Mekong Review : ผู้อพยพม้งในไทย

จากบทความ “เผือกร้อนในมือไทยกับความลับในมือลาว” โดย ทรงฤทธิ์ โพนเงิน :

คณะตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกานำโดย Samanuel Witten รองผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ ได้เดินทางไปที่ศูนย์รองรับชั่วคราวบ้านห้วยน้ำขาวในเขตอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อขอรับทราบข้อมูล และมาตรการต่างๆที่กองทัพภาคที่ 3 ของกองทัพบกไทยได้ปฏิบัติต่อบรรดาชาวม้ง ลาวที่พักอาศัยอยู่ในศูนย์รองรับฯดังกล่าว เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้

ส่วนทางด้านชาวม้งนั้นก็ได้เฝ้ารอโอกาสที่จะได้พบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ของทางการสหรัฐฯมานานแล้วเช่นกัน เพราะว่าชาวม้งลาวทั้งหลายที่พักอาศัยอยู่ในศูนย์รองรับชั่วคราวฯดังกล่าว นี้ต่างก็ล้วนแล้วแต่มีความหวังว่าพวกตนจะได้มีโอกาสเดินทางไปตั้งถิ่นฐาน ใหม่ในสหรัฐฯ เหมือนกับญาติพี่น้องของพวกเขากว่า 15,000 คนที่เคยพักอาศัยอยู่ที่วัดถ้ำกระบอก ในเขตอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับรองให้ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในสหรัฐฯ นับตั้ง แต่ปี 2547 เป็นต้นมาแล้ว

Hmong Refugees in Thailand

แต่สำหรับในครั้งนี้กลับปรากฏว่าคณะผู้แทนของกระทรวงการต่างประเทศของ สหรัฐฯนั้น ได้ให้การยืนยันอย่างชัดเจนกับบรรดาแกนนำของชาวม้งลาวที่ศูนย์รองรับชั่ว คราวบ้านห้วยน้ำขาวว่ารัฐบาลสหรัฐฯไม่มีนโยบายที่จะรับเอาชาวม้ง เพื่อให้ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในสหรัฐฯอีกต่อไปแล้ว ซึ่งก็ได้สร้างความผิดหวังให้กับ บรรดาชาวม้งทั้งหลายเป็นอย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น ก็คือผลจากการยืนยันของทางการสหรัฐฯดังกล่าวนี้ ยังทำให้ชาว ม้งเหล่านี้มีทางเลือกเหลืออยู่เพียงทางเดียวเท่านั้นอีกด้วย ซึ่งก็คือการที่จะต้องถูกทางการไทยส่งกลับไปลาวทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ และเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้มีปัญหาว่ากองทัพภาคที่ 3 ของไทยจะสามารถดำเนินการส่งชาวม้งเหล่านี้กลับ ไปลาวได้ในทางปฏิบัติที่เป็นจริงหรือไม่ เพราะชาวม้งลาวที่ทางการไทยจะต้องส่งกลับไปลาวนั้นมีจำนวนทั้งหมดเกือบ 5,000 คน

ทั้งนี้โดยถ้าหากจะพิจารณาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการส่งชาวม้ง กลับไปลาวนับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ปรากฎว่าในช่วงเวลากว่าสองปีครึ่งมานี้ กองทัพภาคที่ 3 ของไทยก็สามารถดำเนินการส่งชาวม้งกลับคืนไปลาวได้เพียง 2,904 คนหรือคิดเฉลี่ยได้ไม่ถึง 100 คนต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่าถ้าหากการดำเนินงานยังคงเป็นไปเหมือนที่ผ่านมาก็ย่อม จะต้องใช้เวลาอีกมากกว่า 4 ปี ทางการไทยถึงจะสามารถส่งชาวม้งเหล่านี้กลับไปลาวได้ทั้งหมด

โดยสาเหตุที่ทำให้การดำเนินการส่งชาวม้งกลับไปลาวสามารถกระทำได้อย่างชัก ช้านั้น ก็เป็นเพราะว่าชาวม้งส่วนใหญ่ไม่ยอมสมัครใจที่จะเดินทางกลับไปที่ประเทศลาว ทั้งยังได้รวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นมากจนถึงขนาดทำให้ทางการไทยไม่สามารถที่ จะโฆษณาเพื่อชักจูงได้เลยและที่สำคัญก็คือว่าลักษณะพิเศษของชาวม้งนั้นจะ เชื่อฟังผู้นำอย่างชนิดที่กล่าวได้เลยว่าผู้นำสั่งให้ทำอะไร?พวกเขาก็จะทำ ตามอย่างพร้อมเพียงกันเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้น ปัญหาในเวลานี้จึงตกมาอยู่ที่ทางการไทยซึ่งก็คือว่าจะดำเนินการอย่างไรถึงจะ ทำให้ชาวม้งเกือบ 5,000 คนดังกล่าวนี้ยอมสมัครใจกลับคืนไปยังภูมิลำเนาของพวกเขาในประเทศลาวได้จริงๆ ทั้งนี้ก็เพราะทางการไทยได้แสดงจุดยืนมาโดยตลอดว่าจะไม่ใช้กำลังเพื่อบีบ บังคับให้ชาวม้งต้องกลับไปลาว แต่ในเมื่อการดำเนินมาตรการตามที่ได้ประกาศจุดยืนไว้ดังกล่าวนั้นกลับสามารถ ส่งชาวม้งกลับไปลาวได้เพียงส่วนน้อยเท่านั้น

