สังคมม้งกำลังถอยหลังลงคลองหรือเปล่า

อีกครั้งกับบทความจาก คุณเพื่อนชาวดอย

คุณเคยเบื่อหรือไม่กับงานมงคลสมรสของคนม้งแทนที่จะมีความสุข มีเรื่องดีๆ แต่กลับมีการขุดคุ้ยปัญหาต่างๆ ระหว่างทั้งสองแซ่ ตั้งแต่อดีตมาพูด มาเจรจา โดยที่บางครั้งเราไม่รู้เลยว่าปัญหานั้นมันมาจากไหน เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ระหว่างใครกับใคร โดยไม่สามารถหาข้อยุติได้(ทะเลาะกันจนหมูเน่า) สุดท้ายฝ่ายเจ้าบ่าวต้องยอมทุกอย่าง อาจต้องยอมเสียค่าปรับ เพื่อให้พิธีดำเนินต่อไป ทั้งๆ ที่ตัวเรา พ่อแม่เรา ตัวแฟน พ่อแม่แฟน ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันเลย

การมีปัญหาระหว่างกันในสังคมม้ง เช่น ปัญหาการกระทบกระทั่งกัน ปัญหาระหว่างคู่แต่งงาน หรือปัญหาการหย่าร้าง แทนที่จะมีการเจรจา พูดคุย ไกล่เกลี่ยกัน ในคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเพื่อหาความต้องการที่แท้จริงของทั้งคู่ แต่กลับนำเรื่องเข้าสู่กลุ่มผู้นำตระกูลแซ่ หรือกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีปัญหาเดิมๆ ค้างคาอยู่แล้ว ที่ต่างฝ่ายต่างพร้อมที่จะขุดคุ้ยปัญหาเก่าๆ มาพูดกัน ทั้งที่เกี่ยวกับปัญหาปัจจุบันบ้าง ไม่เกี่ยวบ้าง จนกลายเป็นปัญหาทะเลาะระหว่างแซ่ไปเลย ทั้งๆ ที่มันอาจจะเป็นแค่ปัญหาของคนสองคน

จากข่าวที่ได้รับมาจากการประชุมเครือข่ายม้งของกลุ่มผู้นำตระกูลแซ่ อบต. เข็กน้อย กำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่พยายามจะให้ทางอำเภอออกเอกสารเป็นเชิงรองรับ และมอบอำนาจให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถตัดสินคดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมม้งให้เป็นที่ยอมรับ และใช้บังคับได้ รวมทั้งการพยายามขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับแจ้งความหรือทำบันทึกประจำวันในคดีที่เกิดขึ้น โดยที่ต้องให้คดีผ่านพวกเขาเหล่านั้นและพวกเขาอนุญาตก่อน

อยากขอความคิดเห็นจากพี่น้องม้งยุคใหม่ อยากให้พวกเรามาร่วมกันพิจารณา ว่าสิ่งเหล่านี้ยังเหมาะกับสังคมม้งในยุคปัจจุบันหรือไม่ จากปัญหาที่สะสมในสังคมม้งตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ที่เป็นระเบิดเวลาและพร้อมจะระเบิดทุกเมื่อ ระหว่างแซ่หนึ่งกับอีกแซ่หนึ่ง สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดใช่เกิดจากการนำคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาตัดสินโดย กำนัน ผู้ใหญ่ บ้าน หรือกลุ่มผู้นำตระกูลแซ่หรือไม่ ความไม่ยุติธรรมในตัวบุคคล การเอนเอียง การเล่นพรรคเล่นพวก การไม่มีบรรทัดฐาน ไม่มีตัวบทกฎหมายอ้างอิงเป็นหลักรองรับ นำสู่การตัดสินทุกอย่างตามอารมณ์ ตามพรรคพวก ญาติพี่น้อง ผลประโยชน์ ผมอยากชี้ให้เราเห็นและร่วมกันพิจารณาในจุดอ่อนของระบบนี้คือ

1.ความเอนเอียงของตัวบุคคลที่ทำการตัดสิน โดยบุคคลที่เข้าร่วมรับฟังและทำการตัดสิน จะมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ ตัวแทนระหว่างแซ่ ซึ่งบุคคลเหล่านั้นก็เป็นคนธรรมดา ย่อมมีความเอนเอียงตามอารมณ์ , ตามความสัมพันธ์ส่วนตัวกับทั้งสองฝ่าย, ผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับจากการตัดสินนั้นๆ ซึ่งคนเราทุกคนไม่สามารถการันตีได้ว่า ตัวเองนั้นมีความยุติธรรม ไม่มีความเอนเอียง คิดทุกอย่างตามเหตุผล ซึ่งตามหลักกฎหมายแล้วขนาดตัวผู้พิพากษาเองซึ่งท่านเหล่านั้น ผ่านการเรียน การสอบ การอบรม การสัมภาษณ์มาอย่างเข้มข้นเพื่อพิสูจน์ว่ามีความรู้ทางกฎหมาย และมีความเอนเอียงน้อยที่สุด แต่กฎหมายยังกำหนดให้ คู่ความสามารถขอเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาได้ ถ้าเห็นว่าผู้พิพากษาท่านนั้นมีความสัมพันธ์อันหนึ่งอันใดกับคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วนับประสาอะไรกับเราคนธรรมดา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำตระกูลแซ่ว่าจะไม่มีความเอนเอียง

2. การขาดตัวบทกฎหมายหรือตัวบทจารีตประเพณีรองรับ เป็นที่สังเกตได้ว่าการตัดสินปัญหาคดีต่างๆของคนม้งทั้งเรื่องการกระทบกระทั่งกันทั่วๆไป หรือเรื่องเกี่ยวกับการแต่งงาน การหย่า ยังไม่ได้มีการจดบันทึกหรือ การเขียนตัวบทจารีตประเพณีรองรับเอาไว้ ( ตามประเพณีม้งแล้วในแต่ละเรื่องถ้ามีคดีความเกิดขึ้นให้มีการตัดสินแบบไหน ) รวมทั้งคดีตัวอย่างที่เกิดขึ้น และได้ทำการตัดสินไป มีการตัดสินอย่างไร อ้างตัวบทอะไร พร้อมดัวยเหตุผล ทุกวันนี้การแพ้หรือชนะในคดีความขึ้นอยู่กับ ความสามารถของผู้นำตระกูลแซ่ ฐานะทางสังคม จำนวนพี่น้องของแซ่นั้นๆ ว่ามีมากหรือน้อย เป็นแซ่ใหญ่หรือเล็ก ทำให้มีการเข้าข้างแซ่ตัวเองทุกๆ อย่างทั้งๆ ที่รู้ว่าแซ่ตัวเองเป็นฝ่ายผิดก็ตาม เพราะมีความเป็นแซ่ค้ำคอไว้ รวมทั้งตามความเห็นของผู้ตัดสิน ซึ่งจะมีปัจจัยต่างๆเป็นตัวกำหนด เช่น ความบาดหมางในอดีต , ฐานะทางสังคมของทั้งสองฝ่าย , ผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับจากการตัดสิน ทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงนำมาซึ่งความไม่เป็นธรรมในสังคม แซ่ใหญ่กดขี่แซ่เล็ก แซ่ใหญ่เสียงดังกว่า คนที่มีฐานะสูงทางสังคมเป็นฝ่ายชนะ เป็นฝ่ายถูกเสมอ , คนฉลาดดูถูกคนโง่ คนรวยดูถูกคนจน ซึ่งสิ่งเหล่านี้นำความแตกแยกมาสู่สังคม แล้วเรายังจะปล่อยให้มีขึ้นในสังคมนี้ต่อไปอีกหรือ

