สาวม้งเอย ยามเมื่อเจ้าแต่งงานเจ้าปรึกษาใคร

เมื่อพูดถึงเรื่องการแต่งงานของม้งเรา มีเรื่องราวมากมายที่สมควรแก่การพูดถึง ไม่ว่าเรื่องขนบธรรมเนียม พิธีกรรม เรื่องอายุที่เหมาะสม เรื่องการฉุดที่ยังเห็นอยู่ในหลายพื้นที่ และอีกมากมาย

วันนี้จึงขอหยิบฉวยเรื่องๆ หนึ่ง จากเรื่องราวข้างต้น มาตีแผ่ให้พวกเราได้ลองพิจรณากัน มันคือความเจ็บปวดหนึ่งของผู้เป็นพ่อแม่ ที่เลี้ยง และอุ้มชูจนลูกสาวเติบใหญ่ ส่งเสียจนได้รับการศึกษาดีๆ ผู้เป็นพ่อแม่ไม่ได้คาดหวังอะไรมากไปกว่าการขอให้ลูกสาวมีความรู้ และยืนหยัดอยู่ได้ในโลกยุคปัจจุบัน

หากโชคดีหน่อย อาจได้รับการเลี้ยงดูจากลูกสาวบ้าง ในยามที่เธอยังไม่ออกเรือน พ่อแม่บางคนอาจโชคดีมากกว่านั้น แม้ตัวลูกสาวจะออกเรือนไปแล้ว ก็ยังคงให้การเลี้ยงดูผู้เป็นพ่อแม่ โดยมิให้ต้องลำบาก

แต่กับพ่อแม่อีกหลายคน ต้องมาหัวใจสลาย เมื่อลูกสาวหนีตามผู้ชาย แต่งงานโดยไม่ให้ผู้เป็นพ่อแม่ได้รับรู้ พ่อแม่จะรู้ก็ต่อเมื่อทางฝ่ายชายมาส่งข่าวแล้ว

ภายในแค่สองเดือนที่ผ่านมา เกิดเรื่องลักษณะดังกล่าวแล้วถึงสองครั้ง กับครอบครัวที่ผมรู้จัก

รายแรกเป็นเรื่องราวของเด็กสาวที่เพิ่งจบการศึกษา แม้แต่ใบปริญญาก็ยังไม่ได้รับ พ่อแม่ก็เฝ้ารอที่จะร่วมรับปริญญาของลูกสาวด้วยความสุขใจ แต่แล้วสิ่งที่ผู้เป็นพ่อแม่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อจู่ๆ ลูกสาวได้หายตัวไป และมีคนมาแจ้งว่าลูกสาวเป็นคนของบ้านนั้นไปแล้ว

ด้วยความเสียใจ และผิดหวังในตัวลูกสาว ผู้เป็นพ่อแม่จึงไม่อาจอยู่บ้านในวันที่ฝ่ายชายมาเยี่ยมได้

แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วลูกสาวทุกคนต้องแต่งงานออกเรือนไป ผู้เป็นพ่อแม่ก็เข้าใจ แต่ไม่ใช่สำหรับกรณีเช่นนี้ กรณีนี้ผู้เป็นพ่อแม่เสียใจที่ลูกสาวไม่ได้ปรึกษาใดๆ กับพวกท่านเลย และที่ผิดหวัง ก็ผิดหวังตรงที่อุตส่าห์ส่งเสียจนเรียนจบระดับปริญญา แต่ก็ดูเหมือนการศึกษาไม่ได้ช่วยพัฒนาตัวลูกสาวแต่อย่างใด การแต่งงานยังเป็นไปในรูปแบบที่คนม้งเมื่อหลายสิบปีก่อนเค้าทำกัน คือแต่งก่อนแล้วค่อยแจ้งให้ทางบ้านทราบ

จากที่ควรเป็นเรื่องน่ายินดี งานแต่งนี้จึงกลายเป็นเรื่องเศร้าสำหรับผู้เป็นพ่อแม่

อีกกรณีหนึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อตอนกลางเดือน เป็นเรื่องราวของสาวน้อยที่เพิ่งจะจบชั้น ม.3 ยังไม่ทันได้ขึ้น ม.4 เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อพ่อแม่ทำงานอยู่ที่ไร่ แล้วลูกสาวก็ตัดสินใจตามผู้ชายไป

สำหรับเรื่องนี้ฝ่ายชายหญิงอายุไล่เลี่ยกัน เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเศร้า ไม่เฉพาะผู้เป็นพ่อแม่ แต่รวมถึงญาติผู้ใหญ่อีกหลายๆ คน ที่จริงควรจะเรียกว่าน่าอนาถใจเสียมากกว่า เพราะมองไม่เห็นอนาคตของคนทั้งคู่ แทนที่จะตั้งใจเรียนหนังสือต่อไป และมีอนาคตที่ดี หรืออย่างน้อยก็มีความรู้เพื่อที่จะอยู่รอดได้ในโลกยุคนี้

เพียงแค่สามคืนก่อนกลับมาเยี่ยมพ่อตาแม่ยาย หนุ่มสาวทั้งคู่ก็ได้เริ่มต้นตรากตรำกับงานไร่งานสวนเสียแล้ว เพียงแค่สามวัน ฝ่ายหญิงกลับมาบ้านอีกครั้งด้วยสีหน้าหมองคร้ำ พร้อมกับร่ำไห้ เค้าไม่เคยต้องทำงานหนัก เค้าเคยใช้แต่หม้อหุงข้าวไฟฟ้า แต่เมื่อไปถึงบ้านของฝ่ายชาย สิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยนไป

ที่สำคัญฝ่ายชายยังวัยรุ่นมาก ใจร้อน หึงหวง ผมเผ้าเกาหลี นั่งโต๊ะพิธีกางเกงบ็อกเซอร์โผล่โชว์กัน

ในวันกินเลี้ยง แขกเหรื่อและญาติผู้ใหญ่มาร่วมงานมากมาย แต่ไม่มีคนไหนเลย ที่แสดงถึงสีหน้าแห่งความยินดี เพราะมองมุมไหนก็ไม่เห็นความน่ายินดี สิ่งที่เห็นมีแต่ความยากลำบากที่รอคนทั้งคู่อยู่

นี่แหละสาวม้งเอย ยามเมื่อเจ้าแต่งงานเจ้าปรึกษาใคร พ่อแม่ของเจ้าเลี้ยงดูเจ้าจนเติบใหญ่ สิ่งสุดท้ายที่เจ้าพอจะทำให้ท่านทั้งสองมีความสุข คือวันที่เจ้าแต่งงานออกเรือนไป แต่เมื่อเรื่องราวกลับกลายเป็นเช่นนี้ แทนที่จะเป็นเรื่องสุขใจ ท่านทั้งสองกลับต้องมาหัวใจสลายเพราะเจ้า

แน่นอนวันที่เจ้าแต่งงาน พ่อแม่ย่อมเศร้าใจที่เจ้าจากไป แต่ท่านทั้งสองก็สุขใจที่เจ้าเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที ยิ่งเจ้าได้คนดีเป็นคู่ครอง พ่อแม่ย่อมหมดห่วงในตัวเจ้า

หลายคนอาจรับได้กับเหตุการณ์เหล่านี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า มันเกิดขึ้นบ่อยๆ ในสังคมม้งเรา จนมันกลายเป็นเนื้อเดียวกันกับเรา จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตม้งเรา …

…มันก็อาจจะจริงตามนั้น แต่คำถามคือ เมื่อใดก็ตาม ที่คุณกลายเป็นพ่อคนแม่คนแล้ว คุณจะยังยอมรับกับเหตุการณ์เหล่านี้ได้อยู่อีกหรือไม่