ส่วนราชการไทย และชนกลุ่มน้อย

วันนี้ผมได้เกิดมุมมองใหม่ๆ ซึ่งอาจจะเีรียกได้ว่าบรรลุ (อะไรสักอย่าง) ก็ว่าได้ เกี่ยวกับการให้บริการของส่วนราชการไทย ที่มีให้กับเรา ผู้ซึ่งถูกเรียกกันต่างๆ นาๆ บ้างว่าชนกลุ่มน้อย บ้างว่าชาวเขา วันนี้ผมจะมาเปิดมุมมองใหม่ๆ (ซึ่งบางคนอาจจะมีอยู่แล้ว) เพื่อให้เรามีกำลังใจที่จะเป็นชาวเขา หรือชนกลุ่มน้อยต่อไป

ประสบการณ์อันน้อยนิดในวัยเยาว์ ด้วยข้อจำักัดของพื้นที่ในการใช้ชีวิต (อยู่แต่กับสังคมที่มีม้ง) จึงอาจทำให้เรามีมุมมองที่แคบๆ สิ่งที่เราเห็นก็คือ ส่วนราชการไทยมักจะให้บริการที่ไม่ดีกับเรา ที่เห็นได้ชัดคือคำพูดคำจาที่ไม่ไพเราะ ทำให้เรามีความรู้สึกว่าเราเป็นชนชั้นสอง (หรืออาจสาม สี่ ห้า) ของประเทศนี้หรือ?

แต่พอโตขึ้นๆ (ตอนนี้หยุดโตแล้ว) จึงได้พบว่า ความรู้สึกที่เคยมีอาจจะไม่ถูกไปซะหมด แน่นอนว่าส่วนราชการไทยอาจจะให้บริการกับประชาชนได้ไม่ดี แต่ไม่ใช่กับเฉพาะคนม้ง หรือชาวเขาอย่างเราเท่านั้น แต่กับประชาชนคนไทยทั่วไป ก็ถูกกระทำในลักษณะเดียวกัน ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะผมเห็นสถานที่ราชการหลายแห่งในเมืองใหญ่ ที่เจ้าหน้าที่พูดจาไม่ไพเราะกับประชาชนผู้มารับบริการ (หรือมารับกรรมก็ไม่รู้สิ) มีแต่หน้ายักษ์หน้ามาร แม้แต่โอเปอร์เรเตอร์สาว ที่ทำหน้าที่ต้อนรับในด่านแรก แทนที่จะพูดจาไพเราะเรียกแขก แต่เปล่าเลย เธอจะทนพูดดีกับคุณได้ไม่เกินสองคำ หลังจากนั้นคุณก็จะกลายเป็นไอ้โง่ในสายตาเธอทันที (เมื่อเธอกลายเป็นไอ้งั่ง)

แม้ประชาชนอย่างเรา จะต่างเชื้อชาติต่างภาษา แต่คำบ่นก่นด่ากลับแปลได้ตรงกันว่า
“..่ง ช้าอิ๊บอ๋าย”
“..่ง พูดไม่เพราะเลยหว่ะ”

ที่พูดมาผมไม่ได้พูดลอยๆ และเพื่อให้เกิดกำลังใจ (ที่จะเป็นชาวเขา) ถึงขีดสุด ผมขอเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ ให้ฟัง วันนี้ผมต้องกลับไปยื่นเอกสารเพิ่มเิติม (เปลี่ยนชื่อ สกุล) เพื่อต่ออายุใบขับขี่ หลังจากที่สัปดาห์ก่อนผมได้รับการอบรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่เอกสารยังไม่ครบ พอผมเดินเข้าไป โอเปอเรเตอร์สาวก็รีบทักผม
โอเปอเรเตอร์ “มาติดต่อเรื่องอะไรคะ” ยิ้ม..
ผม “มายื่นเอกสารเพิ่มเติมครับ..” ยังไม่ทันได้อธิบายต่อ
โอเปอเรเตอร์ “ทำอะไรล่ะ” หน้าเริ่มบึ้ง
ผม “ต่ออายุใบขับขี่ครับ”
โอเปอเรเตอร์ “ต่อใบขับขี่ก็ชั้นสองสิคะ” หน้าบึ้งถึงขีดสุด

พอขึ้นไปชั้นสอง ผมก็ยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ที่รับเรื่อง
ผม “ยื่นเอกสารเพิ่มเติมครับ” เธอรับไป
ผม “เป็นใบเปลี่ยนชื่อ และใบเปลี่ยนนามสกุลครับ”
เจ้าหน้าที่ “รู้แล้ว” ทำหน้าบึ้ง แล้วเธอก็ก้มหน้าก้มตาค้นหาเอกสารเก่าผม

ผ่านไปสิบนาที
เจ้าหน้าที่ “ไม่เห็นเอกสารคุณ คุณแน่ใจว่าอบรมแล้วเหรอ”
ผม “ครับ อบรมแล้ว .. ไม่ทราบค้นชื่อเก่า หรือชื่อใหม่ครับ คือผมเปลี่ยนชื่อน่ะครับ”
เจ้าหน้าที่ “ออ ..ชื่อเก่า ชื่ออะไรนะ” ตอนแรกก็ว่า รู้แล้ว
ผมก็บอกชื่อไป

ช่วงเวลาที่รอเรียกชื่อ ผมสังเกตว่ามีอยู่สองเค้าน์เตอร์ ที่เจ้าหน้าที่พูดจาไม่ดีกับประชาชนที่มาติดต่อเลย ผมก็คิดอยู่ในใจ “เออ นึกว่าม้งจะโดนอยู่คนเดียว” ระหว่างที่ยืนรอ ก็มีผู้ชายสองคนที่ยืนใกล้กันบ่นกับผมตลอดเวลาว่า บริการช้า แถมยังหันทีวีเข้าหาเจ้าหน้าที่อีกต่างหาก คนนั่งรออยากดู ก็ต้องชะเง้อเอา

พอเสร็จธุระตรงนั้น ผมก็เข้าไปในห้างที่อยู่ใกล้กัน ผมเดินเข้าไปในร้านหนังสือ ได้ยินชายผู้หนึ่งกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ เนื้อหาที่เขาสนทนาอยู่คือ เรื่องที่เจ้าหน้าที่ในศูนย์ราชการแห่งนั้นพูดจาไม่เพราะ ประมาณนี้ “คนชื่อกฤตยา พูดไม่เพราะเลย ส่วนเด็กผู้หญิงที่นั่งข้าง เค้าก็พูดจาดีนะ ..” แสดงว่าที่ผมอคติกับระบบราชการนั้น ผมมาถูกทางแล้ว

เราต้องดีใจที่ว่า ในหลายสิบปีที่ผ่านมา ม้งเราได้พัฒนา และยกระดับตัวเองไปไกลแล้ว แต่ระบบราชการไทยยังคงดักดานไม่ไปไหน เมื่อตอนเด็กคุณเห็นเป็นยังไง เดี๋ยวนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น

ใครที่ได้อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ก็จงเข้าใจเถอะว่า ไม่ใช่เฉพาะเราที่ได้รับบริการแย่ๆ จากระบบราชการไทย หากแต่พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศเอง ก็ได้รับการบริการเช่นเดียวกันกับเรา บางทีศูนย์ราชการในชนบท อาจจะให้บริการประชาชนได้ดีกว่าในเมืองใหญ่ด้วยซ้ำไป ทั้งนี้เพราะความใกล้ชิดระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนมีมากกว่าในเมืองใหญ่