3. การไม่เหมาะสมกับยุคสมัย ซึ่งระบบการตัดสินโดยใช้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือกลุ่มผู้นำต่างๆ ได้มีการปฏิบัติกันในสังคมไทยเมื่อ 30 ปีที่แล้วและปัจจุบันนี้แทบไม่มีเหลือทุกอย่างใช้ตามหลักกฎหมายหมด เพราะอะไร เพราะได้พิสูจน์แล้วว่ามันไม่ยุติธรรม มันมีความเอนเอียงตามผู้ตัดสิน พวกเราในฐานะของคนรุ่นใหม่ในสังคมยุค อินเตอร์เน็ต ยุคแห่งข้อมูล ที่มีจำนวนมากที่สุดในสังคมแห่งนี้ เรายังจะยอมรับให้มีการนำสังคมไปสู่รูปแบบในอดีต ที่สังคมอื่นเคยปฏิบัติแล้วรู้ว่ามันไม่ดี ไม่มีความยุติธรรม รวมทั้งสังคมม้งที่มีการใช้ระบบนี้มา ก็มีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคมมากมาย สังเกตได้จากปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมในสังคมม้งทุกวันนี้ ทั้งในแซ่เดียวกัน หรือระหว่างแซ่กับแซ่ที่คุยกันไม่มีวันจบ ไม่มีข้อสรุป รอให้มีเหตุการณ์ใหม่เกิดขึ้นเท่านั้น ก็พร้อมจะขุดคุ้ยทุกอย่างมาพูด

ผมอยากเสนอและขอความเห็นจากสังคมม้งว่า ถ้าเราอยากให้มีการตัดสินคดีบางอย่างในสังคมม้งกันเอง แบบอนุญาโตตุลาการ ควรจะต้องมีการกำหนดรูปแบบที่แน่นอน การกำหนดตัวบุคคลที่มีอำนาจตัดสินและมีหน้าที่เข้าฟังแสดงความความคิดเห็นดังต่อไปนี้เช่น

1. คู่กรณีทั้งสองฝ่าย หรือตัวแทนของคู่กรณีทั้งสอง
2. ตัวแทนผู้นำตระกูลแซ่
3. นักกฎหมาย
4. ตัวแทนกลุ่มแม่บ้าน
5. อื่นๆ ตามความเหมาะสม

ที่สำคัญต้องมีการเขียนตัวบทจารีตประเพณีม้ง ที่เป็นที่ยอมรับในสังคมเพื่อใช้เป็นบรรทัดฐาน และทุกครั้งที่มีการตัดสินต้องมีการจดบันทึกไว้เพื่อใช้ศึกษาข้อบกพร่อง และเป็นตัวอย่างในการพิจารณาตัดสินครั้งต่อๆ ไป ไม่อย่างนั้นก็ทำตามกระบวนการทางกฏหมายดีกว่าครับพี่น้อง

อยากฝากให้คนรุ่นใหม่ช่วยกันคิดและรับผิดชอบสังคมเพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเราคือม้งคนหนึ่ง

เพื่อนชาวดอย (ม.น.)

30 Comments

  1. รักม้ง

    ที่สำคัญพวกเราต้องคิดกันให้ดีว่า พวกเราจะยอมรับอะไร กฎหมายที่มีอยู่แล้ว หรือกฎหมู่ ธรรมเนียมปฏิบัติ ประเพณี วัฒนธรรม ฯลฯ ที่จะกำหนดขึ้นมาเอง ถ้าพวกเรายอมรับสิ่งเหล่านี้ มันก็จะเป็นบรรทััดฐานที่จะใช้ ซึ่งมันอาจจะถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมายก็ได้ แต่ถ้ามีคนไม่ยอมรับ มันก็ยุ่ง ยุ่งมากถึงมากที่สุด

    ทางที่ดี อย่าไปคิดมากเกินกรอบ ใช้กฎหมายที่มีอยู่ในประเทศไทยนี่แหละ ถ้าเห็นว่ากฎหมายมันไม่ถูกต้องเหมาะสม ก็เสนอแก้ไขกฎหมายให้เหมาะสมต่อไป

    เวลามีเรื่องที่ขัดแย้งกัน สิ่งที่ดีที่สุดคือการไกล่เกลี่ย แต่ทุกเรื่องไกล่เกลี่ยไม่ได้ กระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่จึงเหมาะสมที่สุด

    ที่สังคมม้งเป็นอยู่ ตามที่บทความนั้น คือการไกล่เกลี่ย แต่ถ้ามีคู่ความไม่เห็นด้วย การไกล่เกลี่ยก็ล้มเหลว การยอมรับเห็นด้วยหรือไม่ จะต้องเกิดขึ้นด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่เกิดจากอิทธิพลใดๆมาบังคับ เพราะจะเกิดความไม่ยุติธรรม สุดท้ายก็ต้องให้ศาลตัดสิน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่ายุติธรรมที่สุดในปัจจุบัน

    ตามกฎหมายแล้ว ผู้นำไม่ว่าระดับใด ไล่มาตั้งแต่นายกฯถึงผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ผู้ว่าฯ ไม่มีสิทธิ์ในการตัดสินคดีความใดๆทั้งสิ้น แต่ถ้าสังคมไหนยังใช้ระบบผู้นำชุมตัดสินความขัดแย้ง มีอย่างเดียว วุ่นวาย แตกแยก เละเทะ ไม่สงบสุข ซะเป็นส่วนใหญ่

    สรุป…ไม่เห็นด้วยกับการให้ผู้นำมาตัดสินความขัดแย้ง ไม่ว่าจะใช้บรรทัดฐานใดๆก็ตาม แต่เห็นด้วยกับการไกล่เกลี่ย และสุดท้ายกฎหมาย

