วิกฤติที่ดินทำกิน ค่าเช่าที่แพง

ปัญหาที่ดินทำกินพบเจอได้ในทุกหัวระแหง ทั้งนี้เพราะเมืองไทยเราเป็นเมืองเกษตรกรรม อย่าว่าแต่ที่ดินทำกินเลย ที่ดินที่ใช้อยู่อาศัยทุกวันนี้ก็เป็นปัญหาไม่แพ้กัน ทั้งนี้ต้นสายปลายเหตุก็ไม่รู้ว่ามาจากอะไร รู้แต่ว่าทุกวันนี้ทั้งนักวิชาการ นักการเมือง นักเคลื่อนใหวด้านสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงชาวบ้านตาสีตาสายังถกเถียงกันไม่รู้จบ ..หรือเป็นเพราะกฎหมายที่ทำให้เกิดปัญหานี้ แล้วใครออกกฎหมายล่ะ ?

ม้งเราถือเป็นหนึ่งหน่วยเล็กๆ ในสังคม ที่ต้องก้มหน้ายอมรับกับความเจ็บปวดนี้ ยิ่งไปกว่านั้นม้งเราเป็นประเภทที่ไฟไม่จี้ก้นก็ไม่ออกมาพูด (บางครั้งไฟจี้ก้นก็ยังลุกหนีไฟ ..ไม่ยอมดับไฟ) ลำบากอย่างไรก็ทนเอา ทางการวางแนวทางมาให้อย่างไรก็เอาอย่างนั้น ไม่ดื้อไม่งอแง อย่างมากก็แค่บ่นๆ พอเป็นกระสัย ..ไม่ได้ว่าม้งโง่นะ เพียงแต่เรายังขาดทักษะด้านการเมือง (ซึ่งจะรวมไปถึงการเคลื่อนใหวด้านสิทธิมนุษยชน)

พูดถึงทักษะการเมือง ม้งเราคงต้องค่อยๆ ซึมซับกันไป

ยังมีปัญหาที่ดินทำกินอีกประเภทหนึ่ง ที่เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทั่วไป ไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อนให้ต้องคิดนาน นั่นคือเรื่องของปัญหาค่าเช่าที่แพง เพราะเราสามารถอธิบายได้ด้วยหลักของ อุปสงค์และอุปทาน นั่นคือเมื่อผู้ซื้อยินดีจ่าย ผู้ขายยินดีขาย การซื้อขายก็จะเกิดขึ้น โดยที่ราคานั้นจะขึ้นอยู่กับตัวแปรสองตัวคือ ปริมาณสินค้าในตลาด กับปริมาณความต้องการซื้อในตลาด ..เหมือนน้ำมันปาล์มและไข่ไก่ในเวลานี้

ปัญหาค่าเช่าที่แพง ที่ยกประเด็นนี้มาพูดก็เพราะเห็นว่าม้งเราบางพื้นที่กำลังประสบกับปัญหานี้ และม้งในอีกหลายๆ พื้นที่ก็กำลังจะเข้าสู่โหมดปัญหานี้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ก็อย่างที่ผมเคยเขียนๆ ไปว่า รูปแบบการเกษตรแบบดั้งเดิมของม้งเรากำลังจะเจอกับทางตันเร็วๆ นี้ หากเราไม่รีบปรับตัว

ลองอ่านดู “จากไร่เลื่อนลอย ถึงไร่เร่ร่อน” ..และ “ม้ง เกษตรดั้งเดิม และฟาร์มสัตว์เร่ร่อน

อย่างที่ เข็กน้อย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นชุมชนม้งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กำลังประสบกับปัญหานี้ ที่ดินที่พูดถึงนี้ไม่ใช่ที่ดินในเขตของพื้นที่ ต.เข็กน้อย หากแต่เป็นพื้นที่แถว บ้านใหม่ร่องกล้า (ใกล้ภูทับเบิก) ซึ่งปัจจุบันคนเข็กน้อยนิยมไปทำสวนผักอยู่ที่นั่น โดยต้องจ่ายค่าเช่าที่ถึงปีละกว่า 7,000 บาท ต่อไร่ต่อปี (ไม่ใช่ต่อแปลง)