ครั้นเมื่อประกอบกับการที่ทางการไทย ก็ได้ตกลงร่วมกับทางการลาวอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่าอย่างไรเสียก็จะส่ง ชาวม้งกลับไปลาวให้ได้ทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ จึงทำให้ภาระหนักในการที่จะต้องปฏิบัติให้ได้ตามเป้าหมายดังกล่าวนี้มาตก อยู่ที่ทางการไทยเพียงฝ่ายเดียวในเวลานี้

ซึ่งก็คือถ้าหากทางการไทยจะดำเนินการให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ดังกล่าว นี้ในขณะที่ทางฝ่ายชาวม้งนั้นก็ไม่ยอมสมัครใจกลับไปลาวอยู่เช่นนี้ จึงยังคงจะมีอยู่เพียงหนทางเดียวเท่านั้นที่จะสามารถทำให้เป้าหมายดังกล่าว เป็นจริงได้ ซึ่งนั่นก็คือการบีบบังคับให้ชาวม้งทุกคนขึ้นรถบัส แล้วมุ่งหน้าไปสะพานมิตรภาพไทย-ลาวที่หนองคายเพื่อส่งมอบชาวม้งให้กับทางการ ลาวตามที่ได้ตกลงกันไว้

แต่การทำเช่นนี้ ผลร้ายที่จะเกิดขึ้นนั้นก็จะตกมาที่ทางการไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน เพราะภาพและข่าวที่สำนักข่าวต่างๆ จะรายงานไปทั่วโลก โดยมีกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนสากล อย่างองค์การนิรโทษกรรมสากล และกลุ่ม Human Rights Watch หรือแม้แต่องค์กรต่างๆของชาวม้งในต่างประเทศที่คอยตรวจสอบการดำเนินมาตรการ ของทางการไทยอย่างใกล้ชิดอยู่แล้วนั้นก็จะพากันออกแถลงการณ์ประณามและประจาน การกระทำดังกล่าวของไทยไปทั่วโลกอย่างชนิดที่เรียกได้ว่าไม่มีดีหลงเหลือ อยู่เลยนั่นเอง

แต่ทีนี้ ถ้าหากว่าทางการไทยจะเลือกในแนวทางของการค่อยๆชักจูง เพื่อโน้มน้าวจิตใจของชาวม้งเหล่านี้ไปเรื่อยๆ ก็จะตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถที่จะส่งชาวม้งกลับไปลาวได้ทั้งหมดตามเป้า หมายที่วางไว้ภายในสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน ทั้งก็ยังจะต้องผิดใจกับทางการลาวอีกด้วย เนื่องเพราะทางการลาวก็จะมองว่าทางการไทยนั้นไม่มีน้ำยาพอที่จะทำการอย่าง หนึ่งอย่างใดเพื่อให้เป็นไปตามที่ได้ตกลงไว้กับทางการลาวได้เลย

โดยถ้าหากว่าสภาพการณ์เช่นว่านี้เกิดขึ้นจริงๆมันก็ยังจะส่งผลกระทบต่อ เนื่องไปถึงความสัมพันธ์ร่วมมือในด้านต่างๆระหว่างไทยกับลาวอีกต่างหาก

แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีทางออกทางอื่นใดหลงเหลืออยู่เลยเพราะจากการที่ ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับบรรดาแกนนำของชาวม้งหลายคนที่ศูนย์รองรับชั่วคราว บ้านห้วยน้ำขาวนั้น ก็ทำให้สามารถประมวลความรู้สึกนึกคิดของแกนนำชาวม้งเหล่านี้ได้ว่าแท้ที่ จริงแล้วพวกเขาก็พร้อมที่จะกลับไปลาวแต่สาเหตุที่ทำให้พวกเขาไม่ยอมกลับไปใน ตอนนี้ ก็เป็นเพราะว่าพวกเขาไม่มั่น ใจในความปลอดภัยของพวกเขาเมื่อถูกส่งกลับไปลาวแล้วเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้แกนนำชาวม้งเหล่านี้ได้พยายามเรียกร้องให้องค์การสากลระหว่างประเทศ เช่น สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ UNHCR ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับทางการไทยและลาวทั้งในขั้นตอนการดำเนินการส่งพวกเขา กลับไปลาวและหลังจากที่พวกเขาได้กลับไปอยู่ที่ลาวแล้วด้วย

แต่ปัญหาในเวลานี้ก็อยู่ที่ว่าทั้งทางการไทยและลาวกลับถือว่าพวกเขาเหล่า นี้มี สถานะเป็นเพียงคนเข้าเมืองไทยโดยผิดกฎหมาย ซึ่งจะต้องถูกส่งกลับประเทศลาวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองของไทยเท่านั้น หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งนั้นก็คือว่า UNHCR ไม่มีสิทธิที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยนั่นเอง

เพราะฉะนั้น ในเมื่อว่าต่างฝ่ายต่างก็มีจุดยืนที่แตกต่างกัน โดยที่ไม่มีการยอมที่จะโอนอ่อนผ่อนตามกันเลยเช่นนี้ จึงทำให้สามารถคาดหมายเป็นการล่วงหน้าได้เลยว่าการที่จะแก้ไขปัญหาชาวม้ง เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย

กล่าวก็คือทางการไทยย่อมสามารถที่จะกดดันเพื่อบีบบังคับให้พวกเขากลับไป ได้ทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ ในขณะที่ทางการลาวก็อาจจะมีความพึงพอใจต่อการ ปฏิบัติได้ตามข้อตกลงดังกล่าว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าชาวม้งเหล่านี้จะไม่สามารถอพยพหลบหนีออกจากลาว เข้ามาที่ไทยได้อีกแต่อย่างใด ถ้าหากว่าสิ่งที่พวกเขาได้หยิบยกขึ้นมาใช้เป็นเหตุผลของการอพยพหลบหนีออกจาก ลาวนั้นยังคงมีอยู่จริงในลาว ซึ่งนั่นก็คือการปิดล้อมและปราบปรามชาวม้งโดยกองทัพประชาชนลาวนับตั้งแต่ปี 2518 เป็นต้นมาจนเท่าทุกวันนี้

โดยที่น่าสังเกตก็คือบรรดาแกนนำชาวม้งที่ศูนย์รองรับชั่วคราวบ้านห้วยน้ำ ขาวยังได้ให้การยืนยันด้วยว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทางการลาวไม่ยอมให้หน่วย งานหรือองค์การระหว่างประเทศเข้ามายุ่งเกี่ยวในปัญหาชาวม้งนั้น ก็เพราะเกรงว่าองค์การนานาชาติจะได้เห็นความจริงในเรื่องดังกล่าวนี้นั่นเอง

ทั้งนี้โดยถึงแม้ว่าทางการลาวจะได้ปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีการปิดล้อมและ ปราบปรามชาวม้งในลาว แต่ด้วยการเสกสรรค์ปั้นแต่งเรื่องที่ไม่มีมูลความจริงโดยกลุ่มคนบ่ดี (กลุ่มของผู้นำม้งในสหรัฐฯอย่างนายพล วั่ง ปาว) ที่ต้องการจะบ่อนทำลายภาพพจน์ของรัฐบาลลาวในเวทีสากลก็ตาม แต่การที่ทางการลาวก็ได้พยายามเร่งรัดให้แก้ไขปัญหาชาวม้งให้เสร็จสิ้นใน เวลาอันสั้น ทั้งยังได้แสดงท่าทีไม่ยอมรับประเทศที่ 3 หรือองค์การระหว่างประเทศเพื่อให้เข้ามาเกี่ยวข้องในปัญหาดังกล่าวนี้อย่าง ชัดเจนด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยมากขึ้นต่อการหยิบยกเหตุผลในการอพยพดังกล่าวของชาว ม้งอีกต่างหาก

แต่ที่แน่ๆ ก็คือทางการลาวเพิ่งจะให้การยอมรับว่าชาวม้งเหล่านี้เป็นพลเมืองที่อพยพมา จากลาวเมื่อไม่ถึง 2 ปีมานี้เอง ทั้งๆที่ชาวม้งเหล่านี้ได้พากันอพยพมา อยู่ที่บ้านห้วยน้ำขาวนับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมาแล้ว

เพราะฉะนั้น ทางแก้ปัญหานี้ จึงมีอยู่เพียงทางเดียวเท่านั้น นั่นก็คือการพิสูจน์ให้โลกเห็นความจริงและความเท็จระหว่างการกล่าวอ้างของ ฝ่ายชาวม้งกับการออกมาปฏิเสธของทางการฝ่ายลาวที่มีต่อการกล่าวอ้างของชาวม้ง นั่นเอง

บทความจาก www.indochinapublishing.com