เด็กม้ง และความคาดหวังของพ่อแม่

ทำอย่างไรได้อย่างนั้น ถือเป็นตรรกะที่เกือบจะใช้ได้กับทุกเรื่อง เพราะมันเป็นเรื่องของเหตุและผล ที่เมื่อทำสิ่งหนึ่งย่อมต้องเกิดอีกสิ่งหนึ่งที่สัมพันธ์กันตามมา ..เรื่องการเลี้ยงลูกก็เช่นเดียวกัน

เลี้ยงลูกอย่างไร ได้ลูกอย่างนั้น เป็นข้อความพื้นๆ ที่พวกเราทราบกันดี แต่วันนี้ผมขอนำมาขยายความตามบริบทที่ม้งเราเป็นอยู่ เพราะผมมองว่าม้งเรามีความต่างในเรื่องของ “ลูก (และการเลี้ยงดู)” ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับคนเชื้อชาติอื่น

เช่นอะไรบ้าง แม่หนึ่งคนมีลูกหลายคน ลูกหนึ่งคนมีแม่หลายคน และลูกหนึ่งคนอาจมีพ่อหลายคนด้วย ส่งผลให้การเลี้ยงดูของม้งเราต่างออกไป

ที่จริงแล้วความต่างของเราเริ่มขึ้นตั้งแต่ทัศนะคติของการมีลูก โดยเมื่อก่อนที่ม้งเราไม่นิยมการคุมกำเนิดสืบเนื่องจากแนวความเชื่อที่ว่า เราไม่สมควรไปยับยั้งการเกิดของเด็กๆ ที่กำลังจะมาเกิด และเมื่อรวมกับเหตุผลความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจของครอบครัว ที่จำเป็นต้องมีแรงงานจำนวนมากพอสำหรับหล่อเลี้ยงครอบครัว ทั้งหมดนี้จึงค่อยๆ ก่อตัวจนกลายเป็นรูปแบบพิเศษบางอย่าง ที่ส่งผลให้วิถีครอบครัวของม้งเราต่างจากคนอื่น

และด้วยพื้นฐานความคิดความเชื่อที่กล่าวมานี้เอง ผู้เป็นพ่อแม่จึงไม่ได้ใส่ใจมากพอสำหรับการเลี้ยงดูบุตรหลาน เริ่มตั้งแต่อาหารการกินมื้อหลักสามมื้อ การดูแลในยามที่อยู่บ้าน เมื่อบุตรหลานเข้าโรงเรียน ทำงาน และแต่งงาน ..ความใส่ใจที่ไม่เพียงพอนี้ อาจเกิดได้จากทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว

เรื่องอาหารการกิน ผมสังเกตุเห็นหลายๆ ครอบครัว ที่ผู้เป็นพ่อแม่ปล่อยให้ลูกตัวเล็กๆ หากินกันเอง แน่นอนว่าในหม้ออาจมีข้าวอยู่ เด็กสามารถตักกินกันเองได้ แต่กับข้าวล่ะอยู่ไหน ที่สำคัญสิ่งที่เด็กๆ ต้องการมากกว่ากับข้าวบนโต๊ะอาหารก็คือความอบอุ่นในครอบครัว ..ความอบอุ่นหากไม่เกิดบนโต๊ะอาหาร ก็ยากที่จะเกิดในเวลาอื่น

เรื่องการเลี้ยงดู บางครอบครัวเลี้ยงดูลูกอย่างเคร่งเครียด ถ้าถึงเวลางานเด็กๆ จะคลาดสายตาไปไหนไม่ได้ ไล่ตั้งแต่ก่อไฟ หุงข้าว ตักน้ำ ล้างจาน กวาดบ้านถูบ้าน ส่วนคนเป็นแม่นั่งปักผ้าอยู่นอกบ้าน แล้วออกคำสั่งด้วยการตะคอกเข้าไปในบ้าน ..แน่นอนอาจจะปักผ้าหารายได้ แต่ใช่เวลาหรือเปล่า

เมื่อลูกเรียน จากประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ค่อยได้เห็นครอบครัวม้งครอบครัวไหนจริงจังเรื่องเรียนของลูกๆ มากนัก ส่วนเรื่องงานบ้านน่ะเคร่งมาก (โดยเฉพาะกับลูกสาว) ตื่นแต่เช้า ตักน้ำ ล้างจาน หุงหาอาหาร แล้วค่อยเตรียมตัวไปโรงเรียน เลิกเรียนกลับมา ตักน้ำ ล้างจาน หุงหาอาหาร ..แต่แปลกเรื่องการบ้านที่โรงเรียน พ่อแม่ไม่เห็นสนใจ

ถ้าเราเข้าใจว่าเด็กๆ มีหน้าที่เรียน เราก็ควรที่จะให้เด็กๆ มีเวลาหายใจหายคอบ้าง เพื่อที่จะได้มีเวลาคิดเรื่องการเรียน รวมถึงการจัดการตัวเอง

เรื่องการส่งลูกเรียนก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญของม้งเรา เด็กอายุแค่เจ็ดขวบแปดขวบก็ส่งไปเรียนไกลบ้านแล้ว โรงเรียนสงเคราะห์บ้าง โรงเรียนเด็กกำพร้าบ้าง โรงเรียนวัดบ้าง ทั้งที่นโยบายของรัฐฯ ในเรื่องการเรียนแทบจะฟรีทุกอย่างแล้ว ดังนั้นเรื่องการส่งเด็กไปเรียนไกลบ้านจึงมักหนีไม่พ้นเหตุผลเรื่องความ (ไม่) รับผิดชอบ ..เด็กอยู่บ้านเด็กซน จะไปไร่ไม่มีใครเลี้ยง

สุดท้ายพอเด็กเรียนจบ ทำงาน เด็กจะไม่ค่อยกลับบ้าน เพราะไม่ผูกพันธ์ สุดท้ายความฝันที่จะให้ลูกๆ เลี้ยงดูยามแก่เฒ่าก็ต้องมลายหายไป ..ก็คุณไม่รับผิดชอบเลี้ยงดูเค้าเอง หนำซ้ำพ่อแม่บางคนยังยอมให้ลูกเป็นบุตรบุญธรรมคนอื่น ปล่อยให้คนอื่นเลี้ยงดู

