Sponsor


โฆษณาตรงนี้


Your Ads Here


โฆษณาตรงนี้

โฆษณา โทร 086 0234 655

ตำนานประวัติศาสตร์ม้ง 5000 ปี ตอน 5

เปิดตำนานประวัติศาสตร์ชนชาติม้งที่ซ่อนเร้นมากว่า 5,000 ปี (ตอน 5 ) โดย โดมดอย

Hmoob Keeb Kwm

ย้อนกลับตอนที่แล้วเราพูดถึงประเทศซานเหมี่ยว และ ฉู่ ที่นักค้นคว้ากล่าวว่าเป็นประเทศม้งล่มสลายไปแล้ว ลองย้อนรอยประวัติศาสตร์ต่อว่าจะมีประเทศใหม่ๆ ที่เป็นประเทศม้งเกิดขึ้นหรือไม่….นักค้นคว้ากล่าวว่าหลังจากประเทศซานเหมี่ยว และ ฉู่ ล่มสลาย ม้งก็ไม่สามารถฟื้นตัวกลับมามีประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาลขึ้นมาได้อีกเลย ชาวม้งแตกกระเซ็นกระสายไปทั่ว ไม่สามารถรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนและเข้มแข็งได้ดังเดิมอีก เพราะรัฐบาลจีนขณะนั้นนำแนวคิดที่เรียกว่า แบ่งแยก และ ยึดครอง โดยจับกลุ่มชนต่าง ๆ แบ่งแยก และสร้างความแตกแยกให้กลุ่มชนต่าง ๆ จนพวกเขาลุกขึ้นมาต่อสู้กันเอง จนแตกความสามัคคี เพื่อรัฐบาลจีนจะได้เข้าไปปกครองได้โดยง่าย และบังคับให้กลุ่มชนต่าง ๆ กลายมาเป็นคนจีนให้หมด เพื่อความสะดวกที่ชาวจีนจะได้เข้ามายึดครอง พื้นที่ทำกินของพวกเขาได้โดยง่าย บังคับให้ม้งต้อง กิน นุ่งห่ม มีความเป็นอยู่ และมีแนวคิดแบบชาวจีน

แนวคิดอันเลวร้ายนี้ สามารถทำให้กลุ่มชนที่ยิ่งใหญ่ และเข้มแข็งมาก่อน เช่น พวกโซ่งนู , แมนจู ต้องสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ โดยกลายเป็นคนจีนในเวลาต่อมาทั้งหมด โซ่งนู เป็นชนชาติหนึ่งที่อาศัยอยู่ตอนเหนือของประเทศ โดยก่อนหน้านี้ จีนไม่สามารถเอาชนะโซ่งนูได้เลย จีนจึงได้ก่อสร้างกำแพงเมืองจีน (Great war) มากันชาวโซ่งนูไว้ ไม่ให้มารุกรานชาวจีนได้ โดยเริ่มก่อสร้างกำแพงเมืองจีน 221 BC (ก่อนตริสตกาล 221 ปี) โดยเริ่มสร้างจากทางตะวันออก ไปทางตะวันตก ใช้เวลา 1,500 AD จึงสำเร็จลงได้ โดยใช้เวลาเกือบ 2,000 ปี ( แปลตามคำกล่าว Xwb fwb Ywj Pheej Xyooj)

กำแพงเมืองจีน หากนำมาต่อรวมกันจะยาว 3,968 ไมล์ เป็นสิ่งก่อสร้างสิ่งเดียวที่เมื่อขึ้นไปถึงดวงจันทร์แล้วสามารถมองลงมาเห็นได้ แม้จีนจะกลัวชาวโซ่งนูมากขนาดนี้ แต่สุดท้ายชาวโซ่งนู ก็ถูกบังคับขู่เข็ญจนสูญพันธุ์ กลายเป็นส่วนหนึ่งของจีนไปก่อน 220 AD ปัจจุบันไม่มีแม้สักคนเดียวที่เรียกตัวเองว่า โซ่งนู เหลืออยู่เลย

