สังคมม้งกำลังถอยหลังลงคลองหรือเปล่า

อีกครั้งกับบทความจาก คุณเพื่อนชาวดอย

คุณเคยเบื่อหรือไม่กับงานมงคลสมรสของคนม้งแทนที่จะมีความสุข มีเรื่องดีๆ แต่กลับมีการขุดคุ้ยปัญหาต่างๆ ระหว่างทั้งสองแซ่ ตั้งแต่อดีตมาพูด มาเจรจา โดยที่บางครั้งเราไม่รู้เลยว่าปัญหานั้นมันมาจากไหน เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ระหว่างใครกับใคร โดยไม่สามารถหาข้อยุติได้(ทะเลาะกันจนหมูเน่า) สุดท้ายฝ่ายเจ้าบ่าวต้องยอมทุกอย่าง อาจต้องยอมเสียค่าปรับ เพื่อให้พิธีดำเนินต่อไป ทั้งๆ ที่ตัวเรา พ่อแม่เรา ตัวแฟน พ่อแม่แฟน ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันเลย

การมีปัญหาระหว่างกันในสังคมม้ง เช่น ปัญหาการกระทบกระทั่งกัน ปัญหาระหว่างคู่แต่งงาน หรือปัญหาการหย่าร้าง แทนที่จะมีการเจรจา พูดคุย ไกล่เกลี่ยกัน ในคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเพื่อหาความต้องการที่แท้จริงของทั้งคู่ แต่กลับนำเรื่องเข้าสู่กลุ่มผู้นำตระกูลแซ่ หรือกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีปัญหาเดิมๆ ค้างคาอยู่แล้ว ที่ต่างฝ่ายต่างพร้อมที่จะขุดคุ้ยปัญหาเก่าๆ มาพูดกัน ทั้งที่เกี่ยวกับปัญหาปัจจุบันบ้าง ไม่เกี่ยวบ้าง จนกลายเป็นปัญหาทะเลาะระหว่างแซ่ไปเลย ทั้งๆ ที่มันอาจจะเป็นแค่ปัญหาของคนสองคน

จากข่าวที่ได้รับมาจากการประชุมเครือข่ายม้งของกลุ่มผู้นำตระกูลแซ่ อบต. เข็กน้อย กำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่พยายามจะให้ทางอำเภอออกเอกสารเป็นเชิงรองรับ และมอบอำนาจให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถตัดสินคดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมม้งให้เป็นที่ยอมรับ และใช้บังคับได้ รวมทั้งการพยายามขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับแจ้งความหรือทำบันทึกประจำวันในคดีที่เกิดขึ้น โดยที่ต้องให้คดีผ่านพวกเขาเหล่านั้นและพวกเขาอนุญาตก่อน

อยากขอความคิดเห็นจากพี่น้องม้งยุคใหม่ อยากให้พวกเรามาร่วมกันพิจารณา ว่าสิ่งเหล่านี้ยังเหมาะกับสังคมม้งในยุคปัจจุบันหรือไม่ จากปัญหาที่สะสมในสังคมม้งตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ที่เป็นระเบิดเวลาและพร้อมจะระเบิดทุกเมื่อ ระหว่างแซ่หนึ่งกับอีกแซ่หนึ่ง สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดใช่เกิดจากการนำคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาตัดสินโดย กำนัน ผู้ใหญ่ บ้าน หรือกลุ่มผู้นำตระกูลแซ่หรือไม่ ความไม่ยุติธรรมในตัวบุคคล การเอนเอียง การเล่นพรรคเล่นพวก การไม่มีบรรทัดฐาน ไม่มีตัวบทกฎหมายอ้างอิงเป็นหลักรองรับ นำสู่การตัดสินทุกอย่างตามอารมณ์ ตามพรรคพวก ญาติพี่น้อง ผลประโยชน์ ผมอยากชี้ให้เราเห็นและร่วมกันพิจารณาในจุดอ่อนของระบบนี้คือ

1.ความเอนเอียงของตัวบุคคลที่ทำการตัดสิน โดยบุคคลที่เข้าร่วมรับฟังและทำการตัดสิน จะมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ ตัวแทนระหว่างแซ่ ซึ่งบุคคลเหล่านั้นก็เป็นคนธรรมดา ย่อมมีความเอนเอียงตามอารมณ์ , ตามความสัมพันธ์ส่วนตัวกับทั้งสองฝ่าย, ผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับจากการตัดสินนั้นๆ ซึ่งคนเราทุกคนไม่สามารถการันตีได้ว่า ตัวเองนั้นมีความยุติธรรม ไม่มีความเอนเอียง คิดทุกอย่างตามเหตุผล ซึ่งตามหลักกฎหมายแล้วขนาดตัวผู้พิพากษาเองซึ่งท่านเหล่านั้น ผ่านการเรียน การสอบ การอบรม การสัมภาษณ์มาอย่างเข้มข้นเพื่อพิสูจน์ว่ามีความรู้ทางกฎหมาย และมีความเอนเอียงน้อยที่สุด แต่กฎหมายยังกำหนดให้ คู่ความสามารถขอเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาได้ ถ้าเห็นว่าผู้พิพากษาท่านนั้นมีความสัมพันธ์อันหนึ่งอันใดกับคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วนับประสาอะไรกับเราคนธรรมดา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำตระกูลแซ่ว่าจะไม่มีความเอนเอียง

2. การขาดตัวบทกฎหมายหรือตัวบทจารีตประเพณีรองรับ เป็นที่สังเกตได้ว่าการตัดสินปัญหาคดีต่างๆของคนม้งทั้งเรื่องการกระทบกระทั่งกันทั่วๆไป หรือเรื่องเกี่ยวกับการแต่งงาน การหย่า ยังไม่ได้มีการจดบันทึกหรือ การเขียนตัวบทจารีตประเพณีรองรับเอาไว้ ( ตามประเพณีม้งแล้วในแต่ละเรื่องถ้ามีคดีความเกิดขึ้นให้มีการตัดสินแบบไหน ) รวมทั้งคดีตัวอย่างที่เกิดขึ้น และได้ทำการตัดสินไป มีการตัดสินอย่างไร อ้างตัวบทอะไร พร้อมดัวยเหตุผล ทุกวันนี้การแพ้หรือชนะในคดีความขึ้นอยู่กับ ความสามารถของผู้นำตระกูลแซ่ ฐานะทางสังคม จำนวนพี่น้องของแซ่นั้นๆ ว่ามีมากหรือน้อย เป็นแซ่ใหญ่หรือเล็ก ทำให้มีการเข้าข้างแซ่ตัวเองทุกๆ อย่างทั้งๆ ที่รู้ว่าแซ่ตัวเองเป็นฝ่ายผิดก็ตาม เพราะมีความเป็นแซ่ค้ำคอไว้ รวมทั้งตามความเห็นของผู้ตัดสิน ซึ่งจะมีปัจจัยต่างๆเป็นตัวกำหนด เช่น ความบาดหมางในอดีต , ฐานะทางสังคมของทั้งสองฝ่าย , ผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับจากการตัดสิน ทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงนำมาซึ่งความไม่เป็นธรรมในสังคม แซ่ใหญ่กดขี่แซ่เล็ก แซ่ใหญ่เสียงดังกว่า คนที่มีฐานะสูงทางสังคมเป็นฝ่ายชนะ เป็นฝ่ายถูกเสมอ , คนฉลาดดูถูกคนโง่ คนรวยดูถูกคนจน ซึ่งสิ่งเหล่านี้นำความแตกแยกมาสู่สังคม แล้วเรายังจะปล่อยให้มีขึ้นในสังคมนี้ต่อไปอีกหรือ

3. การไม่เหมาะสมกับยุคสมัย ซึ่งระบบการตัดสินโดยใช้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือกลุ่มผู้นำต่างๆ ได้มีการปฏิบัติกันในสังคมไทยเมื่อ 30 ปีที่แล้วและปัจจุบันนี้แทบไม่มีเหลือทุกอย่างใช้ตามหลักกฎหมายหมด เพราะอะไร เพราะได้พิสูจน์แล้วว่ามันไม่ยุติธรรม มันมีความเอนเอียงตามผู้ตัดสิน พวกเราในฐานะของคนรุ่นใหม่ในสังคมยุค อินเตอร์เน็ต ยุคแห่งข้อมูล ที่มีจำนวนมากที่สุดในสังคมแห่งนี้ เรายังจะยอมรับให้มีการนำสังคมไปสู่รูปแบบในอดีต ที่สังคมอื่นเคยปฏิบัติแล้วรู้ว่ามันไม่ดี ไม่มีความยุติธรรม รวมทั้งสังคมม้งที่มีการใช้ระบบนี้มา ก็มีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคมมากมาย สังเกตได้จากปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมในสังคมม้งทุกวันนี้ ทั้งในแซ่เดียวกัน หรือระหว่างแซ่กับแซ่ที่คุยกันไม่มีวันจบ ไม่มีข้อสรุป รอให้มีเหตุการณ์ใหม่เกิดขึ้นเท่านั้น ก็พร้อมจะขุดคุ้ยทุกอย่างมาพูด

ผมอยากเสนอและขอความเห็นจากสังคมม้งว่า ถ้าเราอยากให้มีการตัดสินคดีบางอย่างในสังคมม้งกันเอง แบบอนุญาโตตุลาการ ควรจะต้องมีการกำหนดรูปแบบที่แน่นอน การกำหนดตัวบุคคลที่มีอำนาจตัดสินและมีหน้าที่เข้าฟังแสดงความความคิดเห็นดังต่อไปนี้เช่น

1. คู่กรณีทั้งสองฝ่าย หรือตัวแทนของคู่กรณีทั้งสอง
2. ตัวแทนผู้นำตระกูลแซ่
3. นักกฎหมาย
4. ตัวแทนกลุ่มแม่บ้าน
5. อื่นๆ ตามความเหมาะสม

ที่สำคัญต้องมีการเขียนตัวบทจารีตประเพณีม้ง ที่เป็นที่ยอมรับในสังคมเพื่อใช้เป็นบรรทัดฐาน และทุกครั้งที่มีการตัดสินต้องมีการจดบันทึกไว้เพื่อใช้ศึกษาข้อบกพร่อง และเป็นตัวอย่างในการพิจารณาตัดสินครั้งต่อๆ ไป ไม่อย่างนั้นก็ทำตามกระบวนการทางกฏหมายดีกว่าครับพี่น้อง

อยากฝากให้คนรุ่นใหม่ช่วยกันคิดและรับผิดชอบสังคมเพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเราคือม้งคนหนึ่ง

เพื่อนชาวดอย (ม.น.)