อาจจะด้วยความคาดหวังหรืออะไรก็ตาม ที่ทำให้ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ปฏิบัติกับลูกๆ อย่างที่กล่าวมา เช่นว่ายามลูกๆ ยังเล็กก็คาดหวังให้ลูกๆ รับผิดชอบงานบ้านทุกอย่าง ลูกจบ ม.ต้น ก็อยากให้ลูกออกมาหาเงินเลี้ยงครอบครัว แต่พ่อแม่เหล่านั้นก็ลืมไปว่า ก่อนที่เราจะคาดหวังอะไรนั้นเราต้องมีการให้เสียก่อน เช่นต้องให้การศึกษาที่ดีแก่เค้า (ไม่ว่าจะอนุบาล หรือปริญญา) อยากให้เด็กทำงานบ้านเราก็ควรเป็นคนนำเด็ก

สิ่งที่พูดไปทั้งหมดคือภาพใหญ่ๆ ของวิถีครอบครัวกับการเลี้ยงดูของม้งเรา แต่ด้วยปัจจัยรอบข้างที่เปลี่ยนไป ทำให้ม้งเราหันมาแข่งขันเรื่องการศึกษาของลูกๆ มากขึ้น ทำให้พ่อแม่ใส่ใจดูแลลูกๆ ดีกว่าแต่ก่อน สิ่งเหล่านี้เริ่มเห็นเด่นชัดในครอบครัวที่พ่อแม่มีการศึกษา

ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ต้องเข้าใจว่าควรคาดหวังเรื่องอะไร ตอนไหน จากลูกๆ ของตน ..ที่สำคัญพ่อแม่ต้องรู้ว่าหน้าที่ตัวเองต้องทำอะไร

33 Comments

  1. ??????????????? (Nraug Hmoob Toj Siab)

    สวัสดีปีใหม่ม้ง 2010!

    ขอให้พี่น้องม้งทุกๆคนมีแต่ความสุข,ความเจริญ, สุขภาพแข็งแรง & สนุกกับการเล่นปีใหม่ม้งนะ..

  2. Hmoob

    Peb ua Hmoob nyob txawm yuav txawj tse, muaj nyiaj nplua nuj, muaj tis ya tau los tsis muaj hnub uas peb yuav khiav dhau txoj kev qua tub qua txhais, kev ploj kev tuag os….

  3. Cristian Xiong

    ถูกต้องนะคร๊าบ

  4. สาวแก่

    คุณ Editor
    เป็นกระทู้ที่ถูกใจป้าอีกแล้ว เพราะอ่านไปก็เหมือนชีวิตตัวเองในวัยเด็กเล้ย!!!!!อ่านไปอ่านมายังหัวเราะคนเดียวว่าเอาชีวิตเรามาเล่าได้งัยเนี่ย 55555
    แต่ป้าเชื่ออย่างนึงนะ Editor ว่าคนม้งเราแม้จะถูกเลี้ยงแบบทิ้งๆขว้างๆ แต่คนม้งมีจิตสำนึกที่จะรักดีนะ ความลำบากทำให้ทุกคนมีเป้าหมายในชีวิต (ความคิดส่วนตัวป้าเองนะคะ)
    เป็นกำลังให้ทุกคนสู้ต่อไป

  5. EdiTor (Post author)

    คุณสาวแก่ “..เลี้ยงแบบทิ้งๆขว้างๆ ..” ถือว่าตรงกับประเด็นนี้มาก ไม่ใช่แค่วัยเด็ก แต่จะสังเกตุเห็นได้ในเกือบทุกวัย เช่นว่าพ่อแม่แก่ๆ ด่าว่าลูกชายที่มีครอบครัวแล้ว ด้วยคำสาป คำแช่ง ชนิดที่ไม่ใช่พ่อลูกกัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นรูปแบบความสัมพันธ์คล้ายคลึงกับในวัยเด็ก ..สัมพันธ์กันแบบใด ?

    ผมเชื่อตามป้าครับ การเคี่ยวเข็ญเด็กๆ ให้รู้จักกรำงานหนักถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะแม้แต่ผู้ใหญ่เอง คุณค่าชีวิตก็ยังต้องขึ้นกับผลของงาน ..หากแต่พ่อแม่ต้องรับผิดชอบในการเคี่ยวเข็ญเด็กๆ ไม่ใช่แบบทิ้งๆ ขว้างๆ

    ลูกๆ โตขึ้นจะได้ไม่บินหนีไปไหน :D

  6. antactica

    สังคมม้งไม่ต่างจากสังคมไทยชนบทบางแห่งเท่าไหร่ คือเศรษฐกิจของชุมชนก็คือพอเพียง หมายถึงทำเพื่อมีอาหารกิน ไม่ได้สร้างธุรกิจ วันทั้งวันก็จะทำแต่งานที่เกี่ยวข้องกับการกินอยู่ เช่นเพาะปลูก งานช่าง ชำแหละปลา ตากปลา เพื่อจะเป้นอาหารในแต่ะมื้อ

    ส่วนเรื่องเงินรายได้ที่ได้รับมาจะไม่ไช้จ่าย แต่จะเก้บเหมือนกับเก็บทอง ต่างจากชีวตในเมืองที่เงินได้มาจ่ายออกไป เพราะไม่ได้ผลิตเองใช้เงินแลกเปลี่ยนเอา แต่สังคมชนบทอะไรเสียไม่ซ่อม ไม่จ้าง ไม่ซื้อ ทำเองหมด

    เศรษฐกิจก้จะเป็แบบนี้ เวลามีลูกหลานก็เพื่อที่จะให้ช่วยทำนาทำไร่ สืบทอดสมบัติต่อไป ไม่ได้คิดเรื่องเรียน ปล่อยเด็กกินเหล้าต่อยตี เลี้ยงเหล้าเด็กจะไว้ใช้งาน ปล่อยเด็กไปต่อยตีเพื่อ่วาจะได้ปกป้องดูแลครอบครัวได้เหมือนหมาเฝ้าบ้าน ถ้าเด็กไปมีเรื่องก็พวกไครพวกมันเชียกันไปให้ท้าย