หลายคนเห็นค่าเช่าที่แพงแบบนี้แล้ว คงคิดไปไกลว่าคนม้งที่นี่ปลูกพืชเศรษฐกิจราคาแพงเป็นแน่แท้ ก็ต้องขอขัดจินตนาการตรงนี้เลยว่า พืชหลักๆ ที่ปลูกกันที่นี่ก็คือ กะหล่ำปลี นั่นเอง ..ที่นี่คือส่วนหนึ่งที่ทำให้ ภูทับเบิก ได้ชื่อว่า “ภูเขากะหล่ำปลี”

หลายคนคงอยากรู้ว่าค่าเช่าที่ 7,000 บาทต่อไร่ต่อปี อย่างนี้แล้วจะเอาจากไหนมาเป็นกำไร

จากการสอบถามก็ได้ทราบว่า หากปีไหนราคากะหล่ำปลีอยู่ที่ 5-7 บาทต่อกิโลกรัม คนเช่าก็จะพออยู่ได้ เพราะปีหนึ่งสามารถลงกะหล่ำปลีได้สองรุ่น และยังสามารถลงผักอื่นได้อีกหนึ่งรุ่น แต่ในความเป็นจริงแล้วโอกาสที่จะทำเงินจากพื้นที่ราคาแพงนี้แทบจะไม่มีเลย แค่ให้ได้ค่าเช่าที่คืนมันก็ยังยากเต็มกลืนแล้ว แล้วจะไปหวังผลกำไรได้จากไหน ..อีกด้านหนึ่ง ผู้ให้เช่าก็สบายไป

สาเหตุที่ทำให้ค่าเช่าที่ในแถบนี้ราคาสูงขึ้นพรวดพราด คงจะมาจากสองสาเหตุใหญ่ๆ นั่นคือ พื้นที่ที่เหมาะแก่การเพาะปลูกเริ่มเหลือน้อยลง ในขณะที่ความต้องการพื้นที่เพาะปลูกนั้นยังคงมีอยู่เท่าเดิม ..ตามที่ทราบกันดีอยู่ว่าในเขตพื้นที่ อ.เขาค้อ นั้นมีชาวม้งเราอาศัยอยู่มากน้อยแค่ไหน

สำหรับค่าเช่าที่เพื่อการเพาะปลูกของม้งเราในพื้นที่อื่นๆ ที่พอทราบมีดังนี้

จ.ตาก ตามที่ได้สอบถามมา ตอนนี้ราคาค่าเช่าที่ก็อยู่ที่ประมาณ 2,000-3,000 บาทต่อไร่ต่อปี ทั้งนี้อย่างที่ทราบกัน พื้นที่ในแถบนี้ค่อนข้างเหมาะแก่การเพาะปลูก จนเป็นสาเหตุให้ม้งในหลายพื้นที่เข้ามาทำการเกษตรในแถบนี้ ไม่ว่าจะเป็นม้งจาก จ.กำแพงเพชร จ.เชียงใหม่ จ.น่าน ..จึงไม่แปลกใจที่ค่าเช่าที่ในแถบนี้จะถีบตัวสูงขึ้น

สำหรับ จ.น่าน ที่นี่ยังไม่พบปัญหาเรื่องค่าเช่าที่ ส่วนใหญ่การเช่าที่จะเป็นไปในลักษณะผลประโยชน์ต่างตอบแทนในรูปแบบอื่น คือเจ้าของที่อาจจะปล่อยให้ผู้เช่าถางที่ให้ (ซึ่งอาจเป็นป่ารกร้าง) และเข้าไปใช้ประโยชน์สักปีสองปี หลังจากผู้เช่าออกจากพื้นที่ไปแล้ว เจ้าของที่ก็อาจนำไม้ยืนต้นอย่าง ยางพาราหรือไม้สักมาลงในพื้นที่ต่อไป ซึ่งการเช่าที่ในลักษณะนี้ส่วนใหญ่ผู้ให้เช่าจะเป็นคนไทย

หรือหากต้องเช่าด้วยการจ่ายค่าเช่าเป็นเงิน ที่ จ.น่าน ก็ยังถือว่าถูกมาก ซึ่งอาจจะจ่ายแค่ 2,000-3,000 บาทต่อแปลงต่อปี (ซึ่งแปลงหนึ่งอาจจะมีพื้นที่เป็นสิบไร่) ..แต่พื้นที่สำหรับการเพาะปลูก ที่นี่เริ่มหายากขึ้นทุกปี

ที่ราชพัสดุที่ทางกรมธนารักษ์ปล่อยให้เช่าในราคาถูกแสนถูก (20 บาทต่อไร่ต่อปี) ถือเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะถึงมือเราหรือเปล่า ถ้าใครสนใจก็ลองงมดู

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้พื้นที่เพาะปลูกเหลือน้อยลงไป ก็เพราะเราใช้พื้นที่เพาะปลูกในแบบใช้แล้วทิ้ง ไม่คิดที่จะบำรุงรักษาให้ใช้การได้นานๆ (หรือขาดความรู้ก็ไม่ทราบ) ทั้งนี้อาจเป็นเพราะรูปแบบการเกษตรแบบดั้งเดิมของเรานั่นเอง กล่าวคือพืชบางชนิดที่เราปลูกไม่สามารถปลูกซ้ำในพื้นที่เดิม (ตามความเชื่อเดิมๆ อ่ะนะ)

แล้วทำไมเราไม่ลองหันมาพิจรณาเรื่องการเกษตรทฤษฎีใหม่ล่ะ ตามสูตรที่มีการแบ่งที่ดินออกเป็นสี่ส่วน ตามนี้ 30:30:30:10 ซึ่งหมายถึง 30% แรกไว้ขุดสระเลี้ยงปลาและเก็บน้ำเพื่อการเกษตร 30% ที่สองให้ปลูกข้าวไว้กินกันในครอบครัว 30% ที่สามไว้ปลูกพืชผักผลไม้ ส่วน 10% สุดท้ายเอาไว้ปลูกบ้านหรือใช้เป็นที่อยู่อาศัย ..แต่ก็อีกนั่นแหละ แล้วเราจะเอาที่ดินจากไหนเป็นสิบไร่ ในเมื่อบางครอบครัวยังไม่มีพื้นที่ 10% สำหรับสร้างบ้านเลย

อย่างไรก็ตามให้พวกเราเริ่มต้นคิดกันได้แล้ว อย่าปล่อยให้ถึงทางตันแล้วค่อยมา กรี๊ดกร๊าด ตกใจกัน อย่างทางบ้าน EdiTor เอง ตอนนี้ก็ให้เลิกทำไร่กันแล้ว ยกเว้นไร่ข้าวที่ทำอยู่ใกล้ๆ บ้าน ..ไม่ใช่มีเงินแล้วเลิกนะ

5 Comments

  1. คนใกล้ตัว

    ขออภัยที่รบกวนและล่วงเกิน

    กำลังจะมาช่วยอ่านและติดตามในเรื่องเกี่ยวกับนายพล วัง ปาว (ว่าง เปา)
    แต่รู้สึกไม่ทันเฮะ โดนหยุดซะละ

    ไม่เป็นไร ด้วยความเข้าใจและเคารพในการตัดสินใจของท่าน EdiTor

    ผมเพียงแต่อยากเสนอ คลิปวีดีโอ ที่ท่านนายพล วัง ปาว เคยพูดไว้เมื่อยามมีชีวิตอยู่
    โดยท่านได้กล่าวถึงคนม้งเรา และฝากหลายๆเรื่องไว้ให้ชนม้งรุ่นหลังได้ตระหนักและปฏิบัติ

    ขอฝากไว้ให้ทุกท่านได้ดูและเผยแพร่ เพื่อตรึกละลึกนึกถึงท่านนายพล และคำสั่งเสีย คำแนะนำ ของท่าน

    ปล.
    1 ขออภัยหากท่านได้เคยดูแล้ว
    2 ในคลิปนี้สอนได้ดีมากจริงๆ
    3 สิ่งที่แล้วก็แล้วกันไป ให้อภัยกันเถอะครับ
    4 สังคมดีไม่มีขาย อยากให้ทุกๆคนร่วมสร้างสังคมม้งนะครับ
    5 คิดถึง ตื้นตันใจ และจะจดจำท่านนายพลตลอดไป

    EXCLUSIVE!! General Vang Pao’s message to the youth!

