Sponsor


โฆษณาตรงนี้


Your Ads Here


โฆษณาตรงนี้

โฆษณา โทร 086 0234 655

ยาบ้า ยาเสพติด หลอกหลอนไม่สิ้นสุด

stopdrugviolence

แม้จะเป็นเรื่องเก่า แต่ก็เป็นเรื่องเก่าที่ยังคงทันสมัยอยู่เสมอ ผมกำลังพูดถึงเรื่องของยาบ้า หรือยาเสพติดอื่นๆ ที่มีผลต่อวิถีชีวิต รวมถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกเรา และพวกเค้า …

เหตุจูงใจให้ต้องมาเขียนเรื่องที่แสนจะน่าเบื่อนี้ ก็สืบเนื่องจากว่ามีคุณป้าบ้านอยู่ติดกันนั้น กำลังวิตกกังวลกับเรื่องที่สามีของคุณป้าท่านนี้กำลังจะพ้นโทษออกจากคุก ที่จริงแล้วควรจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่กับกรณีของคุณป้าท่านนี้ ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องกังวล

ท้าวความกลับไปเมื่อสิบปีที่แล้ว สามีของคุณป้าท่านนี้โดนจับข้อหาฆ่าคนตาย และคนที่ถูกฆ่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน พี่ชายของสามีของคุณป้าเอง สรุปคือน้องชายฆ่าพี่ชาย

ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุน้องฆ่าพี่นั้น สามีของคุณป้าผู้เป็นน้อง มีอาการหลอน วิตกจริต จากการเสพยาบ้า จากอาการดังกล่าว ทำให้สามีของคุณป้าชอบระแวงว่าคุณป้าจะแอบไปมีชู้ และไม่ยอมให้คุณป้าท่านนี้ออกไปไหนใกล แถมมีบางครั้งก็ระแวงถึงขั้นลงไม้ลงมืออย่างไร้เหตุผล

จนมีอยู่ช่วงหนึ่งคุณป้าท่านนี้ต้องหนีไปอยู่กับญาติต่างจังหวัด (จากการแนะนำของคนรอบข้าง) จนสามีของคุณป้าหาไม่เจอ สามีของคุณป้าจึงหันมาระแวงพี่ชายตัวเอง หาว่าพี่ชายตัวเองนั้นแอบเป็นชู้กับเมียตัวเอง และแอบเอาเมียตัวเองไปซ่อนไว้ พี่ชายของเค้าก็ทราบดีว่า มันเลยจุดที่จะอธิบายกันเข้าใจแล้ว ผู้เป็นพี่ก็เลยได้แต่เฉย และพยายามไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้

จนกระทั่งคุณป้าท่านนี้กลับมาบ้านอีกครั้ง เลยเกิดการทะเลาะวิวาทครั้งใหญ่ เพื่อนบ้านก็มามุงดูกัน ผู้เป็นพี่ชายย่อมมีหน้าที่ของความเป็นพี่อยู่ จึงต้องมาห้ามปราม แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อสามีของคุณป้าท่านนี้คว้ามีดพร้าออกมาฟันเข้าที่ศรีษะของผู้เป็นพี่ชาย พี่ชายเสียชีวิตคาที่

ด้วยเหตุนี้สามีของคุณป้าจึงต้องเข้าคุกตามระเบียบ แต่เบื้องหลังก่อนเข้าคุกนั้นเขาได้ทิ้งเรื่องราวมากมายไว้ข้างหลัง ลูกเมียที่ต้องทนอดสูกับครอบครัวของพี่ชาย ที่สามีตัวเองไปฆ่าหัวหน้าครอบครัวของเค้า ลูกๆ ต้องทนกับปมด้อยที่พ่อของพวกเค้าเป็นฆาตกร

