Sponsor


โฆษณาตรงนี้


Your Ads Here


โฆษณาตรงนี้

โฆษณา โทร 086 0234 655

กินข้าวระหว่างทาง งานแต่งใกล้บ้าน

กลับบ้านหลังสงกรานต์ เลยอดเล่นสงกรานต์กับเด็กๆ แถวบ้าน ที่ต้องกลับหลังสงกรานต์ (เย็น 15 เมษา) ก็ด้วยหวังว่าไม่ต้องลำบากแย่งตั๋วที่หมอชิต แต่ด้วยความที่เป็นคนรอบคอบ จึงไปถึงหมอชิตก่อนรถออก แปด ชั่วโมง ..the Terminal at หมอชิต

อยู่หมอชิตแปดชั่วโมงที่ว่าเซ็ง ก็ไม่คิดว่าขากลับจากบ้านจะเซ็งยิ่งกว่า (กลับเย็น 17 เมษา) ได้รถเสริม นั่งสบาย แต่ยางระเบิดที่พิษณุโลก (หลับไม่รู้สึก ..ระบบของรถดีมาก) รอประมาณหนึ่งชั่วโมงรถคันใหม่จึงมาถึง แปลกแต่จริงทั้งชีวิตนั่งรถเสริมไม่เกินห้าครั้ง แต่จำได้ว่ายางระเบิดสามครั้ง ..สถิติน่าสนใจ

เอาล่ะบ่นได้ที่แล้วมาเข้าเรื่องกัน ที่กลับบ้านไปก็เพื่อกลับไปร่วมงานแต่งของเพื่อนรักคนหนึ่ง ก็ด้วยความไม่เข้าใจขั้นตอนพิธีการจึงจัดแจงเวลาผิดพลาดนิดหน่อย คือกลับถึงเช้าวันที่ 16 แล้วกลับเย็นวันที่ 17 เลย ซึ่งก็เหนื่อยน่าดู ..กลับทั้งที่ยังมึนๆ

ทีแรกที่คุยกันกับเพื่อนคนนี้ ก็ไม่ได้มีหน้าทีพิเศษอะไรมอบหมายให้ทำ แต่พอเอาเข้าจริงหน้าที่คือ “คนรินเหล้า” (tus laub cawv) หน้าที่ก็คือคอยเสริฟเหล้าบนโต๊ะพิธี โดยคนรินเหล้าจะมีด้วยกันสองคนคือ ตัวแทนฝ่ายเจ้าบ่าวหนึ่งคน และตัวแทนฝ่ายเจ้าสาวหนึ่งคน

งานนี้เป็นการแต่งกับคนหมู่บ้านติดกัน (ห่างกันประมาณ 400 เมตร) ฉะนั้นการเดินทางของฝ่ายเจ้าบ่าวจึงเป็นการเดินอย่างแท้จริง แม้จะแต่งงานกับคนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ระหว่างทางก็จะต้องมีการแวะพัก เพื่อรับประทานอาหารระหว่างทาง ..จะเป็นอย่างไรหากแต่งกับคนข้างบ้าน

อาหารมื้อนี้ก็จะประกอบด้วย ข้าวเปล่า ไก่ต้ม และเหล้า (หรือเบียร์) เมื่อถึงจุดแวะพัก เม่ก๊ง (mej koob) จะใช้ช้อนตักข้าว และหยิบไก่ชิ้นเล็กใส่ช้อนด้วยกัน เพื่อนำไปกราบใหว้เจ้าที่เจ้าทาง จากนั้นก็เป็นการบรรเลงมื้อข้างทางอย่างเอร็ดอร่อย ..คิดดูไก่ตัวใหญ่ เนื้อนุ่ม กับเบียร์อุ่นๆ (เปรี้ยวปากอีกแล้ว)

ณ จุดแวะพักนี้เอง มีคำถามครับ ..พี่สะใภ้ของเจ้าบ่าวซึ่งเป็นคนไทย ทำหน้าที่ติดตามเพื่อเป็นตากล้องให้ แต่ด้วยความที่พี่แกไม่ใช่คนม้ง จึงได้ถามขึ้นว่า
“ทำไมต้องแวะพักกินข้าวด้วย ใกล้ๆ นี้เองไม่ใช่เหรอ”
“อ๋อ ..เป็นเพราะสมัยก่อนหมู่บ้านม้งอยู่ไกลกันมาก การแต่งงานที หมายถึงต้องเดินทางกันเป็นวัน หรืออาจจะหลายวัน จึงต้องมีการเตรียมอาหารสำหรับทานระหว่างทาง” เม้ก๊ง (mej koob) ตอบ

เออนะ ..แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ไกลอย่างสมัยโน้นแล้วนี่ ถึงไกลบึ่งรถแป๊บเดียวก็ถึง ผมจึงลองสังเกตุดู ว่า ณ จุดแวะพักทานข้าวนี้ มีพิธีกรรมอะไรสำคัญบ้าง ก็เปล่า ไม่มีอะไรที่เป็นพิธีการตรงจุดแวะพักเลย แหะ แหะ แล้วจะพักทำไม ..ก็แค่สงสัยแบบเด็กๆ

แต่สำหรับในเรื่องนี้ กลับทำให้ผมฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ นั่นคือ กิจกรรม หรือขั้นตอนบางอย่าง เราทำต่อๆ กันมา โดยแท้ที่จริงแล้วมันอาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกระทำอีก เพราะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพีธี หรือขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของพิธี หากแต่มันคือการปฏิบัติต่อๆ กันมา จนกลายเป็น “พฤติกรรมเคยชิน” คือ ปฏิบัติเพราะว่าเคยปฏิบัติกันมา ..แค่นั้นเอง แต่ไม่ได้มีส่วนสำคัญใดๆ เลย หรือแม้กระทั่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับพิธีการนั้นๆ เลยด้วยซ้ำ

ในเรื่องนี้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะสั่นคลอนความเชื่อของพี่น้องม้งเรา หากแต่ให้เป็นข้อสังเกตุว่า กิจกรรมหรือพิธีกรรมบางอย่าง อาจจะยังไม่ได้รับการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้ทันกับยุคสมัยแค่นั้นเอง ..แต่หากเรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดของตัวผมเอง ก็ขอความกรุณาผู้รู้ช่วยแนะนำด้วยนะครับ เพื่อความเข้าใจ และเป็นประโยชน์แก่น้องๆ รุ่นหลัง

อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะอย่างที่เราทราบกัน คนหลายเชื้อชาติ เค้าก็มีพิธีกรรมที่เรามองว่าไม่น่าจะมีกันแล้ว แต่พวกเค้าก็ยังคงปฏิบัติบัติกันอยู่

นอกจากที่ตั้งข้อสังเกตุแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่พบเจอในงานแต่งครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เจ้าสาวได้ยกมือถือกดไปหาผู้เป็นพ่อ และถามว่า “พ่อ งานที่บ้านเตรียมถึงไหนแล้ว ..ตอนนี้พักกินข้าวตรงจุดนี้นะ ..ใกล้ถึงแล้ว” ..นี่คือม้งในยุคเทคโนโลยี

นอกจากนี้ก็มีเรื่องหมูราคาตัวละแปดพัน ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนตัวขนาดนี้ก็ประมาณสามพัน หรือสี่พันแค่นั้นเอง สำหรับงานนี้เจ้าบ่าวหมดเงินไปกับงานเลี้ยงเกือบๆ สามหมื่นบาท โดยที่พ่อแม่เป็นคนออกเงินแท่งให้ เห็นว่าเดี๋ยวนี้เงินแท่งราคาอยู่ที่ประมาณเจ็ดพัน ถึงแปดพันบาท ..ว่าแล้วหนุ่มโสดก็เตรียมนับนิ้วมือกันได้เลย ส่วนถ้าใครรอแต่งในอีกสองสามปีข้างหน้า ก็เตรียมนับนิ้วเท้ารวมไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นหมู หรือเงินแท่ง

ใครที่พ่อแม่ไม่มีมรดกให้ ก็รีบสะสมสินสอดเงินแท่งกันได้แล้วนะครับ ส่วนหมูก็ไปดูราคาหน้าเขียงเอา

เรื่องนี้จบลงด้วยการเดินทางอย่างพะอืดพะอม ..12 ชั่วโมง

แถลงการณ์ ม้งเอเชีย ต่อสถานการณ์บ้านเมือง

เนื่องจากภาวการณ์ที่ไม่ปกติของบ้านเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ทาง ม้งเอเชีย จึงขอส่งสาส์นนี้มายังพี่น้องชาวม้ง ด้วยความรักและเป็นห่วง ต่อสถานภาพของสังคมม้ง ที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งครั้งใหญ่ของประเทศนี้

ม้งเอเชีย จะไม่ขอแสดงจุดยืนใดๆ ต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และทาง ม้งเอเชีย จะไม่ขอห้ามปรามพี่น้องม้ง ในการที่จะแสดงทัศนะ ร่วมแสดงออกทางการเมือง หรือแม้แต่การร่วมเคลื่อนใหวทางการเมือง ทั้งนี้ไม่ได้หมายความถึงเสื้อสีใดสีหนึ่ง

หากท่านมีความเห็นตรงกับคนเสื้อสีใด ก็สามารถแสดงออกร่วมกับกลุ่มคนเสื้อสีนั้นได้ ตามความเหมาะสม และตามโอกาสที่ท่านสามารถกระทำได้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม คนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง คนเสื้อขาว คนเสื้อชมพู หรือกลุ่มคนเสื้อหลากสี