  2. EdiTor (Post author)

    เรื่องอำนาจหน้าที่ของผู้นำชุมชนนั้นปัจจุบันมีขอบเขตกว้างมากขึ้น แม้แต่อำนาจจับกุมผู้กระทำความผิดในชุมชน หรือการพิจรณาคดีความในเบื้องต้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นการไกล่เกลี่ยกันมากกว่าที่จะเป็นการตัดสินชี้ขาด

    แต่กรณีที่คุณเพื่อนชาวดอยกล่าวมา

    “พยายามขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับแจ้งความหรือทำบันทึกประจำวันในคดีที่ เกิดขึ้น โดยที่ต้องให้คดีผ่านพวกเขาเหล่านั้นและพวกเขาอนุญาตก่อน”

    ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ผู้นำชุมชนต้องชี้แจงต่อคนในชุมชนว่า แนวคิดดังกล่าวจะเกิดผลดีอย่างไร และที่สำคัญคือข้อเรียกร้องดังกล่าวมีที่มาที่ไปอย่างไร หากชี้แจงไปแล้วคนในชุมชนยอมรับได้ นั่นก็ถือเป็นประชามติของคนในชุมชน แต่หากคนในชุมชนไม่ยอมรับแนวคิดดังกล่าว กลุ่มผู้นำก็ต้องได้พิจารณากันเสียใหม่

    แต่จะอย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อมีการตราเป็นกฎหมายเท่านั้น (หรือจะตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษก็แล้วแต่) ถึงจะนำมาบังคับใช้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วมันจะไปขัดกับสิทธิส่วนบุคคลที่กฎหมายรัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้ ..หรือไปแจ้งความแล้วแต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่รับเรื่อง ก็ถือว่าเจ้าหน้าที่มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

    ขอแสดงความเห็นต่อข้อปัญหาทั้งสาม ดังนี้ครับ

    1. เรื่องความเอนเอียงถือเป็นเรื่องเข้าใจได้ไม่ยากครับ จึงเป็นเหตุผลที่ว่าเราควรต้องมีตัวบทกฎหมายที่น่าเชื่อถือเข้ามาบังคับใช้ ซึ่งก็คือกฎหมายไทยนั่นเอง นอกจากความเอนเอียงแล้วเรายังมีแนวคิดบางอย่างผิดๆ ที่ฝังรากอยู่ในสังคมม้ง จนนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมในสังคม เช่น ผู้หญิงสุดทนกับพฤติกรรมของสามี แต่ญาติฝ่ายหญิงก็ยังพยายามเกลี้ยกล่อมให้อดทน (ทนมือทนทีน) เพราะหากเลิกกันไปฝ่ายหญิงจะไม่มีค่าอะไรอีก สุดท้ายเมื่อญาติฝ่ายหญิงไม่ยินดีให้ฝ่ายหญิงกลับ กลายเป็นว่าฝ่ายหญิงไม่มีที่ให้กลับ ก็จำต้องอยู่ทนมือทนทีนต่อไป ..ถ้ากลับไปก็อาจต้องสร้างกระต๊อบอยู่คนเดียว เพราะถือเป็นคนละผีกันแล้ว (น่าจะมีพิธีเปลี่ยนผีนะ เปลี่ยนปลายทางได้ยิ่งดี สะดวก)

    2. เพราะเราไม่มีตัวบทกฎหมายของเราเอง จึงจำเป็นที่เราต้องอ้างอิงหรือนำกฎหมายไทยเข้ามาใช้ให้มากขึ้น แต่จากกรณีนี้หากเป็นจริงตามที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่ากลุ่มผู้นำชุมชนต้องการบริหารจัดการชุมชนแบบเบ็ดเสร็จ เป็นไปได้ว่ากลุ่มผู้นำชุมชนอาจต้องการปกป้องคนในชุมชนจากอำนาจที่พวกเค้าเห็นว่าไม่เป็นธรรม แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรไปจำกัดสิทธิ์ลูกบ้านที่จะพบกับทางเจ้าหน้าที่

    สำหรับคดีความต่างๆ เมื่อเราแจ้งต่อผู้นำชุมชนแล้วแต่เค้าเพิกเฉย หรือเรารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เราก็ควรที่จะต้องนำคดีความดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการของกฎหมายไทย ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้คนม้งตื่นตัวในเรื่องสิทธิ และการใช้กฎหมายไทยมากขึ้น

    3. ความไม่เหมาะสมกับยุคสมัยนั้น ผมยังมองว่าบางสิ่งบางอย่างยังคงทันสมัยอยู่ครับ เพราะหากเราสามารถเจรจาตกลงกันได้ในระดับชุมชน ถึอเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ติดปัญหาอย่างที่คุณเพื่อนชาวดอยเป็นห่วงคือเรื่องของความไม่เป็นกลาง ซึ่งที่จริงในสังคมทุกระดับก็เป็นกัน เพียงแต่เมื่อเกิดความไม่เป็นกลางแล้วเราต้องสามารถพิสูจน์ได้ ด้วยการอ้างอิงตามตัวบทกฎหมาย ..แต่กฎหมายก็ดิ้นได้อีกนั่นแหละ

  3. ทนายความม้ง/Hmong Lawyer Thailand.

    ผมเองได้พยายา่มเขียนและพยายามชี้แจง หลายที่หลายแห่งและหลายๆคนที่ผมได้พบพูดคุย ผมอยากจะบอกว่าเราไม่มีแผ่นดินอยู่ เราไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ที่มีอำนาจตามกฎหมาย ที่เราจะไปบังคับใครให้ทำตามเรา เชื่อเรา เราอยู่ประเทศไหน เราก็ใช้กฎหมายของประเทศนั้น ผมบอกเสมอกับทุกที่ ทุกแห่ง ทุกคนที่ผมพบเสมอครับ คุณเ้พื่อนชาวดอยครับการไปขอให้เจ้าหน้าที่ของทางราชการเขาให้สิทธิ มันเป็นไปไม่ได้ครับ เขาไม่มีสิทธิจะไปให้สิทธิในการให้อำนาจกับใครครับ มีคนที่เรียนจบกฎหมายมาแต่ไม่ได้ใช้กฎหมาย ยังมีปัญหาการใช้กฎหมายที่ผิดๆ ที่เพื่อนชาวดอยเขียนกระทู้นี้ขึ้นมาผมเข้าใจครับ การที่ผู้่นำชาวม้ง กำนัน ผู้ใหญ่ อบต.ได้ประชุมกันแล้วมีการพูดคุยอย่างที่เพื่อนชาวดอยบอกนั้น ไม่สามารถทำได้หรอกครับ ผมไม่ทราบว่ามีนักกฎหมายอยู่ด้วยหรือเปล่า หรือมีนักกฎหมาย เป็นนักกฎหมายแบบไหน จบกฎหมายมาเท่านั้นหรือเปล่า หรือเป็นทนายความ หรือสอบทนายความได้แต่ไม่ได้ทำอาชีพทนายความจริงๆ หรือมีแต่ประชุมกันเอง ที่จริงผมไม่อยากมาแสดงอะไรเพราะมีคนบางคนเริ่มหมั่นใส้ผม หาว่าผมโอ้อวด อวดเก่ง แต่เมื่อเห็นอะไรที่คิดว่าไม่ใช้ ถ้าปล่อยไปก็จะมีคนที่ไม่รู้ัจริงมาพูดแสดงความคิดเห็นที่ผิดๆ จะทำให้ไปกันใหญ่ คุณเพื่อนชาวดอยครับ ถ้าคุณอยากทราบอะไร หรือไม่แน่ใจอะไร โทร.หาผมก็ได้ครับ ผมจะพยายามอธิบายและอิงกับกฎหมายให้ครับ ผมไม่อยากแสดงความคิดเห็น ณ ที่ตรงนี้ไปมากกว่านี้ครับ ขอบคุณครับ 081-448-2583, 081-668-3302