10 ผ่านไปไวเหมือนโกหก คนในครอบครัวเริ่มปรับตัวได้แล้ว กับการอยู่โดยไร้หัวหน้าครอบครัว ไม่ต้องมีสามี ไม่ต้องมีพ่อ แต่แล้ววันเวลาก็กำลังจะพาให้พวกเค้าต้องปรับตัวกันอีกครั้ง เมื่อผู้เป็นสามีของคุณป้า และเป็นพ่อของลูกๆ ใกล้จะพ้นโทษออกมาทุกที

ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว คุณป้าท่านนี้เริ่มวิตกจนต้องเก็บมาเป็นฝันร้ายแทบทุกคืน และทุกวันนี้ก็เป็นหนักขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากคุณป้าท่านนี้เข้าใจดีว่า หากใครเสพยาบ้าจนเสียสติไปแล้ว ก็ยากที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม เช่นเดียวกัน เป็นเรื่องยากที่คุณป้าท่านนี้จะคาดหวังให้ได้สามีคนเดิมของเธอกลับคืนมา

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด สามีของคุณป้าจะพ้นโทษออกมาในปีนี้ และเมื่อถึงตอนนั้น ครอบครัวของคุณป้าก็คงจะวกกลับไปที่จุดเดิมอีกครั้ง ความสับสนวุ่นวายจะกลับคืนมา ความทุกข์ที่ใครก็มิอาจหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ได้

ยาบ้า หรือยาเสพติดอื่นๆ เป็นเสมือนคำสาป ที่เมื่อใครเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยแล้ว ชีวิตก็จะตกต่ำ ทุกข์ยาก อย่างแสนสาหัส คำสาปนี้กินวงกว้าง มีผลถึงคนรอบข้าง ลูก เมีย ญาติ พี่น้อง รวมถึงมิตรสหายผู้อยู่รอบข้าง ทางเดียวที่จะล้างคำสาปนี้ได้ คือ ผู้เสพต้องตายจากไปเท่านั้น

ถึงกระนั้นก็ตาม รอยแผลในใจจะติดตัวคนที่เค้า (เคย) รักตลอดไป
…แด่ ลูก เมีย ผู้ทนทุกข์

A People’s History of the Hmong หนังสือม้งมาใหม่

หนังสือม้งออกใหม่เล่มนี้มีชื่อว่า “A People’s History of the Hmong” หรือหากจะแปลเป็นไทยก็น่าจะได้ว่า “ประวัติศาสตร์ชนชาติม้ง” หนังสือเล่มนี้เขียนโดย ศาสตราจารย์ Paul Hillmer

a-people-history-of-the-hmong
A People’s History of the Hmong
บนโต๊ะ EdiTor

A People’s History of the Hmong” เป็นบันทึกเรื่องราว และเหตุการณ์ของชาวม้ง ระหว่างทศวรรษที่ 1940 ถึงทศวรรษที่ 2000

หนังสือเล่มนี้ถูกแบ่งออกเป็น 6 ส่วน โดยส่วนที่ 1 เป็นการกล่าวถึงประวัติศาสตร์ด้านประเพณี และวัฒนธรรม รวมถึงความเชื่อของชาวม้ง ก่อนที่ชาวม้งในลาวจะเข้าร่วมกับฝรั่งเศส ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

ส่วนที่ 2 และ 3 จะเป็นการกล่าวถึงความขัดแย้ง และความแตกแยกครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ไม่เฉพาะแค่ในรัฐบาลลาว หรือราชวงศ์ในลาว แม้แต่ชาวม้งเองก็มีการแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเช่นกัน

ส่วนที่ 4 เมื่อนายพล ว่าง เปา ต้องลี้ภัยไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ชาวม้งนับหมื่นต้องหลั่งไหลออกนอกประเทศ

ส่วนที่ 5 ความกลัว และความสับสน กับชีวิตการเป็นผู้อพยพลี้ภัยในประเทศไทย ความหวัง และการรอคอยที่จะได้ไปตั้งรกรากในประเทศที่สาม