    พอเด็กเริ่มโตขึ้น็จะเ็นเหมือนพี่ใหญ่ ดูแลหมู่บ้าน เป็นวิธีสร้างภาวะผู้นำอย่างนึง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นนักเลงกระจ๊อก ใหญ่ไม่เท่ากฏหมาย คนที่จะมีพาวเว่อในหมู่บ้านจริงในยุคสมัยนี้้ต้องมีคามรู้ ความสามารถ มีหน้าที่การงาน มีฐานะดี

    ซึ่งไม่ไช่เด็กส่วนใหญ่ที่ทำตัวกักขระจะเป็นพี่ใหญ่ ถูกให้ท้ายเพราะคนแก่คนเฒ่าไม่เข้าใจโลกที่เปลี่ยนไป เพราะครอบครัวใหญ่คนเยอะมีที่ทำกินมีผลิตมาก จะมีพาวเว่ออีกแล้ว

  7. EdiTor (Post author)

    คุณ antactica มีเพื่อนผมคนหนึ่งเคยพูดให้ฟังว่า ตอนเรียนถ้าเรียนสู้คนอื่นไม่ได้ ก็ต้องรอแข่งความมั่งมี สุดท้ายถ้าความมั่งมียังสู้คนอื่นไม่ได้ก็ต้องรอแข่งเรื่อง “ลูก” ว่าใครจะมีลูกที่ดีกว่า เก่งกว่า

    ฉะนั้นต่อไปหากใครยังเลี้ยงลูกในแบบเดิม คือให้ท้ายลูก ส่งเสริมลูกเป็นนักเลงหัวไม้ ต่อไปครอบครัวนั้นก็จะค่อยๆ ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เมื่อพ่อแม่สิ้นบุญ

  8. Change

    สิ่งที่อิดิเตอร์…ว่ามานั้นเกิดขึ้นในสังคมม้ง โดยเฉพาะในอดีตมีเยอะมาก ๆ

    ว่าไปแล้วคนม้งก็อย่างนี้แหละครับ….ชอบที่จะลงทุนถูก ๆ แต่ก็หวังที่จะได้กำไรงามๆ …

    แต่ผมก็มองว่า การเข้าเรียนในโรงเรียนประจำก็เป็นการสั่งสอน… เพื่อการเอาตัวรอด… แต่บางครั้งก็โหดร้ายเกินไปกับการปล่อยให้เด็กตัวน้อย เพิ่งเจ็ดขวบก็ออกไปสู่โลกกว้างเสียแล้ว…ไปเรียนไกลบ้าน..เมื่อโตกลับมาเพิ่งรู้ว่าแทบไม่มีเพื่อนที่เป็นคนเมือง แถวบ้านเลยสักคนเดียว เวลาทำงานเจอคนที่อยู่อำเภอเดียวกันเค้าถามใครก็ไม่รู้จัก แต่ก็ดีอย่างที่มีเพื่อนอยู่ทั่วทุกสารทิศ…

  9. หนุ่มภูเขา

    Nyob Zoo Hmoob Xyoo Tshiab!
    ปีใหม่ม้งแล้ว เพื่อนๆม้งทุกคนใครมีเรื่องราวเกี่ยวกับปีใหม่ม้งก็อย่าลืมเอามา share กันด้วยนะ.. อยากให้เขียนบทความเกี่ยวกับปีใหม่ม้งด้วย…

  10. ม้ง

    เรียกบอท….

  11. EdiTor (Post author)

    คุณ Change ผมเคยคุยกับพี่ผู้ชายคนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องส่งเด็กเรียนไกลบ้าน พี่แกว่าก็ดีเด็กๆ จะได้รับผิดชอบตัวเองมากขึ้น แต่ผมมองแล้วก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องความ (ไม่) รับผิดชอบของตัวพ่อแม่เอง ..คนที่คิดอย่างนั้นจริง เค้าจะส่งลูกหลานเรียนโรงเรียนประจำของแท้

    คุณหนุ่มภูเขา ผมเตรียมอยู่ครับ

  12. หนุ่มภูเขา

    ขอโทษนะครับพี่ EdiTor และเพื่อนๆ สำหรับเรื่องส่งเด็กเรียนไกลบ้าน ผมไม่ทราบว่าที่นั่นเป็นอย่างไร มันมีดีหรือไม่ดี ค่าเรียนถูกหรือไม่, แต่ที่นี่ (ลาว) ดีมากๆ มีแต่ครอบครัวร่ำรวยเท่านั้นที่สามารถส่งบุตรหลานของตนไปเรียนไกลบ้านเช่น: ในเมือง / ต่างจังหวัด / หรือต่างประเทศ …

  13. หนุ่มภูเขา

    อย่างผมเองเข้ามาเรียนอยู่ในเมืองตั้งแต่ 2005 เรียนจบก็ไม่อยากกลับไปอยู่ที่บ้านแล้ว เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างไม่เหมือนในเมือง อย่างเช่น: education,technology & entertainment… ที่ดิน ไร่นา
    ก็ไม่มีใครอยากทำ ลูกๆทุกคนใครก็อยากไปเรียนในเมือง อยู่ในเมือง
    กลัวสักวันหนึ่งจะไม่มีใครทำไร่ทำนาเลี้ยงพ่อแม่ชะแล้ว.. ชวนพ่อแม่มาอยู่ในเมืองก็บอกไม่ชอบสภาพอากาศ เสียงรถเสียงยนต์ เสียงดนตรีในเมือง, ชอบอยู่บ้านนอกที่มีอากาศเย็นๆ มีภูผาป่าไม้ มีเสียงนกเสียงกานะ. Oh my god ฟังแล้วหน้า melodious จริงๆเลยเนาะ, ถ้าเราไปอยู่ในสภาพแบบนั้นอายุคงยืนแน่ๆเลย คงไม่ปวดสมอง คงไม่ต้องมากังวลกับค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าบ้านเลยเนาะ!!!

