หนุ่มม้ง กับพฤติกรรมจีบสาว ยามค่ำคืน

วันนี้จะเป็นการมาบอกกล่าวเล่าความ ถึงวิถีชีวิตในวัยหนุ่ม ของหนุ่มม้งเราหลายๆ คน ในหลายๆ พื้นที่ ซึ่งในที่นี้ก็รวมถึงตัวผมเองด้วย (ก็คนเคยหนุ่มมาเหมือนกันนี่นา) เรื่องที่จะพูดถึงต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวการท่องราตรีของหนุ่มม้ง ผู้ลุ่มหลงในแสงสีเสียง (แสงจันทร์ กับเสียงจิ้งหรีด)

ในเรื่องนี้? ผมจะไม่ขอพูดถึงในส่วนของคำว่า “ดี หรือไม่ดี เหมาะสม หรือไม่เหมาะสม”? แต่อยากจะให้พี่ๆ เพื่อนๆ? ได้เห็นภาพ? และร่วมกันคิด? ว่าตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา? เราพบเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างไร? ในเรื่องนี้บ้าง? ซึ่งความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในเรื่องพฤติกรรมการจีบสาวของหนุ่มม้ง? เราอาจเรียก “การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตามยุคสมัย”? ก็ว่าได้

เรื่องที่ผมจะเขียนต่อไปนี้? ไม่ได้ผ่านการศึกษาค้นคว้าอย่างลึกซึ้ง? ไม่ได้อ้างอิงตำราเล่มไหน? ผมแค่พยายามกลั่นมาจากความเป็นม้งในตัวผม? และสังคมม้งที่ผมอยู่ร่วม? ก็แค่นั้นเอง

ทำไมหนุ่มม้งถึงต้องจีบสาวในตอนกลางคืน? พอพูดถึงตรงนี้? เราจะมามองแต่เฉพาะภาพของปัจจุบันไม่ได้? เราต้องมองย้อนกลับไป ยังรุ่นคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย? (แน่ล่ะไม่เห็น แต่ได้ฟังมา)? เพื่อให้เป็นการมองภาพในเิชิงเหตุและผล? รู้ที่มาที่ไป? เพื่อที่เราจะได้เห็นภาพของความเปลี่ยนแปลง? ในแต่ละยุคสมัย

ในอดีต? การหาเลี้ยงชีพหลักของม้งเรา คือ การเพาะปลูก? เลี้ยงสัตว์? ล่าสัตว์? และหาของป่า? กิจวัตรประจำวันของม้งเรา จึงหมดไปกับการหาเลี้ยงปากท้องของตัวเอง และครอบครัว? เช่นว่า? เช้ามืดอาจต้องออกไปหาอาหารมาเลี้ยงหมู? จากนั้นก็ออกไปทำไร่? กลับมาค่ำ ก็หุงหาอาหาร? กว่าจะเสร็จภาระกิจประจำวันก็อาจจะเรียกได้ว่าดึกแล้ว? ฉะนั้นเวลาที่หนุ่มสาวพอจะได้เจอกัน? มีแต่เวลากลางคืนเท่านั้น? (อีกรูปแบบหนึ่งที่หนุ่มสาวจะได้เจอกันคือ ฝ่ายชาย จะไปช่วยงานในไร่ของฝ่ายหญิง)

ฉะนั้นวิถีชีวิตประจำวัน ในอดีตของม้งเรา? อาจเป็นที่มาหนึ่ง ของพฤติกรรมการจีบสาวในยามค่ำคืนของม้งเรา? ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังดำรงอยู่? เพียงแต่จะมากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่

ปัจจัยที่ทำให้พฤติกรรมการจีบสาวตอนกลางคืน ต้องเปลี่ยนไป? ก็คือวิถีชีิิวิตประจำวันของม้งเราที่เปลี่ยนไปนั่นเอง? รวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ? ที่เกี่ยวข้อง? ไม่ว่าจะเป็นความเจริญในด้านต่างๆ อย่างเช่น? บ้านเรือนที่ก่อสร้างดีขึ้น? มีรั้วกำแพงที่มิดชิด? (แถมด้วย ดอกนีออนบานค่ำ)? ทำให้ยากต่อการเข้าหาของฝ่ายชาย? หรือความเจริญในด้านการติดต่อสื่อสาร? ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจีบสาวของหนุ่มม้ง? ที่มีมาในอดีต

ถ้าเรามองย้อนกลับไปในอดีตแล้ว? เราจะเห็นได้ว่า? การจีบสาวในยามค่ำคืนของหนุ่มม้งเรา? ไม่ใช่เรื่องเสียหาย? และถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติ? แต่สำหรับในปัจจุบัน? พฤติกรรมนี้ไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไป? แต่สำหรับในบางพื้นที่ก็ยังพอพบเห็นได้อยู่? ทั้งนี้ เพราะปัจจุบัน? หนุ่มสาวสมัยนี้มีหน้าที่หลักที่ต้องรับผิดชอบ? นั่นคือการเรียนหนังสือนั่นเอง? หากยังมีพฤติกรรมดังกล่าว? ย่อมจะทำให้เสียการเรียน? หรือเสียอนาคตได้? ในที่สุด