ส่วนที่ 6 ความท้าทาย และการได้มาซึ่งสัญชาติของตนในประเทศที่สาม รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ในประเทศที่สาม

ศาสตราจารย์ Paul Hillmer ได้สัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องมากกว่า 220 คน รวมถึงนายพล ว่าง เปา ด็อกเตอร์ Gary Yia Lee ด็อกเตอร์ Yang Dao รวมไปถึงอดีตเจ้าหน้าที่ CIA หลายคน คุณจึงมั่นใจได้ว่าในหนังสือจะเต็มไปด้วยเรื่องราว และเหตุการณ์จริง ที่จะสามารถนำคุณย้อนยุค กลับไปอยู่ในเหตุการณ์เดียวกันกับพวกเค้า แต่เชื่อเถอะ สิ่งที่คุณสัมผัสได้จากการอ่าน จะไม่สามารถเทียบได้กับสิ่งที่พวกเค้าพบเจอในอดีตที่ผ่านมา

ในหนังสือเล่มนี้ ท่านจะได้เห็นจุดเปลี่ยนของชาวม้งตั้งแต่ทศวรรษที่ 1940 (ตามหนังสือมีการท้าวความไปจนถึงช่วงทศวรรษ 1920) ถึงทศวรรษนี้ (2000) เริ่มจากการที่ชาวม้งร่วมต่อสู้กับทหารฝรั่งเศส จากนั้นก็ร่วมต่อสู้กับสหรัฐอเมริกา (CIA) แต่เมื่อสหรัฐถอนกำลังออกไป ชาวม้งจำนวนมากต้องลี้ภัยมายังประเทศไทย และกำเนิดเป็นศูนย์อพยพขนาดใหญ่ตามมา ตั้งแต่ศูนย์อพยพบ้านวินัย มาจนถึงวัดถ้ำกระบอก และล่าสุดคือ บ้านห้วยน้ำขาว

ด้วยความทุ่มเท และทำงานอย่างหนักของ ศาสตราจารย์ Paul Hillmer จึงอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นหนังสืออ้างอิงทางประวัติศาสตร์ที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง ที่ม้งเราเคยมีมา หนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของชาวม้งระหว่างทศวรรษที่ 1940 ถึงทศวรรษที่ 2000 ได้ถูกบันทึกไว้แล้ว

“A deeply important book. Instead of skimming the glossy highlights of America’s involvement with the Hmong people during the ‘Secret War’ in Laos, Professor Hillmer has given us a stark and vivid picture of the Hmong in the war’s tragic aftermath and ultimately a testament to the strength of these remarkable people.”
Vint Lawrence, former CIA agent stationed in Laos

“Paul Hillmer provides fresh and insightful details about military involvement in Laos by the Hmong and their flight to America, suggesting new lines of inquiry for future scholarship.”
Franklin Ng, professor and coordinator of Asian American Studies program, California State University, Fresno

“[Hillmer] has cast a wide net to bring in many views, resulting in important and penetrating narratives and a lengthy bibliography of unique sources. His efforts will raise the level of knowledge and scholarship on the U.S.–Hmong experience.”
Timothy N. Castle, author of At War in the Shadow of Vietnam: U.S. Military Aid to the Royal Lao Government, 1955–1975

“A fresh approach. Not simply another academic retelling of this tragic episode of Hmong history, these firsthand accounts from ordinary people make readers feel as if they were witnessing and taking part directly in the events themselves.”
Gary Yia Lee

“In a world that still knows too little of the forces that wreak havoc on humanity, this book probes the possibilities of history, providing at once both a clearer and a more complicated understanding of a people in the making.”
Kao Kalia Yang, author of The Latehomecomer: A Hmong Family Memoir

“Paul Hillmer gives voice to many different people with varied experiences contributing to a broader understanding of the complexity of Hmong entanglement in past and present global politics.”
Chia Youyee Vang, author of Hmong in Minnesota