  14. วิจารณ์

    ความ “คาดหวัง” ของพ่อแม่ต่อการศึกษาของลูกนั้น ผมไม่แน่ใจว่า พ่อแม่แต่ละคน แต่ละครอบครัวได้สร้างความคาดหวัง หรือกำหนดความคาดหวังที่ต้องการให้เป็นในอนาคตในระดับใด หรืออาจไม่เคยสร้างความคาดหวังใดๆเลยก็เป็นได้ เพราะเห็นได้จากพ่อแม่หลายคน หลายครอบครัวเป็นผู้เหนี่ยวรั้งการศึกษาของลูกอีกต่างหาก และรวมถึงลูกคนนั้นด้วย ก็ไม่ได้ตั้งใจหรือใส่ใจการเรียนเท่าที่ควร เป้าหมายการเรียนค่อนข้างจะเลื่อนลอย ซึ่งจะส่งผลต่อการได้งานทำ ความสามรถในการแข่งขัน หรือความสามารถในการทำงานในอนาคต
    ผมจึงอยากให้ พ่อ แม่ ลูก สมัยใหม่กำหนดเป้าหมายการเรียนของลูกให้ชัดเจนตามความสามารถของลูก และศักยภาพของพ่อแม่ และพยายามไปให้ถึง เมื่อเราทำอย่างนี้ได้มากๆ สังคมม้ง รวมถึงระบบการคิดหลักจะเปลี่ยนแปลงไปตามหลักสากลมากขึ้น
    เราต้องสร้างต้นแบบที่ดี(idol)และภาพลักลักษ์ให้รุ่นน้องๆได้เจริญรอยตาม ไม่ใช่มีแต่ค้ายาบ้า ชู้สาว ให้คนอื่นหยามเหยียด

  15. ไกลถิ่น

    คุณหนุ่มภูเขา ….อันความสุขนั้นไม่ได้อยู่ที่มีซึ่งทุกสรรพสิ่งแต่อาจจะอยู่ที่ตัวใจ สิ่งแวดล้อม และความพอใจของคน คนนั้นมากกว่า ในส่วนตัวแล้วการอยู่บ้านนอกถือเป็นความสุขแบบพอเพียงและไม่วุ่นวายเหมือนในเมือง ผมว่าถ้ามนุษย์เรารู้จักพอใจความสุขนั้นนั้นก็คงหาไม่ยาก เพราะฉะนั้น คนเถ้าคนแก่จึงอยากจะอยู่บ้านนอก ผมว่าผมก็ชอบแบบนั้นนะ
    อันคนหนึ่งคนนั้นอาจจะมีมุมมองที่แตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดานั้นคือ ความสุขและความพอใจที่เกิดขึ้นในจิตใต้สำนึกของมนุษย์อย่างเราๆนั้นใครจะพอใจแค่ใหนเท่านั้นเอง

  16. EdiTor (Post author)

    คุณหนุ่มภูเขา ยินดีที่มีพี่น้องจากฝั่งลาวร่วมพูดคุยในนี้ครับ สำหรับเรื่องการส่งเด็กเรียนไกลบ้าน ม้งไทยเรานิยมส่งบุตรหลานเรียนโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ หรือไม่ก็โรงเรียนเด็กกำพร้า ก็ไม่ได้ว่าโรงเรียนเหล่านั้นไม่ดี หากแต่ผมกำลังชี้ให้เห็นถึงแนวความคิดและมุมมองที่ผิดๆ ของผู้เป็นพ่อแม่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลในด้านการเรียนฟรี หรือผลักความรับผิดชอบให้แก่โรงเรียนก็ตาม มันคือแนวความคิดที่ไม่ถูกต้อง (ถ้าเป็นเมื่อยี่สิบปีที่แล้วก็ว่าไปอย่างครับ) ..สำหรับผู้เป็นพ่อแม่ (ม้ง) ในไทย เริ่มใส่ใจส่งลูกๆ เรียนในที่ดีขึ้น แม้บางครอบครัวไม่ได้ร่ำรวยก็ตาม ส่วนเรื่องส่งเรียนเมืองนอก เคยได้ยินอยู่บ้างครับ

    ส่วนเรื่องชีวิตในเมือง ก็คงเป็นเหมือนกันทุกที่ครับ คนรุ่นใหม่อาจเพลิดเพลินกับชีวิตในเมือง ส่วนคนแก่ชีวิตในเมืองก็คงไม่ต่างจากชีวิตในกรง ..ชื่นชมคุณหนุ่มภูเขา ภาษาไทยคุณดีมากครับ

    คุณวิจารณ์ ที่กล่าวมาถูกต้องแล้วครับ ความคาดหวังกับการลงทุนของพ่อแม่ในตัวลูกๆ นั้น ค่อนข้างที่จะสวนทางกัน ส่วนหนึ่งอาจมาจากความไม่รู้หนังสือของพ่อแม่ แต่นั่นคงไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งสำคัญก็ตามที่คุณวิจารณ์ได้กล่าวมาแล้วคือ ความชัดเจนและระบบการคิด (ของพ่อแม่)

    ..ชุมชนม้งที่คุณอยู่เป็นอย่างไร อาจมองได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัวคุณ

  17. sci

    เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ยังจำใด้เคยไปส่งเพื่อนคนหนึ่งที่สงเคราะห์เชียงใหม่ ตอนจะกลับเขาไม่อยากอยู่แต่ก็โดนบ้งคับให้อยู่ พอรถออกเท่านั้นแหละ แกวิ่งร้องให้ตามรถมาเลย(น่าสงสารมากๆ) เด็กเจ็ดขวบกับการจากอ้อมอกพ่อแม่ ใครจะทำใจใด้ มันโหดร้ายกับสภาพจิตใจของเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งมาก รู้ไหมวันๆหนึ่งนานแค่ไหน
    ปีๆหนึ่งใด้กลับสองครั้ง ทำให้ความผูกพ้นธ์(โดยเฉพาะกับพ่อ)จางหาย การที่จะกอดพ่อกับแม่สักครั้งทำไมมันทำยากจัง
    แต่ก็อย่างว่าทุกอย่างมีสองด้านเสมอ อยู่ที่เราจะเลือกมองมุมไหน

