“วะ” ภาษาม้ง ชิมิ

ภาษาม้ง คือภาษาหนึ่งที่ไม่มีหางเสียง เราพูดกันแบบทื่อๆ ตรงไปตรงมา ซึ่งภาษาส่วนใหญ่ก็คงจะเป็นไปในลักษณะนี้ ไม่เว้นแม้แต่ภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาสากลของโลกใบนี้ ..เค้าก็ไม่มี คะ ขา เช่นกัน

หลังจากที่กลุ่มองค์กรไม่ว่าทั้งภาครัฐหรือเอกชน รวมไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่และบุคคลสำคัญของเมืองไทย ต่างตบเท้ากันออกมาวิจารณ์ว่า “ชิมิ” ถือเป็นคำที่ไม่เหมาะสม เพราะมันจะทำให้ภาษาไทยถึงกาลวิบัติ

ชิมิ มาจาก ใช่มั๊ย เราอาจกล่าวได้ว่ามันคือการกลายพันธุ์ของคำในภาษา มันคือคำใหม่ที่เพี้ยนมาจากคำดั้งเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่ด้วยความสนุกปากที่มีกระแสของเหล่าคนรุ่นใหม่เป็นตัวนำ “ชิมิ” จึงเป็นคำหนึ่งที่เกิดแล้วอาจจะดับยาก พูดง่ายๆ “ชิมิ” เกิดแล้ว อาจจะเกิดเลย จึงสร้างความกังวลใจให้กับสังคม

แม้หลายคนจะออกมาเถียงจนคอเป็นเอ็นว่า มันก็แค่กระแสของวัยรุ่นและเดี๋ยวมันก็จะเงียบไปเอง ก็ไม่อยากจะเมาท์เลยว่า กระแสของวัยรุ่นแต่ผู้ใหญ่ฟันเงินไปเท่าไหร่แล้ว ชิมิ ..เมื่อผลประโยชน์คอยหล่อเลี้ยงกระแส อย่างนี้แล้วเมื่อไหร่กระแสจึงจะดับลงได้

เมื่อหันกลับมามองสังคมม้งเรา เราเองก็กำลังเผชิญกับการถูกกลืนกินทางภาษา เช่นคำว่า “วะ” ที่ไม่รู้ว่ามันกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาม้งไปตั้งแต่เมื่อไหร่

“วะ” ไม่ใช่คำเกิดใหม่ในภาษาม้ง และไม่ได้เพี้ยนมาจากคำม้งดั้งเดิมแต่อย่างใด “วะ” คือคำไทยแท้ที่มีใช้กันมานมนาน ปัจจุบันยังนิยมใช้กันในหมู่เพื่อนฝูงที่สนิทกัน หรือเจ้านายใช้ตะคอกลูกน้อง ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เป็นคำสบถเสียมากกว่า นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเกิดใหม่ที่นิยมใช้ “วะ” ก็คือกลุ่ม “วัยรุ่นม้ง หัวใจ วะ เว้ย”

เช่นเดียวกันกับคำว่า “นี้” ที่ผมเคยเขียนถึงเมื่อนานมาแล้วในหัวข้อ “Los Tom Nib/Lug Tom นี้” ข้อสังเกตุ ความเหมือนของ “นี้” กับ “วะ” ก็คือ เป็นคำต่อท้ายประโยคภาษาม้งเหมือนกัน เช่น

Lus tom นี้ (มาทางนี้)
Moog tws lus วะ (ไปไหนมาวะ)

“วะ” แม้จะไม่ใช่คำสุภาพ แต่เมื่อถูกใช้ในประโยคภาษาไทย มันยังมีความเหมาะสมมากกว่าในเกือบทุกๆ บริบท (ตามอัตภาพของมัน) โดยเฉพาะในแง่ของกาละเทศะ เช่นการใช้กับคู่สนทนาที่เป็นเพื่อนฝูงกัน หรือใช้กับคนที่อ่อนวัยวุฒิกว่า

แต่เมื่อม้งเรานำมาประยุกต์ปลุกเสกให้เข้ากับภาษาม้ง ความพิลึกพิเรนจึงเกิดขึ้น เมื่อเด็กพูด “วะ” กับผู้ใหญ่ เมื่อลูกพูด “วะ” กับพ่อ ตรงนี้ EdiTor เจอมากับตัวเอง จนต้องนำมาเขียนเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ เมื่อหลาน (ม.ต้น) ของ EdiTor พูดกับ EdiTor ว่า

“Txwv Ntxawm tshaj koj xwv โปรแกรม ab cw วะ” แปลได้ว่า “อาชาติใช้โปรแกรมอะไรเหรอวะ”