ทั้งนี้ ม้งเอเชีย เชื่อและเคารพในตัวพี่น้องม้งทุกคน ว่าท่านจะสามารถคิด และตัดสินใจต่อสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ ได้ด้วยตัวท่านเอง และนี่อาจเป็นอีกหนึ่งโอกาส ที่จะสร้างการเติบโตทางความคิด และความเข้มแข็งในด้านการเมืองในสังคมม้งเราก็เป็นได้ ..หากเราใส่ใจ และศึกษามัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพึงระลึกอยู่เสมอว่า สังคมม้งเป็นเพียงสังคมแคบๆ ดังนั้นแล้วการต่อสู้ทางการเมือง จึงควรต่อสู้กันเฉพาะในสนามการเมือง อย่าดึงการเมืองกลุ่มเสื้อ กลุ่มสี เข้ามาในบ้าน เข้ามาในชุมชน เพราะถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว สังคมแคบๆ อย่างสังคมม้งเรา อาจประสบกับการแตกแยกครั้งใหญ่

ขยายความ คือ พยายามหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์การเมือง ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ กับกลุ่มเพื่อนฝูงที่เป็นม้งด้วยกัน หรือญาติพี่น้องในชุมชน เพราะหากพิจรณาแล้ว จะเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เลย

จนกว่าความขัดแย้งทางการเมืองของไทยจะคลี่คลาย ระหว่างนี้อยากให้พี่น้องม้งหนักแน่น ที่จะไม่สร้างความขัดแย้งกันเอง ไม่สร้างกลุ่ม สร้างสี ในกลุ่มเพื่อนฝูง ในชุมชน เพราะต้องไม่ลืมว่า วันหนึ่งสถานการณ์การเมืองที่รุนแรงอยู่ในขณะนี้จะจบลง และเมื่อถึงตอนนั้น พวกเราซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ควรที่จะมีชีวิตปกติดังเดิมหลังจากนั้น ไม่ควรมีรอยร้าว รอยแผล จากสถานการณ์การเมืองไทยในครั้งนี้

ในอดีตม้งเราก็เคยมีบทเรียนมาก่อน นั่นคือยุคคอมมิวนิสต์ ซึ่งม้งเราก็ต้องถูกแบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย ตามสถานการณ์การเมืองในขณะนั้น แต่ก็โชคดีที่เราสามารถผ่านจุดนั้นมาได้ และสามารถกลับมารวมญาติ ร่วมชุมชนกันได้อีกครั้ง

ท้ายนี้ ม้งเอเชีย ขอย้ำอีกครั้งถึงเจตนารมย์ในเรื่องนี้ ม้งเอเชีย เคารพในการคิด การตัดสินใจของพี่น้องม้งทุกคน ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้จะจบลงอย่างไร ไม่ว่าพี่น้องม้งจะตัดสินใจเข้าร่วมกับกลุ่มคนเสื้อสีไหน ขอโปรดระลึกเสมอว่า อย่านำพาความแตกแยกเข้ามาในสังคม หรือชุมชนม้งของท่าน เพราะมันจะไม่เกิดประโยชน์อันใด เพราะผล แพ้-ชนะ หากจำต้องมี ก็ขอให้ผล แพ้-ชนะ นั้น เกิดขึ้นในสนามการเมืองที่แท้จริง ไม่ใช่การถกเถียงกันในกลุ่มเพื่อนฝูง ในชุมชน เพราะนั่นมีแต่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง ที่ไม่มีทางหาข้อสรุป เฉกเช่นกับกลุ่มเสื้อสีที่เป็นอยู่ในขณะนี้

EdiTor

พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา และม้ง

somphian_eksomya
พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา

พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา เป็นนายตำรวจที่เราคนไทยจะจดจำท่านไว้ ในฐานะที่ท่านเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ กับระบอบราชการที่ไม่เป็นธรรม และหากรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความจริงใจ นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ของระบอบราชการตำรวจไทยก็เป็นได้

ทำไมจู่ๆ ผมถึงยกเรื่อง พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา มาพูด เหตุผลเป็นเพราะว่าเมื่อหลายวันก่อน ผมได้มีโอกาสเห็นภรรยาของท่านออกรายการๆ หนึ่ง ทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ซึ่งท่านได้พูดออกมาตอนหนึ่งเกี่ยวกับภูมิหลังของ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ว่าก่อนที่ท่านจะสามารถเข้ารับราชการตำรวจไทยได้นั้น ต้องได้รับความยุ่งยากอย่างไรบ้าง

สิ่งที่ภรรยาของ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา บอกกับทางรายการก็คือ แต่เดิมนั้น พ.ต.อ.สมเพียร ไม่ได้ใช้นามสกุล “เอกสมญา” แต่เดิมนั้น พ.ต.อ.สมเพียร ใช้นามสกุลว่า “แซ่เจ่ง” ซึ่งเป็นนามสกุลของพ่อ ที่อพยพโยกย้ายมาจากประเทศจีน

สาเหตุที่ พ.ต.อ.สมเพียร ต้องเปลี่ยนนามสกุล จาก “แซ่เจ่ง” มาเป็น “เอกสมญา” นั้น เป็นเพราะว่าการใช้ “แซ่เจ่ง” นั้น ไม่สามารถสมัครเข้ารับราชการตำรวจไทยได้ พอถึงตรงนี้พวกเราหลายคนคงจะถึง บางอ้อ! ว่าผมต้องการจะพูดเรื่องอะไร

เป็นที่ร่ำลือกันมานานแล้วว่า ชนกลุ่มน้อย หรือกลุ่มชาติพันธุ์ (พูดง่ายๆ ว่าไม่ได้มีเชื้อชาติไทย) ไม่สามารถรับราชการตำรวจ ทหาร หรือข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงได้ ซึ่งก็ตรงกับกรณีของ พ.ต.อ.สมเพียร ในยุคนั้น

เหตุที่ต้องใช้คำว่าร่ำลือนั้น เพราะเป็นการได้ยินต่อๆ กันมา เป็นทอดๆ ว่าเป็นอย่างนั้น และแน่นอนว่าสำหรับเรื่องนี้ เราจะไม่มีทางได้เห็นเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ลองมาพิจรณาสิ่งที่ผมจะพูดถึงกันต่อไป ซึ่งหากเห็นว่าจริง ก็แสดงว่านั่นอาจไม่ใช่การร่ำลือ

หลายคนอาจจะเถียงว่า ตัวเองมีญาติเป็นทหาร ตำรวจ ไม่เห็นเค้าจะกีดกันตรงไหน ผมก็อยากจะบอกว่า ตัวผมเองก็มีญาติเป็นตำรวจเช่นเดียวกัน แต่พวกเค้าได้เปลี่ยนนามสกุลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยากจะบอกว่า ตั้งแต่เกิด ยังไม่เคยเห็นนายตำรวจ หรือนายทหารคนไหนใช้ “แซ่” เลย หรือใครเคยเห็น

อย่าว่าแต่รับข้าราชการเลยครับ แม้แต่ทหารเกณฑ์ ที่ต้องจับใบแดงใบดำ หมู่บ้านม้งบางแห่งยังไม่ได้รับสิทธิ์ตรงนี้เลย มันก็เลยมีคำถามว่า นี่คือการกระทำที่ก่อให้เกิดความมั่นคง หรือบ่อนทำลายความมั่นคงกันแน่ ในเมื่อคนกลุ่มหนึ่งยังคงถูกกีดกันจากฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายความมั่นคง”

แทนที่จะมองว่าเป็นประชาชนคนไทยเหมือนกัน และร่วมกันพัฒนาประเทศไปด้วยกัน แต่สิ่งที่เห็นยังไม่ใช่

กรณีการเปลี่ยนนามสกุล ของ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา เป็นเพียงกรณีย่อย (หรืออาจเรียกกรณีแฝง) ของท่าน ที่อาจไม่ได้รับความสนใจ หรือแม้แต่จะเกิดความรู้สึกแปลกใจ ของเหล่าบรรดาสื่อมวลชนทั้งหลาย แต่สำหรับเราชาวม้ง หรือกลุ่มชาติพันธุ์ ควรที่จะต้องตระหนักและเก็บมาพิจรณา ว่าเราอยู่ในสถานะใดของคำว่า “ความมั่นคง”

ก็ได้แต่ฝากไว้ สำหรับใครก็ตามที่ไม่มีโอกาสได้ติดตามประเด็นนี้ หรือไม่สามารถเห็นความสำคัญของประเด็นนี้ จากกรณีของ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา เพราะนี่คืออีกสิ่งหนึ่ง ที่ชาวม้ง หรือกลุ่มชาติพันธุ์แตกต่างจากพี่น้องคนไทยคนอื่นๆ ของประเทศนี้

ขอขอบคุณ และสดุดีแด่วีรชนผู้กล้า พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา

  Page 10 of 86« First...«89101112»...Last »


+ 3D TV + Best LED TV + Samsung 55 LED TV + 46 LCD TV + 50 LCD TV + 52 LCD TV + Samsung LCD TV + LG TV + Sony TV + Sharp TV + 720p + 1080p + DLP TV + Samsung DLP TV + Mitsubishi 73
(more + )