  18. ไกลถิ่น

    คุณ Editor ที่คุณบอกว่าพ่อแม่ของเด็กมีความคิดผิดๆที่ส่งเด็กไปเรียนที่สถานสงเคราะเด็กกำพร้า หรือที่ศึกษาสงเคราะห์นั้นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องผมไม่เข้าใจ…และ ผมเข้าใจเจตนารมณ์ของคุณดี ที่คุณคิดเช่นนี้ผมเข้าใจว่าคุณก็เป็นม้งคนหนึ่งคุณคงจะเข้าใจสถานะทางครอบครัวของคนม้งดี

    ในส่วนตัวผมนั้นผมคิดว่าการเล่าเรียนนั้นไม่ว่าจะเป็นที่ใหนๆขอให้เด็กๆๆเหล่านั้นจงตั้งใจเรียน เมื่อยังเยาว์วัยกับ เมื่อโตขึ้นมีคุณลักษณะนิสัยที่ดีความเอาใจใส่ต่อการเรียนในระดับที่สูงขึ้นรวมทั้งมีมุมมองในโลกทัศน์หลายๆด้านที่ดีก็จะประสบผลสำเร็จในชีวิตได้

    สำหรับคุณพ่อคุณแม่ม้งที่มีฐานะทางการเงินที่ดีก็สามารถส่งลูกเรียนในที่โรงเรียนดีๆได้แต่พ่อแม่ที่จนผมว่าท่านทำอย่างนั้นก็ถูกต้องแล้ว พรสวรรค์ฟ้าอาจจะประทานมาให้คนบางคนแต่พรแสวงฟ้าไม่เคยประทานมาให้ใครมีแต่ตนเองเท่านั้น ที่จะต้องแสวง บวกกับ อึด และ อด แล้ววันหนึ่งก็จะถึงที่หมาย

    การศึกษาคือ ใบปริญญาและการงานแต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะต้องได้ดีเสมอหมดคงหาไม่ แต่หากว่าการศึกษานั้นคือ การสอนคนให้เป็น “ตน”เป็นทั้งร่างกายและจิตใจผมว่าจะเรียนที่สถานเด็กกำพร้า หรือที่ศึกษาสงเคราะห์ หรือที่ใหนๆๆก็ควรแก่การเรียนทั้งนั้น
    โลกทุกวันนี้มุ่งแต่จะแข่งขันกันทั้งนั้นไม่ว่าจะด้านใหนจนบางครั้งคนผิดกลายเป็นคนถูก คนจนกลายเป็นแค่เศษคน คนรวยกลายเป็นช้าง คนจนกลายเป็นมด หากว่าการศึกษาคือ การทำคนให้เป็น”ตน”เมื่อนั้นใครบางคนที่จบออกมาเห็นเศษคนจนเป็นคน เห็นช้างและมดมีค่าเท่ากัน เมื่อนั้นโลกทั้งใบนี้คงดีมากขึ้นครับ
    ภูเขามีทั้งสูงและต่ำสลับกันไปจะสวยงามยามไม่มีเมฆบัง
    การศึกษาฉันใดก็ฉันนั้นมีทั้งคนจบต่ำและจบสูงที่ไม่อาจจะเหมือนกัน
    แต่อยู่ที่การทำตนให้มีค่าควรแก่การเป็นมนุษย์ครั้งหนึ่ง ในชาตินี้

  19. YYY

    ทุกอย่างมี 2 ด้าน บางอย่างมีหลายด้าน เราควรมองหลายมุม มุมมองของEdiTor แหลมคมใช้ได้ แต่นั่นคือความเห็น ที่แต่ละคนมีต่างกันตามประสบการณ์และภูมิหลัง ไม่ใช่ข้อสรุป การเรียนในโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ หรือโรงเรียนประจำของผมเมื่อหลายสิบปี ทำให้วันนี้ผมได้มาแสดงความชื่นชม และถกประเด็นต่างๆกับคุณEdiTorได้ คุณพ่อคุณแม่ของผมต้องการ และสนับสนุนให้ผมเรียน แต่การปลูกข้าว ขายผักกาดที่ปลอด paraquat ปลอด Glyphosate ขาดปัจจัยที่ห้าคือ Toyota(เช่นทุกวันนี้) จะส่งผมเรียนได้อย่างไร นั่นคือการสร้างโอกาส ไม่ใช่การผลักภาระ แต่สำหรับในวันนี้ ผมคงส่งลูกเรียนเองเพราะรัฐได้ให้โอกาสในสังคมแก่ผมแล้ว ความคาดหวังในตัวลูกสำหรับผมนั้นคือการสร้างโอกาส และการช่วยให้เขาปรับตัวเพื่ออยู่กับสังคมที่เปลี่ยนไป ไม่ได้คาดหวังให้เขามาเลี้ยงดูผม ส่วนการเลือกปฏิบัติของเขาเมื่อโตขึ้น เป็นสิทธิของพวกเขาโดยชอบธรรม ทั้งหมดคงเป็นไปตามความผูกพันที่ผมและพวกเขามีต่อกันครับ

  20. EdiTor (Post author)

    คุณไกลถิ่น คุณอาจหมายถึงประโยคนี้ของผม

    “..หากแต่ผมกำลังชี้ให้เห็นถึงแนวความคิดและมุมมองที่ผิดๆ ของผู้เป็นพ่อแม่ ..”

    ผมหมายถึงเหตุผลที่ผมได้กล่าวไปแล้ว นั่นคือ
    -เด็กอยู่บ้านเด็กซน
    -จะไปไร่ไม่มีใครดูแล
    -ต้องการของฟรี เรียนฟรี ..ซึ่งโรงเรียนรัฐเรียนฟรีมานานแล้ว

    ซึ่งที่ผมพูดไปทั้งหมดมันไม่ได้เกี่ยวกับสถานศึกษาเหล่านั้นเลย ว่าดีหรือไม่ดี เพราะแม้โรงเรียนเหล่านั้นอาจสู้โรงเรียนรัฐ เอกชนไม่ได้ แต่เจตนารมณืในการก่อตั้งของเค้าดี โรงเรียนเหล่านั้นเป็นประโยชน์แก่เด็กด้อยโอกาส

    .. สำหรับคำว่า “เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน” ปัจจุบันไม่เป็นจริงอีกต่อไปแล้ว

    คุณ YYY ขอบคุณที่นำประสบการณ์ตรงมาแชร์ครับ นั่นคือสิ่งที่พ่อแม่ควรทำ คือส่งลูกเีรียนตามกำลังที่ตัวเองมี เพราะนั่นคือความรับผิดชอบพื้นฐานของผู้ที่เป็นพ่อแม่

  21. หนุ่มภูเขา

    Nkauj Hmoob tus neeg Kuv hlub lub tsiab peb caug los txog cas luaj tej yuav nyob luag txhi nrog luag tus hlub os… Hos zoo li yoo no cas yuav nyob nrog lub kua muag saib yus tus hlub hloov siab mus hlub lwm tus lawm os… Tij laug EdiTor Kuv hlub nws heev li os, Kuv tsis paub yuav hais qhia leej twg li es Kuv thiaj li muab sau rau hauv hmongasia.com no rau sawv daws tau paub os. Kuv thov hnoo Koj ua tij laug hais tias Kuv cog lus rau Kuv tus kheej hais tias tsawm yuav puas tsawg xyoo puas tsawg tiam los Kuv nyob tos nws ib leeg xwb es puas yuav zoo os? Txoj kev hlub zoo & qab sib tshaj txhua yam tab sis cas thaum tau iab es yuav ua rau tib neeg lub siab mob ua luaj li no os, yuav ciaj los tsis paub ua neeg nyob yuav tuag los tuag tsis tau li os. Lub neej no sov yuav mus xuas li cas li os? (Kuv yuav nyob tos Koj ib leeg kom tag tiam nno os Hnub Ci tus neeg Kuv hlub, nco Koj os…)

  22. หนุ่มภูเขา

    Nkauj Hmoob tus neeg Kuv hlub lub tsiab peb caug los txog cas luaj tej yuav nyob luag txhi & lom zem nrog luag tus hlub os… Hos zoo li yoo no cas yuav nyob nrog lub kua muag saib yus tus hlub hloov siab mus hlub lwm tus lawm os… Tij laug EdiTor Kuv hlub nws heev li os, Kuv tsis paub yuav hais qhia leej twg li es Kuv thiaj li muab sau rau hauv hmongasia.com no rau sawv daws tau paub os haiv tias kev hlub loj & muaj nqi npaum li cas os. Kuv thov hnoo Koj ua tij laug hais tias Kuv cog lus rau Kuv tus kheej hais tias tsawm yuav puas tsawg xyoo puas tsawg tiam los Kuv nyob tos nws ib leeg xwb es puas yuav zoo os? Txoj kev hlub zoo & qab sib tshaj txhua yam tab sis cas thaum tau iab es yuav ua rau tib neeg lub siab mob ua luaj li no os, yuav ciaj los tsis paub ua neeg nyob yuav tuag los tuag tsis tau li os. Lub neej no sov yuav mus xuas li cas li os? (Kuv yuav nyob tos Koj ib leeg kom tag tiam no os Hnub Ci tus neeg Kuv hlub, nco Koj os…)

  23. Leyong

    อยากประกาศให้โลกว่า บนโลกยังมีผู้คนอีกมากมายที่หาเช้ากินค่ำแต่จะมีสักกี่คนที่ยังรอลูกๆกลับมาหา สำหรับกระทู้ทั้งหลายที่เปิดความคิดเห็น ประชันวิสัยท้ศน์ต้องชื่นชมกระทู้นี้เป็นอย่างมากที่ทำให้หลายๆคนยอมกลับบ้านเมื่ออ่านจบหรือระลึกถึงผู้ให้กำเนิด ประกาศเชิญชวนให้พี่น้องม้งกลับบ้านเกิดเพื่อไปกินข้าวกับพ่อแม่และร่วมญาติแด่วาระขึ้นปีใหม่ม้ง จารีตประเพณีม้งปี 2555 อาจารย์…ตี๋

  24. TubHmoob

    kuv los xav ib yam li cov phooj ywg ua tau hais los no thiab
    zoo ib yam li kuv lub neej tam si no tau tuaj kawm ntawv nyob deb tsev heev li txawm xav mus tsev npaum li cas los yuav tau ua ib siab vim yog txoj kev kawm tsis tau pom niam thiab txiv kwv thiab tij los tau ntau xyoo lawm ua rau nco txog kawg li los peb ua neeg nyob tam si no tus ua muaj kev kawm siab thia yog tus muaj lub neej zoo mus yam tom nte txawm niam thiab txiv tsis tau tum yus hlob los li cas nkaw yeej yog ob tug ua yug peb los thau yus muaj kev txaw tse lawm yuav tau mus pab nkawm thiab xav tias yog tsis muaj niam thiab tsis muaj txiv ces yeej tsis muaj peb hnub no li

    nyob zoo cov phooj ywg

  25. ม้ง เหมือนกันจากทุ่งบัวตอง บนดอยแม่อูคอ นะครับ

    ถึง พี่ๆและ น้องๆ ครับ
    เห็นด้วย กับ คุณ อีดีเตอร์ ครับ คือ ผมก้ออีกคนหนึ่งที่หนีครอบครัวมาเรียนจะว่างั้นก้อใช่ ครับ เพราะ พ่อแม่ ไม่ค่อยส่งเสริมให้เรียนเลยรู้สสึกน้อยเนื้อ-ตำใจมาก เท้าความนิดหนึ่งว่าผมเรียน ม.6 รุ่นรองสุดท้ายที่ สอบเอ็นฯ นะครับ ก้อมาสอบเอน ที่ เชียงใหม่ ติดข้อเขียน แต่ตกสัมภาษ เลยไม่ได้เรียน ที่ตกเพราะ มาสอบสัมภาษไม่ทันเวลาที่กำหนด เวลานั้นรู้สึกแย่มาก ไม่อยากกลับบ้านเลย พอมีสอบอื่นๆทางบ้านแทบไม่อยากให้มาสอบเลย ปีนั้นผม แตะฝุ่นทั้งปี หนีเข้าเมืองหางานทำ+เก็บเงิน และก้อสอบใหม่ ที่นี้ ไม่พลาดแล้ว เรียนจบ มีงานทำ รับราชการ 13 ปีแล้ว ตอนนี้มีครอบครัวแล้ว และก้อเป็นตัวอย่าง ด้านการเรียน ให้กับรู่นต่อๆมา ทุกวันนี้ก้อส่งลูกเรียนกันมากขึ้นจบ ป.ตนรีกันมากึ้น แต่ส่วนมาก เห็นมีแต่ส่งลูกชาย มากกว่า ลูกสาว อันนี้เป็นประเพณีความนิยม หรือเปล่าไม่ แน่ ชัด