ต่อมาชาวแมนจู ซึ่งเป็นชนชาติที่มีความสามารถมากชาติหนึ่ง สามารถรบชนะจีนมาตลอด และอยู่ในดินแดนนี้มากว่า 3,000 ปี แต่สุดท้ายก็สูญพันธุ์ไปเช่นเดียวกับโซ่งนู ม้ง เป็นชนชาติที่เข้มแข็ง ตามประวัติศาสตร์จะไม่ยอมชาวจีนเด็ดขาด สามารถมีวิถีชีวิตต่อสู้มาได้กว่า 5,000 ปี โดยไม่สูญพันธุ์ เหตุที่ไม่สูญพันธุ์ เพราะไม่ยอมลงให้กับจีน ไม่ยอมอยู่รวมกับชาวจีน ยามใดชาวจีนมาแย่งชิงประเทศ หรือที่ทำกิน ม้งลุกขึ้นสู้ยิบตา หากเกิดการพ่ายแพ้แก่จีน ม้งจะอพยพประชากรของเขาหนีไปให้ไกลชาวจีน หากจีนยังรุกรานมาถึงอีก สงครามจะระอุขึ้นอีก เป็นเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ตามประวัติศาสตร์แล้วดูเหมือนไม่มีปีใดเลย ที่ม้งจะสุขสบายใจกายลงได้เลย จะมีแต่ลุกขึ้นสู้กับชาวจีนอยู่ร่ำไปตลอดจากรุ่นสู่รุ่น พ่อตาย…ลูกลุกขึ้นสู้ ลูกตายไป หลานลุกขึ้นสู้ต่อ ในปี 403-561 เป็นระยะเวลา 158 ปี ม้งลุกขึ้นมาทำสงครามกับจีนมากกว่า 40 ครั้ง นั่นหมายความว่า 4 ปีต่อครั้ง ที่ม้งต้องลุกขึ้นมาทำศึกสงครามกันครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นสงครามที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น ไม่นับการรบราฆ่าฟันรายวัน ซึ่งเป็นการสู้รบเล็ก ๆ ตามเมือง หรือหมู่บ้าน ที่นับไม่ถ้วนหลายร้อย หลายพันครั้ง

Great Wall of China

ในปี 1615 จีนได้สร้างกำแพงเมืองจีนมาป้องกันชาวม้งทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน กำแพงนี้ยาวกว่า 100 ไมล์ แต่ปัจจุบันก็พังลงมาตามกาลเวลา และผู้คนที่อยู่ใกล้ก็รื้อถอนมาก่อสร้างบ้านเรือนบางส่วน จะยังคงเหลือซากปรักหักพังกองกันอยู่บ้าง ซึ่งกำแพงด้านนี้ เริ่มก่อสร้างที่เมืองถงเหวิน จังหวัดกุ้ยเจ๊อ ไปจนจรดเมืองเป่าจึ้ง จังหวัดหูหนาน โดยผ่าน ถงเหวิน พึ่งหวง จี๋โฉ ( Jishou ) ฟุ่ยหยวน และเป่าจึ้ง บางแห่งเรียก เซาเทิ่ลเกรตวอร์ ( Southern Great War )

ตามประวัติกล่าวว่าจีนใช้งบประมาณมากถึง 400 Choj Nyiaj (เป็นการนับเงินสมัยนั้น ปัจจุบันอาจเป็นเงินถึง 400 ล้านก็เป็นได้ ต้องขออภัยที่ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าป็นเงินเท่าไหร่ หากทราบจะมาบอกให้ทราบในโอกาสต่อไป) ที่นำมาก่อสร้าง โดยรับบริจาคช่วยเหลือจากประชาชนจีนบริเวณที่กำแพงนี้สร้างผ่านไป และใช้กำลังทหาร 6,000 - 10,000 นาย มาเฝ้าดูแลกำแพงนี้ และท้ายสุดม้งก็พ่ายแพ้แก่จีน แต่กำแพงที่มีขนาดใหญ่ ยาว และแข็งแรงขนาดนี้ ย่อมบอกได้ว่า ม้ง เป็นชนชาติที่แข็งแกร่งปานใด และยังทำให้จีนกลัวม้งมากแค่ไหน…..ไว้ฉบับหน้าค่อยว่ากันต่อแล้วกันนะ.

ขอบเขตการจีบสาวยามค่ำคืน

สืบเนื่องจากความเห็นของ พี่ธงชัย เปาอินทร์ จากบทความเรื่อง “หนุ่มม้ง กับพฤติกรรมจีบสาว ยามค่ำคืน” ผมจึงขอยกมาตอบเป็นเรื่องใหม่ เผื่อว่าพี่ๆ เพื่อนๆ จะได้ร่วมแสดงความคิดเห็น และทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กัน

ก่อนอื่นผมต้องขอทำความเข้าใจเล็กน้อย ก่อนที่เราจะเริ่มแสดงความคิดเห็นกัน จากความแตกต่างในแง่ของพื้นที่ และพัฒนาการของชุมชนม้งเรา จึงอาจส่งผลให้ประสบการณ์ หรือสิ่งที่เราพบเจอนั้นต่างกัน ฉะนั้นผมจึงอยากให้พี่ๆ เพื่อนๆ ร่วมแสดงความเห็นตามประสบการณ์ที่พบเจอในชุมชนของตน เพื่อมุมมองที่กว้างขึ้น ทั้งต่อตัวผมเอง และสังคมภายนอก ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ

“ผมเคยอยู่ทางภาคเหนือ ทำงานป่าไม้ รู้จักม้ง เย้า อีก้อ ฯลฯ ผมกลับบ้านที่กรุงเทพเล่าให้เตี่ย(พ่อ)ฟังว่าไปเจอชาวแม้วที่ลำปาง บนดอย เตี่ยผมบอกว่า ไม่ใช่แม้ว คนกลุ่มนี้เป็นม้งโกล (พ.ศ.2516)พ่อผมเรียนหนังสือจากเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ ผมรู้จักเพียงว่านี่ชนเผ่าม้ง เย้า แต่ไม่ได้ลงลึก จนถึงวันนี้ ผมกลายสภาพมาเป็นคนเขียนหนังสือ และเป็นเจ้าของwww. อยากเขียนเรื่องราวที่เกี่ยวกับ วัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ วิถีชีวิตการกินอยู่ การทำงาน การแต่งงาน การจีบสาว แต่อ่านของคุณแล้วผมยังไม่รู้เลยว่า การไปจีบสาวตอนกลางคืนนั้น เขามีขอบเขตแค่ไหน ทำได้ แค่ไหนมากไป พ่อแม่สาวจะต้องทำอย่างไร นิ่ง หรือห้าม ซึ่งของไทยก็อีกอย่างหนึ่ง

อย่างเช่นที่ภาคเหนือก็มีการแอ่วสาว ซึ่งสวยงามมาก อีสาน(ผมก็เคยไปอยู่และไปเล่น)ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ตอบผมสักนิดนะครับ ลงลึกเลย ผมอยากสื่อด้วยเรื่องราวที่เป็นจริง เพื่อให้เป็นข้อมูลที่อาจจะมีนักเรียน นิสิต คนทั่วไปได้รับรู้ข้อเท็จจริง สมัยอยู่ จ.น่านผมเคยอพยพม้งจากบนดอย(เด็ก)มาเรียนหนังสือที่โรงเรียนที่ผมสร้างยกให้ ราชการ เด็กม้งชกกันเอง แต่กับเด็กไทยในหมู่บ้านกลับไม่เคยทะเลาะกันเลย น่ารักมาก” ธงชัย เปาอินทร์

ขอบคุณ พี่ธงชัย เปาอินทร์ (ขออนุญาติเรียกพี่นะครับ) ทั้งเรื่องในอดีต ที่พี่เคยมีพระคุณกับคนม้ง และเรื่องที่พี่ได้ให้ความสนใจกับบทความ “หนุ่มม้ง กับพฤติกรรมจีบสาว ยามค่ำคืน” ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด พี่ธงชัย เขียนประจำอยู่ คอลัมน์ ต้นไม้ยา ของ นสพ.มติชน ใช่มั๊ยครับ (เนื่องจากคุ้นๆ ชื่อพี่ ผมเลยลองค้นดูครับ)

