Sponsor


โฆษณาตรงนี้


Your Ads Here


โฆษณาตรงนี้

โฆษณา โทร 086 0234 655

สาวม้งเอย ยามเมื่อเจ้าแต่งงานเจ้าปรึกษาใคร

เมื่อพูดถึงเรื่องการแต่งงานของม้งเรา มีเรื่องราวมากมายที่สมควรแก่การพูดถึง ไม่ว่าเรื่องขนบธรรมเนียม พิธีกรรม เรื่องอายุที่เหมาะสม เรื่องการฉุดที่ยังเห็นอยู่ในหลายพื้นที่ และอีกมากมาย

วันนี้จึงขอหยิบฉวยเรื่องๆ หนึ่ง จากเรื่องราวข้างต้น มาตีแผ่ให้พวกเราได้ลองพิจรณากัน มันคือความเจ็บปวดหนึ่งของผู้เป็นพ่อแม่ ที่เลี้ยง และอุ้มชูจนลูกสาวเติบใหญ่ ส่งเสียจนได้รับการศึกษาดีๆ ผู้เป็นพ่อแม่ไม่ได้คาดหวังอะไรมากไปกว่าการขอให้ลูกสาวมีความรู้ และยืนหยัดอยู่ได้ในโลกยุคปัจจุบัน

หากโชคดีหน่อย อาจได้รับการเลี้ยงดูจากลูกสาวบ้าง ในยามที่เธอยังไม่ออกเรือน พ่อแม่บางคนอาจโชคดีมากกว่านั้น แม้ตัวลูกสาวจะออกเรือนไปแล้ว ก็ยังคงให้การเลี้ยงดูผู้เป็นพ่อแม่ โดยมิให้ต้องลำบาก

แต่กับพ่อแม่อีกหลายคน ต้องมาหัวใจสลาย เมื่อลูกสาวหนีตามผู้ชาย แต่งงานโดยไม่ให้ผู้เป็นพ่อแม่ได้รับรู้ พ่อแม่จะรู้ก็ต่อเมื่อทางฝ่ายชายมาส่งข่าวแล้ว

ภายในแค่สองเดือนที่ผ่านมา เกิดเรื่องลักษณะดังกล่าวแล้วถึงสองครั้ง กับครอบครัวที่ผมรู้จัก

รายแรกเป็นเรื่องราวของเด็กสาวที่เพิ่งจบการศึกษา แม้แต่ใบปริญญาก็ยังไม่ได้รับ พ่อแม่ก็เฝ้ารอที่จะร่วมรับปริญญาของลูกสาวด้วยความสุขใจ แต่แล้วสิ่งที่ผู้เป็นพ่อแม่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อจู่ๆ ลูกสาวได้หายตัวไป และมีคนมาแจ้งว่าลูกสาวเป็นคนของบ้านนั้นไปแล้ว

ด้วยความเสียใจ และผิดหวังในตัวลูกสาว ผู้เป็นพ่อแม่จึงไม่อาจอยู่บ้านในวันที่ฝ่ายชายมาเยี่ยมได้

แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วลูกสาวทุกคนต้องแต่งงานออกเรือนไป ผู้เป็นพ่อแม่ก็เข้าใจ แต่ไม่ใช่สำหรับกรณีเช่นนี้ กรณีนี้ผู้เป็นพ่อแม่เสียใจที่ลูกสาวไม่ได้ปรึกษาใดๆ กับพวกท่านเลย และที่ผิดหวัง ก็ผิดหวังตรงที่อุตส่าห์ส่งเสียจนเรียนจบระดับปริญญา แต่ก็ดูเหมือนการศึกษาไม่ได้ช่วยพัฒนาตัวลูกสาวแต่อย่างใด การแต่งงานยังเป็นไปในรูปแบบที่คนม้งเมื่อหลายสิบปีก่อนเค้าทำกัน คือแต่งก่อนแล้วค่อยแจ้งให้ทางบ้านทราบ

จากที่ควรเป็นเรื่องน่ายินดี งานแต่งนี้จึงกลายเป็นเรื่องเศร้าสำหรับผู้เป็นพ่อแม่

อีกกรณีหนึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อตอนกลางเดือน เป็นเรื่องราวของสาวน้อยที่เพิ่งจะจบชั้น ม.3 ยังไม่ทันได้ขึ้น ม.4 เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อพ่อแม่ทำงานอยู่ที่ไร่ แล้วลูกสาวก็ตัดสินใจตามผู้ชายไป

สำหรับเรื่องนี้ฝ่ายชายหญิงอายุไล่เลี่ยกัน เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเศร้า ไม่เฉพาะผู้เป็นพ่อแม่ แต่รวมถึงญาติผู้ใหญ่อีกหลายๆ คน ที่จริงควรจะเรียกว่าน่าอนาถใจเสียมากกว่า เพราะมองไม่เห็นอนาคตของคนทั้งคู่ แทนที่จะตั้งใจเรียนหนังสือต่อไป และมีอนาคตที่ดี หรืออย่างน้อยก็มีความรู้เพื่อที่จะอยู่รอดได้ในโลกยุคนี้

เพียงแค่สามคืนก่อนกลับมาเยี่ยมพ่อตาแม่ยาย หนุ่มสาวทั้งคู่ก็ได้เริ่มต้นตรากตรำกับงานไร่งานสวนเสียแล้ว เพียงแค่สามวัน ฝ่ายหญิงกลับมาบ้านอีกครั้งด้วยสีหน้าหมองคร้ำ พร้อมกับร่ำไห้ เค้าไม่เคยต้องทำงานหนัก เค้าเคยใช้แต่หม้อหุงข้าวไฟฟ้า แต่เมื่อไปถึงบ้านของฝ่ายชาย สิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยนไป

ที่สำคัญฝ่ายชายยังวัยรุ่นมาก ใจร้อน หึงหวง ผมเผ้าเกาหลี นั่งโต๊ะพิธีกางเกงบ็อกเซอร์โผล่โชว์กัน

ในวันกินเลี้ยง แขกเหรื่อและญาติผู้ใหญ่มาร่วมงานมากมาย แต่ไม่มีคนไหนเลย ที่แสดงถึงสีหน้าแห่งความยินดี เพราะมองมุมไหนก็ไม่เห็นความน่ายินดี สิ่งที่เห็นมีแต่ความยากลำบากที่รอคนทั้งคู่อยู่

นี่แหละสาวม้งเอย ยามเมื่อเจ้าแต่งงานเจ้าปรึกษาใคร พ่อแม่ของเจ้าเลี้ยงดูเจ้าจนเติบใหญ่ สิ่งสุดท้ายที่เจ้าพอจะทำให้ท่านทั้งสองมีความสุข คือวันที่เจ้าแต่งงานออกเรือนไป แต่เมื่อเรื่องราวกลับกลายเป็นเช่นนี้ แทนที่จะเป็นเรื่องสุขใจ ท่านทั้งสองกลับต้องมาหัวใจสลายเพราะเจ้า

แน่นอนวันที่เจ้าแต่งงาน พ่อแม่ย่อมเศร้าใจที่เจ้าจากไป แต่ท่านทั้งสองก็สุขใจที่เจ้าเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที ยิ่งเจ้าได้คนดีเป็นคู่ครอง พ่อแม่ย่อมหมดห่วงในตัวเจ้า

หลายคนอาจรับได้กับเหตุการณ์เหล่านี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า มันเกิดขึ้นบ่อยๆ ในสังคมม้งเรา จนมันกลายเป็นเนื้อเดียวกันกับเรา จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตม้งเรา …

…มันก็อาจจะจริงตามนั้น แต่คำถามคือ เมื่อใดก็ตาม ที่คุณกลายเป็นพ่อคนแม่คนแล้ว คุณจะยังยอมรับกับเหตุการณ์เหล่านี้ได้อยู่อีกหรือไม่

พิธีกรรม…งานศพม้ง…สิ่งที่เราไม่รู้

Hmong Asia Thailand

สงกรานต์ที่ผ่านมา หลายคนคงสนุกสนาน ต่างกับโดมดอย ที่ต้องพบกับความเศร้าครั้งใหญ่ เพราะพี่สาวคนโต เสียชีวิต ในเช้าวันที่ 14 เมษายน 2553 งานต่าง ๆ ที่วางแผนไว้ต้องยกเลิกแล้วเดินทางไปงานศพ แม้ว่าเจ้าภาพใหญ่จะเป็นของญาติทางสามี แต่ในฐานะน้องสาวคงนิ่งดูดายไม่ได้ ต้องอยู่ ดูแลตลอดงานร่วมกับหลาน ๆ เพราะพ่อเสียก่อนหน้าแล้ว แม่มาเสียอีก หลาน ๆ ไม่เหลือใครอีกแล้ว โดมดอยแม้จะทดแทนไม่ได้ แต่ไปให้เห็นหน้า หลาน ๆ ยังอุ่นใจบ้าง