“With dedication and hard work of Professor Paul Hillmer, I could say that this is one of the best books of Hmong historical reference we have ever seen. A history of the Hmong people during the year 1940 to 2000 has already been recorded!.”
Hmongasia.com

หนังสือเล่มนี้ แม้จะเป็นแค่ประวัติศาสตร์ช่วงสั้นๆ แต่ก็อัดแน่นด้วยข้อมูลจากผู้ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ที่เคยผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมา และถือเป็นเรื่องที่โชคดี ที่ศาสตราจารย์ Paul Hillmer ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ไว้ได้ทัน ก่อนที่บุคคลเหล่านี้จะเหลือไว้เป็นแค่เรื่องเล่าให้กับคนม้งรุ่นหลัง

จากชีวิตดั้งเดิมตามป่าเขาที่ไม่ต้องเสียภาษี ใช้ชีวิตอิสระ ขายวัวตัวหนึ่งก็สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ทั้งปี ชีวิตไม่ต้องขึ้นกับใคร ไม่้ต้องมีกฏหมายเข้ามาบังคับใช้ แต่แล้วจู่ๆ ยุคสมัยก็นำพาให้ชีวิตคนม้งเปลี่ยนไป และในเรื่องนี้เราคงโทษสงครามไม่ได้ เพราะยุคนั้นถือเป็นยุคแห่งการทำสงคราม และเหนืออื่นใด คุณต้องเลือกพันธมิตรของคุณ เพื่อความอยู่รอดของตัวคุณ และญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงของคุณ

ม้งลาว และนกพิราบสนามหลวง

แม้การส่งกลับชาวม้งลาว ศูนย์ฯ บ.บ้านห้วยน้ำขาว จะกลายเป็นผลงานชิ้นโบแดงของทางรัฐบาลไทยไปเสียแล้ว (น่าแปลกใจ ดำเนินการโดยทหาร แต่ผลงานเป็นของรัฐบาล) เมื่อกลายเป็นผลงาน เมื่อมีการมอบโล่ห์ แสดงว่างานเลี้ยงได้จบลงไปแล้ว

เมื่อวานเย็น ได้นั่งดูรายการ เจาะข่าวเด่น ของคุณ สรยุทธ ซึ่งเป็นการเชิญรองผู้ว่า กทม. และผู้เชี่ยวชาญในการเลี้ยงนกพิราบ มาพูดคุยในประเด็นการเคลื่อนย้ายนกพิราบจากสนามหลวงไปที่อื่น

เมื่อฟังดูแล้วก็รู้สึกหดหู่ใจ เพราะเรื่องการย้ายถิ่นฐานนกพิราบที่สนามหลวง และเรื่องการส่งกลับกลุ่มชาวม้งลาว บ.ห้วยน้ำขาว นั้น มีทั้งความเหมือน และความแตกต่างที่น่าเศร้า

การที่รัฐบาลไทยไม่ต้อนรับ และส่งกลับกลุ่มม้งลาว ก็เหมือนกับเหตุการณ์ที่ชาวจังหวัด ราชบุรี ต่อต้านการนำนกพิราบจากสนามหลวง มาปล่อยในเขตจังหวัด ราชบุรี

เรื่องที่แปลกและน่าเศร้าคือ เรื่องของนกพิราบดูเหมือนจะได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรมกว่า และเคารพในการมีชีวิตของนกพิราบมากกว่า

หรือจะเป็นเพราะเรื่องม้งลาวรับผิดชอบโดยรัฐบาล แต่เรื่องนกพิราบรับผิดชอบโดย กทม. แนวทางการปฏิบัติถึงได้แตกต่างกันลิบลับแบบนี้

การปฏิบัติต่อนกพิราบมีความโปร่งใสกว่า มีการแจกแจงออกทางสื่อ นสพ. วิทยุ โทรทัศน์ อย่างถึ่ยิบ ให้ประชาชนได้รับทราบแต่ละขั้นตอนอย่างชัดเจน ที่สำคัญคือทาง กทม. รับฟังเสียงสะท้อนรอบด้าน เพื่อปฏิบัติไปในแนวทางที่สังคมยอมรับได้

แต่สำหรับกรณีของกลุ่มม้งลาว บ.ห้วยน้ำขาว แล้ว รัฐบาลไม่ได้มีการชี้แจงทางสื่ออย่างที่ควรจะเป็น แม้จะมีเสียงทักท้วงจากนานาชาติ และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน แต่ทางรัฐบาลไทยก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะทางรัฐบาลไทยมีคำตอบในใจอยู่แล้ว นั่นคือ “การส่งกลับเป็นไปด้วยความสมัครใจ” และรัฐบาลได้ดำเนินการอย่าง “ถูกต้อง” แล้ว

ใน “ความถูกต้อง” และ “ความสมัครใจ” ของรัฐบาลนั้น มีสิ่งที่น่าเคลือบแคลงสงสัยอยู่หลายประการ ดังนี้

ทำไมปฏิบัติการนี้ถึงไม่มีใครทราบล่วงหน้า
ทำไมต้องกันไม่ให้นักข่าวเข้าไปทำข่าวในพื้นที่ หรือนี่คือปฏิบัติการที่ “ถูกต้อง” แต่ไม่โปร่งใส
ทำไมต้องตัดสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ ในเมื่อบอกว่าเป็นการ “สมัครใจ” แล้วรัฐบาลกลัวอะไร
ทำไมปฏิบัติการส่งกลับ ถึงใช้เวลาวันเดียว

เพราะอย่างนี้นี่เอง ไล่หลังไม่นาน เมื่อ ฮิวแมน ไรท์ วอช ออกรายงานประจำปี โดยในรายงานมีการตำหนิรัฐบาลไทยในหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องการส่งกลับม้งลาวด้วย แม้รัฐบาลไทยจะโต้กลับในเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ แต่เมื่อตามหลักสากลแล้วเขาไม่ยอมรับ มันก็เปล่าประโยชน์ที่จะชี้แจง

ถึงแม้ไทยจะไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยสถานะของผู้ลี้ภัย ปี 2494 หรือพิธีสารปี 2510 แต่ประเทศไทยก็มีพันธะภายใต้กฏหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่ห้ามไม่ให้ ส่งตัวบุคคลไปยังที่ใดๆ ซึ่งจะทำให้ชีวิต หรือเสรีภาพของบุคคลดังกล่าวเสี่ยงต่ออันตราย

นกพิราบสุดท้ายแล้วทุกตัวต้องตาย (เพราะจะถูกกันไม่ให้มีการสืบพันธ์) แต่ระหว่างมีชีวิตอยู่ พวกมันจะถูกปฏิบัติอย่างดีจากทาง กทม. ไม่ว่าจะเป็นการชุบตัวฆ่าไร หรือการถ่ายพยาธิให้ ที่ดีกว่านั้นคือ แม่นกที่มีลูกอ่อนให้ต้องเลี้ยงดู ทาง กทม. จะยังไม่จับ จะปล่อยให้มันเลี้ยงลูกจนโตเสียก่อน แล้วค่อยจับมันไปพร้อมกัน …ใจดีกว่านี้ไม่มีแล้ว

การส่งกลับม้งลาว อาจเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ซ้ำอีก แต่การเชือดไก่หากไม่ระวัง มืออาจถูกมีดบาดได้ง่ายๆ …แล้วแผลเป็นอาจอยู่ติดตัวตลอดไป

  Page 12 of 85« First...«1011121314»...Last »


+ 3D TV + Best LED TV + Samsung 55 LED TV + 46 LCD TV + 50 LCD TV + 52 LCD TV + Samsung LCD TV + LG TV + Sony TV + Sharp TV + 720p + 1080p + DLP TV + Samsung DLP TV + Mitsubishi 73
(more + )