน (เป็นคำที่จีนใช้เรียกชนกลุ่มน้อยที่เป็นปฏิปักษ์กับจีนในครั้งอดีตกาล และม้งก็คือหนึ่งในนั้น) แต่สำหรับคำว่า “ม้ง” ตำราบางเล่มได้ให้นิยามเกี่ยวกับม้งไว้ว่า ม้ง เป็นกลุ่มชนที่มีอุปนิสัยรักสงบ ..ม้งกับแม้วจึงกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

..ปัจจุบัน แม้ว หมายถึง อดีตนายกฯ ทักษิณ

ที่ผมพูดถึงคำว่า “แม้ว” ก็สืบเนื่องจากคืนก่อนโน้นได้ดูรายการ “ราชรถมาเกย” ที่ดำเนินรายการโดยคุณปัญญา ซึ่งคำถามของเกมส์ (คืนนั้น) มีอยู่ประมาณนี้ “ข้อใดต่อไปนี้คือสิ่งเดียวกัน”

นกฮูก และนกเค้าแมว
เรือคายัค และเรือแคนู

ม้ง และแม้ว

ฟังจากการวิเคราะห์ของผู้ตอบคำถามในคืนนั้น ทำให้ผมเข้าใจว่า ปัจจุบันผู้คนในสังคมให้ความใส่ใจในอัตลักษณ์ของแต่ละชาติพันธุ์ (กลุ่มย่อย) มากขึ้น ..”แม้ว” คือคำเรียกที่ไม่สุภาพ ส่วน “ม้ง” คือคำเรียกที่สุภาพ นี่คือคำอธิบายของผู้เล่นเกมส์คืนนั้น

แต่ด้วยความไม่มั่นใจเต็มร้อย รวมถึงการตัดสินใจขั้นสุดท้ายผู้เล่นต้องขอความเห็นจากตัวช่วยที่มาด้วยกัน (สามคน) หลังจากทุกคนสรุปออกมาแล้ว จึงได้คำตอบว่า ม้งและแม้วไม่ใช่สิ่งเดียวกัน!

แต่ก็ไม่แปลกใจที่คำตอบออกมาแบบนี้ เพราะจากสิบข้อผู้เล่นตอบถูกแค่ 2 ข้อเอง ..คริ คริ

ที่นำเรื่องนี้มาเขียน แค่อยากจะชี้ให้เห็นว่าทุกวันนี้ผู้คนให้ความใส่ใจ และยอมรับในอัตลักษณ์ของแต่ละชาติพันธุ์มากขึ้น ทั้งนี้เป็นเพราะการมีประสบการณ์ร่วมกันในสังคมใหญ่ ทำให้ผู้คนได้ตระหนักมากขึ้นว่า การที่สังคมมนุษย์จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุขนั้น ทุกคนต้องยอมรับและให้เกียร์ติซึ่งกันและกัน

แต่จะอย่างไรก็ตาม ด้วยความซับซ้อนและความแตกต่างของแต่ละชาติพันธุ์ จึงยังคงมีประเด็นที่สังคมใหญ่ต้องเรียนรู้ร่วมกันต่อไป ..เช่นตัวอย่างที่ยกมา เหมือนเข้าใจแต่ก็ตอบผิด (เข้าใจไม่เสร็จ)

แล้วเราจะทำให้ผู้คนรู้จัก “ม้ง” มากกว่า “แม้ว” ได้อย่าง ? ฝากเป็นการบ้าน

ม้งเราเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะให้เกียร์ติแก่เพื่อนชาติพันธุ์กลุ่มย่อยอื่นๆ เช่นว่า พี่น้องชาวปะกากะญอ เราก็ไม่ควรไปเรียกเค้าว่า “หย่าง” ..ใจเขาใจเรานะ

โดย EdiTor

2013 โปรเจคใหญ่ยักษ์มโหฬารระทึก

80 comments on “ม้ง และแม้ว คือสิ่งเดียวกัน

  1. คุณ san แล้วมันเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเราตรงไหนอ่ะ….แม้ว ดูไบหรือ…แม้วค้ายาแม้วไม่อาบน้ำ แม้วหลังเขา แม้วไร้การศึกษา… ศักดิ์ศรีก็มีเฉพาะตนอยู่แล้ว ใครจะมาย่ำได้ละถ้าเราไม่แย่จนเค้ามีโอกาสเหยียบย่ำ แล้วใครเป็นคนนิยามความหมายของคำว่าแม้ว ว่าเป็นคำดูถูกคนม้ง…หรือเราคิดไปเอง… ถ้าเราคิดเอง เจ็บเอง ก็ป่ายการ ไม่รู้จะช่วยอย่างงัย…”We should proud to be hmong but we sould not said hmong are the best because it’s mean we are absoluely not”

  2. แม้วก็คือม้ง แล้วที่เขาว่าให้ทักษิณว่าแม้วเนีย มันไม่ใช่ม้งหรอ

    แล้วถ้ามันไม่ใช่ดูถูกหรือเหยียบย่ำศักดิ์ศรีม้งหรอครับ

    และที่คุณว่านั้นน่ะมันไม่ใช่เหยียบย่ำศักดิ์ศรี แต่มันเป็นการ”ด่า”

    แล้วทำไมเขาไม่ว่าให้ทักษิณว่าอย่างอื่นล่ะ เช่น แขก ลาว เป็นตัน

  3. ผมก็ไม่ได้บอกว่า แม้ว คือคำดูถูก

    ผมก็บอกว่าแม้วก็คือม้ง

  4. (Lung) ที่บอกว่าแม้วแปลว่า เลว ระยำ ชั่วช้า สามานย์ อะไรพวกนี้ คูณพูดเองทั้งนั้น

    ผมกำลังหมายความว่า ที่เขาว่ามห้ทักษิณว่าเป็นแม้วในหนังสือพิมต่างๆเนีย

    มันกำลังดูถูกหรือเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเราหรือเปล่า

  5. การที่ใครจะดูถูก หยามหมิ่น ไม่ได้อยู่ที่ชื่อ “แม้ว” หรือ “ม้ง” หรอกครับ มันอยู่การกระทำของคุณต่างหาก

  6. ขอก๊อปปี้ของบรรณธิการนะครับ

    “ถ้าหยิกเนื้อแล้วเจ็บ แสดงว่าคุณยังมีชีวิตอยู่
    ถ้าเรียกแม้วแล้วเจ็บ แสดงว่าคุณยังเป็นแม้วอยู่”

    นี้ของผมเอง
    “นักการเมืองเรียก อดีตนายกฯ ว่า “แม้ว” เพราะสมัยที่อดีตนายกฯ ลงจากเชียงใหม่ไปเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหารสมัยวัยรุ่นนั้น ตัวท่านมีสีผิวที่ขาวเหมือนคนม้ง ทำให้เพื่อนๆ ที่โรงเรียนเตรียมทหารเรียกท่านว่า “แม้ว” เพราะเพื่อนๆ ของท่านเห็นว่าท่านมีผิวที่ขาวเหมือนคนม้ง (สมัยนั้น“แม้ว”เป็นคำที่รู้กันทั่วไปว่าเป็นคำที่ใช้เรียกคนม้ง) ก็แค่นั้นครับ ไม่มีนัยยะของความดูถูกอะไรครับ” จากคำบอกเล่าของเพื่อนท่านที่เรียนหนังสือด้วยกันถ่ายทอดให้คนที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับตัวท่านสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยแรกนะครับ ลองหาหนังสือที่เขียนเกียวกับอดีตนายกมาอ่านและจะเข้าใจคำๆ นี้ว่าทำไมถึงใช้กับอดีตนายกฯ ตลอด

    ที่หนังสือพิมพ์เรียกว่า “แม้ว” นั้นเป็นคำที่เพื่อนท่านเรียกต่อๆ กันมาจากสมัยที่ท่านเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานนะครับ แล้วก็เป็นชื่อที่ติดตัวท่านมาตลอด พอมาเล่นการเมือง นักข่าวการเมืองก็เลยเรียกต่อกันมาว่า “นายกแม้ว” ตอนเป็นนายกฯ และ “นักโทษแม้ว” ตอนหนีไปต่างประเทศ ทั้งที่ท่านก็มีชื่อเล่น

    นสพ.นั้นเป็นสื่อที่ต้องการให้ข่าวสารข้อมูลของตนเองเข้าถึงประชากรจำนวนมากดังนั้นฉายาหรือคำที่สะดุดตาคนอ่านก็จะมีผลมากครับ

    ลองคิดดูนะครับกับคำนี้ที่ปรากฎบนหน้าหนังสือพิมพ์
    (๑) “ตำรวจภูธรภาค ๕ จับแม้วค้ายาบ้าได้ ๕๐๐,๐๐๐ เม็ด”
    (๒) นายก “แม้ว” บอก “ผมหน้าหนา เสียหน้านะเรื่องเล็ก”

    และคำที่เพื่อนของคุณบอกคุณขณะดูทีวีกับคุณในทีวีที่กำลังออกรายการประเพณีปีใหม่ม้งว่า
    (๓) “โอ้โห้….ชุดแม้วสวยจัง”

    ผมจะทิ้งไว้ให้ทุกท่านตีความเองนะครับ เพราะม้งหรือแม้วนั้นอยู่ที่บริบทคำแวดล้อมมากกว่า ความเป็นม้งหรือแม้วนั้นอยู่ที่เราต้องการแสดงออกซึ่งอัตลักษณ์ของเราให้คนชาติพันธุ์อื่นๆ มองเราเป็นอย่างไร ไม่มีนัยยะอะไรมากมาย

  7. Hi I am sory ต้องขอโทษทุกๆคนด้วยนะครับ ที่พูดแรงไปครับ ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนเลยว่า ผมมาดี ไม่ได้มีเจตนาร้าย เพียงแต่ผมมองในอีกมุมหนึ่ง ที่เราไม่ค่อยจะยอมรับมันสักเท่าไหร่ ผมมองในด้านรวมๆ (เน้นรวมๆ) ไม่ได้เข้าข้างใคร เพราะทุกคนล้วนแต่เป็นมนุษย์เหมือนกัน หัวข้อกระทู้ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยระหว่างคนไทยกับเผ่าม้ง ถ้าถามผมว่าผมเป็นม้งไหม ตอบ ใช่แน่นอน และเป็นคนที่เกิดในแผ่นไทย แล้วต้องมีคำถามต่อมาอีกว่า แล้วม้งคือใคร ?? ตอบ เราก็คือตัวเรา ส่วนการดูถูกกัน ก็ว่าด้วยใครใหญ่กว่าก็ได้เปรียบ คนที่อ่อนแอกว่า
    ก็โดนเอาเปรียบไป ทุกอย่างมีเหตุและผล เหมือนคนจนคนรวย
    ถ้าผิดพลาดประการใด ก็ขอขมา มา ณ ที่นี้ด้วย ขอบคุณครับ

  8. Nyob zoo tij laug EdiTor:

    Yav tag los Kuv tau hnov txog Suav khawb Hmoob txa nyob rau Thaib Teb & cov kwv tij Hmoob Suav uas tuaj yuav peb cov txhais nyob sab Nplog Teb no mus ces coj mus muag lawm xwb. Yog li Kuv xav hnug Koj tias Koj puas paub qhov tseeb yog muaj tiag los yog rumour (ข่าวลือ) xwb vim tias Kuv tsuas hnov luag tej hais xwb tsis muaj evidence(หลักฐาน)dab tsi los assure (รับรอง) tias muaj tseeb tiag…

    Ua tsaug ntau ntau…

  9. แม้ว หรือม้งเป็นประเด็นที่ม้งรุ่นใหม่ต้องทำความเข้าใจ มากกว่าที่จะคิดลบล้าง หรือหลีกหนี เพราะหากเราสามารถทำความเข้าใจได้ เราก็จะมีเหตุมีผลในการที่จะอยู่ (หรือไม่อยู่) กับคำสองคำนี้ (ม้ง และแม้ว)

    ถ้าเราไม่สนใจแยกแยะเจตนาผู้พูด (ว่าแม้ว) แล้ว เราก็จะไม่ต่างจากพวกเด็กมีปัญหา

    tus npawg, kuv tsis tau nov dua li os. Thaib teb los tsis nov muaj li ntawv thiab.

