เด็กม้ง และความคาดหวังของพ่อแม่

ทำอย่างไรได้อย่างนั้น ถือเป็นตรรกะที่เกือบจะใช้ได้กับทุกเรื่อง เพราะมันเป็นเรื่องของเหตุและผล ที่เมื่อทำสิ่งหนึ่งย่อมต้องเกิดอีกสิ่งหนึ่งที่สัมพันธ์กันตามมา ..เรื่องการเลี้ยงลูกก็เช่นเดียวกัน

เลี้ยงลูกอย่างไร ได้ลูกอย่างนั้น เป็นข้อความพื้นๆ ที่พวกเราทราบกันดี แต่วันนี้ผมขอนำมาขยายความตามบริบทที่ม้งเราเป็นอยู่ เพราะผมมองว่าม้งเรามีความต่างในเรื่องของ “ลูก (และการเลี้ยงดู)” ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับคนเชื้อชาติอื่น

เช่นอะไรบ้าง แม่หนึ่งคนมีลูกหลายคน ลูกหนึ่งคนมีแม่หลายคน และลูกหนึ่งคนอาจมีพ่อหลายคนด้วย ส่งผลให้การเลี้ยงดูของม้งเราต่างออกไป

ที่จริงแล้วความต่างของเราเริ่มขึ้นตั้งแต่ทัศนะคติของการมีลูก โดยเมื่อก่อนที่ม้งเราไม่นิยมการคุมกำเนิดสืบเนื่องจากแนวความเชื่อที่ว่า เราไม่สมควรไปยับยั้งการเกิดของเด็กๆ ที่กำลังจะมาเกิด และเมื่อรวมกับเหตุผลความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจของครอบครัว ที่จำเป็นต้องมีแรงงานจำนวนมากพอสำหรับหล่อเลี้ยงครอบครัว ทั้งหมดนี้จึงค่อยๆ ก่อตัวจนกลายเป็นรูปแบบพิเศษบางอย่าง ที่ส่งผลให้วิถีครอบครัวของม้งเราต่างจากคนอื่น

และด้วยพื้นฐานความคิดความเชื่อที่กล่าวมานี้เอง ผู้เป็นพ่อแม่จึงไม่ได้ใส่ใจมากพอสำหรับการเลี้ยงดูบุตรหลาน เริ่มตั้งแต่อาหารการกินมื้อหลักสามมื้อ การดูแลในยามที่อยู่บ้าน เมื่อบุตรหลานเข้าโรงเรียน ทำงาน และแต่งงาน ..ความใส่ใจที่ไม่เพียงพอนี้ อาจเกิดได้จากทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว

เรื่องอาหารการกิน ผมสังเกตุเห็นหลายๆ ครอบครัว ที่ผู้เป็นพ่อแม่ปล่อยให้ลูกตัวเล็กๆ หากินกันเอง แน่นอนว่าในหม้ออาจมีข้าวอยู่ เด็กสามารถตักกินกันเองได้ แต่กับข้าวล่ะอยู่ไหน ที่สำคัญสิ่งที่เด็กๆ ต้องการมากกว่ากับข้าวบนโต๊ะอาหารก็คือความอบอุ่นในครอบครัว ..ความอบอุ่นหากไม่เกิดบนโต๊ะอาหาร ก็ยากที่จะเกิดในเวลาอื่น

เรื่องการเลี้ยงดู บางครอบครัวเลี้ยงดูลูกอย่างเคร่งเครียด ถ้าถึงเวลางานเด็กๆ จะคลาดสายตาไปไหนไม่ได้ ไล่ตั้งแต่ก่อไฟ หุงข้าว ตักน้ำ ล้างจาน กวาดบ้านถูบ้าน ส่วนคนเป็นแม่นั่งปักผ้าอยู่นอกบ้าน แล้วออกคำสั่งด้วยการตะคอกเข้าไปในบ้าน ..แน่นอนอาจจะปักผ้าหารายได้ แต่ใช่เวลาหรือเปล่า