  4. สาวม้ง

    1. เรื่องความเอนเอียงถือเป็นเรื่องเข้าใจได้ไม่ยากครับ จึงเป็นเหตุผลที่ว่าเราควรต้องมีตัวบทกฎหมายที่น่าเชื่อถือเข้ามาบังคับใช้ ซึ่งก็คือกฎหมายไทยนั่นเอง นอกจากความเอนเอียงแล้วเรายังมีแนวคิดบางอย่างผิดๆ ที่ฝังรากอยู่ในสังคมม้ง จนนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมในสังคม เช่น ผู้หญิงสุดทนกับพฤติกรรมของสามี แต่ญาติฝ่ายหญิงก็ยังพยายามเกลี้ยกล่อมให้อดทน (ทนมือทนทีน) เพราะหากเลิกกันไปฝ่ายหญิงจะไม่มีค่าอะไรอีก สุดท้ายเมื่อญาติฝ่ายหญิงไม่ยินดีให้ฝ่ายหญิงกลับ กลายเป็นว่าฝ่ายหญิงไม่มีที่ให้กลับ ก็จำต้องอยู่ทนมือทนทีนต่อไป ..ถ้ากลับไปก็อาจต้องสร้างกระต๊อบอยู่คนเดียว เพราะถือเป็นคนละผีกันแล้ว (น่าจะมีพิธีเปลี่ยนผีนะ เปลี่ยนปลายทางได้ยิ่งดี สะดวก)

    ชอบบทความของคุณ EdiTor มากเลยค่ะ
    เนื่องจาก ผู้หญิงโดนตัดสินเกี่ยวกับเรื่องผีๆมาโดยตลอด ซึ่งไม่มีอะไรที่จะพิสูจน์ได้ก็จริงอยู่
    แต่ว่าพ่อแม่ก็ช่างเลือดเย็นนะ ทำใจได้ยังไงให้ลูกในไส้ของตัวเองต้องไปรองมือรองทีนใครก้อไม่รู้
    พอกลับมายังจะให้ไปอยู่ที่อื่นอีก แค่คิดก็เศร้าแล้ว
    แต่กลับกันนะ คนไทย เค้าไม่ได้คิดถึงเรื่องผีของใครเลย หากลูกอยู่กับใครไม่ได้เค้าก็ยินดีที่จะประคองลูกมาอยู่กับตัวเอง แถมยังส่งเสริมให้ได้ดีอีก
    ซึ่งแตกต่างจากม้งมาก ม้งกลัวแต่ว่าจะทำให้ผีที่แตกต่างเข้ามา แล้วทำให้ตัวเองนั้นทำกินไม่ขึ้นเท่านั้น

  5. EdiTor (Post author)

    คุณสาวม้ง เจ้าของบทความด้านบนคือ คุณเพื่อนชาวดอย ครับ ส่วนผมแค่ร่วมแสดงความเห็น

  6. สาวม้ง

    ขอโทษค่ะ
    หมายถึง ความคิดเห็นนั่นแหล่ะค่ะ

  7. EdiTor (Post author)

    :)

  8. Lee Yia

    ได้แต่สงสารจิงๆ อยู่ในประเทศไทยแต่กลับไม่พยายามเอากฎหมายไทยมาใช้ มันเสมือนว่าเราไม่ใช่คนไทย ผมว่าคนไทยไม่ได้แบ่งเราหรอก คนไทยไม่ได้ดูถูกเราหรอก แต่เราต่างหากที่แบ่งเขา เราต่างหากที่ทำให้เขาต้องดูถูกเรา พวกเราว่าจิงไหม?? อย่างน้อยๆผมคนหนึ่งแหละครับ ขอคัดค้านทุกวิถีทางสำหรับกรณีนี้ไม่ว่าจะเป็นม้งที่ไหนหรือแห่งใด ก้อควรเป็นไปตามโลกปัจจุบันได้แล้ว เราจะได้อ่านประวัติศาสตร์ม้งได้อย่างเต็มภาคภูมิสักที แต่ที่แน่ๆเราๆที่นี่ไม่ต้องทำตามก้อเป็นพอแล้วและร่วมคัดค้านด้วย ส่วนประเพณีดีงามก้อควรรักษาไว้ ผมอยู่คลุกคลีกับคนจีนผมไม่เห็นเขาไม่เคารพกฎหมายไทยเลย มีแต่ไอ่เราๆนี่อะ เป็นใหญ่เป็นโตก้อยังไม่ถึงไหนเลย แต่กลับคิดการณ์ใหญ่โตมโหฬาร แบบว่าโลกทั้งใบเป็นของม้งงี้อะ (สงสัยต้องย้ายไปอยู่สร้างอาณาจักรที่ดาวอังคารละมั้ง) ทำไมไม่คิดว่าโลกมันหลุดจากวงโคจรเดิมไปแล้ว สมควรไปตามโลกได้แล้ว แต่ก้อทำทุกวิถีทางเพื่อกลับไปสู่วงจรเดิม ซึ่งไม่มีใครอยู่แล้ว

    สุดท้ายผมก้ออยากให้เรารุ็สึกว่า จิงๆแล้วเราก้อคือคนไทยคนหนึ่ง(เข้าเมืองตาเหลี่ยว ไม่เหลียวตาตาม แย่นะ)แต่เรามีสายเลือดและที่มาแตกต่างกันก้อเท่านั้นเอง ในประเทศหนึ่งๆย่อมมีมากมายหลายสายเลือด ซึ่งไม่แปลกอยู่แล้ว จงอย่าพยายามหลุดออกนอกกรอบเลยครับ แต่หากจะกระทำเช่นนั้นจิงๆ ก้อรอให้เราๆสามารถปกครองคนอื่นได้ด้วยแล้วค่อยเอาอะไรบางอย่างออกมาใช้(ที่ดีนะ)แต่ถ้าหากยังเป็นเพียงแค่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผมบอกได้เลยว่า เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตจิ๊บจ๊อยเมื่อเทียบกับโลกใบนี้ ถ้าชาวจีนออกกฎหมายแบบชาวจีนมาใช้ในประเทศไทย ผมว่าผมไม่แปลกนะ แต่ม้งเราๆคิดจะทำหรอ???? ผมว่าอ่อนต่อโลกเกินไปแล้วพี่น้องเอ้ย…….