    ลิ้ง http://www.youtube.com/watch?v=NRu7N_2mBBw

  2. EdiTor (Post author)

    คุณ คนใกล้ตัว ต้องขออภัยในความไม่สะดวกครับ อย่างไรก็ตามผมได้เพิ่มเติมลิ้งค์ไว้ในคอมเมนท์สุดท้ายให้แล้ว ..ขอบคุณครับ

  3. คนใกล้ตัว

    ขอขอบคุณในความเข้าใจและน้ำใจของ EdiTor มา ณ ที่นี้

  4. โดมดอย

    เคยคุยกับชาวบ้านเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ แต่พื้นที่ม้งเป็นที่สูงชัน ที่ราบน้อยครั้นแนะนำก็สารพัดข้ออ้าง แต่ขอยกตัวอย่างคนคนหนึ่งอยู่เข็กน้อย เขามีที่ประมาน 5-6 ไร่ ฃ้าง ๆ หมู่บ้าน มีบ่อน้ำ เขาปลูกผักที่คนม้งนิยมรับประทาน เช่น Zaub ab Taum Zaub ntsuab และผักม้งหลายอย่าง บางอย่างแมลงไม่ชอบกิน ปลูกสลับกับหลายชนิดแแปลงเว้นแปลงแมลงก็ไม่ค่อยกวน เขาเก็บขายได้ทุกวัน วันละ 300-500 บาท เขามีเงินเข้าบ้านทุกวัน เขาส่งลูกเรียนปริญญาหลายคน ลูกสาวจบก็ส่งเงินมาให้พ่อแม่บ้าง รู้สึกชีวิตเขาดีกว่าคนที่ทำพืชเชิงเดี่ยว เมื่อหมดฤดูก็รอต่อไป น่าลองทำอย่างคนคนนี้แม้ที่น้อยก็ทำพออยู่พอกินก็พอแล้ว

  5. คนไม่มีแฟน

    พูดถึงประเด็น นายพล วัง ปาว
    ผมอยากทราบมากเลยครับว่าทุกวันนี้ยังมีคนม้งอีกไหมที่ยังหลบซ่อนสู้รบอยู่ในป่า(ในประเทศลาว)

    ใครพอทราบบ้างครับ…

    ผมว่าน่าสงสารมากเลย ทางที่ดีผมว่ายอมแพ้และยอมออกมาจากป่าดีกว่า ดูคลิปในเว็บ แล้วน้ำตาไหลเลย สงสารคนเหล่านั้นมากๆเลย อยากให้คนเหล่านั้นได้ออกมาสร้างชีวิตใหม่ที่ดีๆ

    ถึงเวลานี้เราไม่มีประเทศที่คนม้งปกครองก็ไม่เป็นไรนี่นา แต่อย่างน้อยขอให้เราคนม้งได้มีชีวิตที่อิสระ
    มีสิทธิในการทำมาหากินอย่างทุกวันนี้ก็ดีแล้วครับ

    ไม่อยากคิดเลยว่าชีวิตที่ต้องหลบซ่อนและถูกทหารลาวไล่ล่าในป่ามันจะทรมารทนทุกข์ขนาดไหน
    เด็กๆ คนแก่ ผู้หญิง เฮ้ย…เศร้าครับ

    ผมคิดว่าสิ่งที่คนม้งไทย จะสามารถทำได้ตอนนี้และต้องทำให้ดีที่สุดก็คือ
    1.สามัคคี
    2.คนรุ่นใหม่ต้องตั้งใจเรียนให้ดีที่สุดแล้วกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของเราให้เจริญ
    3.เลิกซะเถอะ ไอ้เรื่องไร้สาระทั้งหลาย เช่น ยาเสพติด ท้องก่อนแต่ง แต่งก่อนวัยอันควร ฯลฯ

    ถ้าทำได้3ข้อนี้ ผมว่าเราชาวม้งก็ถือว่าประสบความเสร็จอย่างยิ่งยวดแล้วครับ…..
    แต่อย่างว่าแหละ กลับบ้านทีไร ได้ยินแต่เรื่องเศร้าๆ เช่นน้องคนนั้นอายุ15ก็แต่งแล้ว/ท้องแล้ว
    ยิ่งคิดยิ่งเศร้า…ยิ่งหดหู่

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *