เสน่ห์เข็กน้อย
หวัดดีครับพี่น้องม้งทั่วโลก หวังว่าทุกท่านคงสบายดีนะครับ ก็หลายวันนี้รู้สึกว่าที่แห่งนี้จะค่อนค้างเงียบเหงาไปนิดหนึ่ง อาจเป็นเพราะช่วงนี้ พี่น้องม้งไม่ค่อยว่างกัน คงจะมัวแต่ทำการทำงานจนลืมเวปแห่งนี้หรือเปล่า ล้อเล่นนะ จะอย่างไรก็ตาม ขอให้มีกินมีใช่ อยู่สุขสบายแม้ทำงานมากหน่อย ก็คงไม่เป็นไรนะครับ ขอให้มีความอบอุ่นใจ สบายใจก็เพียงพอแล้วในชีวิตนี้
ก็หลายวันมานี้ผม เองก็ได้แอบไปเที่ยวที่เข็กน้อยมา ก็อย่างว่า หลายท่านคงได้ยินเรื่องข่าวคราว ที่ว่าจะเวนคืนที่ดินแถวเข็กน้อย หรืออะไรเกี่ยวกับที่ดินนี่แหละผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ว่าตกลงจะมาเวนคืนที่ดิน หรือจะมาตีโฉนดแล้วให้พี่น้องเสียภาษี อันนี้ผมก็ยังสับสนอยู่ ถ้าใครรู้ ใครมีข้อมูลก็ให้ข้อมูลแก่พี่น้องม้งทั่วโลกด้วยนะครับ ว่าตกลงแล้วเรื่องมันเป็นอย่างไร กันแน่ แต่จากที่ผมอ่านหนังสือพิมพ์ในเวป คิดว่าคงมาเวนคืนที่ดิน
อย่างไรเสียก็ช่วงนี้พี่น้องม้งเข็กน้อย ก็ดูเงียบเหงาไปนิดหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่ก็อยู่ตามไร่ตามสวนกันหมด ที่หมู่บ้านเลยดูไม่ค่อยคึกคักเหมือนหน้าอื่นๆ ผมเองอยู่ป่ากลาง ก็รู้ถึงการทำมาหากินของม้งป่ากลางกับม้งเข็กน้อย ไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่ คือม้งป่ากลางจะทำสวนเป็นอาชีพหลัก ปลูกลิ้นจี่ ปลูกมะม่วง ส่วนข้าวนั้นก็ไปหาที่เช่าของคนไทย พื้นเมืองมาปลูกข้าวกันเป็นเทศกาล เป็นฤดูๆ และบางทีต้องข้ามไปทำถึงจังหวัดใกล้เคียงกัน เช่น พะเยา แพร่ บางครั้งก็ไปเช่าที่ทำมาหากิน และไปจับจองที่ทำมาหากิน จนถึงต่างหมู่บ้าน ต่างอำเภอกัน จริงๆ พี่น้องม้งปางแกคงจะมองภาพออก เพราะม้งป่ากลางขึ้นมาทำไร่ทำสวน แถวๆ ทุ่งช้างค่อนข้างมาก เพราะที่ดินในตัวบ้านป่ากลางเองหมดไปแล้ว ไม่เหลือให้จับจองอีกแล้ว
ส่วนพี่น้องที่ เข็กน้อย ส่วนใหญ่อาชีพเพาะปลูก คือ ปลูกขิง และข้าวเป็นหลัก จะหาต้นมะม่วง สวนมะม่วง ที่ เข็กน้อย อาจจะยากสักหน่อย แต่มีอยู่อย่างที่ เหมือนกัน คือ เมื่อไม่มีที่ดินทำมาหากินแล้ว ก็ต้องไปเช่าไร่นาของคนไทยพื้นเมืองมาปลูกข้าว มาปลูกขิง ซึ่งถ้าใครไปเข็กน้อยบริเวณเขาค้อ ถ้าเป็นการปลูกขิง และปลูกข้าวไร่ ก็เดาได้เลย 80% คิดว่าเป็นไร่ข้าวไร่ขิงของพี่น้องม้งแน่นอน
แต่อย่างไรเสียแม้จะมีข่าวคราวเรื่องที่ดินแถวๆ เข็กน้อยออกมาอย่างนั้น แต่ พี่น้องม้งเข็กน้อย ก็ยังมุ่งหน้าขยันขันแข็งทำไร่ปลูกขิง ปลูกข้าวกันต่อไป ตามภูเขาจะเห็นแต่ต้นข้าวเขียวชอุ่ม หรือไม่นั้นก็เห็นพี่น้องม้งกำลังปลูกข้าวเป็นกลุ่มๆ โดยผู้ชายจะเป็นคนแทงหลุมแล้วผู้หญิงหยอดเมล็ดข้าว ช่างเป็นภาพที่น่าทรงจำจริงๆ แล้วปลูกไปด้วยคุยไปด้วยแม้แดดจะร้อนแต่ถ้าคุยสนุกกลับไม่รู้สึกว่าร้อนเลยครับกลับอบอุ่นใจมากกว่า ช่วงนี้ใครที่ไม่ได้สัมพัสกับบรรยากาศการปลูกข้าวนานนับหลายปี สถานที่แห่งนี้ยังมีความทรงของความเป็นม้งให้กับพี่น้องม้งทุกคน ได้สัมผัสนะครับ
อาชีพหลักของม้ง คือ การทำไร่ทำนาปลูกข้าวเลี้ยงสัตว์ หากวันใดม้งหมดสิ้นที่ปลูกข้าวที่ทำนาที่เลี้ยงสัตว์แล้วม้งจะทำอะไรกิน หลายคนคงคิดในใจว่าก็ทำงานโรงงานไง บางคนอาจคิดเถียงว่าอาชีพในโลกนี้เป็นพันเป็นหมื่นอาชีพ จะกลัวไปใย บางคนก็คงทึกทักเอาว่า เราต้องเรียนให้สูงสอบราชการ ทำงานบริษัทสิ หรือ บางคนบอกว่าอาชีพอะไรก็ได้ขอให้เป็นอาชีพที่สุจริตและเป็นคน สมารถเลี้ยงตัวเองได้ก็พอใจแล้วไม่ต้องรวย แต่สำหรับผมแล้วผมยังคิดให้พี่น้องม้งมีที่ทำไร่มีที่ทำนามีที่เลี้ยงสัตว์ แม้จะไม่ได้รับราชการ ทำงานบริษัท เป็นใหญ่เป็นโต มีหน้ามีตา แต่ผมว่ามันสุขใจดีนะครับ




อืม…เรื่องปลูกข้าว หรอ เพิ่งไปสัมผัสมาเหมือนกัน อากาศร้อนมั้กๆๆๆ
แต่ก็เฮฮาดี พวกผู้ใหญ่ มักหาเรื่องตลกบ้าง เรื่อง ลามกบ้างมาเล่าให้ฟังคละเคล้ากันไป จนลืม เรื่องความร้อนไปเลย 555แม้ว่าจะร้อนมาก แต่ก็สนุกดี …
อืม นึกแล้วเหนื่อยมากกับเรื่อง ทำนา ทำไร่ ทำขิง ประสบการณ์วันวาน สอนให้ข้าน้อยตั้งใจเรียน จน บรรลุความหวังและความตั้งใจ แต่มันดีเหตุการณ์วันวานสอนให้ข้าน้อย รู้จักคำว่า อดทน ประหยัด สู้งาน
อย่างไรก็ตามขอให้มีความสุขกับสิ่งที่ทำๆแล้วไม่เดือดร้อนคนอื่นๆ เอาใจช่วยนะครับ สู้ๆ
ที่บ้านแม่บอกฝนแล้งมาสองเดือน ตอนนี้รอฝนอย่างเดียว (จะปลูกข้าว)
ขอโทษนะ (ที่นอกเรื่อง)
ฝากถึง Editor เช็คเมลล์มั่งป่ะเนี่ย ช่วยตอบหน่อย รอคำตอบอยู่นะ…
เพื่อนร่วมชั้น ถ้าเป็นอีเมล์ ม้งเอเชีย เช็กทุกวันเลยครับ และตอบอีเมล์ทุกครั้ง
ยังไงรบกวนส่งมาอีกรอบนะครับ ถ้าส่งมาภายใน 30 นาทีนี้ คุณจะได้รับการตอบกลับก่อน 13.00น. :)
ปล. กรณีถ้าเป็น Forwards Mail ผมจะไม่อ่านเลยนะครับ ยกเว้นกรณีที่เกี่ยวกับข่าวม้ง
พี่น้องม้งเชียงราย ตอนนี้ก็เริ่มที่จะปลูกข้าว ข้าวโพด กันแล้ว เพราะฝนฟ้าตกมากขึ้น เกือบทุกคนก็ไปทำกันประกันราคาข้าวโพด(หลังคาละคน) หวังจะได้เงินเหมือนปีที่แล้ว ตามนโยบายของรัฐบายไทย
เคยไปเข็กน้อยเมื่อตอนเด็กๆ เดี๋ยวนี้คงเปลี่ยนไปมากน้อ ไร่ใครเนี่ยภาพสวยจังค่ะ คงจะสดชื่นมากมายเนอะ แต่ความจริงแล้วปีนี้แล้งเอามากทีเดียวล่ะ อยู่ที่ไหนก้อเจอภาวะโลกร้อนโลกแล้ง แต่เราชาวม้งคงไม่แล้งน้ำใจอ่ะนะ
ขอเอี่ยวด้วยคน ยอมรับว่าอาชีพทำไร่ทำสวนเป็นอาชีพหลักของม้งเราจริงๆ ครับ แต่สมัยนี้ลักษณะของการทำไร่ทำสวนของพี่น้องเราจะเป็นในเชิงพาณิชมากขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต เรียกได้ว่าเกือบจะหน้ามือเป็นหลังมือ และก็ใกล้เคียงกับคนพื้นราบมากขึ้น บางทีทำเยอะกว่าอีกจนมีปัญหาเรื่องแย่งที่ทำมาหากินเนื่องจากที่ไม่เพียงพอ เพราะเราชอบทำไปเปลี่ยนที่ไปเกือบทุกปี โดยเฉพาะอย่างย่งการปลูกข้าวและการปลูกขิงครับ ถ้าไม่ย้ายผลผลิตจะลดลงทันที เพราะแมลงศัตรูเพิ่มขึ้น
หวนคิดถึงอดีตเมื่อผมยังเป็นละอ่อน ถือจอบเล็กๆ ไปช่วยคุณแม่ทำไร่ ปลูกข้าวโพด Fau teb cog zaub ปลูกขิง มันช่างเป็นความทรงจำที่ดียิ่งนัก ถึงแม้ตอนนั้นจะยังเด็กยังอยากเล่น แต่ก็ต้องทำเเพราะแม่บังคับ แต่เมื่อมาถึงตอนนี้ ผมภูมิใจที่ตอนนั้นผมได้ช่วยงานคุณแม่ เพราะผมเพิ่งเข้าใจว่านั่นไม่ใช่การทำงานธรรมดาเหมือนเราเป็นลูกจ้าง แต่มันเป็นวิถีทางที่พ่อแม่ใช้ในการอบรมบ่มนิสัยเรา ฝึกฝนความอดทนให้เรา ปลูกฝังจิตสำนึกของความเป็นม้ง และสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัว
ผมเข้าใจว่าเด็กม้งแทบจะทุกคนน่าจะเคยผ่านการทำไร่ไม่มากก็น้อย แต่ความพึงพอใจของแต่ละคนและการตีคุณค่าในการทำไร่สำหรับแต่ละนั้นแตกต่างกันไป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับยุคสมัยและประสบการณ์ที่แต่ละคนได้ประสบมา ส่วนตัวผม ถ้าเป็นเด็กสมัยก่อน ผมคิดว่าเด็กกลุ่มก็จะยังมีความทรงจำเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของการทำไร่ในอดีตเช่น ยังเห็นการนวดข้าวแบบเก่าๆ ที่ไม่ใช่เครื่องจักรสี่ล้อ ความทรงจำเก่าๆ เหล่านี้มักจะเป็นภาพในด้านบวก ซึ่งผมก็มีความทรงจำเหล่านั้น และะผมมักถามตัวเองอยู่บ่อยครั้งเหมือนกันว่าทำไมม้งเราไม่ทำเหมือนเดิมล่ะ ต้องทำอะไรที่ดูสิ้นเปลือง เกินแรงตัวเอง แข่งกับเวลา และแข่งกับคนอื่น เด็กม้งกลุ่มนี้ตอนนี้ส่วนใหญ่ก็น่าจะอายุระหว่าง 20 - 30 ปี ซึ่งส่วนใหญ่ก็เรียนจบแล้ว และก็ทำงานอยู่ในพื้นราบมากกว่าอยู่บนบ้าน (เหมือนอย่างผม)
ผมอยู่ข้างล่างมาตั้งแต่อายุประมาณ 12 ปี ซึ่งมาถึงตอนนี้ก็สิบกว่าปีแล้ว เจอชีวิตคนเมืองมามากมาย แต่ผมยังจำวิถีชีวิตในวัยเยาว์ได้เป็นอย่าง มันแตกต่างกันมาก เชื่อผมเหอะเด็กม้งส่วนใหญ่อยากอยู่บ้านไม่อยากอยู่ข้างล่างถ้าไม่จำเป็น ทำให้ผมอยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมในอดีต อยากทำไร่แบบในอดีตไม่ใช่ในปัจจุบันเพราะอดีตคือสิ่งที่เราจดจำและอยากให้ดำรงอยู่ ผมเชื่อเหลือเกินว่าน่าจะมีเด็กม้งจำนวนไม่น้อยซึ่งทำงานอยู่ในเมืองอยากกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเหมือนอย่างผม แต่ทุกคนน่าจะคิดหนักอยู่ที่ว่าประเด็นว่า ถ้าเรากลับไปแล้วจะทำได้หรือไม่ ผมเคยคิดจะทำไร่ขั้นบันไดเหมือนประเทศจีนครับ แต่คิดไม่ออกว่าในภูเขาสูงๆ จะไปเอาน้ำจากไหน กะว่ามีตางค์จะบินไปดูงานเพื่อเป็นแนวทาง พูดตรงๆ ผมไม่อยากให้พี่น้องเราทำไร่แบบเปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ เพราะนั่นจะสร้างปัญหาระหว่างเรากับเจ้าหน้าที่รัฐและเป็นการฆ่าพวกเราชนรุ่นหลังในทางอ้อม เพราะเมื่อต้นไม้ถูกตัดมาขึ้นเรื่อยๆ แหล่งน้ำก็จะหมดไป อย่างหมู่บ้านผม ผมสังเกตเห็นได้ชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลง และถ้าไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ในอนาคตอันใกล้นี้พี่น้องคงได้อพยพมาหางานทำในเมืองหลวง ซึ่งเป็นที่ที่คนข้างบนอยากลงมา แต่คนข้างล่างอยากกลับไป (ไม่ต้องคล้อยตามผมก็ได้ แต่ให้ลองเทียบดูตัวเองก็บคนที่เรารู้จักที่บ้าน ก็น่าจะรู้ว่าที่ผมพูดนั้นเป็นความจริง)
แม้การเปลี่ยนแปลงไปของสภาพการดำรงชีวิตจะทำให้เด็กม้งสมัยนี้เบื่อการทำไร่ และอยากไปหางานทำที่อื่น แต่ผมก็ยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีเด็กม้งที่ยังจำวิถีชีวิตในอดีตได้ และพยายามจะทำให้มันฟื้นคืนกลับมาเพื่อให้ชาวม้งได้อยู่บนดอยอย่างมีความสุข
คิดถึงทุกสิ่ง ที่เคยทำที่บ้านดอยทุกวัน
ก้อดูดีอย่างที่คิดไว้เลยนะ ก้อบอกแล้วงัยน่าอยู่ใช่ปะละ
แปลกจังนะไม่นึกว่าจะมีเวปคนม้งด้วย ที่เข็กน้อยสวยมากเราไปบ่อยเพราะเป็นบ้านแฟนเราเองปีนี้เป็นปีแรกที่ได้ไปปลูกข้าวภู เราทำไม่ค่อยเป็นเพราะเราเป็นคนไทยพื้นราบ แปลกนะฟังเขาพูดไม่รู้แต่ก็อยู่กับเขาได้
คิดถึงบ้าน