เมื่อลูกเรียน จากประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ค่อยได้เห็นครอบครัวม้งครอบครัวไหนจริงจังเรื่องเรียนของลูกๆ มากนัก ส่วนเรื่องงานบ้านน่ะเคร่งมาก (โดยเฉพาะกับลูกสาว) ตื่นแต่เช้า ตักน้ำ ล้างจาน หุงหาอาหาร แล้วค่อยเตรียมตัวไปโรงเรียน เลิกเรียนกลับมา ตักน้ำ ล้างจาน หุงหาอาหาร ..แต่แปลกเรื่องการบ้านที่โรงเรียน พ่อแม่ไม่เห็นสนใจ

ถ้าเราเข้าใจว่าเด็กๆ มีหน้าที่เรียน เราก็ควรที่จะให้เด็กๆ มีเวลาหายใจหายคอบ้าง เพื่อที่จะได้มีเวลาคิดเรื่องการเรียน รวมถึงการจัดการตัวเอง

เรื่องการส่งลูกเรียนก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญของม้งเรา เด็กอายุแค่เจ็ดขวบแปดขวบก็ส่งไปเรียนไกลบ้านแล้ว โรงเรียนสงเคราะห์บ้าง โรงเรียนเด็กกำพร้าบ้าง โรงเรียนวัดบ้าง ทั้งที่นโยบายของรัฐฯ ในเรื่องการเรียนแทบจะฟรีทุกอย่างแล้ว ดังนั้นเรื่องการส่งเด็กไปเรียนไกลบ้านจึงมักหนีไม่พ้นเหตุผลเรื่องความ (ไม่) รับผิดชอบ ..เด็กอยู่บ้านเด็กซน จะไปไร่ไม่มีใครเลี้ยง

สุดท้ายพอเด็กเรียนจบ ทำงาน เด็กจะไม่ค่อยกลับบ้าน เพราะไม่ผูกพันธ์ สุดท้ายความฝันที่จะให้ลูกๆ เลี้ยงดูยามแก่เฒ่าก็ต้องมลายหายไป ..ก็คุณไม่รับผิดชอบเลี้ยงดูเค้าเอง หนำซ้ำพ่อแม่บางคนยังยอมให้ลูกเป็นบุตรบุญธรรมคนอื่น ปล่อยให้คนอื่นเลี้ยงดู

อาจจะด้วยความคาดหวังหรืออะไรก็ตาม ที่ทำให้ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ปฏิบัติกับลูกๆ อย่างที่กล่าวมา เช่นว่ายามลูกๆ ยังเล็กก็คาดหวังให้ลูกๆ รับผิดชอบงานบ้านทุกอย่าง ลูกจบ ม.ต้น ก็อยากให้ลูกออกมาหาเงินเลี้ยงครอบครัว แต่พ่อแม่เหล่านั้นก็ลืมไปว่า ก่อนที่เราจะคาดหวังอะไรนั้นเราต้องมีการให้เสียก่อน เช่นต้องให้การศึกษาที่ดีแก่เค้า (ไม่ว่าจะอนุบาล หรือปริญญา) อยากให้เด็กทำงานบ้านเราก็ควรเป็นคนนำเด็ก

สิ่งที่พูดไปทั้งหมดคือภาพใหญ่ๆ ของวิถีครอบครัวกับการเลี้ยงดูของม้งเรา แต่ด้วยปัจจัยรอบข้างที่เปลี่ยนไป ทำให้ม้งเราหันมาแข่งขันเรื่องการศึกษาของลูกๆ มากขึ้น ทำให้พ่อแม่ใส่ใจดูแลลูกๆ ดีกว่าแต่ก่อน สิ่งเหล่านี้เริ่มเห็นเด่นชัดในครอบครัวที่พ่อแม่มีการศึกษา

ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ต้องเข้าใจว่าควรคาดหวังเรื่องอะไร ตอนไหน จากลูกๆ ของตน ..ที่สำคัญพ่อแม่ต้องรู้ว่าหน้าที่ตัวเองต้องทำอะไร