26 Comments

  1. Txoov Muas

    ใช่อย่างที่คุณว่า ยุคของเราวันนี้ต้องยอมรับว่าเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด เนื่องจากเหตุผลอย่างที่คุณว่า ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา ทุกๆ อย่างรอบข้างล้วนมีบทบาทสำคัญที่ผลักดันให้วัฒนธรรมของชาวม้งต้องเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล แม้ตัวผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ต้องทวนน้ำ และหรือทวนน้ำบ้างในบางคราว แต่เราก็ต้องรู้อยู่เสมอในคราบของคนที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ว่า เราจะวางตัวในบทบาทเช่นไรถึงจะดูดี และสมควร โดยที่ไม่หักล้าง ไม่ทวนกระแส หรือไม่หลงไหลไปตามกระแสจนเกินไป อย่างน้อยเราต้องรักษาแกนของวัฒนธรรมของเราเอาไว้ เช่น เราต้องอย่าลืมว่าเราอยู่ในยุคไหน? (การใช้ไฮเทคฯเข้ามาช่วย)เราต้องมีการปลุกฝังรุ่นน้องให้มีความภาคภูมิในความเป็นสายเลือดม้ง เราต้องยกเลิก หรือปรับปรุงบางอย่างที่ไม่ดีไม่งามออกไป เปลี่ยนให้มันเป็นเส้นตรง (การฉุดสาว เป็นต้น) ซึ่งผมเชื่อว่าคนม้งที่มีการศึกษาก็น่าจะมีภูมิรู้สิ่งเหล่านี้กันอยู่ เมื่อเราเห็นว่ามันขัดต่อความรู้สึกบนพื้นฐานของมนุษย์แล้ว เราก็ควรดัดให้เป็นเส้นตรง ด้วยการนำความเห็นของคุณไปบอกกล่าวยังผู้ปกครองของท่าน หรือผู้นำเผ่า รวมถึงการไม่กระทำในสิ่งที่ดูผิด เพียงเท่านี้เราก็สามารถที่จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคของพวกเราได้อย่างสมดุลแล้ว
    ผมอยากเห็นคนม้งจับแคน (Qeej) ผมอยากเห็นคนม้ง (โดยเฉพาะวัยรุ่น)เล่นกีฬา โดยที่ปลอดบุหรี่ในกระเป๋า ผมอยากให้น้องๆ มีการศึกษาให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น ผมอยากเห็นหญิงม้งที่อยู่ภายใต้การครอบงำของชาติที่ไม่สามารถดิ้นรนเพื่อตนเองได้ ให้สามารถที่จะเลือกชีวิตของตนเองได้โดยไม่อยู่ในความลำเอียงที่เกิดมาเป็นหญิง ผมอยากเห็นทุกๆคนมีรอยยิ้มให้กันและกัน คนเราย่อมเป็นเช่นนี้จนชั่วชีวิต เพราะไม่มีการเปลี่ยนความคิดเอาเสียเลย….
    สำหรับการเที่ยวสาวกลางคืนนั้น ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะผมคิดว่า ยุคนี้เรามีการศึกษาพอแล้วนะ การใช้โทรศัพท์ก็น่าที่จะมาลดปัญหาตรงนี้ไปได้ เราควรเก็บเวลาเหล่านี้ไปศึกษาหาความรู้ให้มากพอที่จะดูแลทั้งตัวเอง และคนืที่เรารักให้ได้เสียดีกว่า อีกภาพหนึ่งที่ผมเห็นก็คือ บางคนใช้เวลาไม่เป็นประโยชน์เสียเลย บ้างเล่นเกมส์ บ้างเล่นแชทกระทั่งลืมเวลา ผมสงสารคนม้งเหล่านั้นจั
    งเลยครับว่า เขาใช้เวลาของการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้ไม่คุ้ทมค่าเสียเลย…
    ???? มีคำถามที่อยากฝากบอกไปยังเพื่อนๆ ทุกคนว่า คนรักนั้น มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราเลยก็ว่าได้ การบริหารเวลา เราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจที่จะบริหารให้ลงตัว รู้จักคิดว่าสิ่งใดสำคัญกว่า อย่าเห็นแต่สุขเพียงวันนี้ บางคนบอกว่าผมใช้เวลาไม่คุ้มค่าเสียเลย เพราะต้องคิดนั่นคิดโน่น ชวนปวดหัว ท่ามกลางที่เขานั่งเล่นเกมส์ ในขณะที่ผมบริหารทุกอย่างให้อยู่อย่างลงตัว แต่เขาบริหารอยู่เรื่องสองเรื่อง โดยทีให้เหตผลว่า เราทำหน้าที่ของเราอยู่ให้ดีก็พอ หรือทำวันนี้ให้มีความสุขก็พอแล้ว ผมอยากบอกว่า บางครั้งมันก็ใช่นะ อย่างที่เขาบอกมาเช่นนั้น แต่หากเราไม่มองเป้าหมายระยะยาว แล้ววันนั้นเราหวนคิดมาวันนี้ เราไม่เสียดายหรือ สู้เราทำวันนี้ให้ดีในทุกๆเรื่องไม่ดีหรือ ผมอยากให้ทุกคนรู้จักบริหารเวลาตัวเองให้มากขึ้นครับ ไม่ทิ้งความเป็นตัวเอง กล้าเผชิญต่อปัญหา กล้าที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา ผมอยากให้คุณคิดว่า “ตัวคุณเกิดมาเพื่ออะไร?”