อีกกรณี แม้ไม่ได้เจอกับตัวเอง แต่ระยะที่เกิดเหตุห่างกันแค่สองเมตรจากที่ EdiTor ยืนอยู่ มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงอยู่งานปีใหม่ม้งที่เข็กน้อย (ยังจำฝังใจจนทุกวันนี้) เมื่อเด็กคนหนึ่งวิ่งมาหาพ่อ และถามหากระเป๋าของแม่

“iv nam lub กระเป๋า nyob tws วะ” แปลได้ว่า “พ่อ กระเป๋าแม่อยู่ไหนวะ”

คือ ถ้าเป็นในสังคมคนไทย ลูกคนนี้อาจโดนหลังมือหรือไม่ก็หลังเท้าไปแล้ว แต่สังคมม้งพ่อยังงงๆ ว่า “วะ” คืออะไร

ที่ยกตัวอย่างไปเป็นเพียงประโยคที่ชี้ให้เห็นถึงความเหมาะสมที่เด็กวัยรุ่นม้งนำคำว่า “วะ” มาใช้กับคู่สนทนาที่เป็นสมาชิกในครอบครัว นี่ยังไม่รวมถีงกรณีความเหมาะสมต่างๆ ที่ผู้คนใช้ “วะ” มาปะปนกับภาษาม้ง

อันที่จริง “วะ” เริ่มถูกนำมาใช้ในกลุ่มคนม้งที่เป็นผู้ใหญ่กันบ้างแล้ว หากใครมีโอกาสกลับบ้านต่างจังหวัดก็ลองสังเกตุดู ก็ยังไม่เข้าใจว่า “วะ” เป็นเพียงแค่กระแส หรือเป็นคำที่อยู่ระหว่างกระบวนการประยุกต์ (ภาษาม้งเข้ากับภาษาไทย) กันแน่ ..กลัวแต่เมื่อกระบวนการประยุกต์ของเราเสร็จสิ้นสมบูรณ์ คนไทยเค้าคงเลิกใช้ “วะ” กันไปแล้ว

ถ้าจะ “วะ” ก็ขอให้ “วะ” เป็นไทยทั้งประโยค ไม่ใช่ “Moog tws lus วะ” ..นอกจากความเบี่ยงเบนทางเพศแล้ว ความเบี่ยงเบนทางด้านภาษาคืออีกเรื่องหนึ่ง ที่ผู้เป็นพ่อแม่ต้องหมั่นคอยสังเกตุนะครับ ก่อนที่ท่านจะถูก “วะ” เข้าให้

11 Comments

  1. txooj vaaj

    คำว่า “วะ” แถวๆ บ้านก็ได้ยินบ่อยครับ ที่แย่มากๆ ก็คือลูกของผมไปติดคำนี้มาด้วยนี่สิ แรกๆ ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดเีพียงว่าคงจะเป็นแถวๆ นี้ แต่ถ้า Editor เสริมอีกแรงหนึ่งว่าแถวบ้านของท่านก็มีเยอะ แบบนี้สงสัยจะไม่ไหวแล้วหล่ะ ที่จริงแต่ก่อนก็มีคำว่า “Pais” ที่ผันมาจากคำว่า “ไป” แทนคำว่า Mus หรือ Moos ซึ่งก็เห็นเค้ารณรงค์ใช้คำให้ถูกต้องมาช่วงหนึ่ง แต่อาจเป็นเพราะคำนี้ไม่ได้เสียหายมาก เลยไม่ส่งผลกระทบเท่าคำว่า “Vab” หรือ “วะ” นั่นเอง
    ผมเองเวลาคุยกับเพื่อนม้งด้วยภาษาไทยมักแทนตัวเองว่า Kuv ฟังไปคล้ายๆ กับคำว่า “กู” เช่น “Kuv จะไปทำงานในเมือง” ซึ่งหลายคนก็ทักมาว่าคล้ายกับคำว่า “กูจะไปทำงานในเมือง” ซึ่งก็เป็นประเด็นขำๆ เช่นกัน แต่คำว่า “วะ” นี่ผมคิดว่าผู้ปกครองควรจะใส่ใจสอนให้บุตรหลานของตนระวังการใช้นะครับ เหมือนเช่นที่ลูกชายของผมไปติดปากจากคนข้างบ้านมา ผมก็พยายามสอนให้เลิกพูด สุดท้ายก็เลิกพูดได้ สำคัญอยู่ที่ว่า “เราต้องไม่พูด” ก่อนนั่นเอง …

  2. EdiTor (Post author)

    คุณ txooj vaaj เข็กน้อย ป่ากลาง เจอมาหมดแล้วครับ ก็ไม่ทราบว่าทำไมทีเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นพร้อมเพรียงกันได้ขนาดนี้ ถ้าเรื่องอื่นม้งพร้อมเพรียงได้แบบนี้ก็คงดี

  3. หวัดลงคอ

    เอ่อออออ คำว่า “งุงิงุงิ” เป็นหนึ่งในคำที่คุณเจ้าของบทความใช้ในการ ค้นหาด้วยหรือ

    ส่วนตัวแล้วเวลาพูดภาษาม้ง ก็พูดคำนี้เหมือนกัน เกือบติดปากแล้วด้วย แต่อาจเพราะมีวุฒิภาวะพอสมควรแล้วเวลาคุยกับผู้ใหญ่ จึงไม่เคยพูดม้งที่ลงท้ายประโยคด้วยคำว่า “วะ”

    เหมือนอย่างที่คุณ Txooj Vaaj สอนลูก บางทีผู้ใหญ่เองจำเป็นต้องใส่ใจเด็กๆและสอนให้เขาด้วย
    ว่าคำนี้ไม่ควรพูด ต้องคอยห้ามปราม ก่อนเด็กๆจะพูดจนติดปาก เสียดายยยยยยยยย เด็กๆที่บ้าน ไม่พูดม้งเลย
    (ก็ต้องโทษที่ผู้ใหญ่ไม่พูดม้งกับเด็กๆก่อน พูดถึงภาษาม้งแล้วเศร้า)

  4. EdiTor (Post author)

    คุณ หวัดลงคอ อาการหวัดไม่ดีขึ้นเลยเหรอครับ เห็นเป็นมาหลายวันแล้ว สำหรับคำว่า “งุงิงุงิ” เป็นอีกคำที่อยู่ในกลุ่ม “ชิมิ” ผมจึงเพิ่มมันเข้าไปน่ะครับ ด้วยเห็นว่าเป็นกลุ่มคำที่วัยรุ่นนิยมใช้กัน ..งุงิงุงิ อุิอิ (อุอุ อิอิ) ชิมิ

    ที่จริงแล้วผมอยากให้บทความนี้เผยแพร่ตามชุมชนม้ง อาจจะผ่านหน่วยงานในชุมชน เช่นโรงเรียน อบต. หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่บ้าน เพราะนั่นจะสามารถสื่อกับวัยรุ่นกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง

  5. หวัดลงคอ

    ความจริง หากมีงบ ก็นำบทความดีๆที่คุณเขียนไว้ ทำออกมาเป็นโบรชัวร์แจกเมื่อมีโอกาศ อย่างตอนปีใหม่ม้ง บางทีด้วยภาษาที่ไม่เป็นทางการมากของคุณ ซึ่งทำให้อ่านเพลินๆ อาจทำให้หลายคนที่รับโบรชัวร์ไปได้ใช้เวลาเล็กน้อยในการอ่าน ก็อาจช่วยกระตุ้นได้บ้าง

    ความคิดเห็นอันอ่อนด้อย ขออย่าได้หัวเราะเยาะแล้ว :)

  6. EdiTor (Post author)

    คุณ หวัดลงคอ ความคิดดีครับ เอาไว้ผมจะลองพิจรณาดูว่าพอจะทำในโอกาสไหนได้บ้าง อาจจะเป็นงานม้งกรุงเทพฯ หรือโอกาสอื่นที่คิดว่าเหมาะสม

    ผมเองก็ยอมรับว่าตัวเองยังเีขียนได้ไม่ดี ทั้งในแง่ของการสื่อความหมายและการใช้ภาษา ซึ่งหากในอนาคตมีพวกเราที่มีประสบการณ์ในด้านงานเขียนมาร่วมบ้างคงจะดีไม่น้อย ถึงตอนนั้นเราคงจะภูมิใจนำเสนอมากกว่านี้ ขอบคุณสำหรับไอเดียดีๆ ครับ

    เอ่ออ ..แล้วจะต้องอายมั๊ย ถ้าคนรับแจกเค้าบอกว่าไม่เอา

  7. ช.ช้าง

    ฮ่าๆๆๆๆ อ่านแล้วขำจัง “วะ”

    นึกว่ามีแต่ที่นี่ที่พูดแบบนี้ แถวบ้านเราเองไม่เคยได้ยินใครพูดแบบนั้นเลย หลังจากนั้นมาเนี่ยสิ ตั้งแต่แต่งงานแล้วย้ายมาอยู่บ้านแฟน ก็ได้ยินทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่แถวบ้านพูด “วะ” ปนภาษาม้งกันทั้งนั้นเลย แรกๆ ก็แปลกใจจังวะ ว่า
    1. เฮ้ย! ทำไมพูด “วะ” กันวะ
    2. เฮ้ย! เอา “วะ” มาจากไหนวะ

