Sponsor


โฆษณาตรงนี้


Your Ads Here


โฆษณาตรงนี้

โฆษณา โทร 086 0234 655

เสน่ห์เข็กน้อย

หวัดดีครับพี่น้องม้งทั่วโลก หวังว่าทุกท่านคงสบายดีนะครับ ก็หลายวันนี้รู้สึกว่าที่แห่งนี้จะค่อนค้างเงียบเหงาไปนิดหนึ่ง อาจเป็นเพราะช่วงนี้ พี่น้องม้งไม่ค่อยว่างกัน คงจะมัวแต่ทำการทำงานจนลืมเวปแห่งนี้หรือเปล่า ล้อเล่นนะ จะอย่างไรก็ตาม ขอให้มีกินมีใช่ อยู่สุขสบายแม้ทำงานมากหน่อย ก็คงไม่เป็นไรนะครับ ขอให้มีความอบอุ่นใจ สบายใจก็เพียงพอแล้วในชีวิตนี้

ก็หลายวันมานี้ผม เองก็ได้แอบไปเที่ยวที่เข็กน้อยมา ก็อย่างว่า หลายท่านคงได้ยินเรื่องข่าวคราว ที่ว่าจะเวนคืนที่ดินแถวเข็กน้อย หรืออะไรเกี่ยวกับที่ดินนี่แหละผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ว่าตกลงจะมาเวนคืนที่ดิน หรือจะมาตีโฉนดแล้วให้พี่น้องเสียภาษี อันนี้ผมก็ยังสับสนอยู่ ถ้าใครรู้ ใครมีข้อมูลก็ให้ข้อมูลแก่พี่น้องม้งทั่วโลกด้วยนะครับ ว่าตกลงแล้วเรื่องมันเป็นอย่างไร กันแน่ แต่จากที่ผมอ่านหนังสือพิมพ์ในเวป คิดว่าคงมาเวนคืนที่ดิน

kheknoi-rice

อย่างไรเสียก็ช่วงนี้พี่น้องม้งเข็กน้อย ก็ดูเงียบเหงาไปนิดหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่ก็อยู่ตามไร่ตามสวนกันหมด ที่หมู่บ้านเลยดูไม่ค่อยคึกคักเหมือนหน้าอื่นๆ ผมเองอยู่ป่ากลาง ก็รู้ถึงการทำมาหากินของม้งป่ากลางกับม้งเข็กน้อย ไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่ คือม้งป่ากลางจะทำสวนเป็นอาชีพหลัก ปลูกลิ้นจี่ ปลูกมะม่วง ส่วนข้าวนั้นก็ไปหาที่เช่าของคนไทย พื้นเมืองมาปลูกข้าวกันเป็นเทศกาล เป็นฤดูๆ และบางทีต้องข้ามไปทำถึงจังหวัดใกล้เคียงกัน เช่น พะเยา แพร่ บางครั้งก็ไปเช่าที่ทำมาหากิน และไปจับจองที่ทำมาหากิน จนถึงต่างหมู่บ้าน ต่างอำเภอกัน จริงๆ พี่น้องม้งปางแกคงจะมองภาพออก เพราะม้งป่ากลางขึ้นมาทำไร่ทำสวน แถวๆ ทุ่งช้างค่อนข้างมาก เพราะที่ดินในตัวบ้านป่ากลางเองหมดไปแล้ว ไม่เหลือให้จับจองอีกแล้ว

ส่วนพี่น้องที่ เข็กน้อย ส่วนใหญ่อาชีพเพาะปลูก คือ ปลูกขิง และข้าวเป็นหลัก จะหาต้นมะม่วง สวนมะม่วง ที่ เข็กน้อย อาจจะยากสักหน่อย แต่มีอยู่อย่างที่ เหมือนกัน คือ เมื่อไม่มีที่ดินทำมาหากินแล้ว ก็ต้องไปเช่าไร่นาของคนไทยพื้นเมืองมาปลูกข้าว มาปลูกขิง ซึ่งถ้าใครไปเข็กน้อยบริเวณเขาค้อ ถ้าเป็นการปลูกขิง และปลูกข้าวไร่ ก็เดาได้เลย 80% คิดว่าเป็นไร่ข้าวไร่ขิงของพี่น้องม้งแน่นอน