  9. Lee Yia

    เดินออกไปนอกบ้านแล้วมองออกไปและมองกลับเข้าไปในบ้าน แล้วอธิบายกับตัวเอง เดินออกไปนอกหมู่บ้านแล้วมองออกไปและมองกลับหมู่บ้านตัวเอง อธิบายกับตัวเอง เดินออกไปเรื่อยๆๆๆๆ แล้วมองออกไปและมองกลับ อธิบายให้กับตัวเอง ว่าเห็นอะไรบ้าง แตกต่างหรือเหมือนกัน เปรียบเทียบ…และอีกมากมาย น่าสงสารนะพี่น้องเราน่าสงสารจิงๆๆๆๆๆๆ ส่วนมากมองไม่เห็นที่อื่น แต่เห็นแต่ที่ที่ตัวเองอยู่

    อยากเป็นใหญ่ เป็นโต โก้มโหฬาร
    สุดสงสาร เอาพัดลม ต้านพายุ
    มองการณ์ไกล ไกลหลุดโลก โลกร้อนระอุ
    จุดประทุ กองไฟ ยิ่งใหญ่จัง….

  10. Lee Yia

    ฟังเรื่องเล่า ก่อนเก่า เขาเล่ามา
    จากบนดิน ขึ้นสู่ฟ้า สุดฟ้าไกล
    เรื่องบอกว่า น้ำน้อย ย่อมแพ้ไฟ
    แต่น้ำใจ ไม่แพ้คน คนเดินดิน…..

    เรียนคณิต มากไป ก้อไม่ค่อยดี
    หัดมาเรียง ร้อยกวี เป็นทีท่า
    เผื่อโชคดี อาจได้ไป ที่ปลายฟ้า
    ที่ที่ข้า ใฝ่ฝัน อยากจะไป…

    โทดทีครับพี่น้อง วันนี้อารมณ์ศิลป์มันเข้าสิงหน่ะ

  11. คนหลงทาง

    ผมขอเสดงความคิดเห็นหน่อยครับ สำหรับผมเองผมไม่กลัวว่าใครจะคิดเช่นไรกับผม
    ว่าผมเป็นคนอย่างไร เป็นคนประเภทไหน หรือเป็นคนที่ไม่ดีก็ร้าย อะไรก็แล้วแต่ผมไม่สนใจ
    แต่ในกรณีนี้ผมว่า ม้งเราเวลามีเรื่องกันมาน้อยมากที่จะไปถึงศาล จะไปถึงตำรวจ ผมเองเคยโดน
    คดีที่เขกน้อยนี่แหละ เป็นคดีที่คนม้งว่ากันว่าผิดผี คราวนี้เราเป็นคนต่างที่ต่างถิ่น มาเราก็ไม่รู้ประเภณีอะไร แต่เรื่องก็ดันเกิด กับเพือนคนไทยของผม แค่ไปหยิบยกอะไร ไปเคลื่อนย้าย ของที่คนม้งจะทำผี แต่อันนี้ก็โทษเพื่อนผมไม่ได้ เพราะคนม้งมาทำผีในที่ของเรา โดยไม่ได้แจ้งอะไรกลับทางเรา
    และที่สำคัญเราเองก็ไม่รู้ด้วยว่านั้น คืออะไร
    เมื่อเกิดเหตุหมายถึงเพื่อนคนไทย ผมไปยกไปเคลื่อนย้ายจุดทำผีของคนม้งเรา แปปเดียวคนม้งก็มากันเยอะ คราวนี้ทางพวกผมก็เป็นแต่เด็กหนุ่มพูดม้งแทบไม่ได้ ประเด็นอยู่ที่ว่า เพื่อนผมว่าถ้าคนม้งจะปรับ
    ให้แจ้งความมาแล้วจะเสียค่าปรับให้ถ้าในกรณ๊ที่ผิดจิง แต่คนม้งไม่ยอมให้แจ้งความ และจะปรับเอาเงินอย่างเดียว ผู้ใหญ่บ้านมา และก็มีหลายคนมาแต่ผมเองก็ไม่รู้ว่าใครมา เพราะเราแค่ไปเที่ยว
    ไม่ใช่คนในพื้นที่ และจะเอาเรื่องจนถึงขั้นจะลงไม้ลงมือ แจ้งความก็ไม่ให้แจ้ง จะให้กฎม้งอย่างเดียว
    ผมเองก็ในฐานะที่เป็นคนม้ง และไม่อยากให้เพื่อนคนไทยยุ่งยาก ก็เกินคว้าเงินให้ในตอนนั้น
    เรื่องเลยจบไป
    ประเด็นอยู่ที่ว่า กรณีแบบนี้แจ้งความได้ไหม แล้วกรณ๊ที่แจ้งความแล้ว เราชนะคดีตำรวจเห็นว่าเป็นเรื่องอุบัติเหตุสุดวิสัย แต่ถามว่าม้งเราจะให้ความปลอดภัยกับทางเราหรือเปล่า
    ประเด็นที่สอง กรณีแบบนี้ที่คนไทย ที่ไม่รู้วิถีชีวิตแบบม้งๆๆ แล้วเผลอมาทำผิดแบบนี้ จะมองในมุมไหนดี
    ประเด็นที่สาม เรื่องแบบนี้กระทบต่อชื่อเสียม้งมากไหม หากนักท่องเที่ยวมาเที่ยวในหมู่บ้านม้งแล้ว
    เกิดกรณีแบบนี้ขึ้นมา โดยที่ไม่มีเจตนา แต่คำว่าไม่มีเจตนา แต่เป็นความผิดแบบม้งๆๆ
    อันนี้ ทุกท่านมีความเห็นแค่ประการใด
    ประเด็นที่สี่ กรณีแบบนี้เป็นกฎหมายแบบม้งๆๆ ที่คุณเพื่อนชาวน้อยนักศึกษา ม.น. กล่าวมาด้วยหรือไม่
    รบกวน ทนายม้งก็ได้ครับ ชี้แจงให้ความรู้กับพี่น้องม้ง และรวมถึงตัวกระผมด้วย เพราะตั้งแต่นั้นมา
    ผมไม่กล้าพาใครมาที่เข็กน้อยอีกเลย และที่สำคัญ จะได้มีข้อมูลในคราวต่อไป ที่คนไทยกระทำผิดกฎหมายแบบม้งๆๆ แล้วควรทำอย่างไร
    ขอบคุณครับ

  12. EdiTor (Post author)

    คุณ Lee Yia อารมณ์นี้ยังร่ายกลอนได้อยู่ นับถือ นับถือ
    นับวันช่องว่างระหว่างม้งเราก็ยิ่งกว้างมากขึ้น เราคงต้องเริ่มต้นคิดหาวิธีำทำให้ช่องว่างที่ว่านี้ไม่ขยายตัวไปมากกว่านี้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเริ่มต้นรณรงค์ให้เกิดการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน เพราะถ้าเราปล่อยให้ช่องว่างในสังคมกว้างมากขึ้น แนวความคิดต่างๆ ก็ยากที่จะจูนเข้าหากัน

    คุณ คนหลงทาง แม้กรณีที่คุณยกตัวอย่างมาจะไม่ชัดเจนนัก แต่หากมีเรื่องอย่างว่าจริงก็ถือเป็นเรื่องที่ควรได้รับการแก้ไข แก้ไขในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องลบล้างความเชื่อดังกล่าวออกไปจากสังคมม้ง เพราะความเชื่อเป็นสิทธิ์ของกลุ่มบุคคล คงยากที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่สิ่งที่เราควรแก้ไขก็คือค่านิยมในเรื่องของเงินๆ ทองๆ เพราะเรื่องที่คุณคนหลงทางยกตัวอย่างมาถือเป็นเรื่องของความเชื่อ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเงินๆ ทองๆ เลย แต่ก็จะปรับเิอาเงินอยู่นั่นแหละ

    หากสังเกตุก็จะพบว่าการตัดสินปัญหาในสังคมม้งมักจบด้วยการจ่ายค่าปรับ ทั้งๆ ที่บางเรื่องไม่ควรนำเงินทองมาเกี่ยวเลย ..กฎหมายไทยก็ใช้วิธีปรับ แต่กฎหมายไทยมีตัวเลขระบุชัดเจน รวมถึงสามารถระบุความเสียหายได้

  13. รักม้ง

    จาก คห.คนหลงทาง

    ประเด็นที่

    1.แจ้งความได้

    2.มองในมุมที่ คนไทยไม่รู้ คนไทยม้งต้องเข้าใจ คนไทยไม่เข้าใจ คนไทยม้งต้องรู้

    3.กระทบต่อชื่อเสียงแน่นอน มากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่การกระจายของข่าวสาร

    4.อันนี้ไม่มีความเห็น

    เห็นด้วยกับ คห.คุณ Lee Yia น่าสงสารคนไทยม้งจริงๆ พวกเรากำลังทำลายตัวเอง ถ้าใครมีโอกาสอยากให้ลองขึ้นไปดู ชาวไทยยูนนานที่แม่สลองแล้วลองคิดดู…ทำไมที่นั่นถึงไม่มีเหตุการณ์แบบที่คนหลงทางเจอ

  14. hmong21

    น่าคิดนะครับที่เพื่อนชาวดอยเสนอมา

  15. MR.D

    ไม่อยากจะบอกว่าม้งเ้ป็นชนชาติเพด็ดการที่สุดชนชาตินึงในโลกอย่าโกรธกันน่ะครับนี่คือความจริงที่รู้กันอยู่

  16. Lee Yia

    อืม…ผมว่าการยอมรับข้อผิดพลาดมันจะนำไปสู่การแก้ไขครับ อันที่คุณ MR.D พูดมา ผมว่าจิงนะ

  17. ทนายความม้ง/Hmong Lawyer Thailand.

    คนอื่นผมไม่ทราบนะครับ แต่สำหรับผม ผมเห็นประสบมาเยอะพอสมควรกับประเพณี ความคิดเดิมๆ ผมได้พยายามชี้แจงและอธิบายแต่ไร้ประโยชน์ครับ ผมจะไม่เสนอความคิดเห็น ณ ที่ตรงนี้ครับ เบอร์โทร.ผมให้แล้วหากใครอยากทราบอะไรก็โทร.มาคุยส่วนตัวกับผมก็แล้วกันนะครับ ไม่ใช่ว่าผมจะคิดอะไรมากมาย แต่ผมว่า ณ ที่ตรงนี้สาธารณะเกินไป ปล่อยให้เป็นเวทีพูดคุยแสดงความคิดเห็นกันอย่างเต็มที่ดีกว่านะครับ จะได้อัฐรสมากกว่าที่ผมมาแจมแล้วทำให้เสียบรรยากาศครับ ต้องขออภัยทุกคนด้วยนะครับ

  18. หนุ่มเข็กน้อย

    เสียงลือ..เสียงเล่าอ้างอันใดพี่เอย..
    เสียงย่อมยอยศใครทั่วล้า…
    สองเขือพี่หลับใหล..ลืมตื่น..ฤ..พี่..
    สองพี่คิดเองอ้าอย่าได้ถามเผือ…
    ……………………..
    อ่านแล้วคิดถึงกลอนบทนี้แม้อาจไม่ตรงนัก…
    มีคนบอกว่าบางอย่างก็จริงบางอย่างก็เท็จ…
    สำคัญที่สุดคือจิตสำนึกของคนครับ…กฎประเพณีของคนม้งหากคนที่ใช้รู้จักใช้..
    และใช้อย่างไม่เอนเอียงถือว่าดีครับ..เท่าที่สัมผัสได้โดยมากพวกมากลากไป..
    หากเป็นไปได้เราคนรุ่นใหม่หันกลับไปสนใจและศึกษาอย่างจริงจัง(จริงใจ)ดูเถอะครับ..
    เราจะเข้าใจคนเหล่านั้นอีกเยอะ..
    สิ่งที่คนหลงทางพูดมา..หากเป็นจริงน่าเจ็บใจและไม่ควรให้อภัย..
    ผมเป็นคนเข็กน้อย..ไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์ที่คนหลงทางประสพพบเจอเป็นเช่นไรไม่ชัดเจน..
    หากมีข้อมูลมากกว่านี้และชัดเจนกว่านี้น่าจะได้ไต่ถามกัน

  19. I'M AN OLD HMONG

    What have us been doing the past 50000 years?………… We ,now … 1 step before Tong-lueng tribe……Bramaree……..!! Have you ever looked at yourself in a mirror….? ………

    Life is almost nothing…. only …to learn… .for a better job….. to see more things….. to eat… good things…..most people are deeply sad….. then they……. drink and drink…..They may lost their way home…… home of the soul….after…pass from this …world.

    What shall we do for the left behind people like us….? We have not done any thing for the world to remember us…….!!! Why….??????

  20. คนไม่มีแฟน

    จะแต่งงานคนอื่นมาเกี่ยวอะไรด้วยล่ะครับ
    แต่งกันเองเงียบๆก็ได้นี่นา รู้กันแค่ในวงจำกัดก็ได้
    ไม่ต้องให้ไอ้พวกผู้นำแซ่อะไรมายุ่มย่ามมากก็ได้

    สมัยนี้ผมว่ามาเน้นที่ความดีของคน2คนจะดีกว่านะ
    ไม่จำเป็นต้องไปสนใจพิธีรีตองให้มากความและไม่ต้องไปใส่ใจกับอดีตที่ผ่านมาของพวกแซ่ต่างๆด้วย

    โตๆกันแล้ว แก่ๆกันแล้ว ถ้ามัวแต่เอาเรื่องเก่าๆในอดีตมาเถียงกันมันคงไม่จบ หุหุ

  21. Tee

    ไม่ได้เข้ามาดูนานเลย วันนี้ได้เข้ามาอ่านบทความ ถือว่าเป็นบทความที่ดีมากครับ ได้ความรู้และข่าวสารเกี่ยวกับม้งหลายอย่าง ความจริงการธรรมเนียมเก่าๆบางอย่างก็ยังใช่ได้และบางอย่างก็น่าจะได้รับการปรับปรุง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นกับหลายๆฝ่ายและความเหมาะสมด้วย ยังไงเราคนรุ่นใหม่ก็ต้องดูของเก่าเป็นบทเรียนบ้าง และคนเฒ่าคนแก่ก็ต้องยอมรับและเข้าใจสังคมปัจจุบันด้วย จึงจะสามารถไปด้วยกันได้

  22. ลูกหลานม้ง

    เรื่องมีอยู่ว่า..ม้งเด็กรุ่นใหม่ที่ได้รับการเรียนรู้มีความคิดการพัฒนาทั้งทางด้านการเรียน การงาน สังคม ควรนำใช้กับชุมชนหรือสังคมที่บ้าน..ไปเป็นผู้นำ.. และเสนอทุกอย่างไม่เร็วร้ายมากมายหรอกเพียงแต่อยู่ในขอบข่ายของเหตุผล
    ….ทุกอย่างเป็นไปได้ถ้าอยู่ในขอบข่ายของความดี….

  23. mai

    ไม่ว่าอย่างไรสิ่งที่คุณๆ ทุกคนว่ามาก็มีส่วนถูก ไม่ว่าจะน้อยหรือว่ามาก จากในอดิตที่มีพิธีต่างๆ นานา มากมายจนทุกวันนี้แทบไม่เห็มมีเหลืออยู่เลย ไม่ว่าจะมาการตัดทอนทิ้งไปบ้าง การไปนับถือศาสนาอื่น เื่พื่อหลีกเลียงพิธีกรรมที่ยุ่งยากต่างๆ นั้นบ้าง และอีกสารพัดเหตุผลที่ละทิ้งไป แต่กระนั้นยังคิดว่ายุคมัยเปลี่ยนไปก็ไม่มีปัญหาอะไรที่จะขาดไปบ้าง แต่อย่างว่าอะไรบ้างที่สมควรจะมีอยู่ต่อไป หรือจะให้หายหมดเลย แล้วใครที่จะมีอำนาจในการเปลียนสิ่งเหล่านี้ เราคิดว่าก็เราๆ ทั้งหลายที่เขียนกันอยู่ทุกวันนี้ แต่จะมีวิธีการอย่างไร จะเป็นที่ยอมรับกันทัึ่วกัน

  24. EdiTor (Post author)

    คุณ mai ม้งเราได้ริเริ่มคิดเกี่ยวกับตัวเองแล้ว ต่อจากนี้ก็เหลือแค่รอให้เกิด นักปฏิบัติ

  25. เพื่อนชาวดอย

    ขอบคุณสำหรับทุกๆความคิดเห็น ทุกสิ่งที่เสนอผมว่าสิ่งเหล่านี้อยู่ในใจของพวกเราหลายๆคน แต่บางครั้งนำท่วมปาก พูดไม่ได้ บางครั้งไม่มีโอกาส ไม่มีเวทีให้เราแสดงความคิดเห็น ถึงเวลาหรือยังที่เราต้องร่วมกันแก้ไข รวมทั้งร่วมกันอนุรักษ์ในสิงที่ดีอย่างถูกต้องผมหวังว่าสักวันหนึ่งเราคงได้ร่วมมือกันสร้างสังคมม้งให้น่าอยู่ เปิดการเมืองม้งรูปแบบใหม่ตามความสามารถ

  26. เพื่อนชาวดอย

    ทุกๆวันนั่งคิดว่าสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวัน เป็นสิ่งที่เรามีความสุขหรือเปล่า เราทิ้งความฝันความทะเยอทะยานส่วนตัว เพราะอะไร เพราะความกลัว ไม่กล้าพอ นำสู่ข้ออ้างต่างๆนาๆ ครอบครัวบ้าง ความรับผิดชอบบ้าง ความมั่นคงบ้าง บางครั้งสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้มันเล็กน้อยเกินกว่าความมสามารถที่เรามี เล็กเกินกว่ากำลังสมองของเรา เกิดมาครั้งเดียวยังไงก็ต้องตาย ต้องกล้าทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ จารึกความดีไว้ในสังคม ว่าเราก็เคยเกิดมาครั้งหนึ่งในสังคมนี้ ดีกว่าปล่อยทุกอย่างไปกับความฝัน ไปกับสายลม ว่าวันหนึ่งเราจะทำ จนรู้สึกตัวอีกวันหนึ่งเรากลายเป็นคนแก่ที่นั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ไปวันๆ

  27. neeb

    ผมเกือบเป็นรุ่นแรกๆของม้งที่ได้เรียนและมีงานทำ ใช้ชีวิตเกินครึ่่งของอายุไขอยู่กับสังคมภายนอกที่ไม่ใช่สังคมม้ง ได้พูดคุยปัญหาเหล่านี้กับเพื่อนและน้องๆ ที่เป็นม้ง
    ส่วนใหญ่เห็นด้วย และต่างบอกว่าควรปรับวิธีคิด และทัศนคติในการอยู่ร่วมกับสังคม แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ก็เริ่มเห็นว่ายากเอาการอยู่ เพราะจารีตประเพณี มันหล่อหลอมจากวิถีชิวิต จึงอยากบอกว่าเรามีจารีต ประเพณี อย่างนี้
    เพราะเราเป็นคนอย่างนี้

    1. คนม้งสันโดด เอาแต่ตนเองและพี่น้องตน ทำให้คิดว่าตนถูกต้องเสมอ
    2. นิสัยพื้นฐานเห็นแก่ตัวมาก เป็นที่มาของจิตใจคับแคบ
    3. เจ้าคิด เจ้าแค้น เป็นที่มาของ การอาฆาต พยาบาท
    4. ชอบเลียนแบบ เป็นที่มาของความตกต่ำทางเศรษฐกิจ และสังคม
    5. จู้จี้ จุกจิก ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ทำให้มีการทะเลาะ และคดีความมากมาย

    ผมเคยพยายามแหกคอก โดยอ้างว่าหลายเรื่องราวที่ผ่านมา เป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องระหว่างคู่กรณี ไม่ควรยกทั้งตระกูลมาทะเลาะกัน แต่ผลตามมาคือ “ต่อไป จะไม่ยุ่งทุกๆเรื่อง” (สงสัย เจ็บไข้ ก็จะไม่ดูดำดูดี) สุดท้ายญาติพี่น้องก็ขอร้องให้ยอม เพื่อนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยของกรรมการชุมชน และเครือญาติ
    ยากอยู่ครับ ท่านๆที่โพสต์และ comment วันหนึ่งเมื่อมีเหตุกับท่าน ลองดู !!