    เจอมากับตัวเหมือนกัน หลานที่นี่พูด “วะ” ใส่ แอบเคืองเล็กน้อยว่าทำไมมังไม่มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่เลย พูด “วะ” ได้ไงวะ

    เดี๋ยวนี้ถ้าภาษามันไม่วิบัติ ก็กลายเป็นไม่รู้ภาษาไปแล้ว เพราะไม่สอนเด็กพูดและไม่อนุรักษ์ภาษาไว้… ชิมิ”วะ”

  8. Dome-doi

    ดีมากเรื่องนี้เพราะตัวเองประสพมากับตัว หลานอายุ 5 ขวบ เล่นรถบังคับอยู่ี แล้วแบตหมด หลานบอก caag tsw moog วะ ตกใจ ถามพ่อแม่ว่าคำว่า วะ คืออะไร เขาหัวเราะและบอกภาษาไทยนั้นแหละ ไปเรียนศูนย์เด็กเล็กมาพูดไทยเก่ง แต่ปนไทย-ม้ง ไปทั่ว เช่นที่เคยอ่าน ๆ กัน ในม้งเอเชีย เช่น nam ไป maj และอีกหลาย ๆ คำที่ปน ๆ กันไป

    ม้งกรุงเทพทั้งหลายทราบไหมว่า ใครเป็นผู้ก่อตั้งม้งกรุงเทพเป็นครั้งแรก…มีเวลาจะเล่าให้ฟังแต่วันนี้ยัง.

  9. EdiTor (Post author)

    ช.ช้าง ได้ทีขี่ “วะ” ไล่เลยนะ

    พี่ Dome-doi ที่น่าเป็นห่วงก็คือการที่เด็กๆ (ม้ง) ใช้คำนี้กับผู้ใหญ่ จนเราสามารถพูดได้เต็มปากว่า นี่แหละคือวิกฤติทางภาษาของม้งเราอย่างแท้จริง เพราะคำนี้มาพร้อมกับความเสียหายหลายด้าน ไ่ม่ว่าจะเป็นการทำลายความงามด้านภาษา (ม้ง) ทำลายความมีสัมมาคาราวะในครอบครัวและสังคม รวมถึงความเสี่ยงที่จะทำให้ภาษาม้งสูญหายไป

    ใครมีโอกาสจัดกิจกรรมให้กับเยาวชนม้ง ก็ลองนำเรื่องภาษาไปทำความเข้าใจบ้างก็คงจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย คนละไม้คนละมือครับ

  10. เบื้องหลัง

    ท่าน Editor ท่านควรจะเขียนบทความนี้หรือบทความที่ท่านเห็นว่าต้องปรับปรุงไปยังสถานีวิทยุรายการม้งสิครับ เพราะที่นั่นผู้หลักผู้ใหญ่เขาจะติดตามตลอดเวลา เมื่อผู้ใหญ่ ผู้ปกครองรับรู้ความเป็นมาของภาษาวิบัตินี้เค้าก็จะทราบแนวทางในการอบรมสั่งสอนลูกๆได้ ที่บอกว่าผู้ปกครองยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าคำว่า “วะ” ที่พูดใส่พ่อแม่แปลว่าอะไร ดังนั้นในเมื่อเรามีสื่อที่สามารถกระจายได้ทั่วถึงอย่างสถานีวิทยุแล้วควรใช้ให้เกิดประโยชน์นะครับ เพราะว่าสื่อบนอินเตอร์เน็ตนี้ก็มีเพียงกลุ่มคนรุ่นใหม่เท่าที่เข้ามาใช้ประโยชน์ ยากที่ผู้ปกครองจะรับรู้ได้ [ขอเป็นหนึ่งในความเห็นเท่านั้น]

  11. Nkauj Hmoob Xyooj

    ดิฉันเห็นด้วยค่ะ กับภาษาม้งในปัจจุบัน ที่วัยรุ่นหรือคนสมัยนี้ ชอบเอามาผสมผสานกับภาษาไทยและภาษาคำเมือง หรือ ภาษาอื่นๆก็ตาม ซึ่งจะนำไปสู่หารลืมรากเหง้าของตัวเองก็เป็นได้ ((อันนี้ความคิดส่วนตัวค่ะ))

    ตอนนี้ดิฉันกำลังทำวิจัยเกี่ยวกับภาษาม้งถึงความเปลี่ยนแปลงของภาษาว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ควรจะอนุรักษ์และส่งเสริมตรงไหน

    ยังไงก็ขอบคุณคุณEdiTor และข้อมูลบางส่วนข้างต้นด้วยนะคะ

    เราคือม้งควรรู้ว่าที่ใดควรพูดม้งที่ใด้ควรพูดไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีการศึกษา

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *