เงิน สินบน อำนาจนิยมตลอดกาล

วันศุกร์อีกแล้ว วันนี้จะเป็นอีกหนึ่งวันเบาๆ สำหรับคนทำงาน แต่อย่างไรก็ตามอย่าให้เบาเราแล้วไปหนักที่ตัวนายจ้างนะครับ อันนั้นเค้าเรียกอู้งาน ..เวลาทำงานก็ออนไลน์ให้น้อยหน่อย แต่ออนไลน์เมื่อไหร่ก็อย่าลืมแวะมา ม้งเอเชีย

เมื่อวานแวะไปแถวบางกะปิมา เห็นทุเรียนแถวตลาดบางกะปิแล้วอดเสียดายไม่ได้ เพราะทั้งราคาถูกและลูกก็สวย แต่ติดที่ว่าต้องนั่งรถโดยสาร จึงไม่สะดวกพกพาผลไม้ชนิดนี้ขึ้นรถไปด้วย ครั้นจะซื้อนั่งกินแถวนั้นมันก็กระไรอยู่ ..ไม่มีเพื่อนกิน คนเดียวใจไม่ด้านพอ

ออ ..ไปเห็นงานมหกรรมหนังสือที่ลานกิจกรรมชั้นหนึ่งของห้างเดอะมอล์ด้วย แต่น่าเสียดาย หนังสือที่แต่ละค่ายนำมาจัดแสดงมีน้อยไปหน่อย ..เห็นคุณ กาลาแมร์ ในงานด้วย

วกกลับมาที่หัวข้อของวันนี้กัน “เงิน สินบน อำนาจนิยมตลอดกาล” ถ้ามองย้อนกลับไป กติกาพื้นฐานที่ถูกนำมาบังคับใช้ เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ก็ล้วนแล้วแต่มีที่มาจากเรื่องของเงินๆ ทองๆ เป็นพื้นฐานแทบทั้งสิ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ ในเรื่องของการปรับเอาค่าสินไหม (ซึ่งเป็นพื้นฐานของกฎหมายในปัจจุบัน)

เมื่อวานขากลับผมนั่งรถตู้โดยสารรามฯ-รังสิต ได้มีโอกาสเห็นภาพชัดๆ ของสองสิ่งที่ผมจะพูดถึงในวันนี้ นั่นคือ เงิน และสินบน ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้เงินจะมีคำจำกัดความที่แคบกว่า

เงิน ก็คือเงิน แต่สินบนหมายถึงอะไรก็ได้ (ที่ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นสินบน)

รถตู้คันที่ผมนั่ง คนขับขับด้วยความคึกคะนอง เบียดขวาแซงซ้ายมาตลอดทาง แต่เมื่อมาถึงป้ายรถเมย์ป้ายหนึ่งซึ่งมีตำรวจจราจรนายหนึ่งคอยดูแลความเรียบร้อยอยู่ เมื่อเห็นรถตู้คันที่ผมนั่งจอดรับส่งผู้โดยสารในลักษณะที่ไม่เรียบร้อย (จอดคร่อมเลน) ตำรวจนายนั้นก็รีบเดินตรงมาหาพร้อมกับตะโกนเสียงดัง ให้รถจอด

ตำรวจนายนั้นท่าทางอารมณ์เสียมาก รีบเดินมาฝั่งคนขับพร้อมกับตะโกนว่า

“ขอดูใบขับขี่หน่อย”
“มีแต่ที่ถ่ายเอกสารครับ” คนขับตอบ
“ใบถ่ายเอกสารไม่เอา ผมจะเอาใบขับขี่ตัวจริง ถ้าไม่มีก็ให้ผู้โดยสารลงตรงนี้เลย” นายตำรวจตอบกลับด้วยเสียงเข้ม

ผู้โดยสารในรถก็ได้แต่นิ่งเงียบ คนขับที่คึกคะนองมาตลอดทาง ตอนนี้เริ่มหน้าซีด จากนั้นคนขับก็ลงรถไปเคลียร์กับตำรวจนายนั้น คนขับพยายามพูดด้วยเสียงอันเบา ซึ่งเข้าใจว่าพยายามขอจ่ายค่าปรับเล็กๆ น้อยๆ (โดยไม่ต้องมีใบเสร็จ) แต่ตำรวจก็ตอบด้วยเสียงอันดังว่า

“ไม่ได้ ถ้าคุณไม่สร้างปัญหาให้ผม ผมก็ไม่สร้างปัญหาให้คุณ” ตามความเข้าใจ คือ ถ้าคนขับปฏิบัติตามกฎจราจร ก็คงไม่ต้องไปเพิ่มงานให้ตำรวจโดยใช่เหตุ

หลังจากนั้นคนขับก็ได้โทรศัพท์หาใครบางคนเพื่อที่จะเคลียร์เรื่องนี้ แต่ตำรวจนายนั้นก็ไม่สนใจ ยืนยันที่จะให้ผู้โดยสารลงจากรถ และให้คนขับไปเสียค่าปรับที่ สน.

ในใจผมก็คิดว่า เอาแล้วสิ เจอของจริงเข้าแล้ว นี่สิผู้พิทักษ์สันติราษฎ์ตัวจริง นี่คือที่พึ่งพาของประชาชน นี่สิถึงจะคุ้มค่าภาษีที่ประชาชนต้องจ่ายไป ..ลงรถก็ลงฟะ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ตงฉินท่านนี้

ก่อนที่จินตนาการจะเตลิดไปไกลกว่านั้น สังเกตุเห็นคนขับเดินอ้อมมาทางประตูด้านคนขับ พร้อมกับเปิดประตูและหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกไป แล้วเดินตรงไปหารถมอเตอร์ไซค์ของตำรวจ ซึ่งจอดอยู่ติดกับรั้วกำแพง ห่างจากจุดที่ตำรวจนายนั้นยืนอยู่พอสมควร ที่รถตำรวจมีกระเป๋าผ้าแบบสะพายข้างแขวนอยู่ ..คนขับก็เดินตรงไปและยัดเงินจำนวนนั้นลงในกระเป๋าใบนั้น

“ก็แค่ฟอร์มเท่านั้นแหละ” เสียงป้าที่นั่งอยู่ด้านหลังบ่นพึมพำด้วยความเข้าใจ

คือ ขณะที่คนขับขับรถด้วยความคึกคะนอง ในใจผมก็คิดไปว่า คนพวกนี้คงมีกลุ่มอิทธิพลหนุนหลัง เวลาขับรถจึงไม่เกรงกลัวใคร ..ผมเลยหลงคิดว่า คนพวกนี้แหละคือพวกที่มีอำนาจในสังคมทุกวันนี้

แต่เมื่อคนขับเจอตำรวจ ตำรวจโบกให้จอดก็ต้องจอด ตำรวจไม่ให้ไปก็ไปไม่ได้ มุมมองผมจึงเปลี่ยนไป ..คนถือกฎหมาย คนถือปืนสิ อำนาจที่แท้จริง

แต่เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา ผมก็ได้พบกับอำนาจที่จริงแท้ยิ่งกว่า นั่นคือ “เงิน”

คนขับรถตู้แค่ยัดเงินไม่กี่ร้อย ปัญหาโลกแตกก็ถูกคลี่คลายได้โดยง่าย ดังนั้นนิยามที่ว่า “เงิน คืออำนาจ” ยังคงเป็นจริงเสมอ ..ในอดีต อำนาจ ถูกนิยามต่างกันไปตามยุคสมัย เช่นกำลังคืออำนาจ เงินคืออำนาจ ความรู้คืออำนาจ จะเห็นได้ว่าทุกนิยามยังคงเป็นจริงเสมอ

สังคมม้งเราล่ะ ยึดถือสิ่งใดเป็นอำนาจ เงิน พวกพ้อง ความรู้ หรือความถูกต้อง ..จะสิ่งใดก็ตาม ขอให้จงใช้มันในทางที่ดี แล้วอำนาจนั้นจะอยู่คู่กับเราไปตราบนานเท่านาน เอย