  26. โป๊ยเซียน

    ….ฉันชอบประโยนนีั
    ……หากความอบอุ่นไม่เกินบนโต๊ะอาหาร ก็ไม่รู้จะมีวลาไหน_+

    อดีตของคนแก่ฒ มันคือยุคสมัยหนึ่ง
    แต่เรานั้น คือคนรุ่นใหม่ ควรแก้และทำในสิ่งที่ถูกและควร
    ถ้าไม่เริ่มเปลียนและพัฒนาในรุ่นเราๆ แล้วจะรอเมื่อไร_?

  27. Enter

    ไม่ได้เข้ามาตั้งนาน อ่านแล้วเคลียดจริงๆ
    เหมือนเก็บกดอย่างไงไม่รู้

  28. ฝ้าย

    เขียนได้ถูกต้องที่สุด

  29. 81237

    ถูกที่สุดค่่ะ
    แต่ก็ทำให้เด็กม้งเราขยัน เข้มเข็งมาก

  30. ไกลถิ่น

    ในที่สุดแล้วต้องจากกันไปเมื่อถึงวันและเวลา สรรพสิ่งเกิดแล้วดับเป็นไปตามวัฎตะสงสารนี้ อิกๆๆๆๆ

  31. ม้งเมกา

    ว่างๆเลยลองมาหาบทความอ่าน บทนี้คิดว่า เขียนถึงความรู้สึกของลูกที่มีต่อพ่อแม่ได้ดีมากครับ แต่ผมคิดว่า คุณพ่อคุณแม่ในสังคมม้งหลายๆคน คงคาดหวังอย่างนี้

    พ่อแม่ หวังต่อเจ้า หวังไว้ว่า
    ยามแก่เฒ่า หมายเจ้า เฝ้ารับใช้
    ยามเจ็บไข้ หมายเจ้า เฝ้ารักษา
    ยามเมื่อสิ้นวายชีวา หวังเจ้า ช่วยปิดตา ยามสิ้นใจ

    พวกเขาคงหวังอย่างนั้นนะครับ เรื่องความเจริญต่างๆ ยังไม่คาดหวัง พวกเราคงต้องมาสร้างมันในรุ่นเราและรุ่นต่อๆไปดีกว่าครับ

    ประโยดที่คุณ Editor เขียนไว้ “ตอนเรียนถ้าเรียนสู้คนอื่นไม่ได้ ก็ต้องรอแข่งความมั่งมี สุดท้ายถ้าความมั่งมียังสู้คนอื่นไม่ได้ก็ต้องรอแข่งเรื่อง ?ลูก? ว่าใครจะมีลูกที่ดีกว่า เก่งกว่า” คุณพี่คิดยังไงกับสิ่งที่เพื่อนคุณบอกครับ?