  28. neeb

    อ้อ! หลายคดีอยู่ ที่ไปจบที่สมาคมม้ง (ที่เชียงใหม่)
    แล้วคนที่นั่นเป็นพวกดึกดำบรรพ์หรือ???
    ส่วนใหญ่ คนมีการศึกษาทั้งนั้น
    เห็นไหม ว่าไม่ง่ายครับ !!!

  29. ไกลถิ่น

    คนเรานั้น มนุษย์นั้น คนบางคนมองเห็นคนอื่นเสมอแต่ไม่เคยมองเห็นตนเอง ไม่รู้ว่าเป็นเช่นไรแม้กระทั่งตัวผมเอง ผมก็พยายามที่จะมองตนเองให้มากที่สุดแตไม่รู้ว่าจะทำได้ดีเพียงใด สังคมใดก็แล้วแต่ ถ้าอยู่ร่วมกันด้วยเหตุและผลแล้วผมว่ามันก็คงไม่มีอะไรที่จะมาเป็นปัญหาใหญ่ให้สังคมนั้น

    ทุกวันนี้โลกใบนี้มีแต่จะวุ่นวาย มนุษย์นั้นคงต้องใช้สติให้มากๆๆ

  30. ไกลถิ่น

    มนุษย์ในโลกใบนี้ไม่ว่าเป็นใครก็แล้วแต่ ถ้าเอาศาสนาพุทธมาศึกษาแล้วเอามาใช้กับชีวิตประจำวัน ผู้นั้นจะเป็นคนที่เป็นสุขได้อย่างที่ต้องการ แต่คนม้งไม่มีศาสนาพุทธ มีแต่ศาสนาผี
    มันจึงเป็นที่มาที่ไปของปัญหาหลายๆๆอย่างในสังคมม้งทุกวันนี้ เพราะศาสนาผีไม่เคยสอนอะไรให้คนม้ง ไม่เคยสอนการมีเมตตาต่อสรรพสัตว์ ไม่เคยสอน รู้จักการแบ่งบัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน
    และ ฯลฯ จิปาถะ แล้วอย่างนี้ยังนับถือกันอยู่แบบงมหัวไม่ขึ้นเลยอีกหรือ??ผู้จบปริญญาทั้งหลาย

    ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมม้งนั้นต้องแก้ไขกันที่จิตใจ เมื่อที่จิตใจแก้ไขได้ โดยมีศิลธรรม มีคุณธรรม ปัญหานั้นก็แก้ได้โดยคนแก้ไขไม่เข้าข้างใดข้างหนึ่งผิดก็ว่าไปตามผิดและก็ยอมรับ ว่ากันไปตามกระบวนการ ความถูกต้องนั้นมนุษย์ชอบทุกคนแต่บางคนไม่ยอมรับความผิดเพราะว่าความผิดนั้นเป็นฝ่ายญาติของตนเองหรือถูกยัดด้วยเงินจึงเป็นปัญหาที่ไม่รู้จักจบสิ้นในกระบวนการของการแก้ไขปัญหาในสังคมม้ง หรือในสังคมโลกใบนี้ของคนที่ยังไม่มี ศิลธรรม ไม่มีคุณธรรมอยู่ในใจ

    ถึงเวลาหรือยังที่ม้งต้องหันมานับถือสิ่งที่เป็นเหตุและผล(ศาสนาพุทธ)อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่เขียนเอาไว้ในทะเบียนบ้านเท่านั้นว่านับถือศาสนาพุทธ การนับถือผีแบบทุกๆวันนี้ที่ยังมีการหล่อหลอมกันต่อไปแบบไม่รู้จบสิ้นเกี่ยวกับประเพณีบางอย่างของคนม้ง เช่น ผีสือก๊าง และอีกหลายๆๆผี ผมอยากถามคนม้งว่าใหนบอกว่าสมัยนี้เป็นสมัยที่มีการศึกษาแล้วไม่ใช่หรือ??แล้วทำไมไม่รู้จักเปลี่ยนเรื่องความเชื่อสักกะที เกี่ยวกับเรื่องการนับถือผีของคนม้ง แล้วอย่างนี้เมื่อใหร่จึงจะมีความเห็นที่ถูกล่ะเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของท่าน?? ม้งไม่ใช่คนหรือ?? ม้งไม่ใช่มนุษย์หรือ??ที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ที่ดีกว่า ได้ชื่อว่ามนุษย์นั้นย่อมต้องการสิ่งที่ดีที่สุด อย่างที่บางความเห็นบอกว่าการเลิกลาของสามีภรรยานั้นเมื่อฝ่ายหญิงกลับไปจะผิดผีเพราะพิธีแบผีๆของม้งไม่ใช่หรือที่ทำให้เขาต้องเป็นอย่างนั้น ยึดติดผีมากไปปะเนี่ยเห็นผีดีกว่าลูก อนาถหนอ อนาถหนอ ม้งหนอม้ง
    เพราะการนับถือผีๆๆนี้แหละเป็นตัวฉุดความเจริญของคนม้ง ม้งบางคน มีความเจริญทั้งทางด้านหน้าที่ การงาน การเงินและอีกหลายๆอย่าง
    แต่กลับไปทำพิธีแบบผีๆๆ แล้วเมื่อใหร่สังคมม้งจะปลูกฝั่งสิ่งที่ดีๆและถูกต้องให้ลูกหลานม้ง ให้สังคมม้งได้อย่างไร???? ผมเชื่อว่าสังคมม้งปัจจุบันนี้เชื่ออย่างที่ผมเชื่อ(เฉพาะบางคน)แต่ติดอยู่ที่คนเถ้าคนแก่ จึงไม่อาจจะทำได้ดังที่ใจหวัง เอาไว้ การเปลี่ยนแปลงนั้นคงต้องค่อยๆทำกันไปในเรื่องแบบนี้ เริ่มที่คนเถ้าคนแก่ไม่ได้แต่เริ่มที่ตัวท่านได้นะครับแล้วการเปลี่ยนแปลงจะเกิด

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *