ร้อยรักถักดวงใจ ร้อยสายใย ต้านภัยยาเสพติด

Hmong Asia Thailand

เรื่องนี้เขียนลงในหนังสือของหน่วยงานแม่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ช่วงที่ทำสงครามกับยาเสพติดสมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ หนังสือจะออกทุก 3 เดือน/ฉบับ โดมดอยจะได้รับหน้าที่เป็นผู้เขียนบทความส่ง คิดว่าผู้อ่าน web นี้คงยังไม่เคยอ่านมาก่อน เลยนำมาลงอีกครั้งให้อ่าน แม้จะไม่ทันสมัย แต่ยังเข้ายุค (ยุคยาเสพติดครองเมือง) อยู่ และเขียนขึ้นตอนโฆษณา ยาอม ชนิดหนึ่งที่มีโฆษณาจูงใจด้วยการดึงชนเผ่ามาร่วมโฆษณา แม้พวกเขาจะได้รับเงินค่าจ้างคนละเล็กน้อยก็ตาม แต่พวกเขาเต็มใจอย่างยิ่ง ให้ความร่วมมือกับเจ้าของงานชิ้นนี้เป็นอย่างดี หรือแม้แต่ โฆษณา ?ผีลอก ผีลอก? ที่น้องแพนเค้ก โฆษณา ครีมทาผิวก็ตาม แม้วันนี้แขกผู้ไม่ได้รับเชิญจากสังคมได้ย้อนกลับมาอีกครั้งพร้อมบริวารของมัน แต่หากเราเข้มแข็ง เราย่อมจับมือกันเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจได้ค่ะ

…..เอี๊ยด…ซี้ด……ขับรถประสาอะไร?…..ขับรถประสาติ๊กคร้าบบบ…..ซื้ด…..(สูดลมหายใจอันหอมกลุ่นของพระเอก) ใช่แล้วค่ะ กำลังจะบอกว่า ผู้อ่านยัจำโฆษณาชิ้นหนึ่งได้หรือไม่ ที่มีครอบครัวชาวม้งกำลังขนกะหล่ำปลีไปขายในเมือง แต่ถูกรถพระเอกชื่อดัง (ติ๊ก เจษฎา ผลดี) ขับรถปาดหน้า จนคนในรถหัวปูดหัวโน ผู้เขียนไม่ได้คลั่งไคล้ดารา แต่จะบออกว่า ครอบครัวที่ร่วมแสดงโฆษณาชุดนี้ เป็นชาวม้งจากตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น คือพวกเขาบางคนเคยเป็นผู้ค้ารายย่อย ผู้ติดยาเสพติด แต่ปัจจุบันเลิกเด็ดขาดแล้ว และกลายมาเป็นหนึ่งในสมาชิก ?ครอบครัวสีขาว?

วันนี้เขาพาครอบครัวของเขา และสมาชิกกว่า 200 ชีวิตในโครงการ ?ครอบครัวสีขาว? มาร่วมงานพร้อมกลุ่มพลังมวลชนต่าง ๆ ในชุมชนมาร่วมงาน ?สื่อพื้นบ้าน ต้านยาเสพติด? ที่หน่วยงานผู้เขียน ได้ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2547 ที่โรงเรียนบ้านเข็กน้อย งานนี้เป็นที่ประทับใจผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก รวมทั้งผู้เขียนด้วย จึงนำมาเขียนเรียงร้อยเป็นถ้อยคำ เผื่อผู้อ่านจะได้ร่วมประทับใจด้วยค่ะ

ถ้าพูดถึง ?เข็กน้อย? หรือ ?เขาค้อ? ในอดีตเป็นดินแดนสมรภูมิเลือดที่คนไทยต้องสูญเสียชีวิต บาดเจ็บ ทุพพลภาพ เป็นจำนวนมาก อันเกิดจากการยุยง หลอกลวงให้หลงเชื่อในลัทธิคอมมิวนิสต์ ของผู่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ ทำให้ราษฎรต้องจับอาวุธเข้าต่อสู้กับทางการ จนต่อมาทางราชการได้นำยุทธศาสตร์พัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการนำการพัฒนาอาชีพ และจิตใจ มาเป็นอาวุธในการสู้รบ จนได้รับชัยชนะอย่างแท้จริง จึงทำให้พื้นที่แห่งนี้ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทยไปแล้ว

ประมาณปี 2540 ?เข็กน้อย? กลับถูกมองจากสังคมภายนอกว่า เป็นแหล่งพักพิง , แหล่งจำหน่าย และแหล่งเสพยาเสพติด ที่ชื่อว่า ?ยาบ้า? เมื่อยาบ้าได้แทรกซึมเข้ามา ได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วและรุนแรง (ปานไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ขณะนี้) ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพี่น้องชาวม้งบ้านเข็กน้อย และหมู่บ้านชาวม้งในรอยต่อ 3 จังหวัด คือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย ซึ่งถือเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดอย่างยิ่ง ควรแก่การบันทึกเป็นประวัติศาสตร์แห่งการสูญเสียของชาวม้ง โดยจะเห็นว่าช่วงสถานการณ์รุนแรงนั้น มีผู้เสพที่เป็น เด็ก เยาวชน และวัยผู้ใช้แรงงานจำนวนมาก เกิดอาการทางประสาท ทำร้ายบุคคลในครอบครัว จนเกิดคดีมากมาย มีการหย่าร้างสูง มีเด็กกำพร้าเพิ่มขึ้นในชุมชนม้ง มีชาวม้งถูกจับกุมจำนวนมาก บ้างก็ถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม และสูญหายนับร้อย ชาวม้งถูกตราหน้าจากสังคมว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เป็นพวกค้ายาเสพติด ลูกหลานที่เข้าไปเรียนในเมืองถูกตั้งคำถาม ???? เพื่อนฝูงไม่คบค้าสมาคม คนที่สมัครงานได้รับการปฏิเสธ หรือแม้คนที่มีงานทำทั้งภาคเอกชน และราชการถูกเพ่งเล็ง และกีดกัน ไม่ให้มีความเจริญในบทบาทหน้าที่การงาน

สิ่งที่ได้รับ คือ ความเจ็บปวดแสนสาหัสสำหรับชาวม้งผู้บริสุทธิ์ ซึ่งผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในบรรรดาผู้เจ็บปวดเหล่านี้เพราะเป็นลูกหลานชาวม้งคนหนึ่งเช่นกัน ?ม้ง? ก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง มีสิทธิ และหน้าที่เสมือนคนไทยคนอื่น ๆ ของแผ่นดิน สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ รวมถึงคุณแห่งแผ่นดินเกิดที่ชื่อว่า ?แผ่นดินไทย? ผืนนี้เสมอ ?ม้ง? อิสรชนแห่งขุนเขา ผู้อยู่ใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งไม่ยอมตกเป็นทาสยาเสพติด ได้รวมตัวกันปรึกษาหารือกับผู้นำชุมชนใน 28 หมู่บ้าน ในเขตรอบต่อ 3 จังหวัดหลายครั้ง ต่างก็เห็นถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาร่วมกัน จนกระทั่งเกิดคณะกรรมการเครือข่ายชุมชนม้ง ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหา เพราะ ?เรารู้ดีว่า ปัญหาเป็นของเรา เราไม่แก้ ใครจะแก้? เพราะคนเหล่านั้นสามารถกลับตัวเป็นคนดี มีค่าต่อสังคมได้

ยอมรับว่าตราบใดที่มนุษย์ยังต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก ความสุขสบาย ความร่ำรวยเงินทอง เพราะตราบชั่วชีวิตของเขาที่ตรากตรำงานหนัก แต่ยังมีชีวิตที่อด ๆ อยาก ๆ ยากจนข้นแค้น แสนเข็น แต่เมื่อเข้าสู่ขบวนการค้ายาบ้า ความเป็นอยู่กลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาสามารถเนรมิตสิ่งที่ฝันให้เป็นจริงได้ ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะห้ามปรามได้

แต่ ?จุดแข็ง? ของชนเผ่า เกี่ยวกับความเชื่อตามประเพณี วัฒนธรรม กลายเป็นจุดอ่อน ที่คณะทำงานสามารถเข้าไปในชีวิตของม้งผู้หลงผิดได้ด้วยการ ?ฟื้นฟูวัฒนธรรม ซึ่งเป็นทุนทางสังคม มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหา? แม้ช่วงวิกฤตินี้ วัฒนธรรมอันดีงามของม้งเรากำลังถูกกัดเซาะเกือบจมหายไปจากวิถีชีวิตแห่งชนเผ่าก็ตาม

แต่เชื่อว่าการแก้ปัญหาที่ส่งเสริมให้มีส่วนร่วมจากคนในชุมชน มีจิตสำนึก และตระหนักถึงความเป็นตัวตนในชุมชน ซึ่งกลมกลืน สอดคล้องกับวิถีชีวิต และวัฒนธรรม คุณค่าของการพัฒนาจะเกิดขึ้น มีส่วนในการป้องกันและแก้ไขได้ระดับหนึ่ง เพราะผู้ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมเป็นผู้อาวุโส ผู้นำหมู่บ้าน ผู้นำตระกูลแซ่ ผู้นำพิธีกรรม สังคมได้ชาวบ้านกลับคืนมา ชุมชนเกิดความเอื้ออาทร เชื่อมั่นในกันและกันมากขึ้น มีความสามัคคีเกิดขึ้น ที่สำคัญคนแปลกหน้าหายจากชุมชนม้งไป….เมื่อรัฐบาลประกาศสงครามกับยาเสพติด เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นต้นไป ผู้ถูกจับกุม ถูกฆ่าตัดตอนกลายเป็นบุคคลจากท้องถิ่นอื่นเสียมากกว่า แม้ในชุมชนม้งแห่งนี้จะมีบ้างก็ส่วนน้อย และส่วนหนึ่งเข้าร่วมอบรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อเป็นคนดีของสังคม

ในวันที่ 12 มิถุนายน 2547 ผู้ร่วมงานจากภายนอก ได้มองเห็นถึงการรวมพลังจากชาวเข็กน้อย 12 หมู่ มาร่วมต่อต้านยาเสพติด มีการแสดงบนเวทีจากกลุ่มครอบครัวสีขาว กลุ่มเด็ก เยาวชน รวมถึงกลุ่มพลังต่าง ๆ หลายกลุ่ม แสดงออกในรูปศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อพื้นบ้าน ที่สวยสดงดงาม หาดูได้ยากสำหรับบุคคลภายนอก มีการแข่งขันกีฬาพื้นบ้านระหว่าง อบต.เข็กน้อย และพวกเราเจ้าหน้าที่จากภายนอก เช่น เด่าตู้ลู้ (ตีลูกข่างม้ง) ตัวเหน็ง (ยิงหน้าไม้) เหน่งเตอ (วิ่งขาหยั่ง) และกีฬาอื่น ๆ อย่างสนุกสนาน ทุกใบหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มแย้มแจ่มใส และเป็นที่น่าสังเกตอยู่อย่างที่หาดูได้ยากจากชุมชนอื่น ๆ คือ วันนี้ไม่มีแม้แต่ยาเสพติดที่ถูกกฎหมาย ชื่อ ?สุรา? มาร่วมต้อนรับงานในครั้งนี้ด้วยค่ะ.