เศรษฐศาสตร์ชาวม้ง ไม่ซื้อเดี๋ยวเงินหมด

ก็ไม่ได้เรียนมาทางด้านนี้ แต่เมื่อเห็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวมาถึงอีกรอบในเรื่อง “พิสูจน์รัก กับการพ่นยาในสวน” ประโยคยอดนิยมของคนแถวบ้านก็ลอยมาเข้าหูอีกครั้ง

ซื้อรถยี่ห้ออะไรดี? เป็นประโยคยอดฮิตหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว คนไม่มีรถก็คิดถึงเรื่องการมีรถ คนที่มีรถรุ่นเก่าก็ได้เวลามาคิดหารถรุ่นใหม่ รวมไปถึงการสร้างบ้านหลังใหม่ และอะไรอีกจิปาถะที่เป็นความสิ้นเปลือง โดยทั้งหลายทั้งปวงนี้เกิดจากแนวคิดพื้นฐานที่ว่า “หากไม่ซื้ออะไรเก็บไว้ เดี๋ยวพอเงินหมดเราก็จะไม่ได้อะไรเลย

การตัดสินใจนำเงินที่ได้มาสร้างบ้านหลังใหม่ ถือเป็นการปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่หากต้องลงทุนทำสวนรอบใหม่ทันที เอาเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนก่อนดีมั๊ย แล้วเก็บส่วนหนึ่งไว้เพื่อการสร้างบ้าน หรือหากมีแค่เพียงส่วนเดียว ก็ควรเลือกนำไปลงทุนก่อน เพราะถ้ายังมีการลงทุนย่อมหมายถึงโอกาสมีรายได้ก็ยังมีอยู่ และตราบใดที่ยังมีรายได้ นั่นหมายถึงว่าคุณก็มีโอกาสเก็บเงินสร้างบ้านหลังใหม่

รถยนต์คันใหม่ ก็เช่นเดียวกันกับเรื่องบ้านครับ คือหากสามารถแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งเก็บไว้ลงทุน รายได้อีกส่วนก็น่าจะนำไปดาวน์รถคันใหม่ได้ เพราะต่างจังหวัดสถาบันการเงิน หรือเจ้าของเต๊นท์รถมักจะยินยอมให้ผ่อนจ่ายเป็นรายปีอยู่แล้ว นั่นหมายความว่า รายได้จากการเกษตรรอบหน้าสามารถนำมาเป็นค่างวด ค่าผ่อนจ่ายได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราควรจะต้องมองให้ออกว่า หากเงินที่ได้มามีจำนวนจำกัด หรือไม่สามารถแบ่งไปทำหลายอย่างได้ เราควรเลือกที่จะนำไปใช้ในส่วนใด ซึ่งส่วนมากเท่าที่เห็นคือ ม้งเราจะไม่เลือกนำเงินที่ได้ ไปต่อยอด หรือแม้แต่ลงทุนต่อในงานไร่ งานสวนของตนเอง แต่กลับนำเงินที่ได้มานั้นไปซื้อรถยนต์คันใหม่ หรือไม่ก็สร้างบ้านหลังใหม่

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือ หนี้สินที่เกิดจากการกู้เพื่อทำไร่ ทำสวน ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่ควรจะได้รับการพิจารณาก่อนเรื่องอื่นใด คือได้เงินมาแล้วควรต้องรีบจ่ายคืน เพื่อครั้งหน้าเราจะได้กู้ใหม่ได้อีก แต่เนื่องจากว่าช่วงที่มีรายได้เข้ามานั้น ยังไม่ใช่เวลาจ่าย หรือรอบบัญชีการจ่าย (อันที่จริงเราสามารถจ่ายก่อนได้) เพราะอย่างนี้เงินที่ได้มาจึงมักถูกนำไปใช้ในเรื่องอื่นก่อน เมื่อถึงเวลาต้องจ่ายคืนเจ้าหนี้ เงินก็ไม่มีเสียแล้ว

เมื่อรายได้ทั้งหมดถูกนำไปซื้อรถคนใหม่ ซึ่งอาจจะพอแค่เงินดาวน์ บวกกับการได้รับหนี้ก้อนใหญ่มา เมื่อเป็นอย่างนี้ ถามว่าแล้วจะทำอย่างไรกับงานไร่ งานสวนรอบต่อไป คำตอบคือต้องไปกู้มาครับ แต่ปัญหาคือเคยกู้มาแล้ว และยังไม่ได้จ่ายคืน นั่นหมายความว่าคุณจะต้องหาเงินจากอีกที่หนึ่ง เพื่อมาโปะหนี้ก้อนเดิมเสียก่อน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเงินนอกระบบ ดอกจะสูง

แล้วยังไงต่อ เมื่อคุณหาเงินจากที่อื่นมาโปะหนี้ก้อนเดิม และทำเรื่องกู้ยืมใหม่สำเร็จ เงินที่ได้มาคุณต้องนำไปจ่ายคืนให้เจ้าหนี้นอกระบบ พร้อมดอกเบี้ยที่แสนแพง ผลก็คือ วิน วิน หรือ? น่าจะเรียกว่า หวิว หวิว มากกว่า เพราะเงินที่คุณเพิ่งกู้มาแทนที่จะเป็นของคุณ และนำมันไปต่อยอดกับงานไร่ งานสวน กลับต้องมาจมอยู่กับหนี้สินที่แย่ๆ

สรุปคือ ถึงตอนนี้คุณจะมีหนี้สองก้อน คือ หนี้รถหรือหนี้บ้าน และหนี้สถาบันการเงิน (ปกติจะเป็น ธกส.) เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการวางแผน เพียงแต่ต้องเข้าใจว่าอะไรควรทำก่อนทำหลัง หรือเข้าใจตรรกะที่ว่าทำอะไรแล้วจึงจะได้อะไรตามมา ไม่ใช่ใช้อารมณ์ความรู้สึกในการตัดสินใจ อยากได้รถก็ซื้อรถ อยากได้บ้านก็สร้างบ้าน ผลก็คือหนี้สินท่วมหัวนั่นเอง

ส่วนหนึ่งของความสามารถในการจ่ายคืนหนี้สินคือ ความรับผิดชอบ ความมีวินัย

เมื่อทุกอย่างสะดุดลงอย่างนี้ เราก็จะหนีไม่พ้นวังวนของหนี้สิน เงินที่จะได้ในครั้งต่อไปแทนที่จะเป็นของเรา เพื่อใช้เป็นเงินเล่าเรียนสำหรับบุตรหลาน เพื่อความอยู่ดีกินดี เพื่อลงทุนต่อ เรากลับต้องนำไปจ่ายหนี้สิน และหากเราผิดพลาดซ้ำอีก หรือราคาพืชผลตกต่ำ หนี้สินก้อนนี้ก็จะค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้น เมื่อถึงตอนนั้นทุกอย่างก็ยากที่จะแก้ไข ที่ทำได้คือ ก้มหน้าใช้หนี้ต่อไป

หากไม่ซื้ออะไรเก็บไว้ เดี๋ยวพอเงินหมดเราก็จะไม่ได้อะไรเลย” ไม่ต้องรีบก็ได้ครับ เมื่อคุณพร้อม สิ่งที่คุณอยากได้ก็จะมาเอง มีคนพูดไว้ว่า “เราจะได้ในสิ่งที่เรารับผิดชอบได้เท่านั้น” อย่างเช่นเรื่องหนี้สิน หากอยู่ในขอบเขตที่เรารับผิดชอบได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่หากเกินกว่าที่เรารับผิดชอบได้แล้ว สุดท้ายสิ่งที่เราได้มาอาจต้องหลุดลอยไป