สำหรับเรื่องขอบเขต ที่สามารถกระทำได้ ในการจีบสาวตอนกลางคืนของคนม้งนั้น มีตั้งแต่การแอบเข้าไปในบ้านของฝ่ายสาว การพูดคุยกันผ่านฝาบ้าน และการออกมาคุยกันนอกบ้าน

เนื่องจากชุมชนม้ง (หมู่บ้าน ตำบล) แต่ละแห่งมีความแตกต่างกันด้านการพัฒนาการ ฉะนั้นขอบเขตด้านพฤติกรรมจึงแตกต่างกันไป ชุมชนม้งในถิ่นทุรกันดาร หนุ่มม้งอาจจะยังสามารถแอบเข้าไปในบ้านสาวยามดึกดื่นได้ ซึ่งการแอบนี้หมายถึง การกระทำโดยพยายามไม่ใ้ห้พ่อแม่ฝ่ายหญิงรู้ตัว และแน่นอนว่าสิ่งที่พอทำได้ เมื่อฝ่ายชายแอบเข้าไปได้แล้ว นั่นคือการได้อยู่ใกล้ชิดกันเท่านั้น (แต่หากพ่อแม่ฝ่ายสาวไม่อยู่ ก็อาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) ทั้งนี้เนื่องจากตัวบ้านส่วนใหญ่ยังกั้นด้วยไม้แผ่น หรือไม้ไผ่ (แน่นอนว่าไม่มีฝ้าเพดาน) ซึ่งไม่ได้มิดชิดพอที่จะสามารถส่งเสียง แม้แต่แค่การกระซิบกระซาบ

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากพ่อแม่ของฝ่ายสาวจับได้ ก็อาจจะถูกจับแต่ง หรือไม่ก็แค่ปรับสินไหม

สำหรับกรณีการคุยกันผ่านฝาบ้านนั้น ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ในระยะเริ่มแรกของการทำความรู้จัก ซึ่งแน่นอนว่าพ่อแม่ฝ่ายสาวจะไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว นอกจากว่าถ้าต้องมีภาระกิจในวันรุ่งขึ้น แม่ฝ่ายสาวอาจจะไม่ให้คุยกันจนดึกเกินไป

การคุยกันผ่านฝาบ้านนี้ หากชายหนุ่มคารมดีพอ และสาวเจ้าชอบพอด้วย ต่อไปฝ่ายสาวอาจจะยอมออกมานั่งคุยด้วยนอกบ้าน หรืออย่างน้อยก็ที่ประตู แต่หากฝ่ายสาวไม่ได้ชอบพอ ฝ่ายชายก็จะเป็นจิ้งจกประจำฝาบ้านนั้นต่อไป จนกว่าฝ่ายชายจะถอดใจ และจากไปเอง

กรณีที่หนุ่มสาวรู้จักกันอยู่แล้ว หรือเริ่มมีความคุ้นเคยกัน ฝ่ายสาวก็อาจจะยอมออกมาคุยด้วยนอกบ้าน ขึ้นอยู่กับว่าพ่อแม่จะว่าอะไรหรือไม่ ซึ่งโดยปกติพ่อแม่ก็จะไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะต้องพูดคุยกันอยู่บริเวณบ้าน และไม่ออกไปนาน หากออกไปนานเกิน ผู้เป็นแม่อาจต้องได้เรียกให้ลูกสาวกลับเข้าบ้าน

อย่างที่ผมได้เกริ่นมาข้างต้น เนื่องด้วยสังคมม้งมีความแตกต่างในด้านการพัฒนาการ (เหลื่อมล้ำค่อนข้างมาก) ฉะนั้นสิ่งที่ผมได้อธิบายไป ปัจจุบันบางพฤติกรรมไม่มีแล้วในบางชุมชน อย่างเช่นเรื่องการแอบเข้าบ้าน แต่สำหรับการจีบสาวยามค่ำคืนนั้น ยังพบได้ในชุมชนม้งเกือบทุกพื้นที่ เพียงแต่จะมากน้อย หรือมีความแตกต่างด้านพฤติกรรมแค่ไหน เท่านั้นเอง

อาจด้วยพฤติกรรมการจีบสาวในลักษณะนี้ จึงเป็นสาเหตุ และที่มาของการแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยของคนม้งนั่นเอง

ตำนานประวัติศาสตร์ม้ง 5000 ปี ตอน 4

เปิดตำนานประวัติศาสตร์ชนชาติม้งที่ซ่อนเร้นมากว่า 5,000 ปี (ตอน 4 ) : โดย โดมดอย

ตอนที่แล้ว รัฐบาลจีนได้สร้างรูปปั้นของ หวงตี้ แหยงตี้ และจือโหย่ (Tsaab Tim Yeeb Tim Txwv Yawg) ไว้ที่เมืองจั๊วะลู่ มีคนจากทั่วโลกไปท่องเที่ยวที่นั่นมากมาย บางคนถามว่าก่อนเมืองจั๊วะลู่…ก่อนจือโหย่..ล่ะ มีไหม?… ม้งอาศัยอยู่ตรงไหนมาก่อน คำตอบที่ดีที่สุด ต้องให้ นายพล เฉินเจิ้ง นายพลม้งที่รับราชการทหาร กับรัฐบาลจีนมานานจนเกษียณอายุราชการแล้ว แต่ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนหนังสือ เขียนหนังสือ และค้นคว้าประวัติศาสตร์ชนชาติม้ง

นายพล เฉินเจิ้ง a hmong general
นายพล เฉินเจิ้ง

นายพล เฉินเจิ้ง อาศัยอยู่เมืองนานจึ้ง จังหวัดจ๊างซู้ ตอนอายุ 16 ปี ได้เข้ารับราชการทหารกับรัฐบาลเหมาเจ๋อตุง เพื่อรบกับก๊กมินตั๋ง เดินทัพจากภาคตะวันออกเฉียงใต้ ไปถึงภาคเหนือของประเทศจีน ใช้เวลาปีกว่า จึงจะเดินทางถึงที่หมาย ข้าม 8-9 จังหวัด ระยะทางกว่า 6,000 ไมล์ โดยเริ่มต้นเดินทางจากเมืองจ๊างซี้ มีทหารกว่า 100,000 นาย เมื่อเดินทางถึงที่หมาย คือเมืองซ้างซี้ เหลือกำลังพลแค่ 10,000 นาย มีพี่น้องชาวม้งจำนวนมากที่ร่วมรบกับรัฐบาล เหมาเจ๋อตุง แต่ปัจจุบันก็เสียชีวิตหมดแล้ว ยังเหลือท่านนายพลเฉินเจิ้ง

แต่ละวันท่านนายพลจะค้นคว้า และศึกษากลุ่มชนต่าง ๆ ในจีน ที่มีอายุกว่า 7,000 ปี ที่เคยอาศัยอยู่ตอนกลางของแม่น้ำเหลือง และแม่น้ำหยางจื่อ (แม่น้ำแยงซี) ท่านนายพลกล่าวว่า มีหลักฐานมากมายที่ชี้ว่ากลุ่มชนต่าง ๆ เหล่านั้น คือ บรรพบุรุษของม้ง เหตุที่ทำให้ม้งต้องอพยพไปที่เมืองจั๊วะลู่ เพราะแม่น้ำเหลืองมักท่วมเป็นประจำทุกปี ทำให้ประชาชนบริเวณลุ่มน้ำเหลืองได้รับความสูญเสียเป็นอย่างมาก

แม่น้ำเหลือง เป็นแม่น้ำที่ใหญ่อันดับ 2 ของจีน มีความยาว 3,388 ไมล์ ช่วงที่เอ่อล้นท่วมนั้น มีผู้คนเสียชีวิตลงจำนวนมาก ไม่สามารถจะทนอยู่ต่อไปได้ จึงอพยพไปที่เมืองจั๊วะลู่ เมืองจั๊วะลู่ จึงเป็นสถานที่ที่เริ่มต้นประวัติชาวม้ง และประวัติจือโหย่ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

ทะเลสาบต๊งเถง ประวัติศาสตร์ม้ง
ทะเลสาบต๊งเถง

หลังจาก จือโหย่ เสียชีวิตแล้ว ม้งส่วนใหญ่ได้อพยพข้ามแม่น้ำเหลือง กลับลงมาทางใต้ มาอยู่บริเวณลุ่มน้ำหยางจื่อ (ลุ่มน้ำแยงซี) ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาวอันดับหนึ่งของจีน และยาวเป็นอันดับ 3 ของโลก มีความยาว 3,900 ไมล์ บริเวณลุ่มน้ำหยางจื่อ มีทะเลสาบขนาดใหญ่อยู่ 2 แห่ง ชื่อทะเลสาบโพยาง อยู่จังหวัดจ๊างซี้ และทะเลสาบ
ต๊งเถง อยู่จังหวัดอู่หนาน ม้งอาศัยอยู่ที่นี่มากว่า 4,000 ปี ขณะนั้นชนชาติม้งก็สามารถมีประเทศเป็นของตนเอง ชื่อ ซานเหมี่ยว (Sanmiao) แปลว่าประเทศม้ง มีผู้นำม้ง 2 คน ชื่อ เท้าแท้ และ หัวถัว

ประเทศซานเหมี่ยว มีอาณาบริเวณกว้างขวางถึงกวางตุ้ง กุ้ยเจ๊อ เสฉวน และยูนนาน บริเวณทะเลสาบต๊งเถง เป็นที่ราบลุ่ม เหมาะสำหรับทำการเกษตรเป็นอย่างยิ่ง ตามนิทาน และตำนานม้งที่เล่าต่อ ๆ กันมา รวมถึงบทเพลงต่าง ๆ ยังมีเนื้อหาของทะเลสาบต๊งเถง ดูแล้วเหมือนเรื่องราวเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง แต่แท้จริงแล้ว ชาวจีนมายึดครอง มาแย่งชิงสถานที่ดังกล่าวมากว่า 4,000 ปีมาแล้ว

ผู้นำชาวจีนขณะนั้น คือ เหยาซุ่น ( Yau Sun ) และ หยือ (Yew) ชาวม้งก็ได้ต่อสู้แย่งชิงดินแดนแห่งนี้มานาน เพราะชาวจีนเข้ามายึดครอง และขับไล่ ชาวม้งออกจากพื้นที่ เมื่อชาวม้งพ่ายแพ้ต่อ หยือ ก่อนคริสตกาล 2200 BC (2200 BC หรือ 2200+2009 = 4,209 ปีมาแล้ว) ประมาณ 2,500 ปี หลังจาก ซานเหมี่ยว หายไปจากแผนที่ ก็ได้เกิดประเทศใหม่ชื่อ ฉู่ (Chu Kingdom) โดยประเทศนี้เกิดขึ้น ประมาณ ก่อนตริสตกาล 704 ปี จนถึงหลังคริสตกาล 224 ปี หรือประมาณ 1,000 ปี (704 BC -224 AD) โดยมีผู้นำประเทศ ชื่อ โซ่งอี้ เป็นประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก อยู่นานประมาณ 1,000 ปี จึงพ่ายแพ้แก่จีน 223 AD

นักค้นคว้าหลายท่านกล่าวว่า ประเทศฉู่ ไม่ใช่ประเทศของจีน และส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า อาจเป็นประเทศของม้ง แต่หากไม่ใช่ประเทศม้ง อาจจะเป็นประเทศไทยมาก่อน…….น่าเสียดายพื้นที่ตรงนี้หมดลงพอดีไว้ครั้งหน้า มาว่ากันต่อว่า เมื่อประเทศซานเหมี่ยว และ ฉู่ แตกสลายแล้วยังมีประเทศใหม่ ๆ ที่เป็นประเทศม้งเกิดขึ้นมาอีกหรือไม่ ติดตามครั้งหน้าจ้าพี่น้อง……

  Page 45 of 85« First...«4344454647»...Last »


+ 3D TV + Best LED TV + Samsung 55 LED TV + 46 LCD TV + 50 LCD TV + 52 LCD TV + Samsung LCD TV + LG TV + Sony TV + Sharp TV + 720p + 1080p + DLP TV + Samsung DLP TV + Mitsubishi 73
(more + )