  32. ม้งเด็กน้อย

    ขอบคุณที่เขียนบทความให้เราได้มานั่งย้อนดูตัวพวกเราเอง สังคมเราเอง
    สำหรับผมในเรื่องนี้ผมคิดว่าประเด็นที่คุณ editor นำเสนอคืี้อความคาดหวังที่มันดูสวนทางกับความรับผิดชอบของคนที่เป็นพ่อเป็นเเม่ ผมกลับคิดว่าการที่บอกว่าความคาดหวังสวนทางกับความรับผิดชอบของพ่อเเม่นั้น จริงๆเเล้วเหมือนพ่อแม่ไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวลูกเลยรึป่าว? พ่อเเม่จึงแสดงออกมาอย่างนั้น คือ ส่งลูกไปเรียนศึกษาสงเคราะห์ อะไรต่อมิอะไรต่างๆ(ขอย้ำว่าไม่ได้มอง ร.ร.เหล่านั้นไม่ดีนะครับ)สาเหตุเกิดจากอะไรน่ะหรอ?
    1. “การศึกษา”ไงล่ะ ก็คนเหล่านั้นไม่ได้รับการศึกษา แต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยๆ บางที15-16 ก็เเต่งงานเเล้ว อีก ปีสองปีก็มีลูก แล้วถามว่าความพร้อมที่จะเป็นพ่อเป็นแม่คนยู่ตรงไหน? ความสามารถในการทำมาหากิน เลี้ยงดูครอบครัวยังไม่มีเลย แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ “ลูก” ปีละคนๆ แต่ละคนอยู่ในวัยกำลังกิน กำลังเล่น ในขณะที่ตัวพ่อเม่เองยังไม่มีความสามารถในการดูเเลลูกเลย เอาง่ายๆคือเเค่2 คนผัวเมีย ไม่ต้องนับลูกยังเอาตัวไม่รอดเลย จึงเป็นที่มาของการพยายามผลัภาระเหล่านั้นออกจากตัวเอง ด้วยการส่งลูกอายุเพียง6-7 ขวบไปเรียนไกลๆ ด้วยการให้เหตุผลว่าเพื่อให้เด็กหัดเผชิญกับโลกภายนอก เเน่นอนมันเป็นเหตุผลที่ฟังดูีดี แต่มันควรจะใช้กับเด็กที่โตกว่านี้มั๊ย? อย่างน้อยๆก็ควรจะจบป.6 ก่อนมั๊ย?ไห้เค้าสามารถช่วยตัวเค้าเองได้ก่อน และอีกอย่างเด็กอายุ6-7 ขวบ ควรเป็นวัยที่ต้องอยู่ใกล้ชิดกับพ่อเเม่มากกว่ารึป่าว? ในกรณีอย่างนี้เนียผมจึงมองว่า เขายังไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวลูกเลย ถ้าเค้าคาดหวัง อย่างน้อยๆก็คาดหวังให้ลูกได้รับอบอุ่นจากพ่อเเม่ ให้ลูกเป็นคนดี ช่วงอายุเท่านี้เนี่ยผมมองว่าค่าใช้จ่ายในการเรียนยังไม่ได้มากมายอะไร เรียนเดี๋ยวนี้ก็เรียนฟรีอยู่เเล้ว มีก็เเค่ค่าขนม ค่าอะไรจิปาถะ ส่วนที่เกีี่ยวเนื่องกับการเรียนจริงๆเลย ยังไม่มี อันนี้คือกรณีที่พ่อเเม่ไม่พร้อมทุกด้านเลย
    2. พ่อแม่พร้อมในหลายๆด้าน เช่น วุฒิภาวะในการเป็นพ่อเป็นแม่คน ยกเว้นเรื่องเงินเรื่่องเดียว แต่ความคาดหวังในตัวลูกก็ยังไม่มีนั่นเเหละอย่างน้อยๆก็คาดหวังว่าให้ลูกหลุดพ้นจากสภาพชีวิตที่เหน็ดเหนื่อยเหมือนตัวเอง เพราะฉนั้นแทนที่จะขวนขวายทำมาหากินหาเงินส่งลูกเรียน กลับอยู่บ้านเฉยๆ หาเช้ากินค้ำ ทำไมจึงยกกรณีอย่างนี้หรอ? เพราะผมเคยเห็นมาเเล้ว ว่ามีบ้านสองหลังอยู่ติดกัน หลังนึงตั้งความหวังกับลูก อีกหลังนึงไม่ได้ตั้งความหวังอะไรเลยแล้วเเต่ลูก หลังเเรกพ่อแม่ขยันทำมาหากินมาก เดือนๆนึงแทบไม่ได้อยู่บ้าน ทำไร่ ทำสวนทุกวัน หาเงินส่งลูเรียนเพียงเพื่อหวังให้ลูกหลุดพ้นจากสภาพเช่นเดยวกับตัวเอง ส่วนหลังที่2 แค่มีข้าวกิน มีเงินใช้บ้างนิดหน่อย ก็พอเเล้ว ไม่ดิ้นรน
    อยู่บ้านแทบทุกวัน ช่วงที่ลูกๆของบ้านหลังแรกกำลังอยู่ในวัยเรียนบอกเลยว่าพ่อแม่จนมาก ทำงานเยอะมาก เงินที่หามาได้ก็ส่งไห้ลูกเรียนหมด ส้วนลูกของบ้านหลังที่สองไม่ได้เรียน อยู่กับบ้านจะเรียนไม่เรียนพ่อเเม่ไม่เคยว่า อยู่ม.2- ม.3 ก็เริ่มแต่งงาน ต่างคนต่างออกไป สุดท้ายเเล้วปัญหาก็วนกลับไปที่ข้อหนึ่งข้างบน ส่วนชีวิตความเป็นอยู่ของบ้านเเรกเริ่มค่อยๆดีขึ้นหลังจากลูกๆเรียนจบกันเเล้ว
    3. พ่อเเม่พร้อมทุกอย่าง เงินก็พร้อม แต่ไม่ส่งลูกเรียน ไม่คาดหวังอนาคตลูก มัวเเต่เอาเงินไปใช้อย่างอื่นหรือเก็บสะสมเอาไว้ โดยหวังว่าตอนตายจะเเบ่งให้ลูกคนนั้นเท่านี้ คนนี้เท่านั้น แทนที่จะทุ่มไปที่การลงทุนในเรื่องการเรียนของลูก ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนเลยว่าช่วงตั้งแต่อนุบาลจนถึงประมาณสักป.6 เด็กมันไม่รู้หรอกว่าชีวิตมันทำไมต้องเรียน เรียนไปเพื่ออะไร อยากเล่นมากกว่าอะไรอย่างนี้ เพราะฉนั้นคนที่เป็นพ่อแม่มีหน้าที่ดูเเล ผลักดัน ส่งเสริมให้เรียน จนถึงช่วงหนึ่งที่เค้าโตพอที่จะวาดฝันอนาคตตัวเองได้ แล้วเค้าก็จะเดินต่อของเค้าเอง เพราะฉนั้นพอเค้าขาดการผลักดันส่งเสริมในช่วงต้นๆ เค้าก็ไปไม่ถึงช่วงที่เค้าสามารถกำหนดเองได้ พ่อเเม่ก็ส่งไปเรียนสงเคราห์บ้าง อะไรบ้างตามเเต่ บางคนก็จบ ป.6 มั่ง ม.3มั่ง บวกกับพ่อแม่มีเงินให้ใช้อีกก็สบายเลย ไม่เรียน ออกมาเป็นนักเลงมั่งอะไรมั่ง สุดท้ายก็มีครอบครัวตั้งแต่อายุน้อยๆไปตามสภาพ

    สำหรับผมจึงสรุปว่ามันเกิดการการขาดการศึกษาของคนที่เป็นพ่อเเม่ กับการไม่ได้ตั้งความคาดหวังอะไรในตัวลูกเลย เพราะถ้าตั้งความคาดหวัง เค้าก็จะพยายามดิ้นรน เพื่อให้ลูกได้เรียน ไม่ใช่ได้เรียนโดยการผลักภาระให้ไกลออกจากตัวเอง เเต่เราต้องเเยกออกจากกรณีที่พ่อเเม่ส่งไปเรียนสงเคราะห์เพราะฐานะทางการเงินไม่พร้อม เเต่มีความหวังในตัวลูก จึงพยายามเปิดโอกาสทุกอย่างให้ลูกได้เรียน

    ปล.ทั้งหมดคือความเห็นส่วนตัวนะคับ

  33. thojphaj

    ขอเป็นกำลังใจให้กับ ว่าที่พ่อแม่ทุกคนนะครับ ให้เตรียมความพร้อมที่จะเป็นพ่อแม่ที่รู้จักการคาดหวังในตัวลูกหรือ วางแผนอนาคตให้ลูกๆ ผมถูกใจคอมเม้นท์ของ ม้งเด็กน้อนนะครับ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *