เครื่องบินทหารตก อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

พวกเราในฐานะม้งไซเบอร์ก็คงจะติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะช่วงข่าวเครื่องบินของทหารตก ที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พวกเราคงจะทราบข่าวนี้กันดี แม้ในส่วนตื้น ลึก หนา บาง จะยังไม่ปรากฏชัดก็ตาม

เมื่อเกิดเหตุการณ์ความสูญเสียเช่นนี้ขึ้น ย่อมต้องเกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ตามมา ซึ่งบางกระแสก็มาพร้อมกับภาพลักษณ์ทางลบสำหรับทหาร บางคนก็สามารถยึดโยงไปถึงการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส ทั้งที่เครื่องบินเหล่านั้นถูกใช้งานมาแล้วกว่าสิบ-ยี่สิบปี ..ก็ควรแก่อายุใช้งานของมันแล้ว

ในส่วนของทหารเอง ก็มีหน้าที่ที่จะต้องชี้แจงในเรื่องนี้ ให้สาธารณชนหายคลางแคลงใจ แต่น่าเสียดายที่ข้อมูลของทางทหารไม่หนักแน่นพอ เพราะขาดหลักฐานที่จะสามารถยืนยันต่อสิ่งที่ชี้แจงไป

สำหรับเหตุการณ์เครื่องบินตกครั้งนี้ ผมคิดว่าควรจะต้องแยกเป็นสองกรณี คือกรณีแรกสำหรับการตกของเครื่องบินสองลำแรก และอีกกรณีสำหรับการตกของเครื่องบินลำที่สาม

สำหรับกรณีลำที่สามนั้นผมจะไม่ขอวิจารณ์ใดๆ เนื่องจากลำนี้มีนายทหารผู้รอดชีวิตกลับมา ซึ่งไม่นานความจริงก็น่าจะปรากฎ

ส่วนที่ผมอยากจะพูดถึงในวันนี้คือกรณีของเครื่องบินสองลำแรก ที่มีการกล่าวอ้างถึงสภาพอากาศ

ผมเองในฐานะม้งผู้ซึ่งเคยคร่ำหวอดอยู่ในป่า (แม้จะเป็นคนละป่ากับแก่งกระจานก็เถอะ) อยากจะแชร์ประสบการณ์ความเป็นม้งเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งอาจจะสัมพันธ์กับเหตุการณ์เครื่องบินตกในครั้งนี้

ก่อนอื่นเลยผมอยากจะบอกว่า ในป่าใหญ่นั้นไม่มีอะไรที่เราจะสามารถคาดเดาได้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพดิน ฟ้า อากาศ หรือแม้แต่เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นข้างหน้า ตามที่ผมกำลังจะยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริง ดังต่อไปนี้

สภาพอากาศ สายของวันหนึ่งในช่วงฤดูฝนเมื่อนานมาแล้ว ณ ไร่ข้าวกลางป่าใหญ่ บนดอยสูง วันนั้นผมออกไปถางหญ้าในไร่ข้าวกับพ่อแม่ตามปกติ สภาพอากาศในวันนั้นท้องฟ้าปลอดโปร่ง แต่ไม่มีแดด ตามปกติของเด็กชายม้งสมัยนั้นจะสะพายย่ามใบเล็ก ในนั้นจะมีง่ามหนังสติ๊กหนึ่งอันพร้อมลูกหินที่จะใช้ยิง

ระหว่างพักเบรกสั้นๆ นั้นเอง ผมได้เดินเข้าไปชายป่าที่อยู่ติดกันกับไร่ข้าว (ห่างจากกระท่อมไปประมาณสองร้อยเมตร) เพื่อยิงนกยิงกระรอกตามประสาเด็ก ก่อนเดินเข้าไปในป่าแห่งนั้น สังเกตุได้ว่าท้องฟ้าปลอดโปร่ง (แต่ไม่มีแดด) สามารถมองเห็นภูเขาลูกตรงข้ามได้อย่างชัดเจน ..ถ้าท้องฟ้ามืดครึ้ม หรือมีเมฆหมอกลงมาต่ำ ผมก็คงไม่กล้าเดินไปไหนไกลเหมือนกัน

หลังจากเข้าป่าได้ไม่ถึงสิบนาที ระหว่างที่ผมกำลังย่องจะยิงนกใหญ่ตัวหนึ่งที่เกาะอยู่บนยอดไม้แห้ง ผมถึงสังเกตุเห็นว่าบนยอดไม้เริ่มมีหมอกขาวเข้าปกคลุม เมื่อผมหันหลังไปมองทางที่จะกลับเข้าไปในไร่ ก็พบว่าหมอกหนาได้ลงมาต่ำจนปกคลุมไปทั่วแล้ว (หมอกน่าจะมาจากทางด้านนั้น) ข้างหน้าเห็นไม่เกินห้าเมตร ! ..ในความคิดของเด็กคนหนึ่ง นี่มันฝันร้ายชัดๆ

ไม่เป็นอันต้องคิดเรื่องยิงนกอีกแล้ว เพราะในสมองขณะนั้นมันเต็มไปด้วยจินตนาการต่างๆ นาๆ ตั้งแต่เรื่องผีสางนางไม้ ไปจนถึงสัตว์ร้ายต่างๆ ที่อาจจะโผล่มาเมื่อไหร่ก็ได้

แค่นั้นแหละ ผมรีบมุ่งหน้าหาทางกลับทันที พอออกมาถึงไร่ข้าวจึงพบว่าในอากาศเต็มไปด้วยหมอกขาว เขาลูกตรงข้ามที่เคยตั้งตระหง่านอยู่ก็หายไป

สิ่งที่ทำต่อมาคือ ตะโกนเรียกแม่ “แม่..” เพื่อความอุ่นใจ

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าสภาพอากาศที่ทางทหารหรือเจ้าหน้าที่อุทยานกล่าวอ้างนั้น ไม่ได้เกินจริงเลย เพียงแต่มันอยู่ห่างไกลจากจินตนาการของผู้คนในเมืองมากไปหน่อย พวกเขาจึงไม่คิดว่าสภาพอากาศลักษณะนั้นจะมีอยู่จริง หรือถ้ามีจริงก็ไม่น่าจะเลวร้ายขนาดที่ทำให้เครื่องบินลำใหญ่ตกลงมาได้

ผู้คนส่วนหนึ่งเถียงว่า “อ้าว.. เมื่อเห็นว่าอากาศไม่ดีแล้วจะเข้าไปทำไม” ก็อย่างที่ผมได้เล่าไป สภาพอากาศในป่าใหญ่นั้นแค่สิบนาทีก็เกินพอที่จะเปลี่ยนอะไรตรงหน้าเราได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าฝนอย่างนี้ ท้องฟ้าจะเปิดจะปิดเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

เรื่องของผมโดนหมอกเข้าปกคลุม (ปิดล้อม) ภายในสิบนาที ดังนั้นเรื่องของเจ้าหน้าที่ทหาร แม้จะมีการสำรวจสภาพอากาศก่อนบิน แต่การใช้เวลาบินในป่าหลายชั่วโมง โอกาสที่จะเจอเหตุการณ์อย่างผมย่อมต้องมีสูง

จากภาพข่าวทางโทรทัศน์ การเก็บกู้ซากเครื่องบินและศพของนายทหาร จะเห็นได้ว่าสภาพพื้นที่มีความสูงชันไม่ต่างอะไรกับหน้าผา จึงพอสันนิษฐานได้ว่าเครื่องบินอาจชนเข้ากับพื้นที่ลาดชันดังกล่าว

อีกข้อสังเกตุหนึ่งคือ พื้นที่ที่มีลักษณะลาดชันหรือเป็นหน้าผา จะมีลมแรงตีขึ้นมาตลอด ดังนั้นข้อสันนิษฐานที่ว่าเครื่องบินถูกลมตี หรือลมดูด ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงเช่นกัน

ขออุทิศบทความนี้ แด่นายทหารกล้าผู้เสียสละในเหตุการณ์ครั้งนี้