งานนี้โดมดอยได้พบเจอพิธีกรรมที่ไม่เคยกระทำมาก่อน แม้พิธีกรรมนี้มีมานาน แต่เพราะเราไม่เคยร่วมงานตลอดงานเราจึงไม่รู้นั่นเอง ก็ยกตัวอย่างเช่น พิธี Nqug tsooj ต้องให้ Kaav Xwm เรียกญาติ ๆ มาสอบถามต่อหน้าศพ โดยถามว่าคนตายติดหนี้สินใครบ้าง…เท่าไหร่…ไม่มีก็แล้วไป หากมี ใครจะยินยอมใช้หนี้ให้ เมื่อมีเจ้าภาพรับชำระแล้ว คนที่ทำพิธีจะบอกกล่าวให้คนตายว่า….ตนไม่มีหนี้สินแล้วนะ สามารถเดินทางไปหาปู่ย่า พ่อแม่ ไปเกิดใหม่ได้ โดยไม่ต้องกังวล

Hmong Funeral

อีกพิธีกรรมหนึ่ง คนที่เป็นฝ่ายซักถามญาติฝ่ายสามีว่าวันที่จะพาไปฝังจะไปอย่างไร เขาใช้ภาษาปริศนา คนตอบต้องหาคำตอบให้ได้ และตอบให้ถูก จึงจะผ่านขั้นตอนต่อไปได้ โดมดอยจำไม่ได้ชัดเจนแต่จับใจความได้ตอนหนึ่งคล้ายว่า…moog le vaub kib los swv tis yaa คนที่ทายปริศนาต้องรู้ว่าจะหามคนตายเดินไปที่หลุมศพ หรือจะนั่งรถไป ลักษณะนั้นค่ะ มีหลายคำถามมาก เวลาคนตอบ ตอบไม่ถูกก็สอบถามและทายกันว่า คืออะไร จะตอบอะไรจึงจะถูกใจคนซักถาม

ส่วนพิธี Xyom คือการเคารพศพ แบ่งเป็นฝ่ายลูกหลานญาติทางสามีกรณีผู้ตายคือหญิง และฝ่ายญาติทางผู้ตาย (ฝ่าย dlaab laug) ทั้ง 2 ฝ่ายต้องหาหมอแคน คนตีกลอง คนร้องเพลงกล่อมศพมาเอง ฝ่ายใดทำพิธีฝ่ายนั้นก็ต้องแบกกระดาษที่ถูกตอกเป็นลวดลายพวงใหญ่ จำไม่ได้ว่าเรียกว่า ntawv vaam saab หรือเปล่า แบกไว้บนบ่า เวลาหมอแคนเป่าแคนแล้วเดินลอดใต้กลอง ลูกหลานก็กราบ หรือ pe และทำเช่นนี้ทุกครั้ง จนจบพิธี ซึ่งจบแคนก็ต่อด้วย hu nkauj

ช่วงที่ hu nkaujนี้หมอแคนกับคนร้องเพลงของญาติทางสามีจะไปร้องข้าง ๆ ศรีษะศพ และเปลี่ยนคนตีกลองฝั่งญาติฝ่ายผู้ตาย (dlaab laug) รวมทั้งหมอแคน คนตีกลอง มาทำพิธีต่อ ลูกหลานฝั่ง dlaab laug ก็มา Xyom หรือ pe จนจบพิธี พิธีนี้จะทำอีกครั้งตอนพาไป tswm tshaav ในวันที่จะฝังศพ แต่ตอน tswm tshaav ถือธูปแทนกระดาษ ส่วนกระดาษนี้ถือว่าเป็นเงินทองที่เราจะมอบให้คนตายเอาไปใช้ในโลกแห่งวิญญาณ

Hmong Funeral

หลังเคารพศพแล้วก็เผาให้คนตายไป ยังเหลือพิธีกรรมที่ดี ๆ น่าจดจำและอนุรักษ์ไว้หลาย ๆ อย่าง เช่น มอบ noob ncoos จากญาติ ๆ พี่น้องร่วมท้องเดียวกันต้องมาลูบหน้าปิดตาคนตาย ตรวจสอบศพว่ามีใครเอาเข็ม เศษเหล็ก หรือกำไล แหวน อื่น ๆ มาซ่อนที่ตัวศพหรือเปล่า กลัวศพจะไปเกิดไม่ได้จะทำให้ลูกหลานป่วยไข้

สถานที่ประกอบพิธีกรรมเดี๋ยวนี้ทันสมัยมาก มีศาลา tswm tshaav มีหลักคล้องวัวที่จะฆ่าให้คนตายเรียบร้อย นับว่า อบต. กำนันผู้ใหญ่บ้าน มองเห็นความสำคัญจุดนี้เลยของบประมาณมาทำให้ถาวร เป็นการอำนวยความสะดวกได้ดีมาก ศพก็มีโลงเรียบร้อย แถมโลงเย็นด้วยระหว่างสวดศพอยู่ที่บ้าน ไม่อุจาดตาเหมือนสมัยโบราณ ที่คนตายต้องอยู่บน neeg ไม้ที่จัดทำขึ้น แต่อย่างไรก็ตามแม้จะสะดวก แต่คงไม่อยากมีใครอยากมาใช้บริการแน่นอน ดังสุภาษิตม้งที่ว่า “Ua neej nyob xaav muaj tsis xaav pluag , xaav nyob tsis xaav tuag” แต่หากวาระนั้นเดินทางมาถึงก็ต้องไป ไม่มีใครหลีกหนีพ้นแม้มีเงินมากมายก็ซื้อเวลาอยู่ต่อไม่ได้ ดังนั้นเราอยากไปแบบคนกล่าวขวัญถึงด้วยการยกย่องชมเชย หรือกล่าวถึงด้วยการสาปแช่ง ด่าทอ เราสามารถกระทำเองได้ โดมดอยไม่ต้องบอกหรอกเพราะทุกคนรู้ดีว่าควรทำอย่างไร ขอให้เราได้เห็นหน้ากันนาน ๆ นะ ยังไม่อยากมาใช้บริการสถานที่วังเวงนี้ในขณะนี้ค่ะ.

ความรุนแรงในครอบครัว สังคม และอินเตอร์เนต

ช่วงนี้ฝนเริ่มตก เหมือนๆ อากาศจะเริ่มหายร้อน เช่นเดียวกับการเมืองบ้านเรา ที่ทำท่าว่าจะมีทางออกเสียที แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังรับประกันไม่ได้ว่าฝนจะตกจริงหรือยัง หรือทางออกการเมืองบ้านเราจะใช่ทางออกจริงหรือไม่ เพราะยังไม่ทันไรน้ำลายก็ปลิวว่อนอีกแล้ว ไม่ว่าเสียงคัดค้าน หรือเสียงสนับสนุน ..โอเค เซ แค่นี้

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ มักจะถูกผูกโยงหรือมีที่มาจากครอบครัวทั้งสิ้น เนื่องจากครอบครัวคือรากฐานของสังคมนั่นเอง และเรื่องที่จะพูดถึงในวันนี้ก็เช่นเดียวกัน เรื่องของความรุนแรง และสุดท้ายเราจะลองมาดูซิว่า จริงๆ แล้วปัญหาความรุนแรงเกิดจากใครกันแน่

stop_violation_lady
หยุดความรุนแรงต่อผู้หญิง

บ้านเราที่ได้ยินอยู่บ่อยๆ คือ ความรุนต่อเด็กและสตรี รวมไปถึงความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งองค์กรต่างๆ ต่างก็ให้ความสำคัญ และมีกิจกรรมกันอย่างต่อเนื่อง ยิ่งบางช่วงจะมีกิจกรรมออกมาถี่มาก ถี่ยิ่งกว่าโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมของเหล่าห้างร้านเสียอีก ประมาณว่ารณรงค์ปีนี้เพื่อให้ความรุนแรงหายไปในปีหน้ากันเลยทีเดีย

แต่สิ่งที่ปรากฎให้เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นวันก็คือ ข่าวอาชญากรรม น้องฆ่าพี่ ลูกฆ่าแม่ ผัวฆ่าเมีย ผัวยิงเมียแล้วยิงตัวตาม ..เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว จึงมีคำถามว่าเราจะวัดผลของการรณรงค์ได้อย่างไร เพื่อการพัฒนาปรับปรุงสู่เป้าหมายการหยุดยั้งความรุนแรง

จะเกิดอะไรขึ้น หากเราขาดกิจกรรมรณรงค์ลดความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาเล่านี้อาจจะมีมากยิ่งกว่านี้ และแน่นอนว่าเหยื่อจากเหตุการณ์รุนแรงเหล่านี้ คงจะไม่อาจหาที่พึ่งได้ หากไม่มีองค์กรเหล่านี้คอยยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ..เราเองก็ขอรณรงค์

ซึ่งว่าไปแล้ว ความรุนแรงในครอบครัว หากเกิดขึ้นกับครอบครัวใด องค์กรที่รับผิดชอบในด้านนี้ยังสามารถเข้ามาดูแล และหยุดยั้งปัญหาไม่ให้บานปลายได้ ..แม้ด้านจิตใจจะยากเยียวยาก็ตาม

ความรุนแรงในสังคม ปัจจุบันถือเป็นปัญหาที่มองเห็นได้ชัดเจนมาก ไล่ตั้งแต่กีฬาสีระดับชาติอย่าง เสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อน้ำเงิน เสื้อขาว เสื้อชมพู ไปจนถืง กลุ่มเสื้อหลากสี

หากจะไล่ย่อยลงมาอีกคือ ความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างสถาบันอาชีวะศึกษา ความขัดแย้งระหว่างชุมชน ภายในชุมชน จนถึงความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านข้างๆ

น่าเสียดายที่ความขัดแย้งในสังคมบางครั้งก็ยากที่จะหาทางออก อย่างปัญหาเรื่องกีฬาสีที่บ้านเราพบเจออยู่ในขณะนี้ เพราะแม้แต่พวกผู้ใหญ่ในบ้านเมืองของเราเอง ก็ก็ยังอดไม่ได้ที่จะโดดเข้าไปคลุกวงในกับเค้าด้วย กลุ่มองค์กรต่างๆ ที่เคยทำหน้าทีเป็นตัวกลาง ก็ยังต้องเลือกฝักเลือกฝ่าย โดยเฉพาะในกลุ่มของสื่อสารมวลชน ที่เอาตัวเข้าไปอยู่ในปมขัดแย้งมากจนเกินไป ..เรื่องนั่งเทียนใส่สีตีไข่ กลายเป็นเรื่องจิ๊บๆ ไปเสียแล้ว

เมื่อส่วนต่างๆ ในสังคมมันบิดเบี้ยว จึงไม่มีใครฟังใคร ไม่มีใครเป็นที่น่าเชื่อถือของทุกฝ่าย (หลายฝ่ายเกิน) บ้านเมืองจึงติดแหง็กอยู่อย่างนี้ เพราะไม่มีคนกลางคอยไกล่เกลี่ย หรือเป็นตัวกลางประสานรอยร้าวในครั้งนี้

ส่วนในเรื่องการรณรงค์ต่างๆ เช่นว่า “หยุดทำร้ายประเทศไทย” ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผล เพราะแต่ละฝ่ายก็ดูเหมือนจะยุ่งเกินกว่าที่จะมาฟังเสียงของคน หรือกลุ่มองค์กรเหล่านี้ ที่สำคัญเลยก็คือ ความขัดแย้งหรือความรุนแรงครั้งนี้ใหญ่เกินกว่าที่ใครจะออกมาห้ามกันได้ง่ายๆ ..ผู้ห้าม ผู้รณรงค์จึงกลายเป็นแค่คนตัวเล็กๆ

อย่าว่าแต่ปัญหาการเมืองในขณะนี้เลย แม้แต่เรื่องเด็กแว๊น กับสาวสก๊อยยังแก้กันไม่จบ

ด้วยความหลากหลายของความรุนแรงในสังคม บางอย่างอาจแก้จบได้โดยง่าย แต่บางอย่างอาจต้องอาศัยเวลา ..หรืออาจจะแก้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ สิ่งที่พอทำได้คือ เฝ้ารอให้ความรุนแรงเหล่านั้นเบาบางลง

เอาล่ะมาถึงไฮไลท์ของเรื่องนี้ ความรุนแรงบนโลกอินเตอร์เนต ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องของการใช้คำพูด ด่าทอ ข่มขู่ ซึ่งว่าไปแล้วก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะไม่มีใครต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัว (ส่วนเรื่องสภาพจิตใจ ช่าง..) แต่ล่าสุดเห็นมีข่าวออกมา ถึงขั้นที่ขู่จะเอาชีวิตกันเลยทีเดียว

สองวันนี้ก็แวะไปเยี่ยมเว็บเพื่อนบ้านของเรา ถึงรู้ว่าม้งเราก็อินเทรนด์กับเค้าเหมือนกัน เค้ามีการเขม่นกันในอินเตอร์เนต ม้งเราก็มี เค้ามีการด่าทอด้วยถ้อยคำที่ไม่สุภาพ ม้งเราก็ใช่ย่อย คนอื่นเค้าข่มขู่กันผ่านโลกอินเตอร์เนต ม้งเราก็เอาบ้าง

ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง จึงเป็นเรื่องยากที่จะป้องปรามความรุนแรงที่เกิดขึ้นบนโลกอินเตอร์เนต ถึงแม้จะมีองค์การที่เค้าดูแลด้านนี้อยู่ก็ตาม

แต่อยากขอเตือนพวกเราชาวม้งไว้ว่า ด้วยข้อมูลที่พวกเรามักจะทิ้งไว้ตามเว็บไซต์ต่างๆ จึงมีความเป็นไปได้ที่คู่อริในอินเตอร์เนตของเรา (ไม่ว่าเราตั้งใจสร้างคู่อริหรือไม่ก็ตาม) เค้าอาจจะไปค้นหาข้อมูลของเราจากเว็บไซต์อื่น และนำมาก่อความเสียหายกับเราได้

หากเรากระทบกระทั่งกันเฉพาะในชุมชนออนไลน์ของม้งเรา ผมเชื่อว่าคงไม่มีอะไรเลยเถิดหรือบานปลาย แต่เตือนไว้ในกรณีที่เราต้องไปอยู่ร่วมกับสังคมออนไลน์อื่น ซึ่งเค้าอาจจะมีวัฒนธรรมที่ต่างไปจากเรา

ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงการมีคุ่อริ ด้วยการสร้างความความรุนแรงบนอินเตอร์เนต เพราะอย่างที่บอก มันเป็นเรื่องยากที่องค์กรที่รับผิดชอบจะเข้ามาดูแลได้ ฉะนั้นเราจึงควรต้องดูแลตัวเราเอง โดยไม่ไปก่อปัญหากับใครโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ..ที่สำคัญเราต้องสำนึกรู้ ที่จะรักษาภาพบรรยากาศมิตรภาพระหว่างชาวม้งด้วยกัน

เมื่อมาถึงจุดนี้ ทุกคนจะเห็นได้ว่าปัญหาในสังคมไม่น่าจะใช่มาจากครอบครัวเสียแล้ว หากแต่เป็นที่ตัวบุคคล หรือปัจเจกบุคคล และตัวบุคคลนี่แหละที่เป็นจุดเริ่มของปัญหาต่างๆ เริ่มกันตั้งแต่ในครอบครัว ที่ประกอบด้วยคนเพียงไม่กี่คน ไปจนถึงระดับประเทศ ไหนยังจะต้องมาเจอกับโลกอินเตอร์เนตอีก

สรุปก็คือ ที่ไหนที่มีคนอยู่ตั้งแต่สองคนขึ้นไป ที่นั่นย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาขึ้นได้เสมอ ..และหากความรุนแรงเกิดขึ้นแล้ว จงอย่าโทษ “ซวย” เรานี่แหละที่เป็นคนก่อมันขึ้นมา

  Page 8 of 86« First...«678910»...Last »


+ 3D TV + Best LED TV + Samsung 55 LED TV + 46 LCD TV + 50 LCD TV + 52 LCD TV + Samsung LCD TV + LG TV + Sony TV + Sharp TV + 720p + 1080p + DLP TV + Samsung DLP TV + Mitsubishi 73
(more + )