kheknoi-ginger

แต่อย่างไรเสียแม้จะมีข่าวคราวเรื่องที่ดินแถวๆ เข็กน้อยออกมาอย่างนั้น แต่ พี่น้องม้งเข็กน้อย ก็ยังมุ่งหน้าขยันขันแข็งทำไร่ปลูกขิง ปลูกข้าวกันต่อไป ตามภูเขาจะเห็นแต่ต้นข้าวเขียวชอุ่ม หรือไม่นั้นก็เห็นพี่น้องม้งกำลังปลูกข้าวเป็นกลุ่มๆ โดยผู้ชายจะเป็นคนแทงหลุมแล้วผู้หญิงหยอดเมล็ดข้าว ช่างเป็นภาพที่น่าทรงจำจริงๆ แล้วปลูกไปด้วยคุยไปด้วยแม้แดดจะร้อนแต่ถ้าคุยสนุกกลับไม่รู้สึกว่าร้อนเลยครับกลับอบอุ่นใจมากกว่า ช่วงนี้ใครที่ไม่ได้สัมพัสกับบรรยากาศการปลูกข้าวนานนับหลายปี สถานที่แห่งนี้ยังมีความทรงของความเป็นม้งให้กับพี่น้องม้งทุกคน ได้สัมผัสนะครับ

อาชีพหลักของม้ง คือ การทำไร่ทำนาปลูกข้าวเลี้ยงสัตว์ หากวันใดม้งหมดสิ้นที่ปลูกข้าวที่ทำนาที่เลี้ยงสัตว์แล้วม้งจะทำอะไรกิน หลายคนคงคิดในใจว่าก็ทำงานโรงงานไง บางคนอาจคิดเถียงว่าอาชีพในโลกนี้เป็นพันเป็นหมื่นอาชีพ จะกลัวไปใย บางคนก็คงทึกทักเอาว่า เราต้องเรียนให้สูงสอบราชการ ทำงานบริษัทสิ หรือ บางคนบอกว่าอาชีพอะไรก็ได้ขอให้เป็นอาชีพที่สุจริตและเป็นคน สมารถเลี้ยงตัวเองได้ก็พอใจแล้วไม่ต้องรวย แต่สำหรับผมแล้วผมยังคิดให้พี่น้องม้งมีที่ทำไร่มีที่ทำนามีที่เลี้ยงสัตว์ แม้จะไม่ได้รับราชการ ทำงานบริษัท เป็นใหญ่เป็นโต มีหน้ามีตา แต่ผมว่ามันสุขใจดีนะครับ

หลวงพ่อเสวงพระผู้มีพระคุณต่อพี่น้องม้ง (พระครูปทุมกิจโกศล)

หวัดดีครับ หวังว่าทุกท่านมีความสุขสบายดีนะครับ หลายวันนี้ผมไปงานศพบ่อยมาก ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด เพราะเพื่อนๆ ผมที่ทำงานด้วยกันล้วนแต่เป็นคนไทยพื้นราบ ก็เลยต้องไปงานศพอย่างไม่มีว่างเว้นเลย จึงทำให้ผมนึกถึงพระเถระรูปหนึ่ง ที่ผมเองก็เป็นลูกศิษย์ของท่าน และท่านก็เป็นที่รู้จักของพี่น้องม้งในวงกว้างด้วย ท่านได้มรณภาพไปประมาณ 3 ปีแล้ว แต่ถ้าไม่กล่าวถึงท่านเลย ก็อาจทำให้พี่น้องม้งเราเป็นคนที่ไม่รู้จักคุณคนไปได้ เพราะท่านเป็นผู้มีพระคุณของพี่น้องม้งหลายต่อหลายคนในที่นี้จริงๆ รวมทั้งผมด้วย

เมื่อนึกถึงเรื่องเด็กวัดเด็กวา การบวช หรือเป็นสำนักวัดเรียน หลายท่านคงนึกได้ที่วัดสระแก้วจังหวัดอ่างทอง และวัดศรีโสดา จังหวัดเชียงใหม่ หรือบางคนอาจนึกเตลิดไปถึงโรงเรียนศึกษาสงค์เคราะห์ต่างๆ ไม่ว่าจะ เป็นที่น่าน ที่เชียงราย และที่จังหวัดตาก พวกเราพี่น้องม้งคงปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเราบางส่วนที่ได้ดิบได้ดี อ่านออกเขียนได้ ได้มีการมีงานมีการทำ ก็เพราะได้รับการสนับสนุน ได้รับโอกาสจากอริยสงฆ์ในสังคมไทยเหล่านี้ จนทำให้พวกเรามีจุดยืนในแผ่นดินไทยแห่งนี้