  2. povtoj

    วันนี้ก็ได้ผ่านมาอีกวันที่เข้ามาอ่าน ขอบคุณเจ้าของกระทู้มากนะที่ได้นำเรื่องนี้ออกมาให้ได้แสดงความคิดเห็นกัน ส่วนตัวผมไม่ชอบวิธีการนี้มานานแล้ว ไม่ได้มีอคติอะไร แล้วอีกอย่างก็อยู่ที่มุมมองของแต่ละคนในเรื่องนี้ เพราะคนเราชอบไม่เหมือนกันเลยสักอย่าง ไว้แค่นี้ก่อนละกัน

  3. EdiTor (Post author)

    ขอบคุณ คุณ Txoov Muas ที่ฝากข้อคิดหลากหลายให้ทุกคนได้คิดกัน เรื่องบริหารเวลา หากใครจริงจัง ก็จะเห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นเองครับ

    คุณ povtoj ขอบคุณที่แวะเวียนมาครัย

  4. คนด้อยโอกาส

    ขอบคุณสำหรับบทความนี้ ที่ทำให้เราได้คิด/ใช้เหตุผล และกลับมามองความเป็นตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งด้วยกัน เพื่อปรับเปลี่ยน/ปรุงแต่ง/รักษาในสิ่งที่ดีๆ และรับมือกับการท่ามกลางกระบวนการพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นการแข่งขันและการเติบโตทางการค้าและเศรษฐกิจ (Global Developmentalism) และนโยบายการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์ ที่ผ่านมา ซึ่งได้ทำลายสำนึกในการอยู่ร่วมกันอย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรีระหว่างกลุ่มคนม้ง ส่งผลให้คนม้งเราเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนม้งด้วยกัน และพยายามเบียดขับคนที่ด้อยอำนาจหรือด้อยโอกาสออกจากชายขอบทางวัฒนธรรมชาติพันธุ์ม้ง ทั้งทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมือง อันส่งผลถึงการดำรงชีวิตอยู่อย่างขาดความมั่นใจต่อคุณค่าและศักดิ์ศรีของตนเอง

    สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่คนม้งทุกคนต้องมาเรียนรู้ ทำความเข้าใจการแสวงหาทางเลือกทางออกจากสถานการณ์ปัญหา เพื่อความอยู่รอดและความมั่นคงของชีวิต ตลอดจนความมั่นใจต่อคุณค่าและศักดิ์ศรีของชาติพันธุ์ม้ง

  5. EdiTor (Post author)

    คุณ คนม้งด้อยโอกาส ที่กล่าวมา ถือเป็นอีกมุมที่ผมคิดไม่ถึง แต่มันคือความจริงที่เกิดขึ้นภายใต้การแข่งขัน และเกิดขึ้นระหว่างความเปลี่ยนแปลง

    ภายใต้การแข่งขัน เรามักจะขาดสำนึกต่อการอยุ่ร่วม เพราะการมุ่งแต่จะให้ตนเองดีกว่าคนอื่น เลวร้ายกว่านั้นคือ การมุ่งทำลายกัน เพื่อให้ตนเองอยู่ในสถานะที่ดีกว่า

    ฉะนั้นระหว่างการแข่งขันดำเนินอยู่ จะมีความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นตามมา ทั้งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการแข่งขันเอง (เช่น ความสัมพันธ์ของคนในสังคม) และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยอื่นๆ (เช่น สภาพเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี ฯลฯ)

    ฉะนั้นเราจึงควรต้องทำความเข้าใจกับยุคสมัย และการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาครับ

  6. ka ya ta

    ความจริงแล้วเรื่องจีบสาวตอนกลางคืนนะ มันเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากๆ กับหนุ่มม้งส่วนใหญ่ คิดดูซิ บรรยากาศตอนกลางคืน ก็ไม่ร้อน หนาวก็ใส่เสี้อ มีดาวมีฟ้าที่สดใส ต่างจากตอนกลางวัน ถ้าใครที่ไม่ชอบก็ไปจีบสาวตอนกลางวันก็ได้นะ ที่ว่าพฤติกรรมของการจีบสาวเปลี่ยนก็อาจเป็นเพราะใครบางคนแค่นั้นแหละ อาจเป็นเพราะกลางคืนไม่ว่าง อาจจะอ่านหนังสือ ทำการบ้าน และอื่นๆ ก็ได้ เลยไม่มีเวลาไปจีบสาว ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษมาทุกคนก็ไปจีบสาวด้วยความสมัครใจกันทั้งนั้น การจีบสาวตอนกลางคืนไม่ได้เป็นประเพณี ไม่ได้มีกฏ หรือข้อปฏิบัติใดเลย ล่วงแต่ด้วยความสมัครใจของคนทุกคน
    …มันเป็นเรื่องที่น่าจดจำตอนที่เรายังหนุ่มกัน…ถ้าคุณไม่ไปจีบสาวตอนกลางคืนคุณจะเสียใดในตอนแก่…55555