  10. พี่ EdiTor วันนี้มีโอกาสไปฟังบรรยายอาจารย์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวลั๊วมีนักศึกษามาฟังจากหลายสถานบัน หนูฟังแล้วน่าสนใจมาก ท่านบอกว่ากลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือทุกวันนี้จะเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพด้านการพัฒนาเศรษฐกิจไทยมากกว่าคนพื้นเมือง ท่านบอกว่าคำว่าลั๊วะเป็นคำที่ไม่สุภาพยิ่งกว่าแม้วอีก ซึ้งคนกรุงเทพจะเรียกรวมเหมาชาวเขาทุกเผ่าว่า”แม้ว”ซึ่งแปลว่าคนป่า จนบางคนเหมาว่าคนไร้การศึกษาหรือคนดิบๆ (ไม่มีการอมรม ,มายาท)ท่านกล่าวว่าปัจจุบันพบว่าชาวกะเหรี่ยงกับเย้าเริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมืองหลายจังหวัดทางภาคเหนือ ท่านยกตัวอย่างความเข้มแข็งของชุมชนเย้าในจังหวัดพะเยา ซึ่งทุกวันนี้คนพื้นราบต้องไปพึ่งพาชาวเย้า และความเข้มแข็งของชาวกะเหรี่ยงทำให้มีสส.ชาวเขาคนแรก และทุกวันนี้ชาวกะเหรี่ยงกับเย้าจะเป็นชาวเขาที่มีการรวมกลุ่มเพื่อต่อรองกับรัฐบาลมากขึ้นๆ ถึงขั้นที่ว่าจ้างอาจารย์พิเศษมาสอนลูกหลานเขาด้านต่างๆ เพื่อให้มีศักยภาพเท่าเทียบกับคนเมือง อาจารย์บอกว่าท่านไปคุยกับผู้นำชาวเย้า เขาบอกว่าการลงทุนจ้างครูเก่งๆมาสอนลุกหลานชาวเย้าคืออนาคตของชนเผ่าเขา ท่านบรรยายสี่ชั่วโมง พอดีท่านให้นักศึกษาที่เป็นม้งยกมือ หนูยกมือกับพี่ม้งอีกกคน ท่านได้ให้แง่คิดว่าทุกกลุ่มชาติพันธุ์ชาวม้งเป็นชนเผ่าที่เยอะเป็นอันดับสองของไทยและขยันที่สุด ซึ่งนั่นแปลว่ารวยมากที่สุด(จริงหรือเปล่า) แต่ชาวม้งมีข้อเสียที่ยากจะแก้ไข ต้องใช้ระยะเวลาแก้คือ ม้งไม่ชอบการลงทุนด้านการศึกษาลูกหลาน กล่าวคือมีบ้านหลักแสนมีรถหลักแสนได้แต่ส่งลูกไปอยู่โรงเรียนสงเคราะห์ วัดตามจังหวัดต่างๆ และมักจะบอกว่าเด็กกำพร้าซะงั้น (อาจารย์มองว่าพ่อแม่ม้งเห็นแก่ตัว สร้างลูกได้หลายๆคนแต่ไม่ช่วยเขาสร้างชีวิตที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ลูกควรจะได้รับจากพ่อแม่เมื่อเขาเกิดมาคือการศึกษาเพื่อเป็นใบเปิดทางสุดชีวิตที่ดี )ซึ่งการสอนต่ำกว่ามาตรฐาน ลูกหลานไม่เห็นโลกภายนอกที่ก้าวไกลกว่า ทำให้การเรียนไม่ค่อยประสบผลสำเร็จถ้าจะมีก็คือฟลุ๊ค เพราะการลงทุนส่งเงินให้ลูกหลานไปเรียนโรงเรียนที่มึคุณภาพ ผลผลิตที่ได้คืนมาให้ครอบครัวอาจมากกว่าค่าสิ่งที่ฟุ่มเฟื่อยแน่นอน ท่านยกตัวอย่างนักศึกษาม้งคนหนึ่งที่พ่อเขาส่งมาเรียนจบประถม-ปริญญาตรี เสียเงินไปสามแสนบาท(ปริญญาตรีมีเงินกู้รัฐช่วยไป) หลังเรียนจบเขาได้งานทำเป็นอาจรย์สอนในมหาวิทยาลัยเงินเดือนเก้าพันบาทกว่า ระหว่างทำงานต่อโทไปด้วยหลังจบโทเงินเดือนสองหมื่นบาท มีสวสดิการมากมาย ซึ่งม้งชอบคิดเพียงวันนี้พรุ่งช่างมัน หนูก็ไม่รู้ว่าอาจารย์เขาบรรยายถูกไหม ม้งเราเป็นเช่นนั้นไหม? หนูไม่มีคำตอบ เพราะตอนแรกหนูคิดว่าอาจารย์มีอคติกับม้งหรือเปล่า แต่ท่านก็วิจารณ์เผ่าท่านไม่น้อยกว่าม้งก็เลยเอามาคิด ไม่ผิดใช่มั้ยที่ม้งเราจะฟังคนอื่นมาวิจารณ์ม้ง หนูมองว่าเป็นประโยชน์นะ ถ้าเราไม่คิดมากบางครั้งเขาก็จุดประกายแนวทางให้เราเพื่อพัฒนา

  11. คุณเด็กไทย ประเด็นที่คนเหมารวมเรียกกลุ่มชาติพันธ์ (บางพื้นที่) ว่า “แม้ว” นั้น อาจมาจากประเด็นที่ว่า ม้งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เยอะเป็นอันดับสองนั่นเอง จนทำให้มีคนหลงเรียกผิดเรียกถูก ..ในสมัยชั้นมัธยมเพื่อนๆ ชาวเมี่ยนถูกเพื่อนพื้นราบล้อว่าไอ้แม้ว ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ

    ประเด็นเรื่องการศึกษานั้นผมเองก็เคยเีขียนถึง ปัจจุบันคนพอมีกำลังทรัพย์เค้าจะไม่ให้ลูกๆ เรียนโรงเรียนใกล้บ้านแล้ว จะส่งเรียนโรงเรียนประจำอำเำภอ เพราะมองเห็นความต่างของศักยภาพโรงเรียน

    ผมเองก็เพิ่งไปรับหลานสาวของเพื่อนที่วัดสระแก้วเพื่อกลับบ้าน ได้ไปเห็นสภาพความเป็นอยู่ของเด็กๆ ที่นั่นแล้วก็รู้สึกหดหู่ใจ สภาพความเป็นอยู่ซอมซ่อ เด็กๆ สวมใ่ส่เสื้อผ้าเก่าๆ บ้างก็ขาดรุ่งริ่ง เท่าที่มองด้วยตาเปล่าพอบอกได้ว่า ที่เห็นนั้นมีแต่เด็กม้งอายุระหว่าง 7-10 ขวบ

    ที่บอกว่าพ่อแม่ม้งเห็นแก่ตัวนั้นถือว่าไม่ผิด เพราะภาพมันฟ้องอยู่แล้ว ไม่นานนี้ผมได้คุยกับพี่ท่านหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ พี่แกให้เหตุผลว่าให้เด็กไปเรียนโรงเรียนสงเคราะห์ หรือโรงเรียนเด็กกำพร้านั้นดีแล้ว เด็กๆ จะได้รู้จักรับผิดชอบต่อตนเอง ซึ่งผมมองว่าเป็นมุมมองที่แคบเกินไป

    ..แต่เหตุผลหลักๆ ที่ผมได้ยินจากพ่อแม่ที่ส่งลูกเรียนโรงเรียนสงเคราะห์ก็คือ เด็กอยู่บ้านมันซน

    ..Nyob tsev txhoj txhoj pob !

    การเรียนของม้งเหมือนการเรียนเพื่อให้ได้กระดาษใบเดียวจริงๆ พ่อแม่บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าส่งลูกๆ เรียนเพื่ออะไร ..แม้ปากจะบอกว่าเพื่อให้ได้งานดีๆ ก็เถอะ

    งานดีๆ มีไว้สำหรับคนที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูที่ดี ได้รับการศึกษาที่ดี ได้รับประสบการณ์ดีๆ ..ไม่ได้มีไว้สำหรับความฟลุ๊ค !

  12. งานดีๆ…มีไว้…และสำหรับความฟลุ๊ค ! …เป็นเช่นนั้นจริงหรือคุณบรรณธิการ หากผมแปลความหมายในประโยคที่คุณเขียนไ้ด้ถูำก

  13. คุณ EdiTor หนูเห็นมีอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่หลายคน อาจารย์ที่ปรึกษาหนูบอกว่ามีอาจารย์ม้งเยอะ แต่ส่วนมากจะเป็นลูกครึ่ง(ลูกจากสาวม้งแต่งงานต่างชาติ)และมีอาจารย์ม้งที่เป็นม้งแท้ๆ หลายคน จนวันหนึ่งไปถามหาอาจารย์ที่เป็นม้ง(หนูเป็นคนชอบบ้าสนทนาเรื่องราวม้ง) และได้พบกับอาจารย์เป็นผู้หญิงอายุไม่เกินสามห้าปี (ถ้าไม่บอกว่าเป็นม้ง หนูอาจคิดว่าเป็นอาจารย์เกาหลี) หนูคุยกับพี่เขาสักครู่ หนูได้ข้อมูลมาจากพี่เขาว่าอาจารย์ม้งที่สอนที่นี่ส่วนมากเรียนจบมัธยมจากโรงเรียนที่ดี เช่น มงฟอร์ต ดารา คริสเตียน พี่เขาบอกว่าพ่อแม่ขายดอกไม้ตามตลาดส่งเขาเรียนจบ ครอบครัวพี่เขายากจนแต่พ่อเขาคิดไกล ส่งพี่ชายเรียนกรุงเทพ ปัจจุบันพี่ชายพี่เขาทำงานให้บริษัทแคนาดาอยู่ต่างประเทศและเพิ่งเเต่งงานกับอาจารย์ชาวอังกฤษ หนูเลยถามพี่เขาว่าพี่ยังโสดใช่มั้ย พี่เขามีลูกแล้ว2คน! แต่งงานกับฝรั่ง พี่เขาบอกก่อนจากกันว่าม้งอย่างไรก็คือม้ง แต่อยู่ที่เราจะเลือกจะเป็นม้งแบบไหน ? เป็นทางเลือกที่พระเจ้าให้โอกาสให้ทุกคนพี่เชื่อเช่นนั้น หนูจึงย้อนมานึกถึงเรื่องราวใกล้ตัว มีน้องสาวเเซ่เดียวกันสองพี่น้องคนถูกพ่อเขาส่งไปอยู่วัดสระแก้ว หลังจบจากที่นั่นได้ถูกส่งไปทำงานเสริฟในกรุงเทพ พ่อกับแม่เขามักจะโทรมาขอเงินทั้งสองทุกเดือน ทุกเดือนเขาจะโทรมาเล่าความทุกข์ใจให้หนูฟัง ล่าสุดน้องคนเล็กหายตัวไปเพราะเครียดที่แม่เขาโทรมาขอเงิน เขาหายไปเดือนหนึ่งจนในที่สุดเขาโทรมาหาหนู หนูก็บอกเขาว่าทำไมไม่บอกใคร คนเป็นห่วงเขาพี่สาวเขาเป็นห่วงเขามาก น้องเขาเล่าความทุกข์ คือน้องเขาทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยเงินค่าเทอมไม่มีจ่ายมหาวิทยาลัย แม่เขาโทรมาขอเงินเขาเลยเครียดตอนแรกคิดว่าจะฆ่าตัวตาย แต่เห็นพี่สาวเขาโทรหาเลยสงสารพี่สาวไม่ฆ่าตัวตาย สิ่งที่หนูรู้สึกว่าสงสารน้องเขา น้องเขาถามหนูว่า “พี่ทำไมพ่อแม่เขาสร้างหนูกับพี่สาวหนูเกิดมาลำบากอย่างอย่างนี้ หนูคิดว่าถ้าเรียนจบหนูจะไปสมัครงานดีๆทำจะส่งเงินให้พ่อแม่แต่วันนี้เหนื่อยจริงๆ หนูสอบได้ที่หนึ่งตลอดเลย หนูยังไม่อยากตาย” พี่ EdiTor เมื่อไหร่เราจะมีแรงฉุดเด็กม้งที่เป็นช้างเผือกได้เน้อ (รู้สึกน้ำตาไหล)จบดีกว่ามันเศร้า
    อยากถามคุณ EdiTor อายุเท่าไรค่ะ จะได้เรียกถูก

  14. คุณติดตามอ่่านมา แก้ไขแล้วครับ สงสัยเป็นประโยคติดพัน

  15. คุณเด็กไทย เรื่องที่พ่อแม่ขอตังค์ลูกๆ โดยไม่นึกถึงสภาพของลูกๆ นั้น ผมเคยเห็นเคยได้ยินมาบ้างแล้วครับ นี่คือความเห็นแก่ตัวของพ่อแม่บางคนที่เรากำลังพูดถึงอยู่

    ..ส่งลูกเรียนโรงเรียนเด็กกำพร้า แต่คาดหวังลูกๆ เลี้ยงตนให้สุขสบาย มันเป็นตรรกะที่ค่อนข้างกลับกัน

    ตัวอย่างครับ http://hmongasia.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80/comment-page-1/#comment-5504

    ผมเคยเห็นแม่ที่ไม่ยอมให้ลูกสาวที่จบ ม.ต้น เรียนต่อ เพื่อให้ออกมาหาเงินช่วยครอบครัว และเลี้ยงดูน้องๆ อีกสามคน โดยพฤติกรรมของแม่คนนี้ไม่ได้ใส่ใจแม้การหาข้าวปลาให้ลูกๆ กิน เพราะตัวเองเอาแต่เตร็ดเตร่บ้านนั้นบ้านนี้

    ข่าวดีคือแถวบ้านเริ่มเห็นพ่อแม่บางคู่ใส่ใจการเรียนของลูกๆ มากขึ้น โดยส่งเรียนโรงเีรียนที่ดีขึ้น ไม่ว่าชั้นอนุบาล ประถม หรือมัธยม ..แม้จะเป็นส่วนน้อย แต่ก็ถือเป็นแนวโน้มที่ดี

  16. คุณ EdiTor เป็นผู้ที่มีสื่อในมือ ขอให้พี่ช่วยตักเตือนส่งเสริมด้านการศึกษาม้ง(การให้ความรู้)ให้มากๆ หนูหวังว่าสักวันสิ่งเลวร้ายที่เราพูดวันนี้อาจเป็นเพียงตำนานไปน้อ

  17. คุณเด็กไทย ผมก็เขียนไปตามประสา จับประเด็นไหนได้ผมก็เอามาเขียน จึงไม่ได้เน้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นหลัก อย่างไรก็ตามผมจะพยายามเน้นเรื่องหลักๆ ที่พอมีโอกาสเปลี่ยนแปลงสังคมของเราได้บ้าง เช่นเรื่องการศึกษา

    ปล. ผมไม่แน่ใจคุณเด็กไทยเป็นชายหรือหญิง เผอิญเห็นคุณใช้คำว่า “ผม” ตามลิ้งค์นี้ http://hmongasia.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80/comment-page-1/#comment-7646

    :D

  18. เป็นผู้หญิงค่ะ พอดีเห็นคนแซวว่าแต่งกับทอมดีกว่า เลยแซวเป็นชายบ้างค่ะ

  19. เรื่องม้งหรือแม้ว หนูไม่อยากให้เรามาถกเถียงกันค่ะ เพราะเมื่อก่อนม้งก็เรียกคนไทยเวลาเข้ามาในหมู่บ้านเราว่า “โกงหลง”(ซึ่งแปลว่า”คนใจคต”ผู้ใหญ่บ้านแปลนะ)อาจเพราะสมัยก่อนม้งเรายังไม่เจริญอยู่ในป่าเขา เวลามีคนไทยเขามาแรกๆ ผู้ใหญ่จะเตือนเด็กๆว่า “ช่อๆ ป๊อ อี้ จี่ โกงหลง เอ๋ มู มัว ” (ซุกซน เดี๋ยวคนไทยอุ้มไปขาย)ต่อมาเราก็ค่อยๆเปลี่ยนทัศนะเป็น”เนงไท้” เท่าที่หนูเข้ามาสัมผัสคนไทยเขาก็เรียกหนูว่า”น้องแม้ว” “น้องแม้วมาแล้ว” หนูเฉยๆ จนในที่สุดเขารู้ตัว ว่าเขาไม่ควรเรียกเราเช่นนั้นแล้วหยุดไปเอง (ให้สำนึกเอง) เหมือนประโยชน์ที่ว่า
    ( “ถ้าหยิกเนื้อแล้วเจ็บ แสดงว่าคุณยังมีชีวิตอยู่
    ถ้าเรียกแม้วแล้วเจ็บ แสดงว่าคุณยังเป็นแม้วอยู่”
    (ขอยืมก๊อปปี้มา เพราะโดนใจ!)
    เคยถามอาจารย์ที่สอนน้องสาวทักษิณว่าทำไมเรียกทักษิณว่า “แม้ว”ท่านพูดว่า ทักษิณเป็นคนเหนือ ซึ่งอาจมาจากที่ภาคเหนือมีกลุ่มชาติพันธุ์เยอะ จึงถูกเรียกว่า”เสี่ยแม้ว”ต่อมาได้เป็นนายกคนก็เรียกติดปากว่า” แม้ว”ทั้งที่ชื่อเล่นชื่อเล่นจริงคือ”สิน”

    ส่วนเรื่องที่ว่า จากตำราบางเล่ม “แม้ว” หมายถึงชนป่าเถื่อน (เป็นคำที่จีนใช้เรียกชนกลุ่มน้อยที่เป็นปฏิปักษ์กับจีนในครั้งอดีตกาล และม้งก็คือหนึ่งในนั้น) แต่สำหรับคำว่า “ม้ง” ตำราบางเล่มได้ให้นิยามเกี่ยวกับม้งไว้ว่า ม้ง เป็นกลุ่มชนที่มีอุปนิสัยรักสงบ ..ม้งกับแม้วจึงกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกัน
    หนูก็แปลกใจตอนไปแลกเเปลี่ยนวัฒนธรรมในจีน นักศึกษาม้งจีนไม่รู้จัก”ม้ง”แต่กลับเรียกตัวเองว่าฉันเป็น”แม้ว”หนูก็บอกเขาว่าฉันเป็น”ม้ง”เขาบอกว่าคือสิ่งเดียวกัน หนูก็มานั่งคิดจนได้คำตอบให้ตัวเองว่าจะ”แม้ว”หรือ”ม้ง”ไม่สำคัญเท่ากับความภาคภูมิใจในกำพืดเราก็พอ เพราะม้งในจีนปัจจุบันเขาก็ทำให้ประเทศจีนยอมรับความสามารถแม้จะเป็นคอมมิวนิสต์ถ้าม้งไม่เก่งคนจีนคงไม่มีนโยบายกลืนชนม้ง(การให้ผู้ชายจีนแท้ๆแต่งงานกับสาวม้งเมื่อลูกเกิดมาก็กลายเป็นจีนครึ่งหนึ่งจนในที่สุดลูกหลานก็จะกลายมาเป็นจีน”การกลืนเชื้อชาติ “นโยบายนี้เกิดขึ้นเพื่อความมั่นคงและป้องกันการเพิ่มขึ้นของเชื้อชาติที่เป็นปรปักต่อรัฐนั้น) เราก็คิดเสียว่าแม้วในจีนเขาแพ้สงคราม (แน่นอนว่าในตำนานผู้ชนะสงครามเท่านั้นที่มีสิทธิ์เขียนประวัติศาสตร์ รวมทั้งนิยาม ชื่อผู้แพ้เสมอ” ส่วน”ม้ง”ในไทยอย่างพวกเรา(ไม่แพ้สงคราม ใช้บริบทชี้วัดเอาซะงั้น) ก็คือเป็นกลุ่มชนที่มีอุปนิสัยรักสงบ จะได้ไม่ติดใจต่อไป

  20. Anyone who know about Chinese dig Hmong’s corpse hole in Thailand & Hmong-Chinese men in China sell Hmong girls (Married (some one steal) with Hmong girls in Laos, Vietnam & Thailand took to live with in China and never come to visit the girls’ parents). People said they took to sell to Chinese people for sex service and operate for contain drug, cocaine… Tt’s true or not???

  21. คุณ รักม้ง ดิฉันก็ไม่ทราบเรื่องที่คุณเขียนมา (หรือฉันตกข่าว) เรื่องนี้ต้องถามผู้รู้คือคุณEdiTor ว่ามีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นจริงหรือเปล่าค่ะ ดิฉันก็อยากทราบ(อยากรู้ไปทุกเรื่องเรา)เท่าที่ดิฉันอยู่เมืองไทยไม่เคยได้ยินเลยนะ คุณอยู่สหรัฐหรือเปล่าค่ะ เพราะม้งในสหรัฐฯบางครั้งอาจทราบข่าวลือบ้าง (อาจจะไม่มีมูลจริงหรือจริงแค่บางส่วน) หรือนั่งเทียนเขียนค่ะ เพราะดิฉันเคยเห็นหลายครั้งจากเพื่อนในสหรัฐฯยกตัวอย่าง “ทำไมลาวฆ่าม้งตายหลายร้อยคน ม้งไทยไม่ช่วยเขาบ้าง ตอนนี้ม้งเมการวมตัวประท้วงแล้วนะ!” ฉันได้ฟังเพื่อนพูดเช่นนี้ ฉันตอบเขาทุกครั้งว่า “เฮ้ย…ใจเย็นๆเพื่อนตกลงข่าวมาจากไหนล่ะ ฉันอยู่ในพื้นที่ยังไม่เคยได้ยินข่าวหรือได้กลิ่นข่าวนะ เมกาเอามาจากไหน? ” เพื่อนตอบ “ฉันก็ไม่รู้ว่ามาจากไหน เห็นข่าวมาจากสื่อม้งเมกา ” ทุกวันนี้โลกเจริญเเล้วม้งเราต้องใช้เทคโนโลยีในทางที่ถูกด้วย ไม่ว่าจะม้งไทยม้งเมกาควรจะติดต่อสอบถามก่อนจะจุดประเด็นในสังคมม้งเรื่องหนึ่งๆ เพราะเมื่อเกิดขึ้นจะมีคนสังคมภายนอกมองมา(มองแบบสมน้ำหน้าม้งเราทุกคนไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง)ต่อไปมีข่าวอะไรก็มาแชร์ความคิดเห็นก็ดี

  22. สรุปได้ว่าในแต่ละสังคมมีคน 3 จำพวก

    1.คนโพสต์ส่วนหนึ่งยอมรับ ความแตกต่างทางชาติพันธุ์และมีเจตคติที่ดีในการอยู่ในสังคมเดียวกัน ทั้งฝั่งคนม้ง และคนส่วนใหญ่ในสังคม(คนพื้นราบ)

    2. คนที่เฉยๆ อย่างไรก็ได้

    3. คนที่มีเจตคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ทั้งฝังชนกลุ่มน้อย และคนในเมือง ทั้งด้านเจตคติ และพฤติกรรม

    จากการที่เรามีคน 3 กลุ่มอยู่ในสังคมเดียวกัน เราคงไม่อาจปฏิเสธความคิดเห็นที่อาจจะหลากหลาย โดยเฉพาะในสังคม social network ที่ผู้คนบางส่วนคิดว่า ไมจำเป็นต้องระวังเรื่องของการแสดงความเห็น ด้วยเข้าใจว่ายากต่อการตรวจสอบถีงตัวตนที่แท้จริง จีงแสดงความเห็นจากส่วนลีก หรือส่วนที่ซ่อนเร้น ที่อาจกระทบต่อวิถีชีวิตและความสงบสุขของสังคมโดยรวมได้ ผมเป็นคนม้งคนหนึ่งที่ได้อยู่กับสังคมอันหลากหลายนี้ มีความคิดว่า

    1. คนม้งส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตแบบโบราณ ยังพัฒนาไม่ครบทุกองค์ประกอบ อาจมีบางคน บางกลุ่ม ที่ปรับเปลี่ยนตัวเองไปมากแล้ว แต่เราต้องมองคนส่วนใหญ่ว่าปัญหาหลายอย่างยังคงอยู่ ควรยอมรับในจุดที่เราต้องพัฒนาตนเอง เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม เริ่มจากเจตคติที่ต้องยอมรับผู้อื่น ยอมรับความแตกต่าง ยอมรับในตนเอง และพร้อมที่จะพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลง พร้อมกับวิงวอนคนส่วนใหญ่ในประเทศ ให้ยอมรับในการอยู่ร่วมกันโดยคำนีงถีงศักด์ศรีความเป็นมนุษย์ เชื่อมั่นในความดีที่ไม่อาจจำแนกด้วยความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม การศึกษาและวิถีชีวิต

    2. ประสบการณ์เชิงบวกของชนกลุ่มน้อยที่ได้รับจากสังคมเมือง และของคนเมืองที่ได้จากชนกลุ่มน้อย ย่อมทำให้เกิดความเกี่ยวพันที่ดี มีเจตคติที่ดีต่อกัน ตรงข้าม ประสบการณ์เชิงลบ ย่อมก่อเกิดผลที่ตรงข้าม และเป็นปัญหาที่ฝังลึก

    3. ประสบการณ์ส่วนตัว พบว่า ชนกลุ่มน้อยทุกชาติพันธุ์ มีแนวโน้มไม่ภูมิใจ และไม่ยอมรับในคำเรียกที่ทางการใช้เรียกพวกเขา ทั้งที่ความจริง คำเรียกขานเป็นเพียงนามสมมติ ที่ไม่มีความหมายเชิงยกย่อง หรือดูหมิ่น แต่ทำไม จีงเกิดปรากฎการณ์นี้ขี้นในสังคม

    คน “ม้ง” ไม่ชื่นชอบที่ถูกเรียกว่า “แม้ว”
    คน “เมี่ยน” ไม่ชื่นชอบที่ถูกเรียกว่า “เย้า”
    คน “ลาหู่” ไม่ชื่นชอบที่ถูกเรียกว่า “มูเซอ”
    คน “อาข่า” ไม่ชื่นชอบที่ถูกเรียกว่า “อีก้อ”
    คน “ลีซู” ไม่ชื่นชอบที่ถูกเรียกว่า “ลีซอ”
    คน “ปะกะญอ” ไม่ชื่นชอบที่ถูกเรียกว่า “กะเหรี่ยง” หรีอ “ยาง”
    คน “ลัวะ” ไม่ชื่นชอบที่ถูกเรียกว่า “ถิ่น” หรือ “ไผ่” หรือ “ไพร”
    คน “จึน” ไม่ชื่นชอบที่ถูกเรียกว่า “เจ๊ก”
    คน “ตะวันตก ที่มีผมทอง” ไม่ชื่นชอบที่ถูกเรียกว่า “ฝรั่ง”

    ทำไม? หลายชาติพันธุ์ จีงมีความรู้สึกคล้ายกัน และทำไมทางการไม่เรียกเขา อย่างที่เขาเรียกตัวเอง ทั้งที่ความจริง คำเรียกส่วนใหญ่ก็มิได้มีความหมายเชิงหมิ่น หรือยกย่องแต่อย่างใด แต่เหตุใดมันทำให้คนไม่น้อยรู้สึกเช่นนั้น

    ความจริงหากมีพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ว่า
    “ชุมชน ชาวแม้วบ้าน……ได้รับการคัดเลือกเป็นชุมชนน่าอยู่” หรือ
    “เด็กแม้ว 2 คนเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขัน..ระดับนานาชาติที่…”

    อาจจะดีกว่า

    “ตำรวจกำลังสะกดรอยม้งยาบ้า” หรือ
    “นักวิจัยเผย คนม้ง เป็นคนเห็นแก่ตัวที่สุดในบรรดาชนเผ่า”(สมมติ)

    ทุกคนควรร่วมกันหาคำตอบ และวิธีปฏิบัติ
    จะอย่างไร เราต้องอยู่ด้วยกัน ตลอดไป….

  23. มนุษย์ทุกคน ทุกหมู่เหล่า ทุกเชื้อชาติ ทุกชนชั้น บนโลกใบนี้มีหนึ่งจิตใต้สำนึกที่มีความรู้สึกนึกคิดที่อาจจะเหมือนๆกันและไม่เหมือนกัน และที่แตกต่างกันคือ ใครจะพัฒนาดวงจิตของตนได้มากแค่ใหน ปล่อยว่างได้มากเพียงใดกับทุกๆสรรพสิ่งหรือ คำพูดที่คนอื่นได้พูดมาว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ทั้งๆๆที่เขาไม่ได้เอามีดมาแทงเรา หรือมา ทำร้ายเราให้บาดเจ็บ แต่เรารู้สึกว่าเราเจ็บกับคำพูดนั้นเพราะเรายังยึดติดมากไปหรือเปล่า
    เรายังเป็นทาสของจิตเป็นทาสของกิเลส ถ้าเราไม่ยึดติดคำคำนั้นแล้วเราเองก็รู้สึกว่าสบายปกติ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับคำพูดของเขา สักพักมันก็จะเป็นธรรมดาไปเอง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเมื่อผู้ใดก็แล้วแต่ที่สามารถยึอได้อย่างนี้แล้วผู้นั้นคือผู้เห็นถูกต้อง เพราะ ได้ชื่อว่ามนุษย์บนโลกใบนี้แล้วทุกคนมีค่าเท่าๆๆกันหนึ่งชีวิตที่เหมือนกัน มีใครบ้างที่มีสามแขน หรือสามขา ฯลฯจิปาถะ ไม่มี แต่ที่มีไม่เหมือนกัน บุญ บารมี วาสนา ความรู้สึกนึกคิด ต่อการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นต้นเหตุให้คนทุกคน มีความเห็นที่แตกต่างกัน เป็นต้นเหตุของการมองว่าตนเองนั้น ถูกดูถูกเหยียบหยาม หรือไม่
    ทั้งๆที่ถ้าเราไม่ไปยึดติดมันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นมาเดี๋ยวมันก็ดับไปเป็นธรรมดา หรือว่าไม่จริง เค้าคงไม่ด่าแม้วๆๆๆตลอดทั้งชั่วโมง ทั้งวันเลยใช่มั้ย ถ้าใครปล่อยว่างได้ผู้นั้นนก็มีความสุขได้เอง

    อย่ามามัวยึดเรื่องแบบนี้เลย มาคิดว่าตัวเราเองเป็นสามีที่ดีให้ครอบครัวหรือยังเป็นภรรยาที่ดีให้สามีหรือยังฯลฯ คนทุกคนนั้นอาจจะมีความหลงผิดบ้างในบางครั้ง แต่ถ้ารู้จักกลับตัว กลับใจเพื่อความสุขในครอบครัว เป็นสิ่งที่น่ายกย่อง น่าจะเอาเรื่องเหล่านี้มาแชร์เป็นตัวอย่างให้คน ได้รู้ผมว่าจะเป็นประโยชน์ ไม่มากก็น้อยนะครับ

    เรื่องทุกเรื่อง ไม่ว่าการส่งลูกเรียน การทำงาน หรืออะไรก็แล้วแต่ ทุกอย่างถูกส่งมาลงที่ ความสุขที่มนุษย์ต้องการฝ่ายหามันในส่วนตัวผมนั้นความสุขแบ่งออกเป็น2อย่าง
    1 ความสุขที่เกิดจากสิ่งของวัตถุที่เราอยากได้ฯลฯ หรือในสิ่งที่เราอยากเป็นนั่นคือความสุขอย่างหนึ่ง
    2 ความสุขที่เกิดจากจิตใต้สำนึกที่แม้นไม่มีอะไรเลยก็มีความสุขได้ซึ่งคนเรานั้นเลือกที่จะเป็นได้
    เพราะในที่สุดแล้วคงต้องจากกันไปเมื่อมันถึงเวลาในวัฏตะสงสารนี้

    ,,, จงใช้เงินเป็นส่วนประกอบของชีวิต อย่าใช้ชีวิตเป็นส่วนประกอบของเงิน

    หรือถ้าใครมีเงินเยอะก็ใช้ชีวิตเป็นส่วนประกอบของเงินก็ถูกต้องแล้ว อิอิ

  24. พี่น้อง เคยตอกตะปูมั้ย???มือข้างซ้ายถือตะปูมือข้างขวาถือฆ้อน มือข้างขวาตอก ตอก ตอก แต่ตอกพลาดไปโดนมือข้างซ้าย มือข้างซ้ายเคยด่าหรือโกรธมือข้างขวามั้ย ว่ามึงตอกกูทำไม มือข้างซ้ายไม่เคยด่ามือข้างขวา สักพักเดี๋ยวก็หายไปเองจะ
    ม้งหร้อแม้วเราก็อย่าเอามันมาเป็นอารมณ์ ตัวเราไม่ได้อยู่ที่คำเหล่นั้น ไม่มีใครรู้ดีเท่าจิตของตัวเราเอง

  25. ขอแสดงความเข้าใจส่วนตัวกับประเด็นเรื่อง ม้ง และ แม้ว….ในภาษาจีนที่เรียกว่า “เหมียว” (คนไทย ชอบเรียก แม้ว) หมายถึงการเรียก กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หรือชนกลุ่มน้อยโดยรวมในจีน และชนกลุ่มน้อยเผ่าม้ง เป็นหนึ่งเชื้อชาติในนั้น…ม้ง กับ แม้ว จึงมีความหมายต่างกัน และไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ไม่ต้องไปใส่ใจกับคำเรียก แม้ว มันก็แค่คำเรียกที่คนไทยใช้เรียกคนม้ง

    แต่ผมใส่ใจกับสิ่งที่คุณ Editor ได้โพสต์ไว้ คือ “แล้วเราจะทำให้ผู้คนรู้จัก “ม้ง” มากกว่า “แม้ว” ได้อย่างไร…. ตัวอย่างของผม ตอนที่เรียน ม. ปลาย ผมเคยทำโครงงานเกียวกับม้ง เป็นการทำพรีเซนท์เตชั่น ให้ความรู้แก่เพื่อนๆที่โรงเรียน, นักเรียนใน ร.ร.ประถม, ร.ร. อนุบาล…ฝรั่งเขาก็ได้เรียนรู้ถึงม้งเรา และเข้าใจดีขึ้น ก็คิดว่าจะได้ช่วยให้สังคมอื่นรู้จักม้งเราในทางที่ถูกต้อง และพวกเขาก็ยอมรับ เคยได้รับเชิญให้ไปทำพรีเซนท์เตชั่นที่ ร.ร. ต่างๆ ในเมืองที่เราอยู่

    เพื่อนๆม้งที่ไทย ลองทำดูครับ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาในไทย ได้เรียนรู้เกี่ยวกับม้งเราในทางที่ดีมากขึ้น “ก็ทำเรื่อง ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม เสื้อผ้าการแต่งกาย ภาษาม้ง และ ฯลฯ” ถ้ามีใครเคยทำมาก่อนแล้ว ก็มาเล่าให่ฝังด้วยน่ะครับ

  26. ไม่ว่าเราจะถูกเรียกว่าม้งหรือแม้ว คิดว่าไม่สำคัญ
    สำคัญที่ว่าเราจะสามารถสะท้อนความเป็นม้งหรือแม้วในด้านดีและบวกให้กับคนที่เรียกเราได้

  27. I am a Hmooong, and I am proud of way of life of Hmoong. I came from a very very poor family in Hmoong village, Thailand, Khek Noi. I have tried to change my life by studying till I am in a university, 4th years. In my opinion, it is not important that we are called Hmoong or Meo, but it is very really important to advice and improve Hmoong’s people to see how studying is good and it can make you live in others people….because I think is is soooo needed…..

  28. Weerapong Suebtayath คุณพูดมาถูกต้องแล้วครับ เมื่อไหร่ที่ม้งเราใส่ใจการศึกษามากขึ้น มันจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น อยู่อาศัยร่วมกับคนอื่นได้ดีขึ้น และนั่นจะนำมาสู่การยอมในความเป็นม้งหรือแม้วนั่นเอง ..สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่คำเรียก หากแต่เป็นที่ตัวตนของเราต่างหาก

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>