ย้อนไปเมื่อปีพ.ศ.2539 - 2543 หลายคนที่เป็นพี่น้องม้งบ้านปางแก มณีพฤษณ์ น้ำสอด รวมถึงปางป๋วยด้วย ตลอดจนป่ากลางด้วย ในสมัยนั้นมีพี่น้องม้งหลายร้อยชีวิต ลองจินตนาการดูนะครับ ว่ามีเด็กม้งที่ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ตัวมอมแมม ไม่รู้ประสีประสาอะไร ได้นั่งรถบัสที่แสนจะร้อน เพราะ อัดมาเกินอัตรา รถก็เป็นรถพัดลม บางคนรวมทั้งผมด้วยพ่อแม่ ร้องห่มร้องให้เหมือนลูกไปแล้วจะไม่กลับมา แม้ด้วยความรักลูกมากเพียงใด แต่ด้วยความที่คิดว่า การขึ้นรถบัสคันนั้น จะพาลูกน้อยของตัวเองที่ตัวเองก็ไม่มีเงินทองเลี้ยง ไม่มีเงินส่งเสียให้ได้มาเป็นคนมีการศึกษาในกรุงเทพ แม้แสนจะคิดถึงประการใด แต่ขอให้มีโอกาสพี่น้องม้ง เราก็ต้องมองเห็นประโยชน์ตรงนี้เป็นสำคัญ ผมยัง เห็นเด็กน้อย ที่อายุประมาณ 7 ปี ขึ้นรถคันนี้มาด้วยหลายคน

sawangbhop-temple
วัดสว่างภพ

หลายคนชักสงสัยว่า แล้วตกลงรถบัสคันนั้นพาเด็กๆ เหล่านั้นไปไหน คนบ้านเลขที่ 96 นี่มักเขียนอะไรให้สงสัยอยู่เรื่อยเลย ก็ต้องบอกว่ารถบัสหลายคันนั้น ได้พาเด็กเหล่านั้นมาบวชเรียนอยู่ที่วัดสว่างภพ ต.คลองสี่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สถานที่แห่งนี้แม้ไม่ใหญ่นัก แต่พี่น้องม้งเราก็อยู่ร่วมหลายร้อยชีวิต บวชเป็นสามเณรเรียนหนังสือกัน ก็ได้ หลวงพ่อเสวง หรือพระครูปทุมมกิจโกศล นี่แหละครับ เป็นคนหาเลี้ยงพี่น้องม้งหลายร้อยชีวิตนี้ ให้ทั้งการศึกษา ให้ทั้งการเป็นอยู่ จนเดี๋ยวนี้ผมคิดว่าลูกศิษย์ม้งของ หลวงพ่อเสวงไปอยู่ทุกมุมโลกแล้วครับ

ผมยังจำได้ เนื่องจากพี่น้องม้งเราค่อนค้างยากจน แน่นอนที่บ้านตามป่าตามเขาอย่าง ปางแก มณีพฤษร์ นี่คงยังไม่มีไฟฟ้าเมื่อสิบกว่า ปีที่แล้วนะ ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีโอกาสดูทีวี แต่ เมื่อพวกเราเหล่าพี่น้องม้งมากมายหลายร้อยชีวิตนี้ ได้ มาอยู่ที่นี่ หลวงพ่อท่านก็ใจดี ให้ทีวีที่ ห้องโสตสื่อเครื่องหนึ่งให้เป็นกองกลาง วันเสาร์วัน อาทิตย์ที่โรงเรียนปิด ก็ไปเช่าวีดีโอมาให้ดู ก็นึกไปแล้วก็ยังสุขใจ เพราะว่าม้งเราไม่ค่อยมีทีวีดู ดังนั้นพอวันเสาร์วันอาทิตย์ ก็มีคนมารออยู่ที่หน้าห้องโสตสื่อเพื่อรอดูหนังตั้งแต่เช้ามืดแล้ว และวิ่งแย่งกันเข้าไปในห้องโสตสื่อ เพื่อจะจองข้างหน้าจอทีวี อย่างสนุกสนามแสนดีใจอย่างยิ่ง และผมคิดว่าปัจจุบันนี้ทุกคนยังจำความรู้สึกสุขใจนี้ได้

หลายคนหลายท่านมี โอกาสมาในแผ่นดินภาคกลาง ก็เพราะท่าน บางท่านหลังจากบวชเรียนอยู่วัดสว่างภพ เรียนจบแล้ว กลับบ้านและก็ไม่ได้กลับมาในดินแดนภาคกลางอีกเลยตลอดชีวิตก็เยอะ พวกเราเหล่าพี่น้องม้ง ที่ได้รับการอุปถัมภ์จากหลวง พ่อเสวง ล้วนแต่สำนึกในพระคุณของท่านสุดล้นพ้น แม้บางครั้งพี่น้องม้งหลายคนมาทำงานในกรุงเทพ ก็อดไปกราบไปขอพรจากท่านไม่ได้ เป็นต้องไปกราบท่านอยู่ล่ำไป เหมือนกับว่าท่านเป็นพ่อเป็นแม่ และเป็นทั้งญาติผู้ใหญ่ คนเดียวของพี่น้องม้ง ที่มีอยู่ในดินแดนภาคกลางแห่งนี้

phra-khru-saweng
ร่างของหลวงพ่อเสวง (พระครูปทุมกิจโกศล) ในเรือนแก้ว

จนในที่สุดในวัน ที่ 23 สิงหาคม 2550 พระครูปทุมกิจโกศล หรือหลวงพ่อเสวง ท่านก็ได้ละสังขาร ทำการมรณภาพไป ผมเองก็ไปฟังพระอภิธรรมอยู่คืนสองคืน ลูกศิษย์ต่างๆ ของหลวงพ่อท่าน ทยอยมากราบท่าน มาทำบุญให้กับท่าน บางคนมาไม่ได้ ก็ได้ส่งใจมาด้วยความระลึกถึงในพระคุณที่หลวงพ่อท่านมีความเมตตาต่อพี่น้องม้ง ในงานก็มีคนม้งที่อยู่ในกรุงเทพก็มาร่วมงานมากเหมือนกัน เพราะอะไร ก็อย่างที่บอกว่า หลวงพ่อเป็นพระสงฆ์องค์แรก ที่รักและเอ็นดูพี่น้องม้งเรามากและผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ในวัดต้องบอกว่ามีคนม้งเกือบ 80% เวลาปิดเทอมก็เป็นหลวงพ่อท่านอีกแหละ เหมารถบัสไปส่งที่บ้าน เลย เวลาเปิดเรียน ก็ท่านอีกแหละเหมารถบัสมารับถึงที่เช่นกัน นี่ไม่เรียกว่า เมตตาเอ็นดูแล้วจะเรียกว่าอะไร

ปัจจุบันนี้ท่านได้จากพวกเราเหล่าพี่น้องม้งไปแล้ว คราวนี้มาทำงานกรุงเทพ ถึงคราวทุกข์ใจมีปัญหา จะไปปรึกษา ท่านก็ไม่ได้อีกแล้ว เพราะท่านได้จากเราไปแล้ว แต่เนื่องจากท่านมีลูกศิษย์ลูกหาเยอะ ก็เลยยังไม่ได้ทำการ ฌาปนกิจท่าน เอาไว้ให้ลูกศิษย์ลูกหา จากทุกสารทิศมากราบมาอธิฐานขอพรจากท่าน อย่างไรเสีย ปัจจุบันนี้ ร่างของท่านยังอยู่ที่วัดสว่างภพ หากพี่น้องท่านใด ยังไม่ได้มากราบร่างของหลวงพ่อเสวง ก็ขอ ให้มากราบท่านนะครับ อย่างน้อยก็เสดงถึงความกตัญญูที่เรามีต่อท่าน หรือท่านใดที่ยังไม่ได้ทราบข่าวก็ถือโอกาสนี้ประชาสัมพันธ์แจ้ง ข่าวต่อๆ กันนะครับ

อย่างไรก็ตามแต่ ไม่เพียงแต่หลงพ่อเสวงผู้มีพระคุณต่อพี่น้องม้งเราเท่านั้น หากว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่หากมีพระคุณมีความรักความเอ็นดู เมตตาต่อพี่น้องม้งเรา ก็ขอให้พี่น้องม้งทุกท่านหาโอกาสตอบแทนพระคุณนะครับ ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า ผมเองถ้าไม่มีหลวงพ่อเสวง หรือพระครูปทุมกิจโกศล ผมเองก็คงเป็น แค่ชาวบ้าน ชาวไร่ทำไร่อยู่บนป่าบนเขา วันๆ คงเอาแต่ทำนาทำไร่เลี้ยงสัตว์ ไม่รู้จักกับคำว่าศิวิไลหรอกครับ ผมจากบ้านมาอยู่กับหลวงพ่อท่านด้วยตัวมอมแมมดูเหมือนเด็กหมดอนาคต แต่ท่านไม่ได้มองพี่น้องม้งเราเช่นนั้น ท่านเมตตายื่นเมตตาธรรมค้ำจุนโลกกับพี่น้องม้งเรา ถ้านับแล้วหลายร้อยหลายพันชีวิตได้มีโอกาสมายืนอยู่ในเส้นทางชีวิตใหม่ ท่านเป็นผู้เมตตาชี้เส้นทางแห่งชีวิตใหม่ให้กับพี่น้องม้งเรา และยังมีอีกหลายที่หลายสถานศึกษา ที่หยิบยื่นโอกาสให้พี่น้องม้งเรา พวกเราเหล่าพี่น้องม้งจะจดจำพระคุณเหล่านั้นอย่างมิลืมเลือน

Forward Mail สงครามเทคโนโลยี

เห็นชื่อเรื่องแล้วหลายคนอาจรีบร้อนเข้ามา ด้วยหวังว่าจะได้อ่านเรื่องราวบู๊ล้างผลาญเสียที หลังจากที่ ม้งเอเชีย ดราม่ามาก็เยอะ หรือไม่ก็คอมมาดี้ขำขันกันมาตลอด อ่านแล้วไม่ถึงใจ อ่านแล้วไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปเม๊าท์ มา ม้งเอเชีย แล้วชีวิตยิ่งจะหมดไฟ ไม่มีเรื่องไหนโดนๆ ที่พอจะเติมเชื้อไฟในใจได้

ก็หวังว่าเรื่องนี้จะพอตอบสนอง หรือเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปตรงนั้นได้ เพราะ ม้งเอเชีย เน้นเรื่องรับผิดชอบต่อสังคม และดูแลความรู้สึกของผู้อ่านเสมอ ..แมงโม้บินว่อน

ก่อนอื่นเรามารู้จักกับคำว่า Forward Mail กันก่อน Forward Mail ก็คือ อีเมล์ที่เมื่อผู้รับได้รับแล้ว ผู้รับก็ส่งต่อๆ ไป ..แค่นี้แหละ พอสังเขป

ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องใหม่หรอกครับ แต่สำหรับสังคมม้ง ผมเองก็เพิ่งจะเคยได้รับอีเมล์ลักษณะนี้ เมื่อไม่นานมานี้เอง ผมหมายถึง Forward Mail ที่ใจความของเนื้อหาพูดถึงเรื่องของม้ง เช่นว่าเรื่องขอความช่วยเหลือ เรื่องการแจ้งข่าวสาร แต่ประเด็นที่อยากจะเน้นในวันนี้คือ การใช้ Forward Mail ในการกล่าวให้ร้าย หรือกล่าวโทษคนอื่น

forward-chain-letter

Forward Mail ถือเป็นวิธีการสื่อสารหนึ่งที่ทรงประสิทธิภาพ และถ้าจะว่าไปแล้ว Forward Mail ก็เปรียบเสมือนกับการสื่อสารแบบปากต่อปาก คือได้ยินแล้วบอกต่อนั่นเอง ..ไม่ใช่ปากต่อปากอย่างว่านะ

เมื่อปัจจุบันทุกคนสามารถเข้าถึงเครื่องมือที่เรียกว่า “อินเตอร์เนต” และวิธีการสื่อสารหลักบนโลกอินเตอร์เนตก็คือ “อีเมล์” ฉะนั้นผู้คนจึงนิยมและคิดค้นวิธีการ ที่จะสามารถใช้งานอีเมล์ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และหนึ่งในวิธีการเหล่านั้นก็คือ Forward Mail

อย่างที่ผมได้เกริ่นไปก่อนหน้า เรื่อง Forward Mail ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ ใหม่ในที่นี้ผมไม่ได้หมายความว่าม้งเราไม่เคยใช้ แต่ผมกำลังจะบอกว่า Forward Mail เพิ่งจะถูกนำมาใช้สื่อสารกันภายในกลุ่มเพื่อนฝูง หรือคนรู้จักที่เป็นม้งด้วยกัน (อาจเรียกการสื่อสารภายในก็ได้)

อย่างที่ผมบอกไป Forward Mail คือวิธีการสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพ หากถูกนำไปใช้ในแนวทางที่สร้างสรรค์ ก็จะเกิดประโยชน์อย่างมาก แต่หากผู้ใช้นำไปใช้ในแนวทางที่ผิดๆ ก็จะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงเช่นกัน ..และปัญหาอีกอย่างคือ เมื่อ Forward Mail ถูกคลิกส่งแล้ว ก็ยากที่ใครจะเอาคืน หรือหยุดมันได้

ยกตัวอย่างผลกระทบในด้านลบ เช่น การใช้ Forward Mail โจมตีทางการเมือง เหมือนอย่างบ้านเราในช่วงหลายปีมานี้ โดยข้อมูลในอีเมล์มีทั้งที่เป็นความจริง และเป็นเท็จ โดยส่วนใหญ่ผู้ส่งมักจะอ้างว่าเป็นการเผยแพร่ความจริงให้ผู้คนได้รับรู้ แต่สิ่งที่ผมได้สัมผัสนั้น ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่บิดเบือน หรือยากที่จะพิสูจน์

เราลองมาดูกรณีของม้งเราบ้าง ผมเคยได้รับอีเมล์ลักษณะการโจมตี ว่าร้ายให้คนอื่นมาสองกรณีแล้ว โดยในที่นี้ผมจะไม่ขอพูดถึงเรื่องจริงเท็จของเนื้อหาในอีเมล์ เพราะผมเองก็ไม่สามารถทราบได้ เนื่องจากผมไม่ได้รู้จักกับผู้ที่ถูกพาดพิงในอีเมล์ดังกล่าว ..ที่สำคัญผมเองไม่เคยอีเมล์กลับไปถามคนส่งด้วย ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร (คิดว่ามันก็คงไม่รู้)

ที่น่าสังเกตุคือ ทั้งสองกรณีเป็นเรื่องของการชู้สาว (ยอดนิยมตลอดกาล) ก็คงเป็นที่เข้าใจกันดีว่า เรื่องชู้สาวเป็นเรื่องที่เปราะบาง และตกเป็นข่าวได้ง่ายที่สุด

ทั้งหมดนี้ สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือ การกล่าวโทษคนอื่นในลักษณะเช่นนี้ ผู้เสียหายแทบจะไม่มีโอกาสได้ชี้แจงเลย เพราะเค้าจะไม่รู้ว่าอีเมล์ถูกส่งไปให้ใครบ้าง นั่นแสดงว่าเรา (ผู้รับอีเมล์ฉบับนั้น) จะได้รับข้อมูลเพียงด้านเดียวคือ เนื้อหาในอีเมล์ ..แต่จะต้องไม่ลืมนะครับ ว่าสังคมม้งเป็นเพียงสังคมแคบๆ

ในเรื่องนี้ผมเองก็ไม่ได้มองว่าใครผิดใครถูก เพราะหากข้อมูลนั้นเป็นจริง คนที่ถูกพาดพิงก็ (อาจ) สมควรถูกประณาม หรือบอกต่อเพื่อคนอื่นจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่ออีก ..ก็ถือเป็นการแจ้งข่าวให้คนที่เรารู้จักได้ระมัดระวังตัว

แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า หากเรื่องดังกล่าวเป็นเท็จ และเกิดเลยเถิดขึ้นมา ผู้ส่งอาจจะต้องพบกับความยากลำบากในทางกฏหมายก็เป็นได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าบ้านเรามี กฏหมายคอมพิวเตอร์ ใช้แล้ว

ก็ขอให้ผู้ส่งระมัดระวังในการนำเสนอ และผู้รับโปรดใช้วิจรณญาณในการอ่าน หากไม่เช่นนั้นแล้ว “ศึกมหากาฬ” คงยากที่จะเลี่ยงได้ ..สงครามน้ำลาย ดีๆ นี่เอง

  Page 5 of 86« First...«34567»...Last »


+ 3D TV + Best LED TV + Samsung 55 LED TV + 46 LCD TV + 50 LCD TV + 52 LCD TV + Samsung LCD TV + LG TV + Sony TV + Sharp TV + 720p + 1080p + DLP TV + Samsung DLP TV + Mitsubishi 73
(more + )