  7. เด็กดอย

    อยากแบ่งปันประสบการณ์บ้าง
    ผมคนหนึ่งและหลาย ๆ คนในที่นี่ พวกเราคงมีประสบการณ์ที่ไม่ต่างกันมาก ผมคิดว่าพวกเราอยู่ในช่วงของรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรมการจีบสาว(ผมขอใช้ว่าวัฒนธรรมนะครับ เพราะวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ดีงาม)ที่ผมว่าอยู่ระหว่างรอยต่อของวัฒนธรรมการจีบสาวก็เพราะว่าผม(และหลายๆ ท่านในที่นี้)เคยมีประสบการณ์การจีบสาวในแบบดั้งเดิม คือไปจีบสาวตอนกลางคืน โดยไปเรียกสาวมาคุยด้วย บ้างก็ออกมาคุยกันนอกบ้าน บ้างก็คุยข้างผนังบ้าน (ผมเรียกว่าคุยแบบตุ๊กแก) จากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นคุยผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้ง Chat,MSN,Email และโทรศัพท์ เทคโนโลยีการสื่อสารเข้ามามีทบบาทมากขึ้นและผมก็เข้าถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ มากขึ้นด้วย
    โดยการเปลี่ยนแปลงนี้มีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวแปรที่สำคัญ และมีตัวแปรผกผันคือการศึกษา ผมจำได้ว่าตอนเรียนมัธยมยังไปจีบสาวแบบดั้งเดิมอยู่ แต่พอได้เข้าเรียนในระดับที่สูงขึ้นก็ไม่มีโอกาสอีกเลย เพราะต้องอ่านหนังสือ ต้องทำรายงาน ต้องค้นคว้าหาข้อมูล ซึ่งสิ่งเหล่านี้รุ่นปู่ย่าตายายของเราไม่ได้ทำ ก็เลยทำให้ต้องจีบสาวผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างที่บอก
    ทุกวันนี้ผมสังเกตุเห็นหนุ่ม ๆ สมัยนี้ (รวมทั้งผมด้วย) ไม่ต้องไปเรียกสาวที่ข้างฝาบ้านอีกแล้วเพราะมีโทรศัพท์มือถือกันทุกคนแล้ว โทรคุยกันได้เลยหรือแม้แต่โทรนัดหมายสถานที่พบกันโดยไม่ต้องไปถึงบ้านสาวอีกต่อไป ซึ่งมันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียแหละ ไม่จำเป็นต้องคุยกันตอนกลางคืนอีกต่อไปด้วย ตลอดจนไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันจึงจะได้เห็นหน้าเหมือนแต่ก่อน อยู่กันคนละจังหวัด คนละประเทศก็คุยกันได้โดยเห็นหน้า เห็นการเคลื่อนไหว เหลือแค่สัมผัสไม่ได้และไม่ได้กลิ่นเท่านั้นเอง
    แต่อย่างไรก็ตาม แม้หลาย ๆ อย่างในสังคมม้งของเราจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและกาลเวลา ก็ขอให้ทุกคนอย่าลืมว่าตัวเองคือม้งคนหนึ่ง และทุกคนอย่าได้ทิ้งโอกาสทางการศึกษาหาความรู้ และอยากให้ทุกคนที่มีโอกาสช่วยแนะนำให้คำปรึกษาเรื่องการศึกษาแก่รุ่นน้องด้วย
    และสุดท้ายขอขอบคุณความคิดเห็นของทุกคนที่ล้วนมีคุณค่าและความรู้ ทำให้ผมได้รับความรู้อีกเป็นกองเลย

  8. เคาะสนิม

    ขอบคุณสำหรับความรู้รอบตัวครับ

  9. *โป๊ยเซียน*

    ***ผมเห็นด้วยครับว่าพฤติกรรมการเที่ยวยามวิกาล หรือกลางคืนควรจะหมดไปจากวิถีชีวิตม้ง
    ผมก็คนหนึ่งที่เคยมีพฤติกรรมแบบนี้มาก่อนไม่มากก้อคงน้อย…..(สมัยหนุ่มๆนะ)ก็ไม่ปฎิเสธ…
    ทั้งข้อดีและข้อเสียเราสามารถเรียนรู้ได้จากประสพการณ์เหล่านี้ได้ ลองเอาใจเค้ามาใส่ใจเรา…ว่า
    …ถ้าท่านมีบ้านส่วนตัวๆอยู่หลังหนึ่งแร้ว พอดีวันดีคืนดี(ยามวิกาล)มีชายม้งอยู่สองสามคน จากไหน
    ก็ไม่รู้จัก มายื่นด้องๆมองๆมาที่บ้านคุณแร้วจะเข้ามาจีบสาวในบ้านคุณ แล้วท่านจะรู้สึกเช่นไร ?
    …แล้วหากว่าท่านมีครอบครัว มีลูกชายด้วยแล้ววันหนึ่งลุกก็บอกว่าจะออกไปเทียวกลางคืนกะเพื่อนๆ หรืออาจจะไปคนเดียว แล้วท่านจะคิดอย่างไร? จะห้ามก็ไม่ได้ จะสอนกลัวแกจะไม่เข้าใจ
    ดั้งนั้น…สิ่งเหล่านี้คือ ปัญหาที่ใกล้ตัวพวกเราม้งมากที่สุด คนม้งรู่นใหม่ควรได้รับการเรียนรู้ที่ถูกต้องและปลูกฝั่งค่านิยมใหม่ให้กะลูกๆหลานๆต่อไป ถึงแม้จะพูดว่าเปงวิถีชีวิตของรุ่นแล้วรุ่นเล่า ที่เล่าขานให้รุ่นต่อๆมาได้ฟังและโอ้อวดถึงความเปงชายชาดชาตรีม้ง….เราก็ไม่เถียงแต่การจีบสาวมันมีตั้งหลากหลายวิธี ไม่ฉะเพาะแค่อาศัยเวลากลางคืนเท่านั้น ทุเวลายกเว้นกลางคืนแต่อย่าให้เสียงานการเท้านั้น
    (กลางคืน..หมายถึงช่วงประมาณสองทุ่มขึ้นไป-ดึก)
    โดยเฉพาะช่วงใกล้พลุ่บค่ำอาทิตย์เย็นจะลับขอบฟ้า ถึงประมาณหนึ่งทุ่มก้อน่าจะโอเคน้อ บรรยกาศยอดเลยแระ ขอบอก…. เฮ้อ เราแก่แร้วจิงๆๆๆ !!

  10. EdiTor (Post author)

    คุณ โป๊ยเซียน ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ สมัยนี้บางพื้นที่ การจะเข้าบ้านโน้นออกบ้านนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกแล้ว ที่สำคัญคือ กลไกสังคมจะทำให้เรื่องนี้หายไปในที่สุด

    หลายคนอาจรู้สึกเศร้า และมืดมน เพราะต้องเสียบรรยากาศการจีบสาวในแบบๆ ม้งๆ ไป ก็ไม่ต้องเศร้าครับ ขอแค่ตั้งใจเรียน มีงานทำ ยังมีวิธีจีบสาวอีกเยอะแยะ ไม่ว่ากินข้าวด้วยกัน ดูหนังด้วยกัน ท่องเที่ยวด้วยกัน ฯลฯ .. หรือที่เค้าเรียกว่า การออกเดท ไงล่ะ

  11. N.toog

    วิธีนี้ EdiTor เค้าใช้บ่อยนะครับ ฮ่าๆ มาแซวเล่น

  12. vaj

    สังคมม้งนั้นจะอยู่ยั้งยืนยงได้เพราะประเพณีและวัฒนธรรมของม้งเราเอง การจีบสาวกลางคืน การละเล่นต่างๆในปีใหม่ หรือแม้แต่การปักผ้าลวดลายอันสวยงามของม้งเรา เราจะเรียกว่า “ม้ง” ได้ แต่หากว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีแล้ว เราท่านๆ ทั้งหลายจะเรียกว่าตัวเองว่า ม้ง ได้หรือ ผมเคยอ่านหลายๆกระทู้ที่ให้เราชาวม้งรักกัน ใช่ เราควรรักกัน แต่..รักในที่นี้เราก็ควรรักกัน และรักษาประเพณีวัฒนธรรมของเราไว้ด้วย…

  13. ผม..รัก.. Hmoob

    Hmoob คือ ใคร?
    ทุกวันนี้วิถีชีวิตม้งเปลี่ยนไป ม้งเห็นแก่ตัวมากขึ้น ม้งแบ่งภาคแบ่งพวกทุกที่ อันนี้เรื่องจริงและเห็นได้ชัดครับ แต่Hmoob..ก็คือ..Hmoob อันนี้สิจริงกว่า ตราบใดวิถีชีวิต,ศิลปะ,วัฒนธรรมและประเพณียังมีอยู่แสดงว่าม้งได้พัฒนาตัวเองในทางที่ถูกต้อง กล่าวคือ พัฒนา,อณุรักษ์,และดำรงให้คงอยู่สืบทอดตลอดไป อย่างนี้สิม้งแเปลี่ยนแปลงและม้งพัฒนาตัวเองแล้ว แต่ถ้าการเปลี่ยนแปลง คือ รับเอาวิถีชีวิต,ศิลปะ,วัฒนธรรมและประเพณีของชนชาติ,เผ่าพันธุ์อื่นมาแทนที่ของเราที่ชื่อว่าม้ง ที่สะสมนับพันๆปี แสดงว่าเราหรือคนเหล่านั้นพูดได้คำเดียวว่า (วัวลืมตีน)
    ทุกวันนี้มีใครกล้าพูดภาษาม้งในที่สาธารณะบ้างหรือเปล่า คนมีอาชีพ,มีงาน.มีการศึกษา,มีหน้ามีตา ทั้งชายและหญิงทุกวันนี้แทบจะไม่ได้พูดม้งเลย แสดงว่าไม่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาจริง กำลังหลอกคนอื่น และที่สำคัญยังหลอกตัวเองครับ
    ****** ประโยคนี้ควรเปลี่ยนเป็น วิถีชีวิตของหนุ่มม้งการจีบสาวยามคำคืน เพราะถือเป็นการดำเนินชีวิตอย่างหนึ่งที่สืบทอดกันมานานมากๆครับ และจะยังอยู่ตลอดไปครับ ตอนนี้ผมก็คนทำงานครับ บ้านของกระผมยังมีบรรยากาศเหล่านี้ให้กลับบ้านไปเติมแรงครับ

  14. tub lab sab

    nej xav li cas ntawm kuv xav tias yamm ntawv nws yog yam uas peb hmoo li kev cai peb li poj koob yawm txwv lawv yeej ua li ntawm thiab lawm yeej ib txwv tsis nyiam kom mustham hluas nkauj nruab hnoob nej pheej hais tias hlub hmoob hlub hmoob es qhov no neb twb xaib tsisraug nqes lawm es nej puas yuag hlub hmoo tiag no

  15. เราเป็นคนหนึ่งที่มองเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงการจีบสาวของชาวม้ง เพราะว่าปัจจุบันเด็กชาวม้งส่วนมากต้องเล่าเรียน จึงไม่สมควรที่จะมีวัฒธรรมแบบนี้อีกเพราะว่า ลองมองดูว่าเดียวนี้สภาพเด็กม้งที่ยังใช้ชีวิตที่ว่าจีบกันเหมือนสมัยพ่อแม่แต่ก่อน ทำให้เด็กม้งบางคนไม่สามารถดูแลตัวเองในยามกลางคีนได้ทำให้ต้องเสียอนาคตไป แล้วสภาพเด็กม้งสมัยนี้ก้อไม่ค่อยดี ไม่ใช่ว่าการจีบสาวแบบสมัยก่อนไม่ดีแต่เรามองว่าสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องไปทำแบบนั้นอีก เพราะว่าเด็กม้งยังต้องมีการศึกษาที่ดีเพื่อจะมาพัฒนาบ้านเราหรือชนชาติของเราให้เป็นที่ยอมรับ ดังนั้นจึงอยากให้วัยรุ่นสมัยนี้ควรมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใหม่ซัก………ก่อนที่อะไรมันจะสายไปเพราะว่าสภาพสังคมของเรามันแย่มากแล้ว

  16. ม้งขอรับ

    ม้งเราในสมัยก่อนนั้น การไปมาหาสู่กันหรือไปเที่ยวสาวนั้นค่อนข้างจะลำบาก (หรือโคตรลำบากก็ว่าได้)จึงทำให้คนในสมัยก่อนพอไปถึงหมู่บ้านอื่นที่มีสาวถูกใจตนเอง จึงต้องตัดสินใจว่าจะเอา (แต่ง)หรือไม่เอา คือถ้าไม่เอาเนี่ยะ โอกาสที่จะกลับมาที่หมู่บ้านเดิมอีกหรือโอกาสเจอสาวที่ถูกใจอาจจะไม่มีอีก เพราะฉนั้นถ้าเจอแล้วถูกใจ จึงต้องฉุด ถ้าไม่ฉุดคงหมดโอกาส จึงเป็นมาของการฉุด คือฉุดด้วยความจำเป็น(ฟังคนแก่เค้าเล่า)เพราะแต่ก่อนปู่เล่าว่าตอนไปฉุดคุณย่าเนี่ยะต้องเดินเท้าไปกลับ 14 วัน แต่เดี๋ยวนี้ถ้าม้งที่ใหนมีการฉุดอยู่ละก้อแสดงว่า ไอ้พวกนี้โคตรล้าหลัง ไอ้เต่า ไอ้…..ที่ใหนทียังมียังงี้อีกละก้อ แม่ง ฟ้องข้อหามันเลย กฏหมายมีไว้ทำไม

  17. EdiTor (Post author)

    คุณ N.toog นานแล้วไม่เจอนะครับ มาถึงก็กัดเลยนะครับ ..

    ผม..รัก.. Hmoob ที่คุณกล่าวมาก็ถูกครับ สำหรับการจีบสาวยามค่ำคืนนั้น ถือเป็นหนึ่งในวิถีชีวิตของม้งเรา และหากชุมชนม้งใดยังคงมีสิ่งเหล่านี้อยู่ ผมก็ยินดีด้วยครับ แต่หากชุมชนม้งใดเริ่มสูญเสียสิ่งนี้แล้ว ผมเองก็ยินดีด้วยเช่นกัน เพราะการจีบสาวยามค่ำคืนนั้น ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นสิ่งดี หรือไม่ดี เพราะสิ่งใดจะดีหรือไม่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับว่าสังคม หรือชุมชนนั้นจะยอมรับหรือไม่ .. แล้วสังคม หรือชุมชนนั้นจะนิยามมันเองว่า คือ สิ่งดี หรือไม่ดี

  18. ผมเคยอยู่ทางภาคเหนือ ทำงานป่าไม้ รู้จักม้ง เย้า อีก้อ ฯลฯ ผมกลับบ้านที่กรุงเทพเล่าให้เตี่ย(พ่อ)ฟังว่าไปเจอชาวแม้วที่ลำปาง บนดอย เตี่ยผมบอกว่า ไม่ใช่แม้ว คนกลุ่มนี้เป็นม้งโกล (พ.ศ.2516)พ่อผมเรียนหนังสือจากเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ ผมรู้จักเพียงว่านี่ชนเผ่าม้ง เย้า แต่ไม่ได้ลงลึก จนถึงวันนี้ ผมกลายสภาพมาเป็นคนเขียนหนังสือ และเป็นเจ้าของwww. อยากเขียนเรื่องราวที่เกี่ยวกับ วัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ วิถีชีวิตการกินอยู่ การทำงาน การแต่งงาน การจีบสาว แต่อ่านของคุณแล้วผมยังไม่รู้เลยว่า การไปจีบสาวตอนกลางคืนนั้น เขามีขอบเขตแค่ไหน ทำได้ แค่ไหนมากไป พ่อแม่สาวจะต้องทำอย่างไร นิ่ง หรือห้าม ซึ่งของไทยก็อีกอย่างหนึ่ง
    อย่างเช่นที่ภาคเหนือก็มีการแอ่วสาว ซึ่งสวยงามมาก อีสาน(ผมก็เคยไปอยู่และไปเล่น)ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ตอบผมสักนิดนะครับ ลงลึกเลย ผมอยากสื่อด้วยเรื่องราวที่เป็นจริง เพื่อให้เป็นข้อมูลที่อาจจะมีนักเรียน นิสิต คนทั่วไปได้รับรู้ข้อเท็จจริง สมัยอยู่ จ.น่านผมเคยอพยพม้งจากบนดอย(เด็ก)มาเรียนหนังสือที่โรงเรียนที่ผมสร้างยกให้ราชการ เด็กม้งชกกันเอง แต่กับเด็กไทยในหมู่บ้านกลับไม่เคยทะเลาะกันเลย น่ารักมาก

  19. EdiTor (Post author)

    พี่ธงชัย เปาอินทร์ ผมมีความยินดี และขอบคุณที่พี่ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวของม้งครับ ผมขออณุญาติ เปิดหัวข้อ “ขอบเขตการจีบสาวยามค่ำคืน” เพื่อตอบคำถามของพี่ และเพื่อว่าพี่ๆ เพื่อนๆ ที่เป็นม้งท่านอื่น จะได้ร่วมให้ความเห็น ที่อาจเป็นประโยชน์้ด้วยครับ

  20. greeny

    ผู้หญิงอย่างเราสวยอ๊ะ…….แค่สวยก็กินขาดแล้ว

  21. EdiTor (Post author)

    greeny ยังไงก็แวะมาบ่อยๆ นะครับ ม้งเอเชีย ขาดคนสวย :-)

  22. สุโขทัย

    เด็กหนุ่มน้อยใหญ่ต่าง ๆ หน้า นานาพื้นที่…อ่าน…
    มีลูกพี่ลูกน้องผมคนหนึ่งบ้านอยู่แพร่ ไปเที่ยวสาวกลางคืนอย่างที่คุณบอกนี่แหละ ไปด้วยกัน2คนแถวๆ จ.น่าน ขับรถมอไซด์ไปถึงประมาณ 1 ทุ่มกว่า ๆ ยังไม่ทันลงรถดีเลย ก็มีวัยรุ่น 7-8 คนเข้ามาทุบ ตี กระทืบ ฟาดด้วยไม้จนสลบไป แล้วลากลงข้างทาง ส่วนอีกคนหนีรอดไปได้ชนิดว่าโดนกระชากเสื้อคลุมจนหลุดอย่างเฉียดฉิวเลยล่ะ และกว่าจะกล้ามาช่วยอีกคนที่นอนสลบอยู่ข้างทางได้มันนานขนาดไหน จนต้องนอนนิทราประมาณ2-3เดือน คำถามมีอยู่ว่า คนที่ทำกับน้องผมนั้น ทำไปเพื่ออะไรมันไม่มีเหตุผลเลยซักนิดกับคนที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนอยู่ ๆ ก็โดนตีซะขนาดนั้น นี่แหละความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของม้งอย่างหนึ่งจากสิ่งวัฒนธรรมดี ๆ สู่วัฒนธรรมทราม ๆ เด็กบ้านผมก็เหมือนกัน (บ้านโป) ไม่รู้พ่อแม่มันเลี้ยงอาหารเม็ดรึงัย ดุจริง ๆ อายุ 13-14 กำมัดจะตีผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน เด็กต่างถิ่นมาก็กระทืบเค้าซะน่วมแบบไม่มีเหตุผล นึกดีดีนะว่าสิ่งทรามเหล่านี้ เริ่มเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ความคิดผมนะ(ส่วนตัวล้วนๆ)ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปตั้งแต่ยาบ้าเริ่มระบาดมากมายในบ้านเมืองเรา คนม้งส่วนน้อยมากที่ไม่ค้าไม่ขายไม่เสพ(เราคงปฏิเสธมันไม่หลุด) นั่นแหละ..เมื่อคนเรามีหาเงินง่าย มีเงินมาก ภาพการช่วยเหลือเกื้ยกุลกันก็ไม่มี น้ำที่อยู่ในใจมันเริ่มแห้ง ความเห็นแก่ตัว หยิ่งยะโส จองหอง หรือมีกระทั่งบังอาจคิดว่าตนใหญ่ เกาะรวมกันเฉพาะในวงศ์ตระกูล(แซ่)อินทร์-พรหมหน้าไหนข้าไม่สน กระทั่งมีสงครามน้อยๆระหว่าง 2 ตระกูล (บางทีก็ไม่แปลกใจนะว่าทำไมทัพมองโกลจึงล่มสลาย) คนม้งมีสมองเหมือนกับคนเอเชียทั่วไป แต่ด้วยการอพยพหลายครั้งหลายคราวทำให้พวกเราขาดโอกาสที่จะเรียนรู้เท่านั้น เราไม่ได้โง่แต่บางครั้งเราดักดานกับสิ่งเดิมๆ เช่นอย่างเดียวที่ผมรู้สึกว่ารุนแรงสุด ๆ เลยคือ ความรู้สึกอิจฉาริษยา ไม่อยากให้ผู้อื่นได้ดีกว่าตนเราจึงเลือกที่จะทำลายผู้อื่น แทนการปรับปรุงตนเอง เป็นต้น แค่นี้แหละครับ (บ้านใครยังค้ายาบ้าอยู่ช่วยกันบอกให้เขาเหล่านั้นเลิกเถอะครับ ทุกวันนี้ม้งเรากลายเป็นโลโก้ยาบ้าไปแล้วนะ เห็นได้จากการจับยาบ้าแต่ละครั้งไม่ว่าจะชนเผ่าไหนก็เถอะ ส่วนใหญ่ประทับตรา”แม้ว(ม้ง)”ไว้ก่อนทุกทีเพื่อให้ข่าวขายได้อย่าบอกนะว่าพวกคุณไม่ได้สังเกตุ จนผมเรียนหนังสือมาตั้งแต่ ม.ปลาย,มหาลัยเพื่อนในห้องไม่มีใครรู้เลยว่าผมเป็นม้งจนรับปริญญาผมให้พ่อกับแม่ผมแต่งชุดม้งเข้ามาในงาน ผมไม่ได้อายที่ผมเป็นม้งแต่กลับดีด้วยซ้ำที่ทำให้ผมเห็นมุมมองอีกด้านหนึ่งที่คนไทยทั่วไปมองม้งเป็นยังไงตลอดเวลา 2-3ปี เราก็เหมือนคนทั่วไปแหละเนอะ บางทีช่วงละครเกาหลีกำลังดัง ผมยังเคยเป็นคนเกาหลีเลย 55) เอาเป็นว่าช่วยผมหน่อยเนอะพวกเราคงมีการศึกษาเหมือนๆกันหรือพวกคุณอาจเรียนสูงกว่าหรือเก่งกว่าผม ช่วยให้คนม้งเลิกค้ายาทีเถอะ นะครับ (เยอะกว่าเจ้าของกระทู้อีก)

  23. EdiTor (Post author)

    คุณสุโขทัย ยาบ้าคือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศการจีบสาวยามค่ำคืนต้องเปลี่ยนไป ช่วงยาบ้าระบาดหนัก บ้านผมเค้าห้ามวัยรุ่นออกเที่ยวตอนกลางคืน เพื่อให้ยามหมู่บ้าน (ตอนหลังเป็น อปพร.) ทำงานตรวจตราได้อย่างสะดวก

  24. เซ้ง

    ผมคิดว่าการจีบสาวกลางคืนแบบนี้ ควรที่ลดละเลิกดีกว่านะครับ
    เพราะมันจะนำมาซึ่งปัญหาต่างๆอีกมากมาย……
    1.เสียการเรียน
    2.ท้องก่อนแต่ง
    3.เสียเวลา…
    4.ปัญหาชกต่อย/อาชญากรรม
    …………

    เราควรเอาเวลามาพัฒนาสมองของเยาวชนชาวม้งเราดีกว่า…โตมาจะได้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ
    มีความรู้ …..แต่ก็อย่างว่า คงเปลี่ยนแปลงอะไรได้ไม่มาก…..

  25. Nkauj Hmoob Xyooj

    ขอข้อมูลด้วยคนค่ะ เรื่องการจีบกันของหนุ่มสาวม้ง เหมือนกับพี่ ธงชัย เปาอินทร์ อ่ะค่ะ

  26. Nkauj Hmoob Xyooj

    คือว่าดิฉันกำลังทำวิจัยเรื่องนี้อยู่อ่ะค่ะข้อมูลไม่ค่อยมี(รึป่าว)ใครพอมีข้อมูลหรือประสบการณ์ อย่างไร อย่าลืมมาแชร์ ใาเล่าให้ฟังนะคะ

    Nkauj Hmoob Xyooj จากเชียงรายค่ะ ^__^

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *