วัฒนธรรมม้ง กับกาลเวลา
หลายคนอยากเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาตร์คนม้ง หลายคนอยากจะอนุรักษ์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนม้ง ทั้งนี้ก็เพราะความอยากรู้ความเป็นมาของคนม้ง และเพื่อคงความเป็นม้งไว้
แต่ยังมีอีกหลายคนที่ดำเนินชีวิตไป โดยไม่ได้สนใจว่ารากเหง้าของตนเอง มีความเป็นมาอย่างไร และความเป็นม้งจะสามารถดำรงคงอยู่ได้อย่างไร
ผมสังเกตเห็นได้ว่า ปัจุบันม้งเราไม่สามารถที่จะต้านทานกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง ของยุคโลกาภิวัฒน์ได้อีกต่อไป เด็กที่โตมาหน่อยก็ต้องเข้าเรียนในเมือง เมื่ออยู่ในเมืองก็จะต้องพูดแต่ภาษาไทย เรียนรู้และซึมซับวัฒนธรรมค่านิยมอื่นๆ เข้าไป จนความเป็นม้งเริ่มลดน้อยถอยลงไปทุกที สุดท้ายก็จะกลายเป็นว่า ม้งเราจะขาดผู้สืบทอดประเพณีและวัฒนธรรม ที่ม้งเรามีมาอย่างยาวนาน
ผมขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพในสิ่งที่ผมได้พูดไปแล้วข้างต้น
ณ หมู่บ้านม้งแห่งหนึ่ง ซึ่งความเจริญแทบทุกอย่างได้เข้าถึงหมดแล้ว แม้แต่การศึกษาเอง เด็กม้งที่นี่สามารถเรียนจนจบระดับชั้น ม.6 โดยไม่จำเป็นต้องไปเรียนโรงเรียนในเมือง หรือต่างจังหวัด แนวคิดหนึ่งของพวกผู้ใหญ่ที่หมู่บ้านแห่งนี้คือ การฝึกสอนลูกหลานให้รักและสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของคนม้ง ให้คงอยู่ต่อไป หนึ่งในแนวคิดนั้นคือ การเปิดคอร์สสอนเป่าแคนเพื่อใช้ในพิธีกรรม ให้แก่เด็กๆ ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 12 ถึง 16 ปี ด้วยคาดหวังว่าเด็กๆ เหล่านี้จะสามารถรับใช้ชุมชนแห่งนี้ในวันข้างหน้าได้ ซึ่งก็เป็นจริง ผ่านไปแค่เพียงปีเดียว เด็กบางคนก็สามารถที่จะเป่าแคนในงานศพได้ ซึ่งทำให้พวกผู้ใหญ่รู้สึกปลาบปลื้มไม่น้อย .. แต่ความปลาบปลื้มนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อสามสี่ปีผ่านไป เด็กๆ เหล่านั้นต้องเข้าไปเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นในต่างจังหวัด ซึ่งใกลบ้านเกิด พวกเค้าก็ค่อยๆ ละทิ้ง สิ่งที่พวกเค้าเคยเรียนรู้มา จนกระทั่งวันหนึ่ง สิ่งที่พวกเค้าเรียนรู้มา ก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกต่อไป .. และมันจะเป็นอย่างนี้ไปอีก รุ่นแล้ว รุ่นเล่า .. รุ่นแล้ว รุ่นเล่า
ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป จึงเป็นเรื่องยาก ที่ม้งเราจะรักษาประเพณีวัฒนธรรมม้งทั้งหมด ให้คงอยู่ต่อไปได้ ที่พอทำได้คือ ทำอย่างไรให้คงอยู่ได้นานที่สุด .. ที่น่าเศร้าคือ เราไม่สามารถที่จะเลือกได้ว่า จะรักษาวัฒนธรรมใด และจะทิ้งวัฒนธรรมใดก่อน เพราะเมื่อเรารู้สึกตัวอีกที กาลเวลาก็ได้กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างไปเสียแล้ว


การอนุรักษ์วัฒนาธรรมม้งถ้าเด็กๆม้งถ้าสอนหรือถ่ายทอดให้ เขาเรียนรู้ได้ไวอยู่เเล้ว อย่างเช่น การเป่าเเคน เเต่จะทำอย่างไรให้เยวชนไม่ลืมนั้น ผู้ใหญ่น่าจะสนับสนุนอย่างต่อเนื่องโดย การเอาเเคนม้งมาผสมผสานกับดนตรียุดใหม่ เเต่เน้นหนักที่เเคน มากกว่าเเล้วเอามาโชว์ช่วงเทศกาลปีใหม่จะทำให้เยวชนตื่นตาตื่นใจกับเสียงเเคนที่ผสมผสานกับดนตรีอาจจะทำให้เยวชนสนใจเเละอยากรู้อยากเรียนมากขึ้น อย่างเช่นที่ม้งจีนเขาทำกัน หมู่บ้านม้งใหญ่ๆน่าจะทำได้ ผู้ใหญ่ก็ลองคิดๆดูน่ะครับ
สรรพสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเพื่อรักษาตัวมันเองไว้ นั้นหมายความว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตัวมันเองจะอยู่ไม่ได้ ดังนั้นประเพณีวัฒนธรรมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาส่วนเรื่องจะให้เปลี่ยนแปลงไปในทางใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับคนในสังคมรวมตลอดถึงการยอมรับของคนในสังคมอื่นด้วยบางสิ่งบางอย่างจึงอาจเปลี่ยนแปลงไปแต่ผมเชื่อว่าคนม้งไม่มีทางลืมรากเหง้าของตนเองเมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งเราจะมีวัฒนธรรมที่สามารถอยู่ได้อย่างกลมกลืนกับสังคมอื่น
ตัวอย่างที่ยกมาอธิบายเป็นตัวอย่างที่ดีมาก ผู้บริหารท้องถิ่นควรจะมีการสนับสนุนให้มีการสอนอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้เด็กที่เรียนเมื่อโตขึ้นจะไปเรียนต่อในที่ต่างๆ แต่อย่างมีเด็กที่ยังเรียนอยู่ในหมู่บ้านที่ผู้บริหารท้องถิ่นควรจะปลูกฝังและถ่ายทอดให้ และผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งใน 10 คน จะต้องมีสัก 1 คนที่รักที่จะสืบสานวัฒนธรรมของตัวเองต่อไป หรือบางคนที่ไปเรียนและทำงานในเมืองเมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง เค้าอยากที่จะกลับมาเรียนรู้วัฒนธรรมของตัวเอง ก็ยังมีสถานที่ให้เค้าได้เรียนรู้อยู่ เพราะฉนั้นผู้บริหารท้องถิ่นและครูทุกคนไม่ควรที่จะท้อในตอนนี้ ควรจะทำต่อไป ทำต่อไป สักวันหนึ่งจะต้องเห็นผล ยกตัวอย่างอย่างเช่นผม (ป๋อลา) เมื่อก่อนก็ไม่ได้คิดอะไรเกี๋ยวกับเครื่องดนตรีม้งของเรา แต่ในตอนนี้โตขึ้นมีความคิดมากขึ้นได้เปิดหูเปิดตาตัวเองให้กว้างขึ้น จึงได้หันมาคิดว่าม้งเราก็มีเครื่องดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของเราเอง อย่างเช่นแคน (คล้ายคน Scotch ที่มี ปี่ scotch ) ผมอยากเป่าเป็นเพื่อจะได้นำแสดงให้เพื่อนๆ ต่างชาติเค้าได้เห็นแต่เสียดายที่ตัวเองเป่าไม่เป็น อยากเรียนแต่ไม่รู้จะต้องไปเรียนที่ไหน เพราะฉนั้นถ้ามีโรงเรียนเปิดสอน เมื่อไหร่ที่อยากจะเรียนรู้ก็สามารถที่จะเข้าไปเรียนได้
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นดีๆ ของท่านทั้งสามครับ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแรงจูงใจ และความน่าสนใจเข้าไปในตัววัฒนธรรมม้งที่คุณ หลานม้ง กล่าวมา หรือ การทำทุกอย่างให้ดี แล้วยอมรับการเปลี่ยนแปลง ตามที่คุณ Phaa แสดงมา หรือจะเป็นการปลูกฝังอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างที่คุณ Povlas ว่ามา
อย่างน้อยวันนี้ก็เป็นที่น่ายินดี ที่เรายังไม่ขาดซึ่งคนมีความคิดอย่างทุกท่านครับ
พอพูดมาถึงตรงนี้ เนื่องจากผมไม่มีโอกาสได้เดินทางไปร่วมงานปีใหม่หลายปีแล้วพอดีเพิ่งเปิดไปเห็นเว็ป http://gohmong.com/ นี้ เป็นเว็ปเกี่ยวกับม้งครับมีภาพงานปีใหม่โดยเฉพาะกิจกรรมสำคัญอย่างกิจกรรมโยนลูกช่วง เห็นในมือเป็นลูกเบสบอล ไม่รู้การใช้ลูกเบสบอลแทนลูกช่วงนั้นมีใช้ในเมืองไทยหรือเปล่า ผมไม่รู้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ม้งคนอื่นมีความเห็นเรื่องนียังไงครับ ส่วนตัวผม ๆ ว่ามันไม่น่าจะกลายพันธุ์ขนาดนั้นครับ
ข้อเสียของลูกเบสบอลอีกอย่างคือ ตกแล้วเก็บไกลครับ :-)
ลูกบอลถ้ามองให้ดี ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของงานปีใหม่ม้งเลยนะครับ รบกวนสาวๆ ด้วยนะครับ :-)
คุณเขียนได้เศร้าจัง….เรามัวแต่คิดว่าเราต้องเรียนให้จบเรียนให้สูงและเราก็ทำมันได้ดีทีเดียว สังเกตได้จากที่มีม้งจบการศึกษาสูงๆหลายคน เป็นถึงนายแพทย์ก็มี และที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยก็มาก เราเรียนรู้สิ่งที่คนทั่วโลกเรียนรู้ เราเรียนจากความคิด วัฒนธรรม และทฤษฎีของคนอื่น มันเป็นสิ่งที่ดีมากทีเดียวที่ม้งมีการศึกษามากขึ้น แต่…เราลืมที่จะเรียนรู้สิ่งที่เป็นของเราอย่างที่คุณเขียนมามันป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่สุด
…เราจะรอให้ผู้ใหญ่จัดการหรือ
…เราจะรอให้วัฒนธรรมที่สวยงามของเราสูญหายไปหรือ
…เราจะรอให้ความเศร้ามาเยือนเรามากกว่านี้อีกหรือ
…หรือ
…เราจะรอให้เด็กๆที่กำลังจะเตบโตมาเป็นผู้สืบทอดวัฒนะรรมของเรา
ทำไม…เราต้องรอผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จะจัดการวันไหน
ทำไม…เราต้องรอให้วัฒนธรรมที่สวยงามของเราสูยหายไปก่อนแล้วจึงอณุรักษ์
ทำไม…เราต้องรอให้เด็กๆมาเป็นผู้สืบทอดวัฒนะรรมของเรา
…แล้ว…
…แล้วเราเป็นใคร
…แล้วเราจะทำอะไรเมื่อเรารอให้คนอื่นมาทำ
เรา…จะไม่ทำอะไรเลยหรือนอกจากแสดงความคิดเห็นอยู่แต่ในที่นี้
เรา…ก็เป็นเยาวชนม้งที่กำลังจะเป็นผู้ใหญ่หรือเราก็เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง
ทำไม…เราไม่ทำล่ะ
ทำไม…เราไม่เริ่มต้นที่ตัวเราเสียเลยล่ะ
คุณ Fong พูดได้ดีครับ เรารุ่นใหม่ควรหันมาคิด และทำคนละไม้คนละมือ เมื่อหลายๆ มือรวมกันเข้า ไม่แน่วัฒนธรรมบางอย่างของเรา อาจค่อยๆ ฟื้นคืนมาก็เป็นได้
ฟังเรื่องนี้แล้ว น่าเศร้าจังนะ ทำให้มองย้อนกลับไป นึกถึงตัวเอง ชีวิตเสียส่วนใหญ่จะเรียนอยู่ในเมือง ปี 1 ก็จะกลับบ้านแค่ 2 ครั้ง กลับแค่ไม่กี่วัน โอกาสที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมของตัวเองแทบไม่มี แต่ที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นคือ อยากเรียนดนตรีของม้งบ้าง เพื่อโชว์ให้กับเพื่อนๆต่างชาติดู แต่กลับมาบ้านทีไร ไม่เคยจะมีดนตรีอะไรให้เรียนเลย แล้วก็ดนตรีพวกนั้นมักจะถูกทำมาเพื่อขายหารายได้ คนมันไม่ได้เกิดมามีพอ เรยต้องอดใจรอเก็บตางเมื่อวันเรียนจบ มีงานทำ
เรียนรู้ภาษาไทย เรียนรู้วัฒนธรรมไทยและต่างชาติ จนวันหนึ่งรู้สึกว่าทำไมนะ เรารู้ภาษาไทย อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส แต่ทำไมนะ ถึงเขียนภาษาม้งไม่ได้ แม้กระทั่งคำบางคำ นึกออกเป็นภาษาไทย แต่นึกไม่ออกว่าภาษาม้งจะพูดว่าอย่างไร นี่คือ สิ่งที่น่าเศร้าที่สุด เพราะตลอดเวลาจะมีคนชมเราว่า เรียนเก่ง ทั่งที่จริงเราก้อไม่เก่งหรอก แต่เพื่อเป็นการเอาตัวรอดในสังคม เราเลยต้องดิ้นรนเพื่อลดการถูกดูถูกเหยียดหยาม วันนี้เองทำให้เรารู้ว่าเราไม่ได้เก่งอย่างที่เขาว่าเลย แม้กระทั่งภาษาของเราเอง เรากลับไม่ได้เรื่องเลย นี่หรือคนม้งเก่งที่รู้แต่เรื่องของคนอื่น แต่ของม้งเองแทบไม่มีอะไรในหัว
และสำหรับตัวเองแล้ว เข้าใจนะว่าทำไมเด็กม้งที่ไปเรียนในเมืองต้องเรียนรู้ ปรับตัว เพื่อให้สามารถเอาตัวรอดได้ในสังคม เพราะก็เป็นคนม้งคนหนึ่งที่ไปเรียนแล้วต้องเจอกับการดูถูกเหยียดหยาม
เพราะนี่เองสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนม้งเรา ลืมรักษ์วัฒนธรรมของเรา เลยอยากจะฝากไว้อย่างนึงว่า
“ผู้ที่ฉลาดอย่างแท้จริง ย่อมไม่ลืม(รากเหง้าของตัวเอง)ว่าตัวเองเป็นใคร”
เราสามารถอยู่เชิดหน้าชูตาได้ ในความเป็นตัวเรา
เสียใจที่สุด ที่คนม้งบางคนกลัวการถูกดูถูกเหยียดหยาม แล้วบอกว่าตัวเองไม่ใช่คนม้ง ถึงคนอื่นจะไม่พูดจาดูถูกคุณเมื่อคุณตอบว่า คูณไม่ใช่คนม้ง อยากจะบอกว่า “คุณรู้ไหมว่า ขนาดตัวคุณยังไม่ภูมิใจในตัวคุณเลย แล้วนี่หรือที่จะให้คนอื่นมาภูมิใจในตัวคุณ” แล้วศักดิ์ศรีความเป็นม้งล่ะ ใครจะมากอบกู้
จะมีสักกี่คน ที่จะคิดสู้ในฐานะคนม้ง เพื่อให้ได้รับการยอมรับ
“ถึงเราจะไม่ใช่คนดี แต่เราก็ไม่เคยทำร้ายใคร
และใครที่ว่าตัวเองดีนักหนา แล้วมาดูถูกเรา นี่หรือหรือคนดี” นี่คือ ความคิด ที่ทำให้เราไม่เคยท้อ
คุณ yangfreedomworld สะท้อนภาพออกมาได้ชัดเจนมากครับ ผมชอบตรงประโยคที่ว่า “สู้ในฐานะคนม้ง” ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆ ครับ
ไม้รู้นะแต่ไม่อยากให้เป็นแบบที่ทุกคนพูดเลยตัวดิฉันเองโตมากับโรงเรียนประจำหกปีแล้วก็เข้ากรุงเทพแล้วก็แต่งงานกับคนไทยแล้วก็มาเมืองนอกการใช้ชีวิตนอกบ้านมากกว่าในบ้านหรือในหมู่บ้านอีกกว่าจะกลับแต่ละครั้งแทบไม่มีใครจำดิฉันได้มันเหมือนตัวฉันไม่มีตัวตนกว่าจะกลับแต่ละครั้งถนนเส้นเก่าเรี่มเปลี่ยนไปจากเดิมเด็กเรี่มโตทุกอย่างี่เราเคยคุนตาเปลี่ยนไปไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปตามกาลเวลาหรือเปล่ามันไม่มีความคุนเคยว่าเป็นที่ที่เราโตมาแม้แต่กับพ่อแม่เหมือนเป็นคนแปลกหน้าไม่รู้สิทุกอย่างเปลี่ยนไป
คุณ ning ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้ อย่างที่ผมบอก เราไม่สามารถต้านทานกระแสโลกาภิวัฒน์ได้ ผมเองมีเพื่อนที่เีรียนศึกษาสงเคราะห์ตั้งแต่เด็ก จากนั้นก็ทำงาน เวลากลับบ้านก็จะไม่มีเพื่อนฝูงในหมู่บ้าน เพื่อนๆ ก็จะมีแต่กลุ่มลูกพี่ลูกน้อง แต่ผมก็ไม่เคยถาม ว่าพวกเค้ารู้สึกอย่างไร
ชีวิตก็อย่างนี้เหละ คนเราไม่ร้จักคำว่าพอหรอก
คนม้งพอเจริญขึ้นมาก็ลืมเรื่องพวกนี้ไปหมด ทุกคนจริง จริง
เราอาจทำให้คนอื่น ดีขึ้นมาก็จริง แต่ถ้าว่า มองดูตัวเองสิ
เราช่วยตัวเองไม่ได้นะ ทำไห้เขาดีได้ แต่ตัวเองไม